โรงพยาบาลกรุงเทพ
Caret Right
Search
CTA Curve
ค้นหาแพทย์ icon
ค้นหาแพทย์
ทำนัด icon
ทำนัด
ติดต่อ icon
ติดต่อ
โทร 1719
Menu
  • เลือกโรงพยาบาล

  • Language & Currency

Doctor not found
Doctor not found
Doctor not found
Doctor not found
โรงพยาบาลกรุงเทพ
ติดตามข่าวสาร
ดูแผนที่ Google Maps
    นโยบายความเป็นส่วนตัว

    |

    นโยบาย Cookie

    Copyright © 2026 Bangkok Hospital. All right reserved


    เครือข่ายโรงพยาบาลกรุงเทพ
    MEMBER OFBDMS logo
    CHAT

    โรคข้อรูมาตอยด์ — อาการ สาเหตุ การรักษา

    10 นาทีในการอ่าน
    ข้อมูลโดย
    นพ. สุรราชย์ ธำรงลักษณ์
    นพ. สุรราชย์ ธำรงลักษณ์

    โรงพยาบาลกรุงเทพ สำนักงานใหญ่

    อัปเดตเมื่อ: 13 ก.ค. 2569
    Dr. Suraraj Tamronglak
    นพ. สุรราชย์ ธำรงลักษณ์
    โรงพยาบาลกรุงเทพ สำนักงานใหญ่
    แพ็กเกจแนะนำ
    ชุดตรวจคัดกรองโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์
    ชุดตรวจคัดกรองโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์
    โรคข้อรูมาตอยด์ — อาการ สาเหตุ การรักษา
    โรงพยาบาลกรุงเทพ สำนักงานใหญ่
    อัปเดตเมื่อ: 13 ก.ค. 2569

    โรคข้อรูมาตอยด์ พบบ่อยในคนวัยทำงานและวัยกลางคน โดยเฉพาะในผู้หญิงซึ่งมีความเสี่ยงสูงกว่าผู้ชาย 2 – 3 เท่า หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษา กระดูกอ่อนและข้อต่อจะถูกทำลายอย่างถาวร ส่งผลให้เกิดความพิการและคุณภาพการใช้ชีวิตประจำวันลดลง หากได้รับการวินิจฉัยตั้งแต่ระยะแรกและรักษาอย่างต่อเนื่องจากแพทย์เฉพาะทางจะช่วยชะลอการดำเนินของโรคและลดความรุนแรงได้

    ระบบข้อต่อของร่างกายทำงานอย่างไร?

    ข้อต่อ (Joint) คือ บริเวณที่กระดูกสองชิ้นมาบรรจบกัน ช่วยให้ร่างกายเคลื่อนไหวได้อย่างราบรื่น ภายในข้อต่อมีส่วนประกอบสำคัญหลายอย่าง ได้แก่

    • กระดูกอ่อนผิวข้อ ทำหน้าที่เป็นเบาะรองรับแรงกระแทกและลดแรงเสียดทาน
    • เยื่อหุ้มข้อ ผลิตน้ำหล่อเลี้ยงข้อเพื่อหล่อลื่นและนำสารอาหารสู่กระดูกอ่อน
    • น้ำไขข้อ ของเหลวหนืดใสที่ช่วยลดการเสียดสีระหว่างกระดูก
    • เอ็นยึดข้อและเส้นเอ็น ช่วยพยุงและเสริมความมั่นคงให้ข้อต่อ

    ในโรคข้อรูมาตอยด์ ระบบภูมิคุ้มกันจะโจมตีเยื่อหุ้มข้อเป็นอันดับแรก ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง และทำลายกระดูกอ่อนรวมถึงกระดูกโดยรอบในที่สุด

    โรคข้อรูมาตอยด์คืออะไร?

