เช็กลิสต์ตรวจตาในเด็กที่พ่อแม่ไม่ควรละเลย

3 นาทีในการอ่าน
เช็กลิสต์ตรวจตาในเด็กที่พ่อแม่ไม่ควรละเลย

แชร์

การตรวจตาในเด็กเป็นสิ่งที่พ่อแม่ผู้ปกครองไม่ควรละเลย เพราะเด็กมักไม่รู้ว่าตนเองมีความผิดปกติ บางครั้งกว่าจะรู้อาจสายเกินไป ดังนั้นการตรวจตาในเด็กตามช่วงเวลาที่เหมาะสมจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ช่วยดูแลการมองเห็นและสุขภาพดวงตาของเด็กได้อย่างถูกวิธี


ตรวจตาเด็กตามวัย

การตรวจตาในเด็กแบ่งออกเป็น 3 ช่วงหลักเพื่อประเมินและวินิจฉัยโรคทางตาในเด็ก ได้แก่

1) ช่วงวัยทารกวัยหัดเดิน อายุ 0 – 2 ปี (Infant and Toddler)

ทารกที่คลอดก่อนกำหนดควรได้รับการตรวจตาเพื่อประเมินจอประสาทตา ตั้งแต่หลังคลอด 4 – 6 สัปดาห์ โดยกุมารแพทย์ทารกแรกเกิดจะประสานกับกุมารจักษุแพทย์เพื่อตรวจจอประสาทตา และควรตรวจซ้ำเมื่ออายุครบ 3 เดือน เพื่อประเมินพฤติกรรมการมองเห็นและจอประสาทตา เมื่อครบอายุ 1 ปีจะมีการตรวจประเมินการมองเห็นของเด็กร่วมกับการตรวจวัดค่าสายตาและตรวจภาวะตาเขด้วย

กรณีทารกคลอดครบกำหนดมักมีอาการหลายชนิดที่สามารถสังเกตและควรส่งตรวจตาโดยเร็วที่สุดได้แก่

  • อายุครบ 3 เดือนแล้ว ไม่จ้องหน้าผู้ปกครอง
  • ผู้ปกครองสังเกตเห็นตาเขเข้าในและออกนอกก่อนอายุ 6 เดือน
  • มีน้ำตาและขี้ตาเอ่อตลอดเวลา ซึ่งอาจสงสัยภาวะท่อน้ำตาอุดตันหรือภาวะโรคต้อหินตั้งแต่กำเนิด
  • มีหนังตาตกข้างใดข้างหนึ่งหรือสองข้าง เป็นสาเหตุให้เกิดภาวะตาขี้เกียจได้
  • เด็กที่มีภาวะตาสั่น (Nystagmus)
  • เด็กที่มีตาดำขนาดใหญ่กว่าปกติและมีน้ำตาไหลแพ้แสงร่วมด้วย เป็นลักษณะสำคัญของโรคต้อหินตั้งแต่กำเนิด

นอกจากนี้กุมารแพทย์มักส่งตรวจตาในเด็กที่มีพัฒนาการช้าหรือ Down’s Syndrome  เด็กกลุ่มนี้มีโอกาสพบโรคต้อกระจกและสายตาผิดปกติได้ อีกทั้งเด็กที่มีภาวะผิดปกติที่ต่อม Pituitary มีผลสัมพันธ์กับขั้วประสาทตาผิดปกติ

2) วัยก่อนเข้าเรียน อายุ 2 – 5 ปี (Preschool Age)

ในวัยนี้เด็กเริ่มใช้สายตามากขึ้นจึงสามารถตรวจการมองเห็นได้ดีและถูกต้องมากขึ้นรวมทั้งยังพบว่าตาเขบางชนิดสามารถพบได้บ่อยในช่วงอายุนี้ 

อาการที่สังเกตได้ว่าเด็กน่าจะมีความผิดปกติ ได้แก่  

  • เด็กมีอาการเอียงหน้าเวลามองดู
  • เด็กกะพริบตาบ่อย ๆ
  • ในครอบครัวเด็กมีประวัติสายตาผิดปกติหรือตาเข
  • เด็กมีปัญหาด้านการเรียน (Learning Disability)

