โรคข้อรูมาตอยด์ พบบ่อยในคนวัยทำงานและวัยกลางคน โดยเฉพาะในผู้หญิงซึ่งมีความเสี่ยงสูงกว่าผู้ชาย 2 – 3 เท่า หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษา กระดูกอ่อนและข้อต่อจะถูกทำลายอย่างถาวร ส่งผลให้เกิดความพิการและคุณภาพการใช้ชีวิตประจำวันลดลง หากได้รับการวินิจฉัยตั้งแต่ระยะแรกและรักษาอย่างต่อเนื่องจากแพทย์เฉพาะทางจะช่วยชะลอการดำเนินของโรคและลดความรุนแรงได้
ระบบข้อต่อของร่างกายทำงานอย่างไร?
ข้อต่อ (Joint) คือ บริเวณที่กระดูกสองชิ้นมาบรรจบกัน ช่วยให้ร่างกายเคลื่อนไหวได้อย่างราบรื่น ภายในข้อต่อมีส่วนประกอบสำคัญหลายอย่าง ได้แก่
- กระดูกอ่อนผิวข้อ ทำหน้าที่เป็นเบาะรองรับแรงกระแทกและลดแรงเสียดทาน
- เยื่อหุ้มข้อ ผลิตน้ำหล่อเลี้ยงข้อเพื่อหล่อลื่นและนำสารอาหารสู่กระดูกอ่อน
- น้ำไขข้อ ของเหลวหนืดใสที่ช่วยลดการเสียดสีระหว่างกระดูก
- เอ็นยึดข้อและเส้นเอ็น ช่วยพยุงและเสริมความมั่นคงให้ข้อต่อ
ในโรคข้อรูมาตอยด์ ระบบภูมิคุ้มกันจะโจมตีเยื่อหุ้มข้อเป็นอันดับแรก ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง และทำลายกระดูกอ่อนรวมถึงกระดูกโดยรอบในที่สุด
โรคข้อรูมาตอยด์คืออะไร?
โรคข้อรูมาตอยด์ (Rheumatoid Arthritis: RA) คือ โรคที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเกิดความผิดปกติ หันมาโจมตีเนื้อเยื่อของตัวเองโดยเฉพาะเยื่อหุ้มข้อ ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง ข้อบวม เจ็บปวด และถ้าไม่ได้รับการรักษาจะนำไปสู่การทำลายข้อถาวร ต่างจากโรคข้อเสื่อม ซึ่งเกิดจากการสึกหรอตามอายุ หรือโรคแพ้ภูมิตัวเอง (SLE) ซึ่งเป็นโรคที่ภูมิคุ้มกันของคน ๆ นั้นทำลายอวัยวะและเนื้อเยื่อของร่างกายตนเอง ส่งผลกระทบต่อส่วนอื่นของร่างกาย เช่น ตา กล้ามเนื้อ ไม่ใช่แค่ข้อต่อเท่านั้น
สาเหตุของโรคข้อรูมาตอยด์
ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุการเกิดที่แท้จริง แต่อาจเกิดจากปัจจัยร่วมกัน ได้แก่
- ปัจจัยทางพันธุกรรม มียีนบางชนิด เช่น HLA-DR4 ที่เพิ่มความเสี่ยง
- ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม เช่น การติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย การสูบบุหรี่
- ปัจจัยด้านฮอร์โมน พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย สัมพันธ์กับฮอร์โมนเพศ
ลักษณะของโรคข้อรูมาตอยด์
โรคข้อรูมาตอยด์สามารถแบ่งตามลักษณะการดำเนินโรคได้ดังนี้
- แบบ Seropositive ผลตรวจเลือดเป็นบวก ตรวจพบ Rheumatoid Factor (RF) หรือ Anti-CCP ในเลือด พบมากที่สุดประมาณ 60% – 80% ของผู้ป่วยและมักมีอาการรุนแรง
- แบบ Seronegative ผลตรวจเลือดเป็นลบ ตรวจไม่พบ RF หรือ Anti-CCP มีอาการเหมือนรูมาตอยด์ปกติแต่มักปวดตามข้อเล็ก ๆ เช่น ข้อมือ ข้อนิ้ว พบประมาณ 20%-30%
- ข้ออักเสบเรื้อรังไม่ทราบสาเหตุในเด็ก (Juvenile Idiopathic Arthritis: JIA) โรคข้ออักเสบในเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี มีกลไกคล้ายกับโรคข้อรูมาตอยด์ในผู้ใหญ่
- โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ที่มีอาการนอกข้อ การอักเสบที่มีผลกระทบต่ออวัยวะอื่นนอกจากข้อ เช่น ปอด หัวใจ ตา และผิวหนัง มักพบในรายที่มีอาการรุนแรงของโรคสูง
อาการของโรคข้อรูมาตอยด์
โรคข้อรูมาตอยด์ในระยะแรกมักมีอาการไม่ชัดเจน หรืออาจถูกเข้าใจผิดว่าเป็นความเมื่อยล้าทั่วไป ทำให้ผู้ป่วยหลายรายไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาในเวลาที่เหมาะสม อาการที่ควรระวัง ได้แก่
อาการที่ข้อต่อ:
- ข้อฝืดตอนเช้านานกว่า 1 ชั่วโมง เป็นสัญญาณสำคัญของโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์
- ข้อบวม แดง ร้อน และเจ็บปวด
- อาการมักเป็นสองข้างพร้อมกัน เช่น ข้อมือทั้งสองข้าง
- ข้อนิ้วมือ โดยเฉพาะข้อต่อโคนนิ้วมือและข้อต่อนิ้วมือส่วนกลาง ได้รับผลกระทบบ่อยที่สุด
- ในระยะลุกลาม อาจเกิดข้อผิดรูป เช่น นิ้วมือโค้งงอผิดปกติ
อาการทั่วร่างกาย:
- อ่อนเพลียเรื้อรัง
- มีไข้ต่ำ
- น้ำหนักลด
- เบื่ออาหาร
อาการนอกข้อ :
- ตุ่มรูมาตอยด์ใต้ผิวหนัง โดยเฉพาะที่ข้อศอก
- ตาแห้ง ตาแดง
- ภาวะโลหิตจาง
- การอักเสบของเยื่อหุ้มปอดหรือหัวใจในรายที่รุนแรง
กลุ่มเสี่ยงที่ควรระวัง
โรครูมาตอยด์สามารถเกิดได้กับทุกกลุ่ม แต่บางกลุ่มมีโอกาสเกิดสูงกว่าคนทั่วไป
- เพศหญิง มีความเสี่ยงสูงกว่าเพศชาย 2 – 3 เท่า โดยเฉพาะในช่วงอายุ 30 – 60 ปี เชื่อว่าสัมพันธ์กับฮอร์โมนเอสโตรเจน
- ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรครูมาตอยด์ มีโอกาสเป็นโรคนี้สูงกว่าคนทั่วไป เนื่องจากปัจจัยทางพันธุกรรม
- ผู้ที่สูบบุหรี่ นิโคตินและสารพิษในบุหรี่กระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ เพิ่มความเสี่ยงเป็นโรครูมาตอยด์และทำให้อาการของโรครุนแรงขึ้น
- ผู้ที่มีน้ำหนักเกิน ไขมันส่วนเกินผลิตสารอักเสบ ทำให้กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ
- ผู้ที่มีประวัติติดเชื้อบางชนิด เช่น ไวรัสในกลุ่มเริม (Epstein-Barr Virus) หรือ พาร์โวไวรัสอาจเป็นตัวกระตุ้น
- ผู้ที่สัมผัสสารเคมีบางชนิด เช่น ซิลิกาหรือแอสเบสตอสในสภาพแวดล้อมการทำงาน
งานวิจัยทางการแพทย์พบว่า การตั้งครรภ์ช่วยป้องกันโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ได้บางส่วน สตรีตั้งครรภ์ส่วนมากมีอาการของโรคลดลงหรือหายไปในช่วงไตรมาสที่ 2 หรือ 3 จากการปรับเปลี่ยนฮอร์โมนและกลไกของภูมิคุ้มกันเพื่อไม่ให้ต่อต้านกับทารกในครรภ์ ส่งผลให้โรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเองสงบลงชั่วคราว
ภาวะแทรกซ้อนโรคข้อรูมาตอยด์
หากเป็นโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์อาจทำให้เกิดความเสี่ยงต่อร่างกาย ดังนี้
- กระดูกพรุน เกิดความเสื่อมและเปราะบางของกระดูก จากการใช้ยารักษาข้ออักเสบรูมาตอยด์
- โรคพังผืดรัดเส้นประสาทข้อมือ หรืออุโมงค์ข้อมือทับเส้นประสาท จากการอักเสบนำไปสู่การกดทับเส้นประสาท