    โรคข้อรูมาตอยด์ (Rheumatoid Arthritis: RA) คือ โรคที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเกิดความผิดปกติ หันมาโจมตีเนื้อเยื่อของตัวเองโดยเฉพาะเยื่อหุ้มข้อ ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง ข้อบวม เจ็บปวด และถ้าไม่ได้รับการรักษาจะนำไปสู่การทำลายข้อถาวร ต่างจากโรคข้อเสื่อม ซึ่งเกิดจากการสึกหรอตามอายุ หรือโรคแพ้ภูมิตัวเอง (SLE)  ซึ่งเป็นโรคที่ภูมิคุ้มกันของคน ๆ นั้นทำลายอวัยวะและเนื้อเยื่อของร่างกายตนเอง ส่งผลกระทบต่อส่วนอื่นของร่างกาย เช่น ตา กล้ามเนื้อ ไม่ใช่แค่ข้อต่อเท่านั้น

    สาเหตุของโรคข้อรูมาตอยด์

    ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุการเกิดที่แท้จริง แต่อาจเกิดจากปัจจัยร่วมกัน ได้แก่

    • ปัจจัยทางพันธุกรรม มียีนบางชนิด เช่น HLA-DR4 ที่เพิ่มความเสี่ยง
    • ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม เช่น การติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย การสูบบุหรี่
    • ปัจจัยด้านฮอร์โมน พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย สัมพันธ์กับฮอร์โมนเพศ

    ลักษณะของโรคข้อรูมาตอยด์

    โรคข้อรูมาตอยด์สามารถแบ่งตามลักษณะการดำเนินโรคได้ดังนี้

    • แบบ Seropositive ผลตรวจเลือดเป็นบวก ตรวจพบ Rheumatoid Factor (RF) หรือ Anti-CCP ในเลือด พบมากที่สุดประมาณ 60% – 80% ของผู้ป่วยและมักมีอาการรุนแรง
    • แบบ Seronegative ผลตรวจเลือดเป็นลบ ตรวจไม่พบ RF หรือ Anti-CCP มีอาการเหมือนรูมาตอยด์ปกติแต่มักปวดตามข้อเล็ก ๆ เช่น ข้อมือ ข้อนิ้ว พบประมาณ 20%-30% 
    • ข้ออักเสบเรื้อรังไม่ทราบสาเหตุในเด็ก (Juvenile Idiopathic Arthritis: JIA) โรคข้ออักเสบในเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี มีกลไกคล้ายกับโรคข้อรูมาตอยด์ในผู้ใหญ่
    • โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ที่มีอาการนอกข้อ การอักเสบที่มีผลกระทบต่ออวัยวะอื่นนอกจากข้อ เช่น ปอด หัวใจ ตา และผิวหนัง มักพบในรายที่มีอาการรุนแรงของโรคสูง

    อาการของโรคข้อรูมาตอยด์

    โรคข้อรูมาตอยด์ในระยะแรกมักมีอาการไม่ชัดเจน หรืออาจถูกเข้าใจผิดว่าเป็นความเมื่อยล้าทั่วไป ทำให้ผู้ป่วยหลายรายไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาในเวลาที่เหมาะสม อาการที่ควรระวัง ได้แก่

    อาการที่ข้อต่อ:

    • ข้อฝืดตอนเช้านานกว่า 1 ชั่วโมง เป็นสัญญาณสำคัญของโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์
    • ข้อบวม แดง ร้อน และเจ็บปวด
    • อาการมักเป็นสองข้างพร้อมกัน เช่น ข้อมือทั้งสองข้าง
    • ข้อนิ้วมือ โดยเฉพาะข้อต่อโคนนิ้วมือและข้อต่อนิ้วมือส่วนกลาง ได้รับผลกระทบบ่อยที่สุด
    • ในระยะลุกลาม อาจเกิดข้อผิดรูป เช่น นิ้วมือโค้งงอผิดปกติ

    อาการทั่วร่างกาย:

    • อ่อนเพลียเรื้อรัง 
    • มีไข้ต่ำ 
    • น้ำหนักลด 
    • เบื่ออาหาร 

    อาการนอกข้อ :

