การบาดเจ็บเอ็นไขว้หน้า (Anterior Cruciate Ligament หรือ ACL) เป็นหนึ่งในการบาดเจ็บของหัวเข่าที่พบบ่อยที่สุดในนักกีฬาและคนทั่วไปที่ออกกำลังกาย โดยในประเทศไทยพบผู้ได้รับบาดเจ็บเอ็นไขว้หน้ามากกว่า 200,000 รายต่อปี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามความนิยมของกีฬาสมัยใหม่ เช่น ฟุตบอล บาสเกตบอล และแบดมินตัน สิ่งที่น่ากังวลคือ หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รับการรักษาอย่างถูกต้อง ความเสียหายของเอ็นไขว้หน้าจะนำไปสู่ภาวะข้อเข่าเสื่อม (Osteoarthritis) ก่อนวัยอันควร ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว การรักษาแต่เนิ่น ๆ และฟื้นฟูอย่างถูกวิธีจึงเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตและเล่นกีฬาได้ปกติ
เอ็นไขว้หน้าทำหน้าที่อะไร?
หัวเข่าเป็นข้อต่อที่ซับซ้อนที่สุดในร่างกายมนุษย์ ประกอบด้วยกระดูก 3 ชิ้นมาบรรจบกัน ได้แก่ กระดูกต้นขา กระดูกหน้าแข้ง และกระดูกสะบ้า โดยมีเอ็นหลายเส้นทำหน้าที่ยึดโครงสร้างทั้งหมดให้มั่นคง
เอ็นไขว้หน้า (Anterior Cruciate Ligament: ACL) คือ เอ็นขนาดเล็กที่อยู่ตรงกลางข้อเข่า พาดในแนวทแยงมุมจากกระดูกต้นขาไปยังกระดูกหน้าแข้ง มีหน้าที่หลักดังนี้
- ควบคุมการเลื่อนไปข้างหน้า ของกระดูกหน้าแข้ง ป้องกันไม่ให้เลื่อนออกจากกระดูกต้นขาไปด้านหน้า
- รักษาความมั่นคงขณะหมุน โดยเฉพาะเมื่อมีการเปลี่ยนทิศทางหรือบิดตัว
- ส่งสัญญาณให้สมองรับรู้ตำแหน่งของข้อเข่าขณะเคลื่อนไหว
เมื่อเอ็นไขว้หน้าได้รับบาดเจ็บหรือฉีกขาด การทำหน้าที่ทั้งหมดนี้จะบกพร่อง ทำให้เข่าขาดความมั่นคงและเสี่ยงต่อการบาดเจ็บซ้ำได้ง่ายขึ้น
เอ็นไขว้หน้าฉีกขาดคืออะไร?
การบาดเจ็บเอ็นไขว้หน้า (ACL Injury) หมายถึง ภาวะที่เอ็นไขว้หน้าเกิดการยืดมากเกินไป หรือฉีกขาดบางส่วน ถึงฉีกขาดสมบูรณ์ ซึ่งมักเกิดจากแรงกระทำต่อหัวเข่าอย่างเฉียบพลัน
สาเหตุการบาดเจ็บที่พบบ่อย
- สาเหตุที่ไม่ได้เกิดจากการปะทะ พบมากถึง 70% ของทั้งหมด:
- การหยุดกะทันหันหรือเปลี่ยนทิศทางอย่างรวดเร็ว
- การลงพื้นผิดท่า เช่น กระโดดลงแล้วเข่าพับเข้าด้านใน
- การบิดตัวพร้อมเท้าติดพื้น
- การเหยียดเข่าแบบโก่ง
- สาเหตุที่เกิดจากการปะทะ พบได้ประมาณ 30%
- ถูกกระแทกด้านข้างของหัวเข่าขณะเล่นกีฬา
- อุบัติเหตุรถจักรยานยนต์หรือยานพาหนะ
- การหกล้มจากที่สูง
กีฬาที่มีความเสี่ยงสูง ทำให้เอ็นไขว้หน้าฉีกขาด: ฟุตบอล บาสเกตบอล วอลเลย์บอล แบดมินตัน เทนนิส สกีลงเนิน และแฮนด์บอล