- โรคหัวใจและหลอดเลือด เช่น หลอดเลือดอักเสบ หลอดเลือดหัวใจอุดตัน เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ
- โรคปอด เยื่อหุ้มปอดอักเสบ พังผืดที่เนื้อเยื่อปอด ทำให้หายใจสั้น หายใจลำบาก
- มะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งเนื้อเยื่อน้ำเหลืองชนิดอื่น ๆ
- โรคโซเกร็น (Sjogren’s Syndrome) ภูมิคุ้มกันต่อต้านเนื้อเยื่อตนเอง ตาแห้ง ปากแห้ง เยื่อหุ้มตาอักเสบ
- ติดเชื้อได้ง่าย ติดเชื้อร้ายแรง เพราะภูมิคุ้มกันอ่อนแอจากยาที่ใช้ในการรักษาโรค
- เส้นเอ็นฉีกขาด โดยเฉพาะเส้นเอ็นบริเวณหลังนิ้วมือ
การวินิจฉัยโรคข้อรูมาตอยด์
แพทย์เฉพาะทางโรคข้อและรูมาติสซั่ม ใช้เกณฑ์การวินิจฉัยหลากหลายวิธีซึ่งขึ้นอยู่กับอาการและความรุนแรงของโรค ซึ่งประกอบด้วย
- การซักประวัติและตรวจร่างกาย
- ตรวจดูอาการของโรคจากภายนอก โดยประเมินลักษณะ ตำแหน่ง และระยะเวลาของอาการข้ออักเสบ
- ตรวจจำนวนข้อที่บวมและกดเจ็บ
- การตรวจเลือด
- การตรวจ Rheumatoid Factor (RF) ตรวจหาภูมิต้านทานชนิดหนึ่ง ที่ร่างกายสร้างมาเพื่อทำลายตัวเอง มักพบพบในผู้ป่วยข้ออักเสบรูมาตอยด์
- การตรวจหาแอนติบอดีต่อสาร Anti-CCP หรือ ACPA เป็นการวินิจฉัยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ในระยะแรกเริ่ม
- การตรวจวัดอัตราการตกตะกอนของเม็ดเลือดแดงใน 1 ชั่วโมง (Erythrocyte Sedimentation Rate: ESR) และ ตรวจหาค่าโปรตีน ( C-Reactive Protein: CRP) เพื่อหาภาวะอักเสบหรือเนื้อเยื่อที่ถูกทำลายในร่างกาย
- การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete Blood Count: CBC) เพื่อตรวจหาภาวะโลหิตจางที่มักพบร่วมกับโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์
- การตรวจภาพถ่ายทางรังสี
- X-ray — ตรวจหาการสึกกร่อนของกระดูกและช่องว่างข้อแคบลง
- Ultrasound — ตรวจหาน้ำในข้อและการอักเสบของเยื่อหุ้มข้อในระยะแรก ก่อนที่จะปรากฏใน X-ray
- MRI — ตรวจพบความผิดปกติของกระดูกและเนื้อเยื่ออ่อนได้ละเอียด
ทางเลือกในการรักษาโรคข้อรูมาตอยด์
โรครูมาตอยด์ยังไม่สามารถรักษาให้หายขาด แต่รักษาเพื่อบรรเทาอาการได้ โดยเป้าหมายการรักษาในปัจจุบันคือ Treat-to-Target (T2T) หมายถึง การมุ่งให้โรคสงบหรืออยู่ในระดับที่ควบคุมได้ เพื่อป้องกันความเสียหายของข้อในระยะยาว ซึ่งวิธีการรักษามีหลายวิธีขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคดังนี้
- การบำบัดโดยไม่ใช้ยา ในผู้ป่วยรูมาตอยด์ระยะเริ่มต้นสามารถทำกายภาพบำบัดให้ข้อต่อยืดหยุ่น ฟื้นฟูกล้ามเนื้อและข้อต่อโดยรอบ ป้องกันไม่ให้ข้อถูกทำลายเพิ่มขึ้น ต้องเป็นไปตามคำแนะนำของแพทย์และนักกายภาพบำบัด รวมถึงการออกกำลังกายอย่างแอโรบิกช่วยให้ข้อต่อไม่ยึดติด เคลื่อนไหวได้ดีขึ้น อาจมีการใส่เครื่องพยุงร่างกายตามความเหมาะสม
- การใช้ยารักษาโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ได้แก่
- ยากลุ่มสเตียรอยด์ในผู้ที่มีอาการอักเสบรุนแรง มีผลข้างเคียงรุนแรง ลดปริมาณเมื่ออาการดีขึ้น