    • ตุ่มรูมาตอยด์ใต้ผิวหนัง โดยเฉพาะที่ข้อศอก
    • ตาแห้ง ตาแดง
    • ภาวะโลหิตจาง 
    • การอักเสบของเยื่อหุ้มปอดหรือหัวใจในรายที่รุนแรง

    กลุ่มเสี่ยงที่ควรระวัง

    โรครูมาตอยด์สามารถเกิดได้กับทุกกลุ่ม แต่บางกลุ่มมีโอกาสเกิดสูงกว่าคนทั่วไป

    • เพศหญิง มีความเสี่ยงสูงกว่าเพศชาย 2 – 3 เท่า โดยเฉพาะในช่วงอายุ 30 – 60 ปี เชื่อว่าสัมพันธ์กับฮอร์โมนเอสโตรเจน
    • ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรครูมาตอยด์ มีโอกาสเป็นโรคนี้สูงกว่าคนทั่วไป เนื่องจากปัจจัยทางพันธุกรรม
    • ผู้ที่สูบบุหรี่ นิโคตินและสารพิษในบุหรี่กระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ เพิ่มความเสี่ยงเป็นโรครูมาตอยด์และทำให้อาการของโรครุนแรงขึ้น
    • ผู้ที่มีน้ำหนักเกิน ไขมันส่วนเกินผลิตสารอักเสบ ทำให้กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ
    • ผู้ที่มีประวัติติดเชื้อบางชนิด เช่น ไวรัสในกลุ่มเริม (Epstein-Barr Virus) หรือ พาร์โวไวรัสอาจเป็นตัวกระตุ้น
    • ผู้ที่สัมผัสสารเคมีบางชนิด เช่น ซิลิกาหรือแอสเบสตอสในสภาพแวดล้อมการทำงาน

    งานวิจัยทางการแพทย์พบว่า การตั้งครรภ์ช่วยป้องกันโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ได้บางส่วน สตรีตั้งครรภ์ส่วนมากมีอาการของโรคลดลงหรือหายไปในช่วงไตรมาสที่ 2 หรือ 3 จากการปรับเปลี่ยนฮอร์โมนและกลไกของภูมิคุ้มกันเพื่อไม่ให้ต่อต้านกับทารกในครรภ์ ส่งผลให้โรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเองสงบลงชั่วคราว

    ภาวะแทรกซ้อนโรคข้อรูมาตอยด์

    หากเป็นโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์อาจทำให้เกิดความเสี่ยงต่อร่างกาย ดังนี้

    • กระดูกพรุน เกิดความเสื่อมและเปราะบางของกระดูก จากการใช้ยารักษาข้ออักเสบรูมาตอยด์
    • โรคพังผืดรัดเส้นประสาทข้อมือ หรืออุโมงค์ข้อมือทับเส้นประสาท จากการอักเสบนำไปสู่การกดทับเส้นประสาท
    •  โรคหัวใจและหลอดเลือด เช่น หลอดเลือดอักเสบ หลอดเลือดหัวใจอุดตัน เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ          
    •  โรคปอด เยื่อหุ้มปอดอักเสบ พังผืดที่เนื้อเยื่อปอด ทำให้หายใจสั้น หายใจลำบาก
    • มะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งเนื้อเยื่อน้ำเหลืองชนิดอื่น ๆ
    • โรคโซเกร็น (Sjogren’s Syndrome) ภูมิคุ้มกันต่อต้านเนื้อเยื่อตนเอง ตาแห้ง ปากแห้ง เยื่อหุ้มตาอักเสบ
    • ติดเชื้อได้ง่าย ติดเชื้อร้ายแรง เพราะภูมิคุ้มกันอ่อนแอจากยาที่ใช้ในการรักษาโรค
    • เส้นเอ็นฉีกขาด โดยเฉพาะเส้นเอ็นบริเวณหลังนิ้วมือ

