ตับเป็นอวัยวะภายในที่ใหญ่ที่สุดในร่างกาย ทำหน้าที่หลายหลากตั้งแต่สร้างพลังงาน สะสมพลังงาน ไปจนถึงขจัดและทำลายสารพิษที่เข้ามาอยู่ในร่างกาย ตับจึงเป็นอวัยวะที่สำคัญมาก
แต่กลับพบว่า มะเร็งตับ เป็นมะเร็งที่พบบ่อยเป็นอันดับ 5 ของการเกิดมะเร็งทั่วโลก และเป็นมะเร็งที่พบสูงสุดอันดับ 1 ของประชากรไทย อีกทั้งยังเป็นมะเร็งที่มีอัตราการเสียชีวิตสูงสุดอีกด้วย
อุบัติการณ์การเกิดมะเร็งตับทั่วโลก
มะเร็งตับเป็นมะเร็งที่พบบ่อยเป็นอันดับ 5 ของโลก ในปี 2022 พบว่ามีผู้ถูกวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งตับรายใหม่สูงถึง 865,269 คนทั่วโลก และเสียชีวิตเลยสูงถึง 757,948 คน โดยทวีปAsia พบอุบัติการณ์การเกิดมะเร็งตับสูงที่สุดกว่าทวีปอื่นและมีอัตราการเสียชีวิตสูงที่สุดเช่นเดียวกัน

อุบัติการณ์การเกิดมะเร็งตับในประเทศไทย
มะเร็งตับ เป็นมะเร็งที่พบบ่อยเป็นอันดับ 1 ของประชากรไทย และยังเป็นมะเร็งที่ก่อให้เกิดการเสียชีวิตสูงสุดเพราะอัตราการเติบโตของมะเร็งตับจะเติบโตอย่างรวดเร็วเพิ่มขนาดเป็น 2 เท่าในระยะเวลา90-120 วัน
ผู้ป่วยส่วนใหญ่ มักได้รับการวินิจฉัยเมื่ออายุ 40-70 ปี เนื่องจากอาการของมะเร็งตับมักไม่เฉพาะเจาะจง และมีการดำเนินโรคที่รวดเร็ว จึงทำให้แพทย์วินิจฉัยผู้ป่วยได้เมื่อมีอาการมากแล้ว ทำให้ผลการรักษาไม่ดีเท่าที่ควร ส่งผลให้จัดเป็นโรคมะเร็งที่เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ในประเทศไทย พบบ่อย 23.2/100,000 คน และเสียชีวิต 15,000 ต่อปี จากกราฟข้อมูลด้านล่าง จะพบว่ามะเร็งตับถูกพบมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของประชากรไทย รองลงมาคือมะเร็งปอด มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ และมะเร็งปากมดลูก

ชนิดของมะเร็งตับ
มะเร็งตับถุกแบ่งออกเป็น 2 ชนิดหลักๆคือ
- มะเร็งที่เกิดขึ้นจากความผิดปกติในตัวตับเอง ยังแบ่งออกเป็น 2 ชนิด
- มะเร็งตับที่เกิดจากความผิดปกติของเซลล์ตับเองโดยตรง พบบ่อย 75-80%
- มะเร็งท่อทางเดินน้ำดี เกิดจากความผิดปกติของเยื่อบุทางเดินน้ำดีที่อยู่ภายในตับอีกที แต่ต้นกำเนิดจริงๆมาจากท่อทางเดินน้ำดี พบประมาน 10%
- มะเร็งจากที่อื่นแพร่กระจายมาที่ตับ พบได้อีก 10-20%
มะเร็งตับ คืออะไร
โรคที่เกิดจากเซลล์ตับที่ผิดปกติ เกิดการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนเซลล์มากกว่าปกติ จนเกิดเป็นก้อนในตับ
วิวัฒนาการก่อนเกิดมะเร็งตับ คือตับถูกทำลายซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก่อเกิดการอักเสบ อักเสบซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตับจะสร้างพังผืด นานวันเข้าพังผืดเยอะมากพอจนก่อให้เกิดตับแข็ง และบางส่วนของตับแข็งมีเซลล์ตับที่พัฒนาไปเป็นมะเร็งตับตามมา แต่ความน่ากลัวคือ การติดเชื้อ ไวรัสตับอักเสบบี และไขมันพอกตับ สามารถก่อให้เกิดมะเร็งตับได้ โดยไม่ผ่านขั้นตอนของการเป็นตับแข็งมาก่อน

ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดมะเร็งตับ
คือผู้ที่มีความเสี่ยงของการเกิดตับแข็ง ไม่ว่าจะสาเหตุใดก็ตาม เช่น
- อายุที่มากขึ้น
- ไวรัสตับอักเสบ บี และ ซี
- การดื่มสุราเป็นประจำ
- ผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกิน โรคอ้วน มีภาวะไขมันพอกตับ
- ผู้ได้รับสารปนเปื้อนเช่นสารAflatoxin จากถั่วลิสง เป็นต้น
- ญาติสายตรงมีภาวะตับแข็ง หรือมะเร็งตับ
แต่อย่าลืม ว่า มะเร็งตับที่มีสาเหตุจาก ไวรัสตับอักเสบบี และไขมันพอกตับ สามารถเปลี่ยนเป็นมะเร็งตับได้โดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนการเป็นตับแข็ง
ไวรัสตับอักเสบ บี
คือการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดหนึ่งที่มีผลโดยตรงต่อตับ พบมากในประชากรไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
- ผ่านทางเลือด การตั้งครรภ์ เพศสัมพันธ์
- วรัสตับอักเสบบีในคนไทยส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อจากแม่สู่ลูกในช่วงระหว่างการตั้งครรภ์ เพราะสมัยก่อนยังไม่มีการฝากครรภ์ที่ต้องคัดกรองไวรัสตับอักเสบบี โดยเฉพาะผู้ที่เกิดก่อนปี 2535 (เพราะในประเทศไทย วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบีได้ถูกจัดอยู่ในวัคซีนพื้นฐานสำหรับทารกทุกคนที่ต้อได้รับในปี 2535)
- มักไม่มีอาการ ส่วนใหญ่จะแสดงอาการอีกทีช่วงอายุหลัง 40 โดยอาจตรวจพบตับแข็งหรือมะเร็งตับไปเลย
ไวรัสตับอักเสบ ซี
เป็นเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดหนึ่งที่ติดต่อผ่านทางเลือดหรือเพศสัมพันธ์
เมื่อเชื้อเข้าไปอยู่ในร่างกายระยะแรกจะทำให้เกิดตับอักเสบฉับพลันคนไข้อาจไม่มีอาการหรือมีอาการไม่มาก บางคนสามารถกำจัดเชื้อออกได้เอง บางส่วนเปลี่ยนแปลงไปเป็นการติดเชื้อเรื้อรัง ไม่มีอาการ แต่ก่อเกิดพังผืด ตับแข็ง และมะเร็งตับในที่สุด
ผู้ที่มีความเสี่ยงของการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี ได้แก่
- คนที่มีประวัติฉีดยาเสพติดเข้าเส้นเลือด
- คนที่ได้รับเลือดก่อนปี 2532
- การเจาะ/สักตามตัวโดยใช้เข็มที่ไม่สะอาด
- มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน
ไขมันพอกตับ
- เป็นกลุ่มของโรคที่เกิดจากการสะสมไขมันในตับมากเกินปกติ
- คนไข้มักไม่มีอาการ คือคนไข้มักไม่มีความเจ็บปวดใดๆ ทำให้คนไข้หลายกลุ่มที่อาจเป็นไขมันพอกตับโดยไม่รู้ตัวเพราะไม่เคยได้รับการตรวจสุขภาพการทำงานของตับ และอาจเป็นภัยเงียบที่ทำให้เราไม่รู้ตัวว่าสุขภาพตับไม่ปกติ
