จอตาเสื่อมในผู้สูงวัย

3 นาทีในการอ่าน
จอตาเสื่อมในผู้สูงวัย

แชร์

เมื่อความเสื่อมมาเยือนโดยเฉพาะในผู้สูงวัย ร่างกายย่อมเกิดการเปลี่ยนแปลง หนึ่งในนั้นคือความเสื่อมของดวงตา ซึ่งยากจะหลีกเลี่ยง ดังนั้นการรู้เท่าทันโรคจอตาเสื่อมในผู้สูงวัยจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรละเลย


รู้จักจอตาเสื่อมในผู้สูงวัย

โรคจอตาเสื่อมในผู้สูงอายุ (Age – Related Macular Degeneration (AMD)) เป็นโรคหนึ่งที่ส่งผลให้สูญเสียการมองเห็นภาพชัดตรงกลางภาพ (Central Visual Loss) โดยจะพบจุดสีเหลืองที่จอตา (Drusen) ร่วมกับการเปลี่ยนแปลงของชั้นเม็ดสีของจอตา (Retinal Pigment Epithelium) และการเกิดเส้นเลือดงอกใหม่ (Choroidal Neovascular Membrane) ซึ่งนำไปสู่การสูญเสียชั้นเม็ดสีของจอตา (Retinal Pigment Epithelium (RPE) Loss) มีสารน้ำใต้จอตา (Subretinal Fluid) เลือดออกในจอตา (Subretinal or Sup – RPE Hemorrhage) และพังผืดใต้จอตา (Subretinal Fibrosis)


ประเภทของจอตาเสื่อมในผู้สูงวัย

จอตาเสื่อมในผู้สูงอายุ แบ่งเป็น 2 ประเภท ดังนี้

  1. จอตาเสื่อมในผู้สูงอายุแบบแห้ง (Dry AMD) จะพบจุดเหลืองที่จอตา (Drusen) เป็นจำนวนมาก และในระยะท้ายมีจอตาฝ่อ (Geographic Atrophy) ได้ พบได้ 85 – 90% ของผู้ป่วยและมักไม่มีการสูญเสียการมองเห็นรุนแรง
  2. จอตาเสื่อมในผู้สูงอายุแบบเปียก (Wet AMD) มีเส้นเลือดงอกใหม่ในชั้นลึกของจอตา (Choroidal Neovascular Membrane) ซึ่งจะนำไปสู่เลือดออกในจอตา มีสารน้ำใต้จอตา หรือพังผืดใต้จอตา พบได้ 10 – 15% ของผู้ป่วยและเป็นสาเหตุหลักของการสูญเสียการมองเห็นรุนแรง

ปัจจัยเสี่ยงต้องรู้

  • อายุ หากอายุมากกว่า 75 ปี จะมีความเสี่ยงเป็น 3 เท่าของกลุ่มที่มีอายุ 65 – 74 ปี
  • การสูบบุหรี่ พบว่าคนที่สูบบุหรี่มีความเสี่ยงต่อการสูญเสียการมองเห็นจากโรคจอตาเสื่อมในผู้สูงอายุเป็น 2 เท่าของผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ คนที่หยุดสูบบุหรี่แล้วจะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเล็กน้อย (Odd Ratio 1.13) และถ้าหยุดบุหรี่เกิน 20 ปี จะไม่พบความเสี่ยงของการสูญเสียการมองเห็นจากจอตาเสื่อมในผู้สูงอายุเมื่อเทียบกับคนที่ไม่สูบบุหรี่
  • พันธุกรรม มีการศึกษาพบว่า พันธุกรรมบางตัวมีส่วนเกี่ยวข้องทั้งกับความเสี่ยงต่อการเกิดโรคและการตอบสนองต่อการรักษา ซึ่งอาจช่วยในการเลือกการรักษาในอนาคต
  • ปัจจัยอื่น ๆ ได้แก่ 
    • โรคทางระบบหัวใจ 
    • โรคความดันโลหิตสูง 
    • เพศหญิง 
    • เชื้อชาติผิวขาว 
    • คอเลสเตอรอลสูง
    • โรคอ้วน
    • สายตายาว
    • ประวัติครอบครัว
    • ม่านตาสีอ่อน