    การวินิจฉัยโรคข้อรูมาตอยด์

    แพทย์เฉพาะทางโรคข้อและรูมาติสซั่ม ใช้เกณฑ์การวินิจฉัยหลากหลายวิธีซึ่งขึ้นอยู่กับอาการและความรุนแรงของโรค ซึ่งประกอบด้วย

    1. การซักประวัติและตรวจร่างกาย
      • ตรวจดูอาการของโรคจากภายนอก โดยประเมินลักษณะ ตำแหน่ง และระยะเวลาของอาการข้ออักเสบ
      • ตรวจจำนวนข้อที่บวมและกดเจ็บ 
    2. การตรวจเลือด
      • การตรวจ Rheumatoid Factor (RF) ตรวจหาภูมิต้านทานชนิดหนึ่ง ที่ร่างกายสร้างมาเพื่อทำลายตัวเอง มักพบพบในผู้ป่วยข้ออักเสบรูมาตอยด์
      • การตรวจหาแอนติบอดีต่อสาร Anti-CCP หรือ ACPA เป็นการวินิจฉัยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ในระยะแรกเริ่ม
      • การตรวจวัดอัตราการตกตะกอนของเม็ดเลือดแดงใน 1 ชั่วโมง (Erythrocyte Sedimentation Rate: ESR) และ ตรวจหาค่าโปรตีน ( C-Reactive Protein: CRP) เพื่อหาภาวะอักเสบหรือเนื้อเยื่อที่ถูกทำลายในร่างกาย
      • การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete Blood Count: CBC) เพื่อตรวจหาภาวะโลหิตจางที่มักพบร่วมกับโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์
    3. การตรวจภาพถ่ายทางรังสี
      • X-ray — ตรวจหาการสึกกร่อนของกระดูกและช่องว่างข้อแคบลง
      • Ultrasound — ตรวจหาน้ำในข้อและการอักเสบของเยื่อหุ้มข้อในระยะแรก ก่อนที่จะปรากฏใน X-ray
      • MRI — ตรวจพบความผิดปกติของกระดูกและเนื้อเยื่ออ่อนได้ละเอียด

    ทางเลือกในการรักษาโรคข้อรูมาตอยด์

    โรครูมาตอยด์ยังไม่สามารถรักษาให้หายขาด แต่รักษาเพื่อบรรเทาอาการได้ โดยเป้าหมายการรักษาในปัจจุบันคือ Treat-to-Target (T2T) หมายถึง การมุ่งให้โรคสงบหรืออยู่ในระดับที่ควบคุมได้ เพื่อป้องกันความเสียหายของข้อในระยะยาว ซึ่งวิธีการรักษามีหลายวิธีขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคดังนี้

    1. การบำบัดโดยไม่ใช้ยา ในผู้ป่วยรูมาตอยด์ระยะเริ่มต้นสามารถทำกายภาพบำบัดให้ข้อต่อยืดหยุ่น ฟื้นฟูกล้ามเนื้อและข้อต่อโดยรอบ ป้องกันไม่ให้ข้อถูกทำลายเพิ่มขึ้น ต้องเป็นไปตามคำแนะนำของแพทย์และนักกายภาพบำบัด รวมถึงการออกกำลังกายอย่างแอโรบิกช่วยให้ข้อต่อไม่ยึดติด เคลื่อนไหวได้ดีขึ้น อาจมีการใส่เครื่องพยุงร่างกายตามความเหมาะสม
    2. การใช้ยารักษาโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ได้แก่ 
      • ยากลุ่มสเตียรอยด์ในผู้ที่มีอาการอักเสบรุนแรง มีผลข้างเคียงรุนแรง ลดปริมาณเมื่ออาการดีขึ้น
      • ยาต้านการอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ รักษาอาการปวดบวมบริเวณข้อได้ดีและเห็นผลเร็ว 
      • ยากลุ่มยับยั้งการอักเสบชนิดออกฤทธิ์ช้า ต้องใช้ติดต่อกันตามคำแนะนำของแพทย์เท่านั้น
    3. การผ่าตัดรักษาข้ออักเสบรูมาตอยด์ ในกรณีที่ข้อถูกทำลายเสียหายไปมากและไม่สามารถรักษาวิธีอื่นได้ แพทย์จะทำการผ่าตัดเพื่อรักษาโรคข้ออักเสบมารูตอยด์ ลดความเสียหายของข้อต่อในระยะยาว มีหลายวิธีอาทิ การผ่าตัดรวมข้อ ผ่าตัดเยื่อหุ้มข้อ ผ่าตัดเย็บซ่อมเส้นเอ็นรอบข้อต่อ ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเทียม ขึ้นอยู่กับอาการและความรุนแรงของผู้ป่วย

