โรงพยาบาลกรุงเทพ
Caret Right
Search
CTA Curve
ค้นหาแพทย์ icon
ค้นหาแพทย์
ทำนัด icon
ทำนัด
ติดต่อ icon
ติดต่อ
โทร 1719
Menu
  • เลือกโรงพยาบาล

  • Language & Currency

Doctor not found
Doctor not found
Doctor not found
Doctor not found
โรงพยาบาลกรุงเทพ
ติดต่อเรา
ดูแผนที่ Google Maps
    นโยบายความเป็นส่วนตัว

    |

    นโยบาย Cookie

    Copyright © 2026 Bangkok Hospital. All right reserved


    เครือข่ายโรงพยาบาลกรุงเทพ
    MEMBER OFBDMS logo

    โรคพาร์กินสัน (Parkinson’s Disease)

    6 นาทีในการอ่าน
    ข้อมูลโดย
    โรงพยาบาลกรุงเทพขอนแก่น
    อัปเดตเมื่อ: 08 เม.ย. 2569
    แพ็กเกจแนะนำ
    Package Image
    FibroScan ไม่ต้องเจาะชิ้นเนื้อ ไม่ปวด รู้ผลไว ไร้ผลข้างเคียง
    Package Image
    ส่องกล้องระบบทางเดินอาหาร (Gastro & Colonoscopy Package)
    Package Image
    วัคซีนสำหรับผู้สูงอายุ
    โรคพาร์กินสัน (Parkinson’s Disease)
    โรงพยาบาลกรุงเทพขอนแก่น
    อัปเดตเมื่อ: 08 เม.ย. 2569

    สรุปบทความ

    โรคพาร์กินสันเป็นความเสื่อมของสมองและระบบประสาทในส่วนที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกาย โดยเกิดจากการลดลงของสารโดพามีน ทำให้เกิดอาการสั่น การเคลื่อนไหวช้าลง กล้ามเนื้อเกร็ง และทรงตัวลำบาก สามารถรักษาเพื่อทำให้อาการดีขึ้นได้ด้วยการใช้ยาเสริมโดพามีน กายภาพบำบัด และการผ่าตัดกระตุ้นสมองส่วนลึก (DBS) การตรวจพบตั้งแต่ระยะแรกช่วยให้การรักษามีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่งผลให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ ลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนได้

    โรคพาร์กินสันคืออะไร

    โรคพาร์กินสัน (Parkinson’s Disease) คือ โรคที่เกิดจากความเสื่อมของสมองส่วนที่เรียกว่า Substantia Nigra ส่งผลให้การผลิตสารโดพามีนลดลง ทำให้ร่างกายเคลื่อนไหวช้าลง มักพบในผู้สูงวัยอายุมากกว่า 60 ปี โรคพาร์กินสันไม่สามารถรักษาให้หายได้ แต่บรรเทาอาการให้ลดลงได้ โดยต้องพบแพทย์โดยเร็วเพื่อรีบรักษา ช่วยชะลอความรุนแรงของโรคและลดอัตราการเสียชีวิตได้

    สาเหตุของโรคพาร์กินสัน

    สาเหตุของโรคพาร์กินสันยังไม่ทราบแน่ชัด แต่ปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดโรคพาร์กินสันได้แก่

    • มีคนในครอบครัวป่วยโรคพาร์กินสัน
    • พันธุกรรมที่ผิดปกติอาจเพิ่มความเสี่ยงการเกิดโรคพาร์กินสันได้
    • การได้รับสารเคมีในภาคอุตสาหกรรมหรือภาคเกษตรกรรมเป็นเวลานาน เช่น ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าวัชพืช โลหะหนัก เช่น แมงกานีส
    • ศีรษะได้รับการกระแทกซ้ำเป็นเวลานาน เช่น นักมวยที่โดนชกที่ศีรษะบ่อย ๆ
    • ความผิดปกติทางสมองจากสาเหตุอื่น เช่น
    • สมองขาดออกซิเจน
    • หลอดเลือดสมองอุดตัน
    • หลอดเลือดสมองแตก