ระดับความรุนแรงของการบาดเจ็บเอ็นไขว้หน้า
การบาดเจ็บเอ็นไขว้หน้าแบ่งตามระดับความรุนแรงได้ 3 ระดับตามมาตรฐานสากล
- ระดับ 1 (Mild Sprain): การยืดมากเกินไป เส้นใยเอ็นยืดตัวแต่ไม่ขาด เข่ายังมีความมั่นคง ปวดและบวมเล็กน้อย ใช้เวลาฟื้นตัว 2 – 4 สัปดาห์
- ระดับ 2 (Partial Tear): ฉีกขาดบางส่วน เส้นใยเอ็นฉีกขาดบางส่วน เข่าอาจมีความไม่มั่นคงเล็กน้อย ปวดและบวมปานกลาง บางรายต้องผ่าตัด ใช้เวลาฟื้นตัว 4 – 6 สัปดาห์
- ระดับ 3 (Complete Tear): ฉีกขาดทั้งหมด เอ็นขาดทั้งหมด เข่าขาดความมั่นคงอย่างชัดเจน มักต้องรักษาด้วยการผ่าตัดสร้างเอ็นใหม่
ภาวะที่มักพบร่วมกับการบาดเจ็บเอ็นไขว้หน้า:
- หมอนรองกระดูกเข่าฉีกขาด พบร่วม 50 – 75%
- เอ็นข้างเข่าฉีกขาด
- กระดูกอ่อนผิวข้อเสียหาย
- การบาดเจ็บหลายเอ็นพร้อมกัน
อาการของเอ็นไขว้หน้าฉีกขาด
หลายคนมักสงสัยว่าอาการของตัวเองเกี่ยวข้องกับเอ็นไขว้หน้าหรือไม่ สิ่งสำคัญคือต้องทราบว่า ความรุนแรงของอาการไม่ได้สัมพันธ์กับระดับการบาดเจ็บเสมอไป บางรายที่เอ็นขาดทั้งหมด (ระดับ 3) อาจรู้สึกเจ็บน้อยกว่าที่ขาดในตอนแรก
อาการเฉียบพลัน (Acute Phase — ภายใน 24-48 ชั่วโมงแรก):
- ได้ยินหรือรู้สึกเสียงดัง “ป๊อก” หรือ “แตก” ในขณะที่เกิดเหตุ ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนสำคัญ
- ปวดเข่ารุนแรงอย่างเฉียบพลันทันทีหลังบาดเจ็บ
- หัวเข่าบวมภายใน 2 – 6 ชั่วโมง จากเลือดออกในข้อเข่า
- ไม่สามารถลงน้ำหนักขาข้างที่บาดเจ็บได้
- รู้สึกเข่า “หลวม” หรือ “ไม่มั่นคง”
อาการระยะเรื้อรัง (Chronic Phase — หลังสัปดาห์แรกเป็นต้นไป):
- เข่าบวม ปวด และตึงเมื่อขยับ
- ไม่สามารถงอ – เหยียดเข่าได้เต็มที่
- กล้ามเนื้อต้นขาอ่อนแรงลงอย่างรวดเร็ว
- รู้สึกเข่าสั่นหรือไม่มั่นคงเมื่อขึ้น – ลงบันได หมุนตัว หรือเล่นกีฬา
- เจ็บเมื่อกดบริเวณข้อเข่า
สัญญาณที่ต้องรีบพบแพทย์ทันที: เข่าบวมมากภายใน 2 ชั่วโมงหลังบาดเจ็บ ไม่สามารถลงน้ำหนักได้เลย หรือเข่าผิดรูปร่างอย่างชัดเจน
กลุ่มเสี่ยงที่ควรระวัง
- เพศหญิง มีความเสี่ยงสูงกว่าเพศชาย 2 – 8 เท่า เนื่องจากความแตกต่างทางกายวิภาค (ความกว้างของกระดูกเชิงกราน ความลาดชันของผิวข้อต่อหัวเข่า) ฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ส่งผลต่อความยืดหยุ่นของเอ็น และรูปแบบการเคลื่อนไหว
- นักกีฬาที่เล่นกีฬาที่ต้องเปลี่ยนทิศทางบ่อย เช่น ฟุตบอล บาสเกตบอล แบดมินตัน