    การเตรียมตัวก่อนพบแพทย์และก่อนการรักษา

    การเตรียมข้อมูลที่ครบถ้วนสามารถช่วยให้แพทย์วินิจฉัยและทำการรักษาได้ตรงจุดมากขึ้น

    • จดบันทึกอาการ — ระบุว่าข้อไหนที่ปวดบวม เป็นมานานแค่ไหน ข้อฝืดตอนเช้านานกี่นาที
    • รวบรวมประวัติสุขภาพ — รวมถึงโรคประจำตัว ประวัติครอบครัว และยาที่รับประทานอยู่ทั้งหมด
    • งดสูบบุหรี่— เพราะบุหรี่ทำให้ยาบางชนิดโดยเฉพาะยาชีววิทยา (Biologics) ออกฤทธิ์ได้น้อยลง
    • ตรวจสุขภาพพื้นฐาน — แพทย์อาจสั่งตรวจเลือด X-ray หรือ Ultrasound ก่อนเริ่มยา
    • หลีกเลี่ยงการซื้อยาแก้ปวดกินเอง — โดยไม่ปรึกษาแพทย์ เพราะอาจปิดบังอาการและทำให้วินิจฉัยยากขึ้น
    • แจ้งประวัติการแพ้ยา — โดยเฉพาะก่อนใช้ยา DMARDs และ Biologics

    การดูแลตัวเองหลังการรักษา

    การดูแลด้านยา:

    • รับประทานยาหรือฉีดยาตามกำหนดเวลาอย่างเคร่งครัด ไม่หยุดยาเองแม้อาการดีขึ้น เพราะโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ต้องรักษาต่อเนื่องระยะยาว
    • ติดตามผลเลือดสม่ำเสมอตามที่แพทย์นัด เพื่อเฝ้าระวังผลข้างเคียงของยา เช่น ค่าตับ ค่าไต และเม็ดเลือด

    การออกกำลังกายและกายภาพบำบัด:

    • ออกกำลังกายแบบ Low-impact เช่น ว่ายน้ำ ขี่จักรยาน หรือโยคะ เพื่อรักษาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบข้อโดยไม่กดดันข้อต่อ
    • ทำกายภาพบำบัด ตามโปรแกรมที่นักกายภาพบำบัดออกแบบ
    • หลีกเลี่ยงการออกแรงหักโหมในช่วงที่โรคกำเริบ

    การดูแลข้อต่อ:

    • ใช้เฝือกพยุงข้อหรืออุปกรณ์ช่วยพยุงตามคำแนะนำของแพทย์
    • ประคบร้อนเพื่อลดความฝืดของข้อ และประคบเย็นเพื่อลดอาการบวม ตามคำแนะนำของแพทย์

    การดูแลสุขภาพจิต:

    • โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์อาจส่งผลต่อสุขภาพจิตได้ หากรู้สึกเครียด วิตกกังวล หรือซึมเศร้า ควรปรึกษาแพทย์

    การป้องกันการติดเชื้อ:

    • ผู้ป่วยที่ใช้ยา Biologics หรือ JAK Inhibitors จะมีภูมิคุ้มกันต่ำลง ควรหลีกเลี่ยงสภานที่แออัดในช่วงไข้หวัดใหญ่ระบาด และรับวัคซีนตามคำแนะนำของแพทย์ เช่น วัคซีนไข้หวัดใหญ่ วัคซีนปอดอักเสบ

    อาหารที่เหมาะกับผู้ป่วยข้ออักเสบรูมาตอยด์

    การเลือกรับประทานอาหารมีความสำคัญในการลดการปวดและอักเสบในผู้ป่วยรูมาตอยด์อย่างมาก ได้แก่

    1. อาหารที่ควรรับประทาน
      • ปลา เพราะมีไขมันโอเมกา 3 ต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยยับยั้งการอักเสบ อาทิ แซลมอน ทูน่า ปลาทู
      • ผักผลไม้หลากสี ช่วยยับยั้งการอักเสบตามร่างกายและข้อ อาทิ เบอร์รี บรอกโคลี ส้ม แอปเปิล
      • น้ำมันมะกอก ไม่มีไขมันโอเมกา 6 ที่เข้าไปกระตุ้นการอักเสบ แต่ควรกินในปริมาณที่เหมาะสม
      • ธัญพืชไม่ขัดสี ช่วยต้านการอักเสบและบรรเทาปวด อาทิ ข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต ข้าวบาร์เลย์ 
      • พืชตระกูลถั่ว ลดการปวดและอักเสบ มีโปรตีนเสริมสร้างความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อรอบข้อต่อ
      • ดื่มน้ำให้มาก เพราะหากร่างกายขาดน้ำอาจทำให้ปวดหรือตึงข้อมากขึ้น
    2. อาหารที่ควรเลี่ยง
      • อาหารแปรรูป เพราะมีเกลือและโซเดียมสูง อาทิ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ของหมัก ของดอง เนื้อแดง ไส้กรอก แฮม เบคอน
      • ไขมันทรานส์ เพราะเข้าไปกระตุ้นการอักเสบ อาทิ อาหารทอด ฟาสต์ฟูดส์ ขนมกรุบกรอบ
      • อาหารน้ำตาลสูง เพราะทำให้เกิดการอักเสบและสารอนุมูลอิสระ อาทิ น้ำอัดลม ชานม ขนมหวาน
      • อาหารแป้งสูง เพราะทำให้โรคกำเริบและน้ำหนักเพิ่ม อาทิ ขนมปัง พาสตา พิซซ่า
      • เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ควรเลี่ยงเด็ดขาด เพราะทำให้การอักเสบรุนแรงขึ้นและขัดขวางการทำงานของยาบางชนิด

    การป้องกันและชะลอการดำเนินของโรค

    แม้ยังไม่มีวิธีป้องกันโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ได้อย่างสมบูรณ์ แต่การปรับพฤติกรรมสามารถลดความเสี่ยงและชะลอการดำเนินของโรคได้

    • เลิกสูบบุหรี่ — เพราะบุหรี่เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ปรับเปลี่ยนได้ที่สำคัญที่สุด
    • รักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ โดยดูจากค่า BMI (Body Mass Index)
    • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ด้วยการออกกำลังกายระดับปานกลาง
    • รับประทานอาหารที่มีโอเมก้า-3 สูงจากปลาทะเล น้ำมันมะกอก ถั่ว และผักผลไม้หลากสี
    • จัดการความเครียด ด้วยการนั่งสมาธิ โยคะ หรือทำกิจกรรมที่ชื่นชอบ เนื่องจากความเครียดกระตุ้นการอักเสบได้
    • พักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อย 7 – 8 ชั่วโมงต่อคืน เพื่อให้ร่างกายฟื้นฟูตัวเอง
    • ตรวจสุขภาพประจำปีและรีบพบแพทย์ เมื่อมีอาการข้อบวมปวดนานเกิน 6 สัปดาห์ โดยเฉพาะในผู้ที่มีความเสี่ยงสูง

    คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคข้อรูมาตอยด์ (FAQ)

    โรคข้อรูมาตอยด์รักษาหายขาดได้ไหม?