    โรคพาร์กินสันอาการเป็นอย่างไร

    อาการโรคพาร์กินสันแบ่งออกเป็น 2 แบบ

    1. อาการที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหว ได้แก่
      • มือสั่นเมื่ออยู่นิ่ง ซึ่งอาการมือสั่นเกิดจากการเสื่อมของเซลล์ประสาทบริเวณก้านสมอง เวลาขยับหรือเคลื่อนไหวอาการมือสั่นจะหายไป หรืออาจจะสั่นที่ขา ใบหน้า หรือริมฝีปากก็ได้
      • กล้ามเนื้อเกร็ง แขนขาเกร็งตัว ปวดกล้ามเนื้อ
      • การเคลื่อนไหวช้า ทำอะไรช้าลง
      • การทรงตัวและการเดินผิดปกติ เช่น ก้าวเท้าสั้น เดินซอยเท้าถี่ ๆ ศีรษะพุ่งไปข้างหน้า หมุนตัวลำบาก ล้มบ่อย
      • แสดงออกทางใบหน้าได้น้อยลง ยิ้มได้น้อย สีหน้าเรียบเฉย พูดเสียงเบาลง
    2. อาการที่ไม่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหว แต่พบบ่อยในผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน เช่น
      • ท้องผูก
      • จมูกไม่ได้กลิ่นหรือได้กลิ่นลดลง
      • นอนหลับไม่สนิท หรือ นอนละเมอบ่อย
      • ความจำไม่ดี
      • คิดช้าลง
      • ซึมเศร้า หดหู่
      • สำลักบ่อย

    ผลกระทบจากโรคพาร์กินสัน

    • การทำกิจวัตรประจำวันได้ไม่ดีเหมือนเดิม จากอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง สั่นเกร็ง แกว่งแขนไม่ได้ ยกเท้าลำบาก เคลื่อนไหวไม่สะดวก อาจร้ายแรงถึงขั้นช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ต้องมีคนคอยดูแลตลอดเวลา
    • ปวดตามอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย ปวดกล้ามเนื้อเกร็ง ปวดไหล่ ไหล่ติด ปวดขา ปวดหลัง และตำแหน่งต่าง ๆ ในร่างกาย อาจถึงขนาดปวดจนนอนไม่หลับในช่วงกลางคืน
    • ท้องผูกเรื้อรัง ซึ่งเป็นผลข้างเคียงของยารักษาโรคพาร์กินสันที่มักทำให้ท้องผูกได้ หรือเป็นอาการของโรคพาร์กินสันเอง
    • กลัวการเข้าสังคม เพราะมีปัญหาการสั่น ไม่สามารถแสดงสีหน้าได้ ใบหน้าดูเฉย เมื่อพูดมุมปากจะขยับเล็กน้อย เสียงเบาอยู่ในลำคอ เสียบุคลิกภาพ ขาดความมั่นใจ
    • ปัญหาทางจิตใจ รู้สึกท้อแท้ ซึมเศร้า เครียด อาจคิดว่าตนเองเป็นภาระ นำไปสู่การคิดสั้นได้ ควรปรึกษาจิตแพทย์เพื่อวางแนวทางการดูแลที่ถูกต้อง
    • เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ จากการเสียสมดุลของการทรงตัวและการเคลื่อนไหวช้ากว่าปกติ ทำให้เพิ่มโอกาสหกล้มได้ง่าย

    ตรวจวินิจฉัยโรคพาร์กินสัน

    การตรวจวินิจฉัยผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน ประกอบด้วย

    • ซักประวัติและตรวจร่างกาย เริ่มจากวินิจฉัยแยกโรคว่าเป็นโรคพาร์กินสันแท้หรือโรคพาร์กินสันเทียม ซึ่งพาร์กินสันเทียมคือ กลุ่มอาการที่คล้ายโรคพาร์กินสัน เป็นผลมาจากการรับประทานยาบางชนิด เช่น ยารักษาโรคเวียนศีรษะ ยานอนหลับ โรคน้ำในสมองที่มีปริมาณมากเกินไป หรือภาวะไทรอยด์ต่ำ เพื่อประโยชน์ในการวางแผนการรักษาได้ถูกต้อง
    • ตรวจเอกซเรย์สมองด้วย CT หรือ MRI Brain เพื่อวินิจฉัยแยกโรคอื่น ๆ ที่มีอาการคล้ายพาร์กินสัน
    • ตรวจ PET Brain F – Dopa โดยฉีดสารโดพามีนให้จับกับรังสีหรือเอฟโดป้า (F – DOPA) เพื่อดูว่ามีการขาดสารโดพามีนอยู่ในปริมาณมากน้อยแค่ไหน

