อาการไอเรื้อรังไม่ควรมองข้าม เพราะอาจเป็นสัญญาณของโรคในระบบทางเดินหายใจที่สามารถรักษาได้ เช่น โรคจมูกอักเสบภูมิแพ้และโรคหืด ซึ่งเป็นโรคที่พบได้บ่อยและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทั่วโลก โดยมีปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ มลพิษทางอากาศ การเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม และวิถีชีวิตในปัจจุบัน หากมีอาการไอต่อเนื่องนานกว่า 8 สัปดาห์ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อค้นหาสาเหตุที่แท้จริง และรับการรักษาที่เหมาะสมตั้งแต่ระยะแรก เพื่อช่วยควบคุมโรค ลดการกำเริบ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
ไอเรื้อรังคืออะไร
ภาวะไอเรื้อรัง (Chronic Cough) คือ ภาวะที่มีอาการไอติดต่อกันนานกว่า 8 สัปดาห์ แม้ไม่ใช่โรคแต่เป็นสัญญาณว่าร่างกายอาจกำลังมีโรคบางอย่างซ่อนอยู่และควรได้รับการหาสาเหตุอย่างเหมาะสม
ปัจจุบันพบภาวะไอเรื้อรังประมาณร้อยละ 9 – 10 ของประชากรทั่วโลก ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต ทั้งการนอนหลับ การทำงาน การเข้าสังคม รวมถึงอาจทำให้ปวดกล้ามเนื้อ ปัสสาวะเล็ด หรือเกิดภาวะซึมเศร้าในผู้ป่วยบางคนได้
สัญญาณอันตรายเมื่อไอเรื้อรัง
แม้ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่มีภาวะไอเรื้อรังจะไม่ได้เป็นโรคร้ายแรง แต่แพทย์ต้องคัดกรองอาการเพื่อแยกสัญญาณอันตราย (Red Flag Signs) ก่อนเสมอ เช่น
- ไอเป็นเลือด
- น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
- ไข้เรื้อรัง
- เหนื่อยมากผิดปกติ
- เจ็บหน้าอก
- เสียงแหบเรื้อรัง
- กลืนลำบาก
- ปอดอักเสบซ้ำ
หากพบอาการเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการตรวจเพิ่มเติมอย่างเร่งด่วน แต่ในผู้ป่วยจำนวนมากไม่มีสัญญาณอันตราย (Red Flag Signs) และเอกซเรย์ปอด (Chest X-ray) ปกติ การตรวจวินิจฉัยจะมุ่งไปหาสาเหตุที่พบได้บ่อย ซึ่งส่วนใหญ่สามารถรักษาได้ (Treatable trait in Chronic Cough)
โรคที่เป็นสาเหตุของไอเรื้อรังที่พบบ่อยที่สุด

งานวิจัยทั่วโลกและแนวทางเวชปฏิบัติพบว่า สาเหตุสำคัญของไอเรื้อรัง ได้แก่
1) โรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ (Allergic Rhinitis) และภาวะน้ำมูกไหลลงคอ (Upper Airway Cough Syndrome)
เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดในหลายประเทศ ข้อมูลเบื้องต้นจากคลินิกไอเรื้อรังในประเทศไทยพบว่า ผู้ป่วยไอเรื้อรังกว่า 70% มีโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ร่วมด้วย ซึ่งสะท้อนความสัมพันธ์ของโรคทางเดินหายใจส่วนบนและส่วนล่าง
โดยผู้ป่วยมักมีอาการดังนี้
- คัดจมูก
- น้ำมูกใส
- จาม
- คันจมูก คันตา
- รู้สึกมีเสมหะไหลลงคอต้องกระแอมบ่อย
- ไอมากเวลากลางคืนหรือเมื่อตื่นนอน

2) โรคหืด (Asthma)
หลายคนเข้าใจว่าโรคหืดต้องมีอาการหอบหรือเสียงวี้ดเสมอ ความจริงแล้วผู้ป่วยบางรายมีอาการเพียงไอเรื้อรังเท่านั้น (Cough Variant Asthma) โดยมักมีอาการ
- ไอตอนกลางคืน
- ไอเวลาออกกำลังกาย
- ไอหลังเป็นหวัด
- ไอเมื่อเจอฝุ่น ควัน อากาศเย็น
- ไอเมื่อสัมผัสสารก่อภูมิแพ้
หากไม่ได้รับการรักษา อาจพัฒนาเป็นโรคหืดเต็มรูปแบบได้

