ไวรัสตับอักเสบบี (Hepatitis B virus; HBV) เป็นโรคติดเชื้อที่ทำลายตับและสามารถพัฒนาเป็นโรคตับแข็งหรือมะเร็งตับได้ โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ประเมินว่าในปี 2022 มีผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรังทั่วโลกประมาณ 254 ล้านคน และมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 1.1 ล้านคนต่อปีจากภาวะแทรกซ้อนของโรค เช่น ตับแข็งและมะเร็งตับ
ในประเทศไทย การให้วัคซีนไวรัสตับอักเสบบีแก่ทารกแรกเกิดอย่างครอบคลุมเริ่มดำเนินการในช่วงต้นทศวรรษ 2530 ดังนั้นผู้ที่เกิดก่อนปี 2535 จำนวนมากอาจไม่ได้รับวัคซีนครบถ้วนตั้งแต่วัยเด็ก หรือไม่เคยได้รับการตรวจว่ามีภูมิคุ้มกันต่อโรคนี้หรือไม่ จึงอาจยังมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อหรือเป็นพาหะโดยไม่ทราบมาก่อน
ไวรัสชนิดนี้เป็นภัยซ่อนเร้น ไม่แสดงอาการ แต่ก่อให้เกิดการติดเชื้อเรื้อรัง ตับโดนทำลายซ้ำๆ ก่อนพังผืด ตับแข็ง และมะเร็งตับ
ความสำคัญของไวรัสตับอักเสบบีคือ เป็นสาเหตุที่ทำให้มะเร็งตับในคนไทยสูงถึง 70-80% โดยที่เราไม่มีอาการ และไม่รู้ตัว ในสมัยอดีต อาจไม่มียาในการรักษา แต่ในปัจจุบันมียาต้านไวรัสที่มีประสิทธิภาพสูง
ใครบ้างที่ควรตรวจหาเชื้อและภูมิคุ้มกันไวรัสตับอักเสบบี • คนเกิดก่อนปี 2535
- ไม่ทราบประวัติการฉีดวัคซีน
- มีคนในครอบครัวเป็นพาหะ / ผู้รักสุขภาพ
- บุคลากรทางการแพทย์
- ผู้ที่มีโรคตับหรือค่าเอนไซม์ตับผิดปกติ
การติดต่อของไวรัสตับอักเสบ บี
- ผ่านทางการตั้งครรภ์ : ในคนไทยพบการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี จากสาเหตุนี้สูงสุด แม่ในสมัยอดีตตั้งครรภ์ ไม่ได้ผ่่านการตรวจคัดกรองไวรัสตับอักเสบบีขณะตั้งครรภ์ ไม่ทราบว่าตนเองมีไวรัสตับอักเสบบีในตัวเพราะไม่แสดงอาการ ตั้งครรภ์ลูก เชื้อติดต่อได้ตั้งแต่ในครรภ์ผ่านทางเลือดและรก ระหว่างคลอด ไปจนถึงหลังคลอด ( แต่ทารกที่เกิดหลังปี พศ.2535 ทุกคนที่เกิดที่โรงพยาบาล มีโอกาสการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีต่ำเพราะประเทศไทยบรรจุวัคซีนไวรัสตับอักเสบบี ให้กับทารกทุกคนที่เกิดหลังปี พศ.2535)
- ผ่านทางเลือดหรือสารคัดหลั่ง เช่น หากมีบาดแผลอยู่ หากต้องสัมผัสโอบกอด หอมแก้ม หรือจูบผู้ติดเชื้อ อาจทำให้บาดแผลนั้นสัมผัสกับสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อโดยตรง จึงมีโอกาสเสี่ยงติดเชื้อ การสัก เจาะหูหรือการฝังเข็มโดยอุปกรณ์ที่ผ่านการฆ่าเชื้อไม่ถูกต้อง
- ผ่านทางเพศสัมพันธ์กับผู้ที่มีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี
อาการของการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี มี 2 ระยะ
1.ระยะฉับพลัน
- มักเป็นผู้ที่ติดเชื้อในตอนโตหรือวัยผู้ใหญ่ ไม่ได้ติดเชื้อมาจากมารดาแต่แรกคลอด
- ผู้ป่วยจะมีอาการไข้ ตัวเหลืองตาเหลือง อ่อนเพลีย คลื่นไส้อาเจียน ปวดเมื่อยตามตัว
- มักมีอาการภายหลังการสัมผัสเชื้อประมาน 1-4 เดือน
