ผ่าตัดคลอด (Cesarean Section) VS คลอดปกติ (Normal Labor)

2 นาทีในการอ่าน
ผ่าตัดคลอด (Cesarean Section) VS คลอดปกติ (Normal Labor)

แชร์

ผ่าตัดคลอด (Cesarean Section) VS คลอดปกติ (Normal Labor)

คุณหมอคะ หนูควรจะคลอดเองหรือผ่าตัดคลอดดีคะ”

คุณหมอคะ หนูอายุมากแล้ว  ถ้าคลอดเองหนูจะมีแรงแบ่งหรือคะ”

คุณหมอคะ ถ้าลูกในท้องหนูตัวใหญ่  หนูจะคลอดเองได้ไหมคะ”

 

      หลายๆคำถามที่หญิงตั้งครรภ์มีความสงสัยตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ก็คือ วิธีการคลอด ว่าจะคลอดวิธีไหนดี ระหว่างการคลอดปกติ (Normal Labor) หรือผ่าตัดคลอด (Cesarean Section) โดยคำตอบที่ได้จากแพทย์แต่ละท่านก็แตกต่างกันไปตามความเชื่อและประสบการณ์ของแพทย์แต่ละท่าน

 

NORMAL LABOR

      การคลอดปกติท่าศีรษะ โดยแพทย์จะทำคลอดศีรษะและตัวเด็กโดยอาศัยแรงแบ่งจากแม่เหล็กหลัก ปัจจุบันมีการให้ยาแก้ปวดทางไขสันหลังร่วมด้วย เรียกว่า Painless labor

OPERATIVE VAGINAL DELIVERY

  • การใช้เครื่องดูด (Vacuum)
  • การใช้คีมดึง (Forceps)
  • การคลอดท่าก้น (Breech Assisting or Breech Extraction)

 

CESAREAN SECTION

การผ่าตัดคลอดบุตรทางหน้าท้อง

            โดยปกติแพทย์จะแนะนำให้คลอดปกติเองก่อน ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) ส่งเสริมให้เกิดการคลอดเองตามธรรมชาติก่อน  เพราะเชื่อว่าเสียเลือดน้อย ฟื้นตัวไว และกลับสู่ภาวะปกติได้เร็ว โอกาสของการคลอดได้เองสูงร้อยละ 80-90 และได้กำหนดอัตราการผ่าตัดคลอดไว้ว่าไม่ควรเกินร้อยละ 15 ซึ่งยึดเป็นหลักปฏิบัติ โดยเฉพาะโรงพยาบาลรัฐ 

            แต่ปัจจุบันสถานการณ์เปลี่ยนไป หญิงตั้งครรภ์ต้องการความสะดวกสบายเพิ่มขึ้น ต้องการฤกษ์วันคลอดแน่นอน ประกอบกับอยากคลอดชนิดที่ไม่ต้องมีอาการเจ็บปวดมาก จึงเป็นเหตุให้สถานการณ์การผ่าตัดคลอดในปัจจุบันเพิ่มสูงขึ้นทุกปี เช่นในประเทศที่เจริญแล้วอย่างอเมริกามีอัตราการผ่าตัดคลอดร้อยละ 32 ขณะที่ประเทศจีนมีอัตราการผ่าตัดคลอดสูงถึงร้อยละ  46

            ในประเทศไทยเองอัตราการผ่าตัดคลอดจะอยู่ประมาณร้อยละ 34 โดยรัฐบรรจุเข้าสู่แผนพัฒนาประเทศ มุ่งลดอัตราการผ่าคลอด เพื่อลดรายจ่ายของประเทศ เพราะการผ่าตัดคลอดใช้วัสดุ อุปกรณ์ เวชภัณฑ์และกำลังคนที่มากกว่าการคลอดปกติ เป็นที่มาของรายจ่ายสำหรับการคลอดที่สูงขึ้น      

 

ข้อบ่งชี้การผ่าคลอด

โดยปกติการผ่าตัดควรมีข้อบ่งชี้ดังต่อไปนี้ เช่น

  • มีภาวะผิดสัดส่วนระหว่างศีรษะทารกและอุ้งเชิงกราน (Cephalopelvic Disproportion: CPD) ทำให้เด็กไม่สามารถลอดผ่านเชิงกรานแม่ออกมาได้
  • มีความผิดปกติของรก เช่น รกเกาะต่ำขวางทางออกของทารก (Placenta Previa) หรือรกลอกตัวก่อนกำหนด (Placental Abruption) ทำให้มีการตกเลือดก่อนคลอด
  • มีภาวะแทรกซ้อนที่ต้องทำให้คลอดโดยเร็ว เช่น สายสะดือย้อย (Umbilical Cord Prolapsed)
  • ทารกอยู่ในภาวะวิกฤติ เสียงหัวใจลูกเต้นช้าผิดปกติ (Fetal Distress) ภาวะความดันโลหิตสูง ครรภ์เป็นพิษอย่างรุนแรง หรือมีการแตกของมดลูก (Uterine Rupture)
  • มีการคลอดที่เนิ่นนาน (Prolong of Labor) หรือประสบความล้มเหลวจากการชักนำคลอด (Failure Induction)
  • ทารกอยู่ในท่าผิดปกติ เช่น ท่าขวาง (Transverse Lie), ท่าก้น (Breech Presentation) หรือครรภ์แฝด
  •  มารดาเคยผ่าตัดคลอดมาก่อน (Previous Uterine Scare)

     ซึ่งเสี่ยงต่อการแตกของมดลูกหากมีการคลอดเองเกิดขึ้นนอกจากนี้การติดเชื้อของมารดา เช่น มารดาเป็นโรคเริมที่อวัยวะเพศขณะเข้าสู่ระยะคลอด ซึ่งสามารถติดต่อสู่ลูกน้อยผ่านการคลอดทางช่องคลอด จะเห็นว่าข้อบ่งชี้บางข้อในแต่ละโรงพยาบาลอาจตั้งไว้ไม่เหมือนกัน ขึ้นกับความพร้อมของบุคลากรและเครื่องมือของแต่ละโรงพยาบาล

     ดังนั้นในโรงพยาบาลที่ค่อนข้างมีแนวปฏิบัติอย่างเคร่งครัดจะไม่ผ่าตัดให้ถ้าไม่มีข้อบ่งชี้ในการผ่าตัดดังกล่าว แต่ก็มีอีกหลายๆโรงพยาบาลที่สามารถผ่าตัดคลอดได้ตามความต้องการของหญิงตั้งครรภ์ในกรณีหลังถ้าเลือกได้จึงค่อยมาพิจารณาข้อดีข้อเสียของการคลอดปกติและผ่าตัดคลอด ส่วนหัตถการการช่วยคลอด เช่น การใช้คีมหรือเครื่องดูดจะใช้ช่วยคลอดในกรณีที่แรงเบ่งของแม่ไม่ดี มีการคลอดระยะที่สองเนิ่นนาน เมื่อพิจารณาแล้วว่าสามารถคลอดได้ทางช่องคลอด


สอบถามเพิ่มเติมที่
ศูนย์สุขภาพสตรี
ชั้น 2 อาคาร D โรงพยาบาลกรุงเทพ
เปิดบริการทุกวัน เวลา 7.00 - 20.00 น.

แชร์