- ผู้มีปัจจัยทางกาย เช่น อุโมงค์เอ็นไขว้หน้าแคบ ขาโก่ง หรือขาฉิ่งรุนแรง
- ผู้ที่เคยได้รับบาดเจ็บเอ็นไขว้หน้ามาก่อน มีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไป 15 เท่า
- วัยรุ่นที่ยังเจริญเติบโต (อายุ 15 – 25 ปี) ที่เล่นกีฬาแข่งขัน
- ผู้ที่มีสมรรถภาพกล้ามเนื้อต้นขาไม่สมดุล
- ผู้ที่สวมรองเท้ากีฬาไม่เหมาะสม หรือเล่นกีฬาบนพื้นผิวที่ยึดติดสูงเกินไป
- ผู้ที่ไม่ได้อบอุ่นร่างกายก่อนออกกำลังกาย
การวินิจฉัยเอ็นไขว้หน้าฉีกขาด
การวินิจฉัยที่ถูกต้องตั้งแต่เนิ่น ๆ เป็นสิ่งสำคัญในการวางแผนการรักษาที่เหมาะสม แพทย์จะใช้วิธีการวินิจฉัยหลายขั้นตอนร่วมกัน:
1. การซักประวัติและตรวจร่างกาย
แพทย์จะถามถึงกลไกการบาดเจ็บ อาการ และประวัติการบาดเจ็บก่อนหน้า จากนั้นอาจทำการทดสอบเพิ่มเติม เช่น
- Lachman Test — วินิจฉัยเอ็นไขว้ขาดได้ตรงจุดถึง 85 – 98% ถือเป็นมาตรฐานในการตรวจเอ็นไขว้หน้าฉีกขาด
- Anterior Drawer Test — ทดสอบการเลื่อนไปข้างหน้าของกระดูกหน้าแข้ง
- Pivot Shift Test — ทดสอบความไม่มั่นคงขณะเหยียด – งอเข่า
2. การถ่ายภาพรังสี (X-Ray / Plain Radiograph)
แม้การเอกซเรย์จะไม่สามารถมองเห็นเอ็นได้โดยตรง แต่ช่วยตรวจสอบว่ามีกระดูกหักหรือกระดูกหลุดออกมาพร้อมเอ็นหรือไม่
3. การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI — Magnetic Resonance Imaging)
MRI คือ วิธีการวินิจฉัยสำหรับการบาดเจ็บของเนื้อเยื่ออ่อน ในการวินิจฉัยเอ็นไขว้หน้าฉีกขาดช่วย:
- ระบุระดับความรุนแรงของการบาดเจ็บ
- ตรวจหาการบาดเจ็บของโครงสร้างอื่นในข้อเข่าที่อาจเกิดร่วมกัน เช่น หมอนรองกระดูก กระดูกอ่อน
- ช่วยวางแผนการผ่าตัดอย่างถูกต้อง
4. การส่องกล้องข้อเข่า (Diagnostic Arthroscopy)
ในบางกรณีที่ผลการตรวจไม่ชัดเจน แพทย์อาจใช้การส่องกล้องเพื่อดูสภาพภายในข้อเข่าโดยตรง ซึ่งมักทำควบคู่กับการรักษาไปพร้อมกัน
ทางเลือกในการรักษาเอ็นไขว้หน้าฉีกขาด
การเลือกวิธีรักษาขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ได้แก่ ระดับความรุนแรงของการบาดเจ็บ อายุ ระดับกิจกรรม ความต้องการในการกลับมาเล่นกีฬา และการบาดเจ็บร่วมที่พบ แพทย์จะพิจารณาร่วมกับผู้ป่วยเพื่อเลือกแนวทางที่เหมาะสม
วิธีที่ 1: การรักษาแบบไม่ผ่าตัด
เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีการบาดเจ็บระดับที่ 1 และระดับที่ 2 ผู้สูงอายุที่ไม่ได้เล่นกีฬา
หลักการ RICE ในระยะแรก (0 – 72 ชั่วโมง):
