โรงพยาบาลกรุงเทพ
Caret Right
Search
CTA Curve
ค้นหาแพทย์ icon
ค้นหาแพทย์
ทำนัด icon
ทำนัด
ติดต่อ icon
ติดต่อ
โทร 1719
Menu
  • เลือกโรงพยาบาล

  • Language

Doctor not found
Doctor not found
Doctor not found
Doctor not found
โรงพยาบาลกรุงเทพ
ติดต่อเรา
ดูแผนที่ Google Maps
    นโยบายความเป็นส่วนตัว

    |

    นโยบาย Cookie

    Copyright © 2026 Bangkok Hospital. All right reserved


    เครือข่ายโรงพยาบาลกรุงเทพ
    MEMBER OFBDMS logo

    ไวรัสตับอักเสบ คืออะไร

    4 นาทีในการอ่าน
    ข้อมูลโดย
    Package Image
    พญ. ศุภวดี วงศ์นิจศีล

    โรงพยาบาลกรุงเทพขอนแก่น

    อัปเดตเมื่อ: 24 ธ.ค. 2568
    Dr. Supawadee Wongnijasila
    พญ. ศุภวดี วงศ์นิจศีล
    โรงพยาบาลกรุงเทพขอนแก่น
    แพ็กเกจแนะนำ
    Package Image
    เทคโนโลยีตรวจตับแบบใหม่ ไฟโบรสแกน
    ไวรัสตับอักเสบ  คืออะไร
    โรงพยาบาลกรุงเทพขอนแก่น
    อัปเดตเมื่อ: 24 ธ.ค. 2568

              โรคไวรัสตับอักเสบ มี 5 ชนิด ประกอบไปด้วย ไวรัสตับอักเสบ เอ บี ซี ดี และ อี แต่ที่พบบ่อยในเมืองไทย มีอยู่ 3 ชนิด คือ เอ บี และ ซี แต่ไวรัสตับอักเสบ เอ จะเป็นการติดเชื้อฉับพลัน คนไข้จะมีอาการไม่มากเช่น ไข้ อ่อนเพลีย ท้องเสีย ตัวเหลืองตาเหลือง และได้หายเอง ไม่ต่อเนื่องจนเป็นการติดเชื้อเรื้อรัง แต่ไวรัสตับอักเสบที่เป็นปัญหาต่อเนื่องคือไวรัสตับอักเสบ บี และ ซีที่สามารถทำให้เกิดตับอักเสบเรื้อรัง เกิดพังผืด ตับแข็ง และมะเร็งตับตามมา


    ไวรัสตับอักเสบ เอ ( Hepatitis A)

    พบได้บ่อย บางทีคนไข้อาจไม่รู้ตัวเพราะมีอาการไม่มาก

    การติดต่อของไวรัสตับอักเสบ A

    มักติดต่อผ่านทางอาหาร เช่น อาหารไม่สุกดี อาหารดิบ อาหารทะเลที่ไม่สดหรืออาหารทะเลดิบ น้ำที่ปนเปื้อน เป็นต้น

    อาการของไวรัสตับอักเสบ A

    ส่วนใหญ่คนไข้จะมีอาการไข้ต่ำๆ อ่อนเพลีย ท้องเสีย บางคนมีอาการตัวเหลืองตาเหลือง อาการมักเป็นไม่มาก และมีอาการไม่นาน หลายๆคนอาจคิดว่าไข้ท้องเสียธรรมดา ไม่ได้ไปพบแพทย์ ไม่ได้ไปตรวจเลือด ร่างกายขจัดเชื้อออกได้เอง และ มีภูมิคุ้มกันตามมา

    ความรุนแรงของโรค

    ส่วนใหญ่ไม่รุนแรง ร่างกายขจัดเชื้อออกได้เอง ไม่ก่อให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง หายคือหาย น้อยรายที่จะเกิดอาหารรุนแรง

    การป้องกัน

    1.หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่ไม่สุก ไม่สะอาด โดยเฉพาะอาหารทะเลที่ไม่สุก ไม่สด
    2.หากสงสัยว่าเราเคยติดเชื้อ หรือมีภูมิคุ้มกันไวรัสตับอักเสบ A หรือยังสามารถตรวจเลือดเช็คได้ และหากยังไม่มีภูมิหากต้องการการสร้างภูมิป้องกันไวรัสตับอักเสบ A สามารถฉีดวัคซีนป้องกันได้

    ใครบ้างที่ควรฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ A

    1.บุคคลทั่วไปที่ห่วงใยสุขภาพ
    2.บุคคลกลุ่มเสี่ยง เช่น ตับแข็ง ผู้ที่จะเดินทางไปต่างประเทศที่ยังไม่พัฒนาหรือประเทศที่มีการระบาดของไวรัส A สูง ผู้ที่ต้องได้รับเลือดเป็นประจำ ครูเลี้ยงเด็กอ่อน แม่ครัวประกอบอาหาร เป็นต้น

