โรคไวรัสตับอักเสบ มี 5 ชนิด ประกอบไปด้วย ไวรัสตับอักเสบ เอ บี ซี ดี และ อี แต่ที่พบบ่อยในเมืองไทย มีอยู่ 3 ชนิด คือ เอ บี และ ซี แต่ไวรัสตับอักเสบ เอ จะเป็นการติดเชื้อฉับพลัน คนไข้จะมีอาการไม่มากเช่น ไข้ อ่อนเพลีย ท้องเสีย ตัวเหลืองตาเหลือง และได้หายเอง ไม่ต่อเนื่องจนเป็นการติดเชื้อเรื้อรัง แต่ไวรัสตับอักเสบที่เป็นปัญหาต่อเนื่องคือไวรัสตับอักเสบ บี และ ซีที่สามารถทำให้เกิดตับอักเสบเรื้อรัง เกิดพังผืด ตับแข็ง และมะเร็งตับตามมา
ไวรัสตับอักเสบ เอ ( Hepatitis A)
พบได้บ่อย บางทีคนไข้อาจไม่รู้ตัวเพราะมีอาการไม่มาก
การติดต่อของไวรัสตับอักเสบ A
มักติดต่อผ่านทางอาหาร เช่น อาหารไม่สุกดี อาหารดิบ อาหารทะเลที่ไม่สดหรืออาหารทะเลดิบ น้ำที่ปนเปื้อน เป็นต้น
อาการของไวรัสตับอักเสบ A
ส่วนใหญ่คนไข้จะมีอาการไข้ต่ำๆ อ่อนเพลีย ท้องเสีย บางคนมีอาการตัวเหลืองตาเหลือง อาการมักเป็นไม่มาก และมีอาการไม่นาน หลายๆคนอาจคิดว่าไข้ท้องเสียธรรมดา ไม่ได้ไปพบแพทย์ ไม่ได้ไปตรวจเลือด ร่างกายขจัดเชื้อออกได้เอง และ มีภูมิคุ้มกันตามมา
ความรุนแรงของโรค
ส่วนใหญ่ไม่รุนแรง ร่างกายขจัดเชื้อออกได้เอง ไม่ก่อให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง หายคือหาย น้อยรายที่จะเกิดอาหารรุนแรง
การป้องกัน
1.หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่ไม่สุก ไม่สะอาด โดยเฉพาะอาหารทะเลที่ไม่สุก ไม่สด
2.หากสงสัยว่าเราเคยติดเชื้อ หรือมีภูมิคุ้มกันไวรัสตับอักเสบ A หรือยังสามารถตรวจเลือดเช็คได้ และหากยังไม่มีภูมิหากต้องการการสร้างภูมิป้องกันไวรัสตับอักเสบ A สามารถฉีดวัคซีนป้องกันได้
ใครบ้างที่ควรฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ A
1.บุคคลทั่วไปที่ห่วงใยสุขภาพ
2.บุคคลกลุ่มเสี่ยง เช่น ตับแข็ง ผู้ที่จะเดินทางไปต่างประเทศที่ยังไม่พัฒนาหรือประเทศที่มีการระบาดของไวรัส A สูง ผู้ที่ต้องได้รับเลือดเป็นประจำ ครูเลี้ยงเด็กอ่อน แม่ครัวประกอบอาหาร เป็นต้น
วัคซีนไวรัสตับอักเสบ A
ฉีด 2 เข็ม อยู๋ได้ตลอดชีวิต ก่อนฉีดควรตรวจเลือดเช็คก่อนว่าเรามีภูมิคุ้มกันไวรัสตับอักเสบ A ตามธรรมชาติแล้วหรือยัง
ไวรัสตับอักเสบ บี ( Hepatitis B)
ไวรัสชนิดนี้เป็นภัยซ่อนเร้น ไม่แสดงอาการ แต่ก่อให้เกิดการติดเชื้อเรื้อรัง ตับโดนทำลายซ้ำๆ ก่อนพังผืด ตับแข็ง และมะเร็งตับ
ความสำคัญของไวรัสตับอักเสบบีคือ เป็นสาเหตุที่ทำให้มะเร็งตับในคนไทยสูงถึง 70-80% โดยที่เราไม่มีอาการ และไม่รู้ตัว
การติดต่อของไวรัสตับอักเสบ บี
1.ผ่านทางการตั้งครรภ์ :
ในคนไทยพบการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี จากสาเหตุนี้สูงสุด แม่ในสมัยอดีตตั้งครรภ์ ไม่ได้ผ่่านการตรวจคัดกรองไวรัสตับอักเสบบีขณะตั้งครรภ์ ไม่ทราบว่าตนเองมีไวรัสตับอักเสบบีในตัวเพราะไม่แสดงอาการ ตั้งครรภ์ลูก เชื้อติดต่อได้ตั้งแต่ในครรภ์ผ่านทางเลือดและรก ระหว่างคลอด ไปจนถึงหลังคลอด ( แต่ทารกที่เกิดหลังปี พศ.2535 ทุกคนที่เกิดที่โรงพยาบาล มีโอกาสการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีต่ำเพราะประเทศไทยบรรจุวัคซีนไวรัสตับอักเสบบี ให้กับทารกทุกคนที่เกิดหลังปี พศ.2535)
2.ผ่านทางเลือดหรือสารคัดหลั่ง เช่น
หากมีบาดแผลอยู่ หากต้องสัมผัสโอบกอด หอมแก้ม หรือจูบผู้ติดเชื้อ อาจทำให้บาดแผลนั้นสัมผัสกับสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อโดยตรง จึงมีโอกาสเสี่ยงติดเชื้อ การสัก เจาะหูหรือการฝังเข็มโดยอุปกรณ์ที่ผ่านการฆ่าเชื้อไม่ถูกต้อง
3.ผ่านทางเพศสัมพันธ์กับผู้ที่มีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี
อาการของการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี มี 2 ระยะ
1.ระยะฉับพลัน
-