- R — Rest (พัก): หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ทำให้เจ็บ
- I — Ice (ประคบเย็น): ประคบน้ำแข็งครั้งละ 15-20 นาที ทุก 2-3 ชั่วโมง
- C — Compression (พันกดทับ): ใช้ผ้าพันแบบยืดหยุ่นลดบวม
- E — Elevation (ยกขาสูง): ยกขาให้สูงกว่าระดับหัวใจเพื่อลดบวม
การรักษาเพิ่มเติม:
- ยาต้านการอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์เช่น Ibuprofen หรือ Naproxen
- การใส่เฝือกหรืออุปกรณ์พยุงเข่า
- กายภาพบำบัดและการออกกำลังกายเสริมความแข็งแรง
ข้อควรระวัง: สำหรับนักกีฬาที่ต้องการกลับมาเล่นกีฬาระดับแข่งขัน หรือผู้ที่มีอาการเข่าไม่มั่นคง การรักษาแบบไม่รับการผ่าตัดเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ และอาจนำไปสู่ความเสียหายของหมอนรองกระดูกและกระดูกอ่อนในระยะยาว
วิธีที่ 2: การผ่าตัดสร้างเอ็นไขว้หน้าด้วยการส่องกล้อง
เป็นการผ่าตัดสำหรับผู้ที่มีเอ็นไขว้หน้าฉีกขาดสมบูรณ์ โดยเฉพาะในกลุ่มนักกีฬา การผ่าตัดจึงใช้เอ็นของผู้ป่วยหรือเนื้อเยื่อเอ็นที่ฉีกขาด
ขั้นตอนการผ่าตัดเอ็นไขว้หน้าเข่าขาดด้วยการส่องกล้อง
- ทีมวิสัญญีแพทย์เตรียมผู้ป่วยให้พร้อมสำหรับการผ่าตัด
- ศัลยแพทย์ทำการเจาะรูในตำแหน่งที่เหมาะสมเพื่อใส่กล้อง Arthroscope เข้าไปในตำแหน่งที่มองเห็นรายละเอียดภายในข้อเข่าที่เสียหายผ่านจอแสดงผลได้ดีที่สุด
- ศัลยแพทย์ใส่เครื่องมือเข้าไปผ่าตัดบริเวณที่เสียหายและใช้เส้นเอ็นจากบริเวณอื่นมาทดแทน
- ศัลยแพทย์ผ่าตัดเอ็นไขว้หน้าเข่าขาดออกแล้วร้อยเส้นเอ็นใหม่ในตำแหน่งที่กำหนดไว้ให้พอดี
- ศัลยแพทย์ตรวจสอบทุกตำแหน่งการผ่าตัดและเย็บปิดแผล
ผ่าตัดเอ็นไขว้หน้าเข่าขาดด้วยการส่องกล้องดีอย่างไร
- แผลเล็ก เจ็บน้อย เนื้อเยื่อเสียหายน้อย โอกาสติดเชื้อน้อย ฟื้นตัวไว
- เคลื่อนไหวในการเล่นกีฬาหรือทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ตามปกติ
- ป้องกันความเสี่ยงจากเอ็นฉีกขาด ข้อเข่าหลวม ข้อเข่าทรุด ข้อเข่าเสื่อม
การเตรียมตัวก่อนการผ่าตัดเอ็นไขว้หน้า
- ฝึกกล้ามเนื้อบริหารร่างกายก่อนผ่าตัดร่วมกับนักกายภาพบำบัด ช่วยให้เหยียดและงอเข่าได้เต็มที่
- ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือมีประวัติแพ้ยาต้องแจ้งให้แพทย์ทราบล่วงหน้า
- ห้ามรับประทานยาละลายลิ่มเลือด 1 สัปดาห์ก่อนผ่าตัด เช่น Aspirin กลุ่มยา NSAIDS เป็นต้น
- ก่อนการผ่าตัดต้องงดน้ำและอาหารอย่างน้อย 6 ชั่วโมง และงดดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อย 24 ชม.