    การคัดกรองโรคพาร์กินสันด้วยตัวเอง

    การประเมินอาการโรคพาร์กินสันเบื้องต้นด้วยตัวเองสามารถทำได้โดยสังเกตอาการ หากมีอาการมากกว่า 5 ข้อจากอาการต่อไปนี้ควรมาพบแพทย์ทันที แต่หากมีอาการน้อยกว่า 5 ข้อ ควรตรวจเช็กเป็นระยะ

    1. มือสั่นหรือขาเคยมีอาการสั่น
    2. ลุกขึ้นจากเก้าอี้ลำบาก
    3. เดินก้าวเท้าสั้นๆและเดินซอยเท้าถี่
    4. แขนแกว่งน้อยลงเวลาเดิน
    5. หลังคู้งอเวลาเดิน
    6. หมุนตัวกลับเวลาเดินได้ลำบาก
    7. เสียงเบาลงกว่าเมื่อก่อนจนคนทัก
    8. พลิกตัวได้ลำบากเวลานอน
    9. เขียนหนังสือช้าลงหรือเขียนหนังสือตัวเล็กลงกว่าเดิม
    10. ทำอะไรได้ช้าลงกว่าเมื่อไม่นานมานี้ เช่น อาบน้ำ แต่งตัว หวีผม ฯลฯ
    11. ติดกระดุมหรือเปิดฝาขวดน้ำได้ลำบากกว่าเดิม

    ระยะความรุนแรงของโรคพาร์กินสัน

    • ระยะที่ 1 อาการเริ่มต้นคือ เคลื่อนไหวร่างกายผิดปกติเล็กน้อย สั่นขณะเดิน ยืน หรือแสดงออกทางสีหน้า ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อเเขน ขา ลำตัว เป็นแค่ซีกใดซีกหนึ่งของร่างกาย
    • ระยะที่ 2 อาการเริ่มลุกลามไปยังอวัยวะอีกข้างหนึ่ง สั่นทั้งสองข้าง เริ่มหลังงอ เคลื่อนไหวช้า ยืนและเดินผิดปกติ เดินตัวโก่งไปข้างหน้า ลำตัวคดงอเล็กน้อย แต่ยังไม่สูญเสียการทรงตัว
    • ระยะที่ 3 อาการทรงตัวผิดปกติ สั่นทั้งสองข้าง ลุกยืนลำบาก เริ่มหกล้มได้ง่ายขึ้น
    • ระยะที่ 4 ช่วยเหลือตัวเองได้น้อยลง สั่นลดลง แต่เเข็งเกร็งและเคลื่อนไหวช้ากว่าเดิม ระยะนี้ต้องมีผู้ดูแลใกล้ชิดเพราะอาจหกล้มได้ง่าย ไม่สามารถยืนได้
    • ระยะที่ 5 ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ กล้ามเนื้อเเข็งเกร็งมากจนเคลื่อนไหวไม่ได้ มือเท้าหงิกงอ เสียงแผ่วเบา ไม่มีการแสดงความรู้สึกทางสีหน้า เป็นผู้ป่วยติดเตียง ไม่สามารถรับประทานอาหารได้ ร่างกายซูบผอม เสี่ยงต่อการติดเชื้อทางเดินหายใจ อาจมีอาการประสาทหลอน

    หากสงสัยว่าตัวเองมีอาการโรคพาร์กินสันตั้งแต่ระยะแรกควรปรึกษาแพทย์ทันที เพราะยิ่งรักษาเร็ว ยิ่งลดความรุนแรงและเพิ่มโอกาสหายจากโรค