- มักเป็นผู้ที่ติดเชื้อในตอนโตหรือวัยผู้ใหญ่ ไม่ได้ติดเชื้อมาจากมารดาแต่แรกคลอด -ผู้ป่วยจะมีอาการไข้ ตัวเหลืองตาเหลือง อ่อนเพลีย คลื่นไส้อาเจียน ปวดเมื่อยตามตัว
- มักมีอาการภายหลังการสัมผัสเชื้อประมาน 1-4 เดือน – ส่วนใหญ่การติดเชื้อประเภทนี้ร่างกายจะพยายามขจัดเชื้อไวรัสออกไปให้ได้มากที่สุด ซึ่งส่วนใหญ่ขจัดออกได้ และมีภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติที่ร่างกายสร้างมา แต่จะมีบางส่วนที่ร่างกายขจัดออกได้ไม่หมด ก็จะกลายเป็นการติดเชื้อเรื้อรังตามมา
2.ระยะเรื้อรัง
-
- ในที่นี่เป็นได้ตั้งแต่ติดเชื้อตั้งแต่เกิดจากมารดา และติดเชื้อด้วยตัวเองภายหลังแต่ร่างกายขจัดเชื้อไม่หมด
- คนไข้เหล่าส่วนใหญ่จะไม่มีอาการใดๆเลย แต่ตรวจเลือดพบมีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี
- มีคนไข้หลายราย ที่ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ แต่ไม่เคยตรวจสุขภาพร่างกาย พออายุมากขึ้นมาอีกทีคือตับแข็งและมะเร็งตับไปแล้ว
ผลของการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี เรื้อรัง ตับมีการอักเสบซ้ำไปซ้ำมา ก่อให้เกิด
1.พังผืดในตับ
2.ตับวายฉับพลัน
3.ตับแข็ง ผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี มีโอกาสพัฒนาไปเป็นตับแข็งสูงถึง 20-40%
4.มะเร็งตับ ผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีมีความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งตับเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 100 เท่า
การป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี
1.ตรวจเลือด เพื่อเป็นการตรวจเช็คว่าเรามีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีหรือไม่ รวมถึงเช็คได้จากเลือดว่าเรามีภูมิคุ้มกันหรือไม่ ถ้ายังไม่มีควรได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี
2.มีเพศสัมพันธ์โดยใช้ถุงยางอนามัย หากคู่นอนของตนมีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ควรไปตรวจเลือดว่าเราติดหรือไม่ หากไม่ติดแต่ยังไม่มีภูมิคุ้มกัน แนะนำฉีดวัคซีนป้องกัน เพราะไวรัสตับอักเสบบีติดต่อได้ผ่านทางเพศสัมพันธ์
3.หลีกเลี่ยงการสัมผัสบาดแผลเปิดผู้อื่น รวมถึงการใช้มีดโกนหรือแปรงสีฟันร่วมกับผู้อื่น
ไวรัสตับอักเสบ ซี (Hepatitis C)
การติดต่อของไวรัสตับอักเสบ ซี
ติดต่อกันทางเลือดหรือเพศสัมพันธ์
อาการของการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ ซี
-
- เมื่อเชื้อเข้าไปอยู่ในร่างกายระยะแรกจะทำให้มีภาวะตับอักเสบฉับพลันแต่มักไม่แสดงอาการหรือมีอาการไม่มาก ผู้ป่วยบางส่วนร่างกายสามารถกำจัดเชื้อออกเองได้ บางส่วนเปลี่ยนแปลงเป็นติดเชื้อเรื้อรัง ไม่มีอาการ แต่เป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดตับแข็งและมะเร็งตับในอนาคต
- ร้อยละ 20 – 30 ของผู้ป่วยเหล่านี้จะเกิดภาวะตับแข็งภายใน 20-30 ปี และนำไปสู่มะเร็งตับในที่สุด
- ผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีมีความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งตับเพิ่มขึ้นประมาณ 20 เท่า
บุคคลที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี ได้แก่
-
- ผู้ที่เคยได้รับเลือดและสารเลือดก่อนปี พ.ศ.2535 เนื่องจากยังไม่มีการตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบซี
- มีรอยสักที่อาจไม่สะอาด เจาะหู ฝังเข็ม ที่อาจปนเปื้อนเชื้อ
- ผู้ที่เคยเล่นยาเสพติดชนิดใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน
- มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน เป็นต้น
การป้องกันไวรัสตับอักเสบ ซี
ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนสำหรับป้องกันการติดเชื้อ ทำได้แค่เพียงหลีกเลี่ยงหรือลดโอกาสที่จะติดเชื้อเช่น ใช้ถุงยางอนามัยขณะมีเพศสัมพันธ์ ไม่ใช้เข็ม มีดโกน กรรไกรตัดเล็บ ร่วมกับผู้อื่น