การดูแลตัวเองหลังการผ่าตัดเอ็นไขว้หน้า
การฟื้นตัวจากการผ่าตัดเอ็นไขว้หน้า ใช้เวลาโดยรวมประมาณ 9 – 12 เดือนขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล
ระยะที่ 1: สัปดาห์ที่ 1 – 2 (เริ่มต้นฟื้นฟูการเคลื่อนไหว)
- ใช้ไม้ค้ำยันช่วยเดิน โดยลงน้ำหนักขาข้างที่ผ่าตัดได้ 50% ของน้ำหนักตัวตามที่แพทย์แนะนำ
- ประคบน้ำแข็งครั้งละ 15 – 20 นาที 3 – 5 ครั้งต่อวัน
- นอนยกขาสูงเพื่อลดบวม
- ออกกำลังกายเบา ๆ ตามโปรแกรมกายภาพบำบัด เช่น เกร็งกล้ามเนื้อต้นขา งอเข่าเบาๆ
- ดูแลแผลให้แห้งและสะอาด
- สามารถใช้ผ้าพยุงรัดเข่าจนกว่ากล้ามเนื้อขาจะกลับมาแข็งแรง
- เลี่ยงการเคลื่อนไหวเยอะเกินไป
ระยะที่ 2: สัปดาห์ที่ 3 – 6 (การฟื้นฟูการเคลื่อนไหว)
- ค่อย ๆ ลดการใช้ไม้ค้ำยัน เลิกใช้ผ้าพยุงรัดเข่าเมื่อสามารถเดินได้โดยไม่เจ็บ
- เพิ่มช่วงการงอเข่าจนถึง 90 องศา
- ออกกำลังเพิ่มแรงต้านกล้ามเนื้อข้อเข่า เช่น ขี่จักรยาน (Stationary Bike) ฟื้นฟูการเคลื่อนไหว
- กายภาพบำบัด 3 – 5 ครั้งต่อสัปดาห์
ระยะที่ 3: สัปดาห์ที่ 7 – 12 (การเสริมสร้างกล้ามเนื้อ)
- เริ่มออกกำลังกายที่ลงน้ำหนักเพิ่มขึ้น (Progressive Weight Bearing Exercises)
- ว่ายน้ำ (โดยไม่ใช้การเตะขา) เพื่อฟื้นฟูแบบ Low – Impact
- ฝึกกระดานทรงตัว (Balance Board) และฝึกการรับรู้ตำแหน่งของร่างกาย (Proprioception)
- เน้นเพิ่มความแข็งแรงและความสมดุลของกล้ามเนื้อรอบข้อเข่าและข้อเท้า
ระยะที่ 4: เดือนที่ 3 – 6 (การเสริมสร้างสมรรถภาพ)
- เริ่มวิ่งเหยาะ ๆ (Jogging) บนพื้นราบเมื่อเข่าแข็งแรงพอ
- เพิ่มความหนักในการออกกำลังกาย
- เน้นออกกำลังเพิ่มความคล่องตัว
- เริ่มฝึกท่าทางกีฬาเบื้องต้น
ระยะที่ 5: เดือนที่ 6 – 9+ (การกลับสู่กีฬา)
- ทดสอบสมรรถภาพ (Return-to-Sport Testing) ก่อนกลับไปเล่นกีฬา
- ไม่ควรกลับไปเล่นกีฬาที่มีการปะทะหรือเปลี่ยนทิศทางเร็ว ก่อนได้รับอนุมัติจากแพทย์
สัญญาณแทรกซ้อนที่ต้องพบแพทย์ทันที:
- แผลมีรอยแดง บวม ร้อน หรือมีหนอง (สัญญาณติดเชื้อ)
- ขาบวมมาก เจ็บน่อง หรือน่องแดงร้อน
- ปวดเข่าเพิ่มขึ้นกะทันหันโดยไม่มีสาเหตุ
- เข่าไม่มั่นคงหรือรู้สึกเหมือนเนื้อเยื่อขาด
การป้องกันการบาดเจ็บเอ็นไขว้หน้า
การป้องกันที่ดีที่สุดคือการเตรียมร่างกายให้พร้อมก่อนออกกำลังกาย
- อบอุ่นร่างกายเสมอ: อย่างน้อย 10 – 15 นาทีก่อนออกกำลังกายหรือแข่งขัน
- ฝึกโปรแกรม FIFA 11+: โปรแกรมป้องกันการบาดเจ็บที่ FIFA พัฒนาขึ้นเพื่อลดการบาดเจ็บหัวเข่าในนักฟุตบอล
- ฝึกเทคนิคการลงพื้น: เรียนรู้การลงจากการกระโดดอย่างถูกวิธี โดยงอเข่าและสะโพกไม่ให้เข่าพับเข้าด้านใน
- เสริมสร้างกล้ามเนื้อสะโพก ต้นขา และน่อง: กล้ามเนื้อแข็งแรงช่วยรับแรงกระแทกและลดภาระของเอ็น
- ฝึกการทรงตัว: ใช้แผ่นบาลานซ์หรือโบซูบอล เพื่อเสริมการรับรู้ตำแหน่งของข้อเข่า
- สวมรองเท้าที่เหมาะสม: เลือกรองเท้ากีฬาที่รองรับแรงกระแทกดี เหมาะกับชนิดของพื้นผิวที่เล่น
- ไม่ฝืนเล่นเมื่อเหนื่อยมาก: กล้ามเนื้อที่เหนื่อยล้าไม่สามารถปกป้องข้อเข่าได้ดี
- ลดน้ำหนักหากน้ำหนักเกิน: ช่วยลดภาระและแรงกดบนข้อเข่า
- ฝึกอบรมเทคนิคกับโค้ชที่มีความรู้: โดยเฉพาะเทคนิคการเปลี่ยนทิศทางอย่างปลอดภัย
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเอ็นไขว้หน้า (FAQ)
เอ็นไขว้หน้าฉีกขาดแล้วสามารถหายเองได้ไหมโดยไม่ต้องผ่าตัด?