- ยาต้านการอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ รักษาอาการปวดบวมบริเวณข้อได้ดีและเห็นผลเร็ว
- ยากลุ่มยับยั้งการอักเสบชนิดออกฤทธิ์ช้า ต้องใช้ติดต่อกันตามคำแนะนำของแพทย์เท่านั้น
- การผ่าตัดรักษาข้ออักเสบรูมาตอยด์ ในกรณีที่ข้อถูกทำลายเสียหายไปมากและไม่สามารถรักษาวิธีอื่นได้ แพทย์จะทำการผ่าตัดเพื่อรักษาโรคข้ออักเสบมารูตอยด์ ลดความเสียหายของข้อต่อในระยะยาว มีหลายวิธีอาทิ การผ่าตัดรวมข้อ ผ่าตัดเยื่อหุ้มข้อ ผ่าตัดเย็บซ่อมเส้นเอ็นรอบข้อต่อ ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเทียม ขึ้นอยู่กับอาการและความรุนแรงของผู้ป่วย
การเตรียมตัวก่อนพบแพทย์และก่อนการรักษา
การเตรียมข้อมูลที่ครบถ้วนสามารถช่วยให้แพทย์วินิจฉัยและทำการรักษาได้ตรงจุดมากขึ้น
- จดบันทึกอาการ — ระบุว่าข้อไหนที่ปวดบวม เป็นมานานแค่ไหน ข้อฝืดตอนเช้านานกี่นาที
- รวบรวมประวัติสุขภาพ — รวมถึงโรคประจำตัว ประวัติครอบครัว และยาที่รับประทานอยู่ทั้งหมด
- งดสูบบุหรี่— เพราะบุหรี่ทำให้ยาบางชนิดโดยเฉพาะยาชีววิทยา (Biologics) ออกฤทธิ์ได้น้อยลง
- ตรวจสุขภาพพื้นฐาน — แพทย์อาจสั่งตรวจเลือด X-ray หรือ Ultrasound ก่อนเริ่มยา
- หลีกเลี่ยงการซื้อยาแก้ปวดกินเอง — โดยไม่ปรึกษาแพทย์ เพราะอาจปิดบังอาการและทำให้วินิจฉัยยากขึ้น
- แจ้งประวัติการแพ้ยา — โดยเฉพาะก่อนใช้ยา DMARDs และ Biologics
การดูแลตัวเองหลังการรักษา
การดูแลด้านยา:
- รับประทานยาหรือฉีดยาตามกำหนดเวลาอย่างเคร่งครัด ไม่หยุดยาเองแม้อาการดีขึ้น เพราะโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ต้องรักษาต่อเนื่องระยะยาว
- ติดตามผลเลือดสม่ำเสมอตามที่แพทย์นัด เพื่อเฝ้าระวังผลข้างเคียงของยา เช่น ค่าตับ ค่าไต และเม็ดเลือด
การออกกำลังกายและกายภาพบำบัด:
- ออกกำลังกายแบบ Low-impact เช่น ว่ายน้ำ ขี่จักรยาน หรือโยคะ เพื่อรักษาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบข้อโดยไม่กดดันข้อต่อ
- ทำกายภาพบำบัด ตามโปรแกรมที่นักกายภาพบำบัดออกแบบ
- หลีกเลี่ยงการออกแรงหักโหมในช่วงที่โรคกำเริบ
การดูแลข้อต่อ:
- ใช้เฝือกพยุงข้อหรืออุปกรณ์ช่วยพยุงตามคำแนะนำของแพทย์
- ประคบร้อนเพื่อลดความฝืดของข้อ และประคบเย็นเพื่อลดอาการบวม ตามคำแนะนำของแพทย์
การดูแลสุขภาพจิต:
- โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์อาจส่งผลต่อสุขภาพจิตได้ หากรู้สึกเครียด วิตกกังวล หรือซึมเศร้า ควรปรึกษาแพทย์
การป้องกันการติดเชื้อ:
- ผู้ป่วยที่ใช้ยา Biologics หรือ JAK Inhibitors จะมีภูมิคุ้มกันต่ำลง ควรหลีกเลี่ยงสภานที่แออัดในช่วงไข้หวัดใหญ่ระบาด และรับวัคซีนตามคำแนะนำของแพทย์ เช่น วัคซีนไข้หวัดใหญ่ วัคซีนปอดอักเสบ
อาหารที่เหมาะกับผู้ป่วยข้ออักเสบรูมาตอยด์
การเลือกรับประทานอาหารมีความสำคัญในการลดการปวดและอักเสบในผู้ป่วยรูมาตอยด์อย่างมาก ได้แก่
- อาหารที่ควรรับประทาน
- ปลา เพราะมีไขมันโอเมกา 3 ต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยยับยั้งการอักเสบ อาทิ แซลมอน ทูน่า ปลาทู