3) หลอดลมอักเสบชนิดอีโอซิโนฟิลสูง (Non – asthmatic Eosinophilic Bronchitis)
ผู้ป่วยจะไอเรื้อรังเหมือนโรคหืด แต่การทำงานของปอดยังปกติ ไม่มีอาการหอบ ผู้ป่วยกลุ่มนี้ตอบสนองต่อยาพ่นสเตียรอยด์ได้ดีเช่นเดียวกับโรคหืด
ทั้งนี้โรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ โรคหืด และหลอดลมอักเสบชนิดอีโอซิโนฟิล ล้วนมีการอักเสบชนิดเดียวกันที่เรียกว่า การอักเสบชนิดที่ 2 (Type 2 Inflammation) จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ผู้ป่วยจำนวนมากจะเป็นหลายโรคร่วมกัน เช่น
- ภูมิแพ้จมูก ร่วมกับ โรคหืด
- ภูมิแพ้จมูก ร่วมกับ หลอดลมไว
- ภูมิแพ้จมูก ร่วมกับ โรคหืด และ ไซนัสอักเสบ
แนวคิดนี้เรียกว่า United Airway Disease คือ ทางเดินหายใจทั้งหมดเชื่อมโยงกันตั้งแต่จมูกจนถึงปอด ซึ่งส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการไอเรื้อรัง

ตรวจค้นหาสาเหตุไอเรื้อรังได้อย่างไร
เมื่อไม่มีสัญญาณอันตรายและผลเอกซเรย์ปอดปกติ แพทย์อาจเลือกตรวจเพิ่มเติมเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของไอเรื้อรัง
1) ตรวจค่าอักเสบจากลมหายใจ FeNO (Fractional Exhaled Nitric Oxide) เป็นการเป่าลมหายใจเพียงครั้งเดียว ใช้วัดการอักเสบชนิด Type 2 ภายในหลอดลม หากค่า FeNO สูง โดยเฉพาะมากกว่า 25 ppb อาจเป็นโรคหืดชนิดไอเด่นหรือการอักเสบของหลอดลมชนิดอีโอซิโนฟิล และประเมินการตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาพ่นสเตียรอยด์ ข้อดีของการตรวจแบบนี้คือ ไม่เจ็บ ใช้เวลาเพียงไม่นาน รู้ผลทันที
2) ตรวจสมรรถภาพปอด (Spirometry) เป็นการตรวจพื้นฐานที่สำคัญเพื่อประเมินว่า
- มีหลอดลมตีบหรือไม่
- มีโรคหืดหรือไม่
- มีโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังหรือไม่
บางรายอาจต้องตรวจเพิ่มเติมด้วย Bronchodilator response หรือ Bronchial Provocation Test เพื่อค้นหาโรคหืดที่ซ่อนอยู่
3) การส่องกล้องตรวจโพรงจมูก (Nasal Endoscopy) ช่วยให้แพทย์เห็นเยื่อบุจมูกบวมลักษณะภูมิแพ้หรือไม่ ติ่งเนื้อจมูก (Polyp) น้ำมูกข้นจากไซนัส ภาวะน้ำมูกไหลลงคอ ซึ่งอาจเป็นสาเหตุสำคัญของการไอเรื้อรัง
4) การตรวจหาสารก่อภูมิแพ้ที่เป็นสาเหตุกระตุ้นโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้และโรคหืด ด้วยวิธี Skin Prick Test หรือการตรวจเลือดหาสารก่อภูมิแพ้ (Specific IgE) ต่อละอองอากาศ (Inhalation Allergen) ซึ่งวิธี Skin Test ต่อละอองอากาศ เป็นวิธีมาตรฐานในการค้นหาสารก่อภูมิแพ้ที่กระตุ้นให้ผู้ป่วยมีอาการของโรคดังกล่าว เช่น ไรฝุ่น เกสรหญ้า เกสรต้นไม้ เชื้อรา รังแคสุนัข รังแคแมว สำหรับการเจาะเลือดหาสารก่อภูมิแพ้ (Specific IgE) เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่สามารถทำ Skin Test ได้ จากที่ไม่สามารถหยุดยาแก้แพ้ได้ หรือมีโรคผิวหนังรุนแรง การตรวจนี้ช่วยระบุสารก่อภูมิแพ้ในอากาศได้เช่นเดียวกับ Skin Test