เอ็นไขว้หน้าที่ขาดสมบูรณ์ (ระดับ 3) ไม่สามารถสมานตัวเองกลับมาได้เหมือนเดิม เนื่องจากเอ็นชนิดนี้มีเลือดไปเลี้ยงน้อยและอยู่ในสภาพแวดล้อมของน้ำไขข้อที่ขัดขวางกระบวนการสมาน อย่างไรก็ดีผู้ป่วยบางกลุ่ม เช่น ผู้สูงอายุที่ไม่ได้เล่นกีฬาหนักอาจจัดการได้ด้วยการรักษาแบบกายภาพบำบัด โดยอาการในชีวิตประจำวันดีขึ้นได้ แต่ในระยะยาวอาจมีความเสี่ยงต่อการเสื่อมของหมอนรองกระดูกและข้อเข่าเสื่อมสูงขึ้น การตัดสินใจควรเป็นไปตามที่แพทย์ผู้ชำนาญแนะนำ โดยมักพิจารณาจากปัจจัยเฉพาะบุคคล
หลังจากเอ็นไขว้หน้าฉีกขาดต้องผ่าตัดเร็วแค่ไหน?
เอ็นไขว้หน้าฉีกขาดอาจไม่จำเป็นต้องผ่าตัดฉุกเฉินทันทีหลังบาดเจ็บ ควรรอให้อาการบวมและการอักเสบเฉียบพลันลดลงก่อน ซึ่งปกติใช้เวลา 3 – 6 สัปดาห์ เพื่อเตรียมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ การผ่าตัดในช่วงที่เข่ายังบวมอักเสบอยู่ มีความเสี่ยงสูงกว่าต่อภาวะข้อเข่าแข็งตึงหลังผ่าตัด ควรปรึกษาแพทย์และปฏิบัติตามคำแนะนำ
หลังผ่าตัดเอ็นไขว้หน้า ใช้เวลาเท่าไรถึงกลับไปเล่นกีฬาได้?
สำหรับกีฬาที่ไม่มีการปะทะ เช่น วิ่งหรือว่ายน้ำ อาจกลับมาได้ภายใน 4 – 6 เดือน แต่สำหรับกีฬาที่มีการเปลี่ยนทิศทางบ่อยหรือมีการปะทะ เช่น ฟุตบอล บาสเกตบอล แนะนำให้รอ 9 – 12 เดือน ขึ้นอยู่กับผลการทดสอบสมรรถภาพที่ผ่านเกณฑ์ เพราะการกลับไปเล่นกีฬาเร็วเกินไปเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของการบาดเจ็บซ้ำ
ถ้าไม่รักษาเอ็นไขว้หน้าจะเกิดอะไรขึ้น?
เอ็นไขว้หน้าที่ฉีกขาดและไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม จะทำให้เข่าขาดความมั่นคง นำไปสู่การบาดเจ็บซ้ำ ๆ ของหมอนรองกระดูก และกระดูกอ่อนผิวข้อ ทุกครั้งที่เข่า “ล็อค” หรือ “หลุด” ในระยะยาว 10 – 15 ปี ความเสียหายสะสมจะนำไปสู่ภาวะข้อเข่าเสื่อมก่อนวัยอันควร จากการศึกษาพบว่า ผู้ที่เอ็นไขว้หน้าขาดแล้วไม่ทำการรักษา มีโอกาสเกิดข้อเข่าเสื่อมสูงถึง 50 – 80% ภายใน 10 – 15 ปี
เอ็นไขว้หน้าฉีกซ้ำได้ไหมหลังผ่าตัด?