- ผักผลไม้หลากสี ช่วยยับยั้งการอักเสบตามร่างกายและข้อ อาทิ เบอร์รี บรอกโคลี ส้ม แอปเปิล
- น้ำมันมะกอก ไม่มีไขมันโอเมกา 6 ที่เข้าไปกระตุ้นการอักเสบ แต่ควรกินในปริมาณที่เหมาะสม
- ธัญพืชไม่ขัดสี ช่วยต้านการอักเสบและบรรเทาปวด อาทิ ข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต ข้าวบาร์เลย์
- พืชตระกูลถั่ว ลดการปวดและอักเสบ มีโปรตีนเสริมสร้างความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อรอบข้อต่อ
- ดื่มน้ำให้มาก เพราะหากร่างกายขาดน้ำอาจทำให้ปวดหรือตึงข้อมากขึ้น
- อาหารที่ควรเลี่ยง
- อาหารแปรรูป เพราะมีเกลือและโซเดียมสูง อาทิ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ของหมัก ของดอง เนื้อแดง ไส้กรอก แฮม เบคอน
- ไขมันทรานส์ เพราะเข้าไปกระตุ้นการอักเสบ อาทิ อาหารทอด ฟาสต์ฟูดส์ ขนมกรุบกรอบ
- อาหารน้ำตาลสูง เพราะทำให้เกิดการอักเสบและสารอนุมูลอิสระ อาทิ น้ำอัดลม ชานม ขนมหวาน
- อาหารแป้งสูง เพราะทำให้โรคกำเริบและน้ำหนักเพิ่ม อาทิ ขนมปัง พาสตา พิซซ่า
- เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ควรเลี่ยงเด็ดขาด เพราะทำให้การอักเสบรุนแรงขึ้นและขัดขวางการทำงานของยาบางชนิด
การป้องกันและชะลอการดำเนินของโรค
แม้ยังไม่มีวิธีป้องกันโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ได้อย่างสมบูรณ์ แต่การปรับพฤติกรรมสามารถลดความเสี่ยงและชะลอการดำเนินของโรคได้
- เลิกสูบบุหรี่ — เพราะบุหรี่เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ปรับเปลี่ยนได้ที่สำคัญที่สุด
- รักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ โดยดูจากค่า BMI (Body Mass Index)
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ด้วยการออกกำลังกายระดับปานกลาง
- รับประทานอาหารที่มีโอเมก้า-3 สูงจากปลาทะเล น้ำมันมะกอก ถั่ว และผักผลไม้หลากสี
- จัดการความเครียด ด้วยการนั่งสมาธิ โยคะ หรือทำกิจกรรมที่ชื่นชอบ เนื่องจากความเครียดกระตุ้นการอักเสบได้
- พักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อย 7 – 8 ชั่วโมงต่อคืน เพื่อให้ร่างกายฟื้นฟูตัวเอง
- ตรวจสุขภาพประจำปีและรีบพบแพทย์ เมื่อมีอาการข้อบวมปวดนานเกิน 6 สัปดาห์ โดยเฉพาะในผู้ที่มีความเสี่ยงสูง
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคข้อรูมาตอยด์ (FAQ)
โรคข้อรูมาตอยด์รักษาหายขาดได้ไหม?
ปัจจุบันโรคข้อรูมาตอยด์ยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาดแต่สามารถควบคุมโรคให้อยู่ในสภาวะสงบได้ ผู้ป่วยจำนวนมากสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติหากได้รับการรักษาที่ถูกต้องและต่อเนื่อง เป้าหมายสำคัญคือการป้องกันความเสียหายของข้อและรักษาคุณภาพชีวิต การหยุดยาเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์อาจทำให้โรคกำเริบและข้อเสียหายอย่างถาวรได้
โรคข้อรูมาตอยด์ต่างจากโรคข้อเสื่อมอย่างไร?