- หากปล่อยทิ้งไว้ไม่ได้รับการดูแลรักษา อาจทำให้ตับเกิดพังผืด ก่อกำเนิดตับแข็ง และเปลี่ยนแปลงเป็นมะเร็งตับ โดยที่เราไม่รู้ตัว

อาการของมะเร็งตับ
ผู้ป่วยมะเร็งตับ ระยะเริ่มต้น มักไม่มีอาการใดๆ เพราะก้อนเล็กมากเกินกว่าจะมีอาการ มักตรวจพบโดยบังเอิญจากการตรวจultrasound
แต่หากก้อนมีขนาดโตขึ้นเรื่อยๆ คนไข้จะมีอาการได้ตั้งแต่
- อ่อนเพลีย ไม่สบายท้อง อืดแน่นท้อง จุกท้อง ปวดใต้ชายโครงขวาหรือช่องท้องส่วนบน
- น้ำหนักลดไม่ทราบสาเหตุ
- หากก้อนมีขนาดที่โตมากอาจมีอาการตัวเหลืองตาเหลือง ขาบวม ท้องบวม
เราจะทราบได้อย่างไรว่าเราเป็นมะเร็งตับ
- การตรวจทางรังสีที่ตับและช่องท้อง เช่น
- การตรวจultrasound
- การทำ CT scan
- MRI
- การเจาะเลือดหาสารที่บ่งบอกความเสี่ยงของมะเร็งตับ
- AFP (Alpha feto protein)
- HbsAg antiHCV
- การตรวจ fibroscan เพื่อหาพังผืด และไขมันพอกตับ ที่เป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดมะเร็งตับ เป็นเครื่องมือตรวจหาพังผืดในเนื้อตับ และสามารถบอกปริมานไขมันสะสมในตับได้ มีความไวในการตรวจหาพังผืด และไขมันพอกตับมากกว่าการ ultrasound ทั่วไป
การรักษามะเร็งตับ
ขึ้นอยู่กับขนาดของก้อนมะเร็ง ระยะแพร่กระจาย และสุขภาพโดยรวมของคนไข้
- หากก้อนเล็ก ยังไม่กระจาย แนะนำผ่าตัดหรือจี้ด้วยคลื่นวิทยุ(radiofrequency ablation )
- หากมีหลายก้อน หรือก้อนใหญ่เกินจะผ่าตัดได้ การรักษาด้วยหัตถการทางรังสีวิทยา เช่นการฉีดยาเคมีบำบัดเข้าทางเส้นเลือดใหญ่(transarterial chemoembolization)หรือใส่ยาอื่นๆ เพื่อทำให้เกิดการทำลายชิ้นเนื้อมะเร็งตับ
- การให้ยาเคมีบำบัด หรือ การรักษาด้วยยามุ่งเป้า (targeted therapy)
การป้องกันมะเร็งตับ
การป้องกันที่ดีที่สุด คือการตรวจหาความเสี่ยงของการเกิดตับแข็งและมะเร็งตับ
- ตรวจเลือดเพื่อเช็คหาไวรัสตับอักเสบ บีและซี อย่างที่กล่าวข้างต้นไวรัส 2 ชนิดนี้มักไม่มีอาการ ตรวจเจอได้จากเลือด หากตรวจเลือดแล้วไม่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบ ควรเช็คว่ามีภูมิต้านทานไวรัสตับอักเสบบีหรือไม่ หากยังไม่มีภูมิแนะนำฉีดวัคซีน รวม 3 เข็ม อยู่ได้ตลอดชีวิต (ปัจจุบันมีแค่วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี ยังไม่มีวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบซี)
- ผู้ที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบบีทุกคน ควรอยู่ในการดูแลของแพทย์เพื่อปรึกษาหาข้อบ่งชี้ในการรับประทานยาต้านไวรัส และเฝ้าระวังการเกิดมะเร็งตับ โดยการตรวจultrasound ทุกๆ 6 เดือน
- การควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
- งดการดื่มสุรา เครื่องดื่มแลกอฮอล์
- งดการสูบบุหรี่
- การหลีกเลี่ยงความเสี่ยงของสารพิษเช่น Aflatoxins
- รับประทานอาหารสุกสะอาด งดรับประทานอาหารดิบ