- ส่วนใหญ่การติดเชื้อประเภทนี้ร่างกายจะพยายามขจัดเชื้อไวรัสออกไปให้ได้มากที่สุด ซึ่งส่วนใหญ่ขจัดออกได้ และมีภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติที่ร่างกายสร้างมา แต่จะมีบางส่วนที่ร่างกายขจัดออกได้ไม่หมด ก็จะกลายเป็นการติดเชื้อเรื้อรังตามมา
2.ระยะเรื้อรัง
- ในที่นี่เป็นได้ตั้งแต่ติดเชื้อตั้งแต่เกิดจากมารดา และติดเชื้อด้วยตัวเองภายหลังแต่ร่างกายขจัดเชื้อไม่หมด
- คนไข้เหล่าส่วนใหญ่จะไม่มีอาการใดๆเลย แต่ตรวจเลือดพบมีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี
- มีคนไข้หลายราย ที่ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ แต่ไม่เคยตรวจสุขภาพร่างกาย พออายุมากขึ้นมาอีกทีคือตับแข็งและมะเร็งตับไปแล้ว
ผลของการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี เรื้อรัง ตับมีการอักเสบซ้ำไปซ้ำมา ก่อให้เกิด
- พังผืดในตับ
- ตับวายฉับพลัน
- ตับแข็ง ผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี มีโอกาสพัฒนาไปเป็นตับแข็งสูงถึง 20-40%
- มะเร็งตับ ผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีมีความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งตับเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 100 เท่า
ถ้าติดเชื้อ รักษาได้หรือไม่?
ในสมัยก่อน อาจไม่มียาในการรักษา แต่ในปัจจุบันทางการแพทย์ มียาต้านไวรัสที่มีประสิทธิภาพสูง ผลข้างเคียงต่ำ
ช่วยลดความเสี่ยง
- ตับแข็ง
- มะเร็งตับ
- ภาวะแทรกซ้อนระยะยาว
ยิ่งพบเร็ว ยิ่งป้องกันความเสียหายของตับได้มาก
การป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี
- ตรวจเลือด เพื่อเป็นการตรวจเช็คว่าเรามีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีหรือไม่ รวมถึงเช็คได้จากเลือดว่าเรามีภูมิคุ้มกันหรือไม่ ถ้ายังไม่มีควรได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี
- มีเพศสัมพันธ์โดยใช้ถุงยางอนามัย หากคู่นอนของตนมีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ควรไปตรวจเลือดว่าเราติดหรือไม่ หากไม่ติดแต่ยังไม่มีภูมิคุ้มกัน แนะนำฉีดวัคซีนป้องกัน เพราะไวรัสตับอักเสบบีติดต่อได้ผ่านทางเพศสัมพันธ์
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสบาดแผลเปิดผู้อื่น รวมถึงการใช้มีดโกนหรือแปรงสีฟันร่วมกับผู้อื่น
สรุป
ผู้ที่เกิดก่อนปี 2535 ควรพิจารณาตรวจคัดกรองไวรัสตับอักเสบบีและตรวจระดับภูมิคุ้มกันอย่างน้อย 1 ครั้ง โดยเฉพาะผู้ที่ไม่แน่ใจประวัติการรับวัคซีนหรือมีสมาชิกในครอบครัวเป็นพาหะ การตรวจเลือดเพียงครั้งเดียวสามารถบอกได้ว่ามีภูมิคุ้มกันแล้ว ติดเชื้อในอดีต หรือกำลังมีการติดเชื้อเรื้อรังที่ควรได้รับการติดตามและรักษา ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงของตับแข็งและมะเร็งตับได้อย่างมีนัยสำคัญ
References
- World Health Organization: Hepatitis B Fact Sheet
- CDC Clinical Overview of Hepatitis B
- CDC Clinical Testing and Diagnosis for Hepatitis B
- WHO Guidelines for the Prevention, Care and Treatment of Persons with Chronic Hepatitis B Infection.