อาการบอกโรค

  • มองเห็นภาพชัดลดลง โดยอาจจะเกิดขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไปหรือเกิดขึ้นแบบทันทีทันใดได้
  • ตามัว
  • มองเห็นภาพเบี้ยว 
  • มองเห็นจุดดำตรงกลางภาพ


จอตาเสื่อมในผู้สูงวัย


ตรวจวินิจฉัยก่อนสาย 

การตรวจวินิจฉัยจอตาเสื่อมในผู้สูงวัยเมื่อมาพบแพทย์มีขั้นตอน ดังนี้

  • อ่านตัวเลขเพื่อประเมินการมองเห็น (Visual Acuity)
  • ตรวจหน้ากล้องจุลทรรศน์ (Slit Lamp Biomicroscopy) โดยจักษุแพทย์ 
  • หยอดยาขยายม่านตาเพื่อตรวจจอตาอย่างละเอียด ควรเตรียมแว่นกันแดดและไม่ควรขับรถมาเอง เนื่องจากยาขยายม่านตาจะส่งผลให้ตามัวลงและตาสู้แสงไม่ได้ โดยยาจะมีฤทธิ์ 4 – 6 ชั่วโมง
  • ถ่ายภาพจอตา
  • สแกนจอตาอย่างละเอียดด้วยเครื่อง Optical Coherence Tomography (OCT) เพื่อประเมินสภาพของชั้นต่าง ๆ ของจอตา ความหนาของจอตา การบวมน้ำ และปริมาณสารน้ำหรือเลือดใต้จอตา
  • ในกรณีที่พบว่าผู้ป่วยมีลักษณะของจอตาเสื่อมในผู้สูงอายุแบบเปียก (Wet AMD) จักษุแพทย์จะทำการฉีดสี โดยใช้วิธี Fundus Fluorescein and Indocyanine Green Angiography (FFA and ICGA) เพื่อวินิจฉัยแยกโรคและพิจารณาการรักษาอย่างเหมาะสม

รักษาจอตาเสื่อมในผู้สูงวัย

  • หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ งดสูบบุหรี่ ลดน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม รักษาโรคความดันโลหิตสูง
  • การรักษาจอตาเสื่อมในผู้สูงอายุแบบแห้ง (Dry AMD) สามารถทำได้โดยการให้อาหารเสริม (Antioxidant and Mineral Supplementation) ตามการศึกษา AREDS และ AREDS2 โดยพบว่าจะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดจอตาเสื่อมระยะท้าย (มี Geographic Atrophy หรือ Wet AMD) ได้ 25% และลดความเสี่ยงของการสูญเสียการมองเห็นตรงกลางภาพได้ 19%
  • การรักษาจอตาเสื่อมในผู้สูงอายุแบบเปียก (Wet AMD) ปัจจุบันการรักษาที่ได้ผลดีที่สุดและเป็นที่นิยม คือการรักษาโดยการใช้ยาต้านการเจริญเติบโตของหลอดเลือดฉีดเข้าไปในน้ำวุ้นตา โดยปัจจุบันมียาอยู่ 2 กลุ่ม คือ 
    1. Anti – Vascular Endothelial Growth Factor (Anti-VEGF : Ranibizumab, Bevacizumab) 
    2. Vascular Endothelial Growth Factor Trap (VEGF-trap : Aflibercept)
  • การรักษาอื่น ๆ สำหรับผู้ป่วยจอตาเสื่อมในผู้สูงอายุแบบเปียก (Wet AMD) ได้แก่ การรักษาด้วยเลเซอร์เย็น (Photodynamic Therapy), การรักษาด้วยเลเซอร์ร้อน (Laser Photocoagulation) ซึ่งจักษุแพทย์จะพิจารณาเป็นกรณีไปในคนไข้แต่ละบุคคล

 


สอบถามเพิ่มเติมที่

แชร์