โรคข้อรูมาตอยด์เป็นโรคภูมิต้านตัวเองที่เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันโจมตีข้อต่อ มักพบในคนอายุน้อยถึงวัยกลางคน มักมีอาการข้อฝืดตอนเช้ายาวนาน และเป็นพร้อมกันสองข้าง ส่วนโรคข้อเสื่อม เกิดจากการสึกหรอตามอายุและการใช้งาน มักพบในผู้สูงอายุ อาการมักดีขึ้นหลังพักการใช้งาน การรักษาทั้งสองโรคแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ดังนั้นการวินิจฉัยที่ถูกต้องจึงสำคัญมาก
ผู้ป่วยรูมาตอยด์สามารถตั้งครรภ์ได้ไหม?
ผู้ป่วยโรคข้อรูมาตอยด์สามารถตั้งครรภ์ได้ แต่ต้องวางแผนร่วมกับแพทย์อย่างรอบคอบ เนื่องจากยารักษา อาจต้องใช้ยาบางชนิด เช่น Methotrexate และ Leflunomide ซึ่งมีความเสี่ยงต่อทารกในครรภ์ ต้องหยุดยาล่วงหน้าก่อนตั้งครรภ์ อย่างไรก็ตาม ในหลายรายอาการข้ออักเสบรูมาตอยด์มีกดีขึ้นในช่วงตั้งครรภ์เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน แต่มักกำเริบหลังคลอด การดูแลจากทีมแพทย์ที่มีประสบการณ์จึงเป็นสิ่งสำคัญ
โรคข้อรูมาตอยด์ส่งผลต่ออวัยวะอื่นนอกจากข้อได้ไหม?
ได้ โรคข้อรูมาตอยด์ ไม่ใช่แค่โรคของข้อต่อ แต่เป็นโรคที่ส่งผลต่อทั้งร่างกาย อาการนอกข้อที่พบได้ ได้แก่ โรคปอด เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ ตาแห้งและตาแดง โลหิตจาง และตุ่มรูมาตอยด์ใต้ผิวหนัง นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด สูงกว่าคนทั่วไป จึงต้องได้รับการดูแลสุขภาพองค์รวมอย่างครอบคลุม
ต้องกินยาไปนานแค่ไหน?
โดยทั่วไปโรคข้อรูมาตอยด์ต้องกินยาระยะยาว บางรายอาจต้องกินตลอดชีวิต เพราะการหยุดยาแม้ว่าโรคจะสงบแล้วมีความเสี่ยงสูงที่โรคจะกำเริบและข้อเสียหายอย่างถาวร อย่างไรก็ตาม ในผู้ป่วยที่โรคสงบได้นานและสมบูรณ์แพทย์อาจพิจารณาค่อยๆ ลดขนาดยาลง โดยต้องติดตามอาการอย่างใกล้ชิด ไม่ควรหยุดยาเองเด็ดขาด
ควรพบแพทย์โรคข้อรูมาตอยด์เมื่อมีอาการอย่างไร?
ควรรีบพบแพทย์เฉพาะทางเมื่อมีอาการข้อบวม แดง ร้อน และปวด โดยเฉพาะที่ข้อนิ้วมือ ข้อมือ หรือข้อเท้า ทั้งสองข้างพร้อมกัน ร่วมกับข้อฝืดตอนเช้านานกว่า 30–60 นาที นานเกิน 6 สัปดาห์ และมีอาการอ่อนเพลียเรื้อรัง ไข้ต่ำ หรือน้ำหนักลด การวินิจฉัยในระยะแรก และเริ่มยาภายใน 3–6 เดือนจากเริ่มมีอาการ มีผลลัพธ์ดีที่สุดในการป้องกันความพิการถาวร
โรงพยาบาลที่ชำนาญการด้านการรักษาโรคข้อรูมาตอยด์
ศูนย์อายุรกรรมโรคข้อและรูมาติสซั่ม โรงพยาบาลกรุงเทพ ดูแลผู้ป่วยโรคข้อรูมาตอยด์และโรคแพ้ภูมิต้านตัวเองแบบครอบคลุม ตั้งแต่วินิจฉัยจนถึงการรักษาระยะยาว โดยทีมแพทย์เฉพาะทางรูมาติสซั่ม พร้อมเทคโนโลยีทันสมัย รวมถึงการรักษาใช้แนวทาง Treat-to-Target (T2T) ตามมาตรฐานสากล และโปรแกรมกายภาพบำบัดเฉพาะบุคคล เพื่อควบคุมโรค ลดอาการ และช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น