    การรักษาโรคพาร์กินสัน

    การรักษาพาร์กินสันขึ้นอยู่กับความรุนแรงของผู้ป่วยแต่ละบุคคล ประกอบไปด้วย

    • การทำกายภาพบำบัด เพื่อฟื้นฟูร่างกาย ประกอบไปด้วย
      • ออกกำลังกายแบบแอโรบิก (Aerobic Exercise) เช่น เดินบนพื้นราบ ออกกำลังกายในน้ำ ฯลฯ
      • ออกกำลังกายเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ (Strengthening Exercise) เช่น ยกน้ำหนัก ฯลฯ
      • ออกกำลังกายตามแบบแผน (Formalized Patterned Exercises) เช่น เต้นรำ, โยคะ, ไทเก๊ก ฯลฯ
    • การรักษาด้วยยา เป็นแนวทางการรักษาหลัก โดยแพทย์จะให้รับประทานยาเพิ่มการออกฤทธิ์ของสารโดพามีนในสมองเพื่อระงับอาการพาร์กินสัน แต่หากรับประทานไปแล้วช่วงหนึ่งเกิดมีการดื้อยาไม่สามารถคุมอาการสั่นได้อาจจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัด
    • การผ่าตัดรักษาโรคพาร์กินสัน การผ่าตัดฝังไมโครชิปกระตุ้นสมองส่วนลึก (Deep Brain Simulation : DBS Therapy) เพื่อเข้าไปช่วยการทำงานของสมองให้กลับมาทำงานตามปกติ ระบบ DBS Therapy จะต้องทำโดยแพทย์ศัลยกรรมทางประสาทที่มีความชำนาญ โดยแพทย์จะผ่าตัดฝังอิเล็กโทรดเข้าไปในสมองและเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ไฟฟ้า (BATTERY) ที่เรียกว่า เครื่องกระตุ้นไฟฟ้า ที่มีลักษณะคล้ายกับเครื่องกระตุ้นการเต้นของหัวใจเข้าไปในร่างกายของผู้ป่วย อุปกรณ์ตัวนี้จะส่งสัญญาณไฟฟ้าที่มีความถี่สูงเข้าไปยังสมองส่วนที่ควบคุมการเคลื่อนไหว ทำให้สามารถกลับมาทำกิจวัตรประจำวันและสามารถควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกายได้ดีขึ้น วิธีนี้เหมาะกับผู้ป่วยที่ป่วยด้วยโรคพาร์กินสันมาระยะเวลาหนึ่งและมีอาการดื้อต่อยารักษาโรคพาร์กินสัน

    การดูแลผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน

    • รับประทานอาหารเน้นกากใยจากผักผลไม้และดื่มน้ำให้เพียงพอเพื่อป้องกันท้องผูกโดยในผู้ป่วยสูงวัยควรเน้นโปรตีนจากเนื้อสัตว์มากเป็นพิเศษเพราะมวลกล้ามเนื้อลดลงเช่นปลาไก่ไข่ขาวฯลฯรวมถึงโปรตีนจากพืชเช่นเต้าหู้ถั่วธัญพืชฯลฯ
    • นอนหลับให้เพียงพอ นอนดีทั้งคุณภาพและปริมาณ ควรเข้านอนและตื่นนอนให้เป็นเวลาทุกวัน จัดห้องนอนให้มืด เงียบ อากาศถ่ายเท และลดกิจกรรมที่กระตุ้นสมองก่อนเข้านอน อย่างการเล่นโทรศัพท์มือถือ และควรนอนหลับให้ได้ 6 – 8 ชั่วโมงต่อวัน
    • บริหารร่างกายเพื่อป้องกันข้อยึดติด ช่วยให้อาการโรคพาร์กินสันดีขึ้น เช่น เดินก้าวเท้ายาว แกว่งแขน ยกเท้าสูงขึ้น ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน การยกน้ำหนัก รำไทเก๊ก เป็นต้น ถ้ามีปัญหาล้มบ่อยควรฝึกทรงตัวและออกกำลังเพิ่มมวลกล้ามเนื้อ ถ้าอ่อนเพลียง่าย นอนไม่ดี ควรฝึกแอโรบิกแล้วค่อย ๆ เพิ่มความหนัก แนะนำให้บริหารร่างกายประมาณ 3 – 5 วันต่อสัปดาห์ ครั้งละ 20 – 60 นาที รวมถึงการบริหารลูกตาด้วยการกลอกไปมา เช่น ดูกีฬาที่มีการโต้ตอบไปมา เช่น เทนนิส ปิงปอง เป็นต้น
    • การดูแลทางด้านอารมณ์และจิตใจ เพราะผู้ป่วยบางรายอาจมีปัญหาด้านอารมณ์ ความเครียดซึมเศร้า วิตกกังวล เฉยเมย ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้อาการทั้งที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวและไม่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวแย่ลงได้ จึงควรทำความเข้าใจและดูแลสภาพจิตใจอยู่เสมอหรือทำกิจกรรมผ่อนคลายความเครียด เช่น เข้าสังคมมากขึ้น ปรับตัวให้เข้ากับโลกภายนอก ซึ่งกำลังใจจากคนใกล้ชิดสำคัญมาก ช่วยให้อาการของโรคดีขึ้น
    • ตรวจเช็กสุขภาพทุกปี รวมถึงสุขภาพช่องปากและฟัน ตรวจติดตามโรคประจำตัว ตรวจคัดกรองมะเร็ง ตรวจคัดกรองภาวะกระดูกพรุน และฉีดวัคซีนป้องกันโรค เพื่อป้องกันโรคแทรกซ้อนและให้ผู้ป่วยพาร์กินสันมีสุขภาพที่แข็งแรง ดูแลตนเองได้อย่างถูกต้อง

    บทความโดย 
    โรงพยาบาลกรุงเทพอินเตอร์ฯ เพื่อสมองและกระดูก
    https://www.bangkokhospital.com/th/bangkok-bone-brain/content/known-parkinson


    สอบถามเพิ่มเติมที่

    ศูนย์สมองและระบบประสาท (CoE)

    043042888

    [email protected]

    @bangkokkhonkaen

    แพทย์ที่เกี่ยวข้อง

    ดูแพทย์ทั้งหมด

    แพ็กเกจและโปรโมชั่น

    FibroScan ไม่ต้องเจาะชิ้นเนื้อ ไม่ปวด รู้ผลไว ไร้ผลข้างเคียงFibroScan ไม่ต้องเจาะชิ้นเนื้อ ไม่ปวด รู้ผลไว ไร้ผลข้างเคียง
    FibroScan ไม่ต้องเจาะชิ้นเนื้อ ไม่ปวด รู้ผลไว ไร้ผลข้างเคียง

    2,900 บาท

    รายละเอียด
    ส่องกล้องระบบทางเดินอาหาร (Gastro & Colonoscopy Package)ส่องกล้องระบบทางเดินอาหาร (Gastro & Colonoscopy Package)
    ส่องกล้องระบบทางเดินอาหาร (Gastro & Colonoscopy Package)

    23,500 - 33,500 บาท

    รายละเอียด
    วัคซีนสำหรับผู้สูงอายุวัคซีนสำหรับผู้สูงอายุ
    วัคซีนสำหรับผู้สูงอายุ

    850 - 13,500 บาท

    รายละเอียด
    ดูแพ็กเกจอื่น ๆ

    ข้อมูลสุขภาพ

    ดูข้อมูลสุขภาพอื่น ๆ

    ข้อมูลสุขภาพ

    ไวรัสตับอักเสบ บี ( Hepatitis B) กับการเกิดตับแข็งและมะเร็งตับ Image
    ไวรัสตับอักเสบ บี ( Hepatitis B) กับการเกิดตับแข็งและมะเร็งตับ
    นิ่วในถุงน้ำดี (Gallstones) Image
    นิ่วในถุงน้ำดี (Gallstones)
    ไวรัสตับอักเสบ  คืออะไร Image
    ไวรัสตับอักเสบ คืออะไร
    ดูข้อมูลสุขภาพอื่น ๆ