เช็กลิสต์ตรวจตาในเด็กที่พ่อแม่ไม่ควรละเลย

3) วัยเรียน อายุ 5 ปีขึ้นไป (School Age)

วัยเรียนเป็นวัยที่เด็กใช้สายตามากที่สุดร่วมกับปัจจุบันพบว่าเด็กใช้สายตากับหน้าจอเป็นเวลานานทำให้มีผลต่อสายตาการตรวจตาจึงเป็นการวินิจฉัยเรื่องภาวะสายตาผิดปกติและโรคตาขี้เกียจได้ 

การตรวจตาแต่ละครั้งกุมารจักษุแพทย์จะทำการประเมินใน 10 หัวข้อ ได้แก่

  1. การมองเห็นหรือพฤติกรรมการมองเห็น (Visual Behavior)
  2. ประเมินระดับการมองเห็น (Visual Acuity) มีหลายเทคนิคในการประเมินเด็ก เพื่อเป็นการประเมินภาวะตาขี้เกียจในเด็ก (Lazy Eye)
  3. ประเมินการมองเห็นภาพสามมิติ (Stereopsis) เพื่อดูพัฒนาการในการมองเห็นของเด็ก
  4. ประเมินตาบอดสี (Color Blindness) ตาบอดสีเป็นการถ่ายทอดทางพันธุกรรม ส่วนใหญ่พบมากในเด็กผู้ชายเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมของครอบครัวในการวางแผนการศึกษาของเด็ก
  5. ประเมินการเคลื่อนไหวของตา (Eye Movement) เพื่อตรวจค้นหาภาวะตาเข (Squint)
  6. ตรวจส่วนด้านหน้าของลูกตา (Anterior Segment) ได้แก่ เยื่อบุตา, กระจกตา, ม่านตา และเลนส์ตา โดยเครื่องมือพิเศษ
  7. ตรวจประเมินค่าสายตา (Refractive Error) เพื่อพิจารณาว่าเด็กต้องการแว่นสายตาหรือไม่ และอาจมีการตรวจละเอียดในกรณีที่สงสัยภาวะค่าสายตาผิดปกติโดยการหยอดยาขยายม่านตา (ใช้เวลาตรวจประมาณ 1 ชั่วโมง และเด็กจะตามัวประมาณ 24 ชั่วโมง อาการตามัวจะหายเป็นปกติในวันรุ่งขึ้นหลังการตรวจ)
  8. ตรวจวัดความดันลูกตาเพื่อประเมินภาวะต้อหินในเด็ก
  9. ตรวจประเมินลานสายตา (Visual Field) ในกรณีเด็กที่มีภาวะต้อหินและภาวะทางสมองจะมีค่าลานสายตาที่ผิดปกติ
  10. ถ่ายภาพจอประสาทตา (Fundus Photo) เพื่อเป็นการตรวจจอประสาทตาและขั้วประสาทตาในการสังเกตการณ์ในแต่ละปีว่ามีความผิดปกติหรือไม่


ความผิดปกติของดวงตาในเด็กเป็นเรื่องสำคัญ ยิ่งรู้เร็ว ยิ่งรักษาเร็ว ย่อมช่วยลดความรุนแรง และปัญหาการมองเห็นในระยะยาว พ่อแม่ผู้ปกครองจึงควรใส่ใจพาเด็กเล็กไปตรวจตาเป็นประจำทุกปีและปฏิบัติตามคำแนะนำของกุมารจักษุแพทย์ 


 


สอบถามเพิ่มเติมที่
ศูนย์จักษุ โรงพยาบาลกรุงเทพ
ชั้น 2 อาคาร W
เปิดให้บริการ
จันทร์ 08.00 - 17.00 น.
อังคาร 08.00 - 19.00 น.
พุธ-เสาร์ 08.00 - 17.00 น
อาทิตย์ 08.00 - 16.00 น.

แชร์