    ปัจจุบันโรคข้อรูมาตอยด์ยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาดแต่สามารถควบคุมโรคให้อยู่ในสภาวะสงบได้ ผู้ป่วยจำนวนมากสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติหากได้รับการรักษาที่ถูกต้องและต่อเนื่อง เป้าหมายสำคัญคือการป้องกันความเสียหายของข้อและรักษาคุณภาพชีวิต การหยุดยาเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์อาจทำให้โรคกำเริบและข้อเสียหายอย่างถาวรได้

    โรคข้อรูมาตอยด์ต่างจากโรคข้อเสื่อมอย่างไร?

    โรคข้อรูมาตอยด์เป็นโรคภูมิต้านตัวเองที่เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันโจมตีข้อต่อ มักพบในคนอายุน้อยถึงวัยกลางคน มักมีอาการข้อฝืดตอนเช้ายาวนาน และเป็นพร้อมกันสองข้าง ส่วนโรคข้อเสื่อม เกิดจากการสึกหรอตามอายุและการใช้งาน มักพบในผู้สูงอายุ อาการมักดีขึ้นหลังพักการใช้งาน การรักษาทั้งสองโรคแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ดังนั้นการวินิจฉัยที่ถูกต้องจึงสำคัญมาก

    ผู้ป่วยรูมาตอยด์สามารถตั้งครรภ์ได้ไหม?

    ผู้ป่วยโรคข้อรูมาตอยด์สามารถตั้งครรภ์ได้ แต่ต้องวางแผนร่วมกับแพทย์อย่างรอบคอบ เนื่องจากยารักษา อาจต้องใช้ยาบางชนิด เช่น Methotrexate และ Leflunomide ซึ่งมีความเสี่ยงต่อทารกในครรภ์ ต้องหยุดยาล่วงหน้าก่อนตั้งครรภ์ อย่างไรก็ตาม ในหลายรายอาการข้ออักเสบรูมาตอยด์มีกดีขึ้นในช่วงตั้งครรภ์เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน แต่มักกำเริบหลังคลอด การดูแลจากทีมแพทย์ที่มีประสบการณ์จึงเป็นสิ่งสำคัญ

    โรคข้อรูมาตอยด์ส่งผลต่ออวัยวะอื่นนอกจากข้อได้ไหม?

    ได้ โรคข้อรูมาตอยด์ ไม่ใช่แค่โรคของข้อต่อ แต่เป็นโรคที่ส่งผลต่อทั้งร่างกาย อาการนอกข้อที่พบได้ ได้แก่ โรคปอด เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ ตาแห้งและตาแดง โลหิตจาง และตุ่มรูมาตอยด์ใต้ผิวหนัง นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด สูงกว่าคนทั่วไป จึงต้องได้รับการดูแลสุขภาพองค์รวมอย่างครอบคลุม

    ต้องกินยาไปนานแค่ไหน?

    โดยทั่วไปโรคข้อรูมาตอยด์ต้องกินยาระยะยาว บางรายอาจต้องกินตลอดชีวิต เพราะการหยุดยาแม้ว่าโรคจะสงบแล้วมีความเสี่ยงสูงที่โรคจะกำเริบและข้อเสียหายอย่างถาวร อย่างไรก็ตาม ในผู้ป่วยที่โรคสงบได้นานและสมบูรณ์แพทย์อาจพิจารณาค่อยๆ ลดขนาดยาลง โดยต้องติดตามอาการอย่างใกล้ชิด ไม่ควรหยุดยาเองเด็ดขาด

    ควรพบแพทย์โรคข้อรูมาตอยด์เมื่อมีอาการอย่างไร?