    วัคซีนไวรัสตับอักเสบ A

    ฉีด 2 เข็ม อยู๋ได้ตลอดชีวิต ก่อนฉีดควรตรวจเลือดเช็คก่อนว่าเรามีภูมิคุ้มกันไวรัสตับอักเสบ A ตามธรรมชาติแล้วหรือยัง


    ไวรัสตับอักเสบ บี ( Hepatitis B) 

              ไวรัสชนิดนี้เป็นภัยซ่อนเร้น ไม่แสดงอาการ แต่ก่อให้เกิดการติดเชื้อเรื้อรัง ตับโดนทำลายซ้ำๆ ก่อนพังผืด ตับแข็ง และมะเร็งตับ
              ความสำคัญของไวรัสตับอักเสบบีคือ เป็นสาเหตุที่ทำให้มะเร็งตับในคนไทยสูงถึง 70-80% โดยที่เราไม่มีอาการ และไม่รู้ตัว

    การติดต่อของไวรัสตับอักเสบ บี 

    1.ผ่านทางการตั้งครรภ์ :

    ในคนไทยพบการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี จากสาเหตุนี้สูงสุด แม่ในสมัยอดีตตั้งครรภ์ ไม่ได้ผ่่านการตรวจคัดกรองไวรัสตับอักเสบบีขณะตั้งครรภ์ ไม่ทราบว่าตนเองมีไวรัสตับอักเสบบีในตัวเพราะไม่แสดงอาการ ตั้งครรภ์ลูก เชื้อติดต่อได้ตั้งแต่ในครรภ์ผ่านทางเลือดและรก ระหว่างคลอด ไปจนถึงหลังคลอด ( แต่ทารกที่เกิดหลังปี พศ.2535 ทุกคนที่เกิดที่โรงพยาบาล มีโอกาสการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีต่ำเพราะประเทศไทยบรรจุวัคซีนไวรัสตับอักเสบบี ให้กับทารกทุกคนที่เกิดหลังปี พศ.2535)

    2.ผ่านทางเลือดหรือสารคัดหลั่ง เช่น

    หากมีบาดแผลอยู่ หากต้องสัมผัสโอบกอด หอมแก้ม หรือจูบผู้ติดเชื้อ อาจทำให้บาดแผลนั้นสัมผัสกับสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อโดยตรง จึงมีโอกาสเสี่ยงติดเชื้อ การสัก เจาะหูหรือการฝังเข็มโดยอุปกรณ์ที่ผ่านการฆ่าเชื้อไม่ถูกต้อง

    3.ผ่านทางเพศสัมพันธ์กับผู้ที่มีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี

    อาการของการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี มี 2 ระยะ 

    1.ระยะฉับพลัน

      • มักเป็นผู้ที่ติดเชื้อในตอนโตหรือวัยผู้ใหญ่ ไม่ได้ติดเชื้อมาจากมารดาแต่แรกคลอด -ผู้ป่วยจะมีอาการไข้ ตัวเหลืองตาเหลือง อ่อนเพลีย คลื่นไส้อาเจียน ปวดเมื่อยตามตัว
      • มักมีอาการภายหลังการสัมผัสเชื้อประมาน 1-4 เดือน – ส่วนใหญ่การติดเชื้อประเภทนี้ร่างกายจะพยายามขจัดเชื้อไวรัสออกไปให้ได้มากที่สุด ซึ่งส่วนใหญ่ขจัดออกได้ และมีภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติที่ร่างกายสร้างมา แต่จะมีบางส่วนที่ร่างกายขจัดออกได้ไม่หมด ก็จะกลายเป็นการติดเชื้อเรื้อรังตามมา

    2.ระยะเรื้อรัง

      • ในที่นี่เป็นได้ตั้งแต่ติดเชื้อตั้งแต่เกิดจากมารดา และติดเชื้อด้วยตัวเองภายหลังแต่ร่างกายขจัดเชื้อไม่หมด
      • คนไข้เหล่าส่วนใหญ่จะไม่มีอาการใดๆเลย แต่ตรวจเลือดพบมีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี
      • มีคนไข้หลายราย ที่ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ แต่ไม่เคยตรวจสุขภาพร่างกาย พออายุมากขึ้นมาอีกทีคือตับแข็งและมะเร็งตับไปแล้ว

    ผลของการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี เรื้อรัง ตับมีการอักเสบซ้ำไปซ้ำมา ก่อให้เกิด