เมื่อทราบสาเหตุผู้ป่วยสามารถหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ได้อย่างถูกต้อง ในผู้ป่วยบางรายอาจเหมาะกับการรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัด (Allergen Immunotherapy) ซึ่งเป็นการรักษาเพียงหนึ่งเดียวที่ช่วยควบคุมโรคที่เป็นสาเหตุการไอเรื้อรัง เช่น โรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ โรคหืด ได้ตั้งแต่ต้นเหตุ (Disease modification)
ทำไมการหาสาเหตุไอเรื้อรังจึงสำคัญ
ในอดีตผู้ป่วยไอเรื้อรังมักได้รับยาแก้ไอหลายชนิด แต่ก็ยังไอไม่หาย ปัจจุบันแนวคิดใหม่ คือ “Know the Cause. Treat the Trait. End the Cough.” หรือรู้สาเหตุ รักษาให้ถูกต้อง จึงจะหยุดอาการไอได้ การรักษาจึงมุ่งเน้นการค้นหาและจัดการสาเหตุที่แท้จริงของอาการไอ เช่น การรักษาโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ การควบคุมโรคหืด การลดการอักเสบของหลอดลม การหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ รวมถึงการรักษาโรคร่วมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
การวินิจฉัยและรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจะช่วยให้ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอาการดีขึ้นอย่างชัดเจน ลดการกำเริบของโรค เพิ่มคุณภาพชีวิต และอาจช่วยชะลอหรือป้องกันการดำเนินของโรค (Disease Modification) ในระยะยาวได้
Reference
- WHO. Climate change, air pollution, pollen and health. 2025.
- Kanjanawasee D, Poachanukoon O, Sriprasart T, Chiewchalermsri C, et al. Chronic cough management: Practical guidelines and PICO-based evidence for screening and investigation. Asian Pac J Allergy Immunol. 2024;42:305–317.
- Kanjanawasee D, Poachanukoon O, Sriprasart T, Chiewchalermsri C, et al. Chronic cough management: Practical guidelines and PICO-based evidence for treatment. Asian Pac J Allergy Immunol. 2024;42:318–332.
- Oliveira A, Lee YJ, Chiewchalermsri C, Choi H, Song WJ. From symptom to disease: Reclassifying chronic cough through the treatable traits framework. Respir Med. 2026;254:108729.
- Global Initiative for Asthma (GINA). Global Strategy for Asthma Management and Prevention. 2026.
- Bousquet J, Schünemann HJ, Togias A, et al; Allergic Rhinitis and Its Impact on Asthma Working Group. Next-generation Allergic Rhinitis and Its Impact on Asthma (ARIA) guidelines for allergic rhinitis based on Grading of Recommendations Assessment, Development and Evaluation (GRADE) and real-world evidence. J Allergy Clin Immunol. 2020 Jan;145(1):70-80.e3.
โรงพยาบาลที่ชำนาญการรักษาไอเรื้อรัง
ศูนย์โรคภูมิแพ้และหอบหืด โรงพยาบาลกรุงเทพ พร้อมให้การตรวจประเมิน วินิจฉัย ดูแลรักษาผู้ที่มีอาการไอเรื้อรังอย่างใกล้ชิด ตลอดจนให้คำปรึกษาและให้ความรู้ที่ถูกต้อง ด้วยทีมแพทย์เฉพาะทางและทีมสหสาขาที่มีความชำนาญและมากด้วยประสบการณ์เพื่อให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดี
แพทย์ที่ชำนาญการรักษาอาการไอเรื้อรัง
นพ.จิรวัฒน์ เชี่ยวเฉลิมศรี แพทย์ผู้ชำนาญการด้านภูมิแพ้และหอบหืด ศูนย์ภูมิแพ้และหอบหืด โรงพยาบาลกรุงเทพ
สามารถคลิกที่นี่เพื่อทำนัดหมายได้ด้วยตนเอง