    ควรรีบพบแพทย์เฉพาะทางเมื่อมีอาการข้อบวม แดง ร้อน และปวด โดยเฉพาะที่ข้อนิ้วมือ ข้อมือ หรือข้อเท้า ทั้งสองข้างพร้อมกัน ร่วมกับข้อฝืดตอนเช้านานกว่า 30–60 นาที นานเกิน 6 สัปดาห์ และมีอาการอ่อนเพลียเรื้อรัง ไข้ต่ำ หรือน้ำหนักลด การวินิจฉัยในระยะแรก และเริ่มยาภายใน 3–6 เดือนจากเริ่มมีอาการ มีผลลัพธ์ดีที่สุดในการป้องกันความพิการถาวร


    โรงพยาบาลที่ชำนาญการด้านการรักษาโรคข้อรูมาตอยด์

    ศูนย์อายุรกรรมโรคข้อและรูมาติสซั่ม โรงพยาบาลกรุงเทพ ดูแลผู้ป่วยโรคข้อรูมาตอยด์และโรคแพ้ภูมิต้านตัวเองแบบครอบคลุม ตั้งแต่วินิจฉัยจนถึงการรักษาระยะยาว โดยทีมแพทย์เฉพาะทางรูมาติสซั่ม พร้อมเทคโนโลยีทันสมัย รวมถึงการรักษาใช้แนวทาง Treat-to-Target (T2T) ตามมาตรฐานสากล และโปรแกรมกายภาพบำบัดเฉพาะบุคคล เพื่อควบคุมโรค ลดอาการ และช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

    ข้อมูลโดย

    Doctor Image

    นพ. สุรราชย์ ธำรงลักษณ์

    อายุรศาสตร์

    อายุรศาสตร์โรคข้อและรูมาติสซั่ม

    นพ. สุรราชย์ ธำรงลักษณ์

    อายุรศาสตร์

    อายุรศาสตร์โรคข้อและรูมาติสซั่ม
    Doctor profileDoctor profile

    สอบถามเพิ่มเติมที่

    คลินิกโรคข้อและรูมาติสซั่ม

    ชั้น 5 อาคาร C

    เปิดบริการทุกวัน 08.00 - 16.00 น.

    0 2310 3000

    0 2755 1062

    1719

    0 2755 1061

    [email protected]

    เลือกปรึกษากับแพทย์เฉพาะทาง

    ดูแพทย์ทั้งหมด

    แพ็กเกจและโปรโมชั่น

    ชุดตรวจคัดกรองโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ชุดตรวจคัดกรองโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์
    ชุดตรวจคัดกรองโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์

    14,900 บาท

    17,680 บาท

    รายละเอียด
    ชุดตรวจคัดกรองโรคข้ออักเสบชุดตรวจคัดกรองโรคข้ออักเสบ
    ชุดตรวจคัดกรองโรคข้ออักเสบ

    8,500 บาท

    10,830 บาท

    รายละเอียด
    ดูแพ็กเกจอื่น ๆ

    ข้อมูลสุขภาพ

    ดูข้อมูลสุขภาพอื่น ๆ

    ข้อมูลสุขภาพ

    อาหารสำหรับผู้ป่วยโรคเกาต์ กินอย่างไรให้กรดยูริกไม่สูง Image
    อาหารสำหรับผู้ป่วยโรคเกาต์ กินอย่างไรให้กรดยูริกไม่สูง
    โรคเกาต์ ไม่ใช่แค่ปวดข้อแต่อาจเสี่ยงโรคร้าย Image
    โรคเกาต์ ไม่ใช่แค่ปวดข้อแต่อาจเสี่ยงโรคร้าย
    Genetic Testing In RHEUMATOLOGY ตรวจพันธุกรรมโรคข้อและรูมาติสซั่ม Image
    Genetic Testing In RHEUMATOLOGY ตรวจพันธุกรรมโรคข้อและรูมาติสซั่ม
    ดูข้อมูลสุขภาพอื่น ๆ