    1.พังผืดในตับ
    2.ตับวายฉับพลัน
    3.ตับแข็ง ผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี มีโอกาสพัฒนาไปเป็นตับแข็งสูงถึง 20-40%
    4.มะเร็งตับ ผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีมีความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งตับเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 100 เท่า

    การป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี 

    1.ตรวจเลือด เพื่อเป็นการตรวจเช็คว่าเรามีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีหรือไม่ รวมถึงเช็คได้จากเลือดว่าเรามีภูมิคุ้มกันหรือไม่ ถ้ายังไม่มีควรได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี
    2.มีเพศสัมพันธ์โดยใช้ถุงยางอนามัย หากคู่นอนของตนมีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ควรไปตรวจเลือดว่าเราติดหรือไม่ หากไม่ติดแต่ยังไม่มีภูมิคุ้มกัน แนะนำฉีดวัคซีนป้องกัน เพราะไวรัสตับอักเสบบีติดต่อได้ผ่านทางเพศสัมพันธ์
    3.หลีกเลี่ยงการสัมผัสบาดแผลเปิดผู้อื่น รวมถึงการใช้มีดโกนหรือแปรงสีฟันร่วมกับผู้อื่น


    ไวรัสตับอักเสบ ซี (Hepatitis C) 

    การติดต่อของไวรัสตับอักเสบ ซี

    ติดต่อกันทางเลือดหรือเพศสัมพันธ์

    อาการของการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ ซี

      • เมื่อเชื้อเข้าไปอยู่ในร่างกายระยะแรกจะทำให้มีภาวะตับอักเสบฉับพลันแต่มักไม่แสดงอาการหรือมีอาการไม่มาก ผู้ป่วยบางส่วนร่างกายสามารถกำจัดเชื้อออกเองได้ บางส่วนเปลี่ยนแปลงเป็นติดเชื้อเรื้อรัง ไม่มีอาการ แต่เป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดตับแข็งและมะเร็งตับในอนาคต
      • ร้อยละ 20 – 30 ของผู้ป่วยเหล่านี้จะเกิดภาวะตับแข็งภายใน 20-30 ปี และนำไปสู่มะเร็งตับในที่สุด
      • ผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีมีความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งตับเพิ่มขึ้นประมาณ 20 เท่า

    บุคคลที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี ได้แก่

      • ผู้ที่เคยได้รับเลือดและสารเลือดก่อนปี พ.ศ.2535 เนื่องจากยังไม่มีการตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบซี
      • มีรอยสักที่อาจไม่สะอาด เจาะหู ฝังเข็ม ที่อาจปนเปื้อนเชื้อ
      • ผู้ที่เคยเล่นยาเสพติดชนิดใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน
      • มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน เป็นต้น

    การป้องกันไวรัสตับอักเสบ ซี 

    ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนสำหรับป้องกันการติดเชื้อ ทำได้แค่เพียงหลีกเลี่ยงหรือลดโอกาสที่จะติดเชื้อเช่น ใช้ถุงยางอนามัยขณะมีเพศสัมพันธ์ ไม่ใช้เข็ม มีดโกน กรรไกรตัดเล็บ ร่วมกับผู้อื่น

     

     

    ข้อมูลโดย

    Doctor Image

    พญ. ศุภวดี วงศ์นิจศีล

    อายุรศาสตร์

    อายุรศาสตร์โรคระบบทางเดินอาหาร

    พญ. ศุภวดี วงศ์นิจศีล

    อายุรศาสตร์

    อายุรศาสตร์โรคระบบทางเดินอาหาร
    Doctor profileDoctor profile

    สอบถามเพิ่มเติมที่

    Gastrointestinal and Liver Center

    The department is open daily, Monday through Sunday, from 8:00 a.m. to 8:00 p.m.

    043042888

    [email protected]

    @bangkokkhonkaen

    แพทย์ที่เกี่ยวข้อง

    ดูแพทย์ทั้งหมด

    แพ็กเกจและโปรโมชั่น

    เทคโนโลยีตรวจตับแบบใหม่ ไฟโบรสแกนเทคโนโลยีตรวจตับแบบใหม่ ไฟโบรสแกน
    เทคโนโลยีตรวจตับแบบใหม่ ไฟโบรสแกน

    2,900 บาท

    รายละเอียด
    ดูแพ็กเกจอื่น ๆ

    ข้อมูลสุขภาพ

    ดูข้อมูลสุขภาพอื่น ๆ

    ข้อมูลสุขภาพ

    มะเร็งตับ……รู้ทันป้องกันได้ Image
    มะเร็งตับ……รู้ทันป้องกันได้
    ดูข้อมูลสุขภาพอื่น ๆ