เอ็นไขว้หน้าสามารถฉีกซ้ำได้ โดยเอ็นใหม่ที่สร้างจากเนื้อเยื่อมีโอกาสฉีกซ้ำประมาณ 5 – 25% ขึ้นอยู่กับอายุ ชนิดกีฬา และการปฏิบัติตามโปรแกรมฟื้นฟูว่าครบถ้วนหรือไม่ มีข้อมูลที่ระบุว่า นักกีฬาวัยรุ่นหญิงที่กลับมาเล่นกีฬาเร็วเกินไปมีความเสี่ยงสูงสุด การป้องกันที่ดีที่สุดคือ ฟื้นฟูให้ครบตามโปรแกรม และสวมผ้ารัดเข่าในช่วงเริ่มกลับมาเล่นกีฬา
ความแตกต่างระหว่างเอ็นไขว้หน้า (ACL) กับเอ็นไขว้หลัง (PCL) คืออะไร?
เอ็นไขว้หน้าช่วยป้องกันการเลื่อนไปข้างหน้าของกระดูกหน้าแข้ง ขณะที่เอ็นไขว้หลังป้องกันการเลื่อนไปข้างหลัง ACL ฉีกขาดพบบ่อยกว่า PCL ประมาณ 10 เท่า โดย PCL มักเกิดจากการกระแทกโดยตรงที่ด้านหน้าหัวเข่า เช่น การเกิดอุบัติเหตุรถยนต์ อาการของ PCL อาจไม่รุนแรงเท่าและบางรายตอบสนองต่อการรักษาแบบบรรเทาอาการได้ดี แต่การบาดเจ็บรุนแรงหรือมีเอ็นอื่นบาดเจ็บร่วมก็อาจต้องผ่าตัด
ค่าผ่าตัดเอ็นไขว้หน้าที่โรงพยาบาลกรุงเทพ?
ค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดเอ็นไขว่หน้า มีความแตกต่างกันตามหลายปัจจัย ได้แก่ ชนิดของเนื้อเยื่อที่ใช้ ชนิดของอุปกรณ์ยึดตรึง การบาดเจ็บร่วมที่ต้องรักษาพร้อมกัน เช่น หมอนรองกระดูก และระยะเวลาพักฟื้นในโรงพยาบาล แนะนำให้ปรึกษากับแพทย์ผู้ชำนาญด้านเวชศาสตร์การกีฬาและศัลยกรรมข้อเข่าของโรงพยาบาลเพื่อรับการประเมินสำหรับกรณีของท่านโดยเฉพาะ สามารถติดต่อได้ที่เบอร์ 1719 หรือนัดหมายออนไลน์ที่นี่
ไว้วางใจทีมแพทย์ผู้ชำนาญด้านเวชศาสตร์การกีฬาและออกกำลังกาย BASEM Bangkok Hospital
ศูนย์เวชศาสตร์การกีฬาและออกกำลังกาย BASEM รพ.กรุงเทพ มีทีมแพทย์ที่มีความชำนาญเฉพาะด้านเวชศาสตร์การกีฬาและออกกำลังกาย ศัลยแพทย์ผ่าตัดส่องกล้องข้อเข่า และข้อไหล่ ผ่านการฝึกอบรมทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมรักษาผู้ป่วยบาดเจ็บเอ็นไขว้หน้ามาแล้วหลายพันราย รวมถึงนักกีฬาระดับแถวหน้า
แนะนำหมอโต้งแพทย์เฉพาะการผ่าตัดเอ็นไขว้หน้าเข่า
แนะนำ “หมอโต้ง” หรือ นาวาโท นายแพทย์พรเทพ ม้ามณี คือแพทย์ผู้ชำนาญด้านศัลยกรรมกระดูกและเวชศาสตร์การกีฬาที่โรงพยาบาลกรุงเทพ ผู้มีชื่อเสียงด้านการรักษาอาการบาดเจ็บของนักกีฬาอาชีพ โดยเฉพาะการผ่าตัดเอ็นไขว้หน้าเข่า (ACL) การผ่าตัดข้อเข่าและข้อไหล่ด้วยเทคนิคส่องกล้อง รวมถึงการฟื้นฟูร่างกายให้นักกีฬากลับมาแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยประสบการณ์ดูแลนักฟุตบอลทีมชาติไทยและนักกีฬาระดับประเทศหลายคน ทำให้หมอพรเทพได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในแพทย์เวชศาสตร์การกีฬาชั้นนำของประเทศไทย เหมาะสำหรับผู้ที่กำลังมองหาแพทย์ส่องกล้องกระดูกและข้อเฉพาะทางด้านการบาดเจ็บจากกีฬาและออกกำลังกายมืออาชีพ
.jpeg)











