แพ้อาหารในผู้ใหญ่ (Adult – Onset Food Allergy) ไม่ใช่เรื่องไกลตัวและมีโอกาสเกิดขึ้นได้ บางครั้งสิ่งที่เคยกินแล้วไม่แพ้ ตอนนี้หรือในอนาคตอาจกินแล้วเกิดการแพ้อาหารได้ ซึ่งความรุนแรงมีตั้งแต่อาการเล็กน้อยไปจนถึงรุนแรง การรู้เท่าทันเพื่อรับมืออย่างถูกต้องช่วยป้องกันความรุนแรงที่ไม่คาดคิด
แพ้อาหารในผู้ใหญ่ (Adult – Onset Food Allergy) คืออะไร
แพ้อาหารในผู้ใหญ่ (Adult – Onset Food Allergy) คือ การแพ้แบบเฉียบพลันที่เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันเกิดความผิดปกติในการจดจำสารที่เคยไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย อาการมักเกิดหลังจากการรับประทานอาหารที่เป็นสาเหตุของการแพ้เพียงไม่กี่นาทีหรือภายใน 2 – 4 ชั่วโมง โดยอาจมีผื่นคันตามร่างกาย ปากบวม หน้าบวม หรือมีอาการระบบอื่นร่วมด้วยได้ พบบ่อยในกลุ่มอาหารทะเล ถั่วเปลือกแข็ง ผักและผลไม้สด
ปัจจัยหลักเกิดจากระบบภูมิคุ้มกันในลำไส้ที่เปลี่ยนแปลงไปจากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง ความเครียด ภาวะเจ็บป่วยเรื้อรัง อายุ การเปลี่ยนแปลงสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ การใช้ยาปฏิชีวนะ หรือโรคในระบบทางเดินอาหาร เหล่านี้ทำให้ร่างกายมีแนวโน้มเกิดการแพ้ต่ออาหารที่ไม่เคยมีอาการได้มากขึ้น
ปัจจัยกระตุ้นร่วมที่ทำให้เกิดการแพ้อาหารได้ง่ายมากขึ้น (Cofactors)
ผู้ป่วยบางรายอาจรับประทานอาหารชนิดนั้น ๆ ได้โดยไม่มีอาการ แต่อาจเกิดอาการแพ้เมื่อมีปัจจัยกระตุ้นร่วม (Cofactors) ดังนี้
- การออกกำลังกาย (Food – Dependent Exercise – Induced Urticaria/Anaphylaxis; FDEIA) เช่น แป้งสาลีหรืออาหารทะเล ร่วมกับการออกกำลังกายภายใน 1 – 4 ชั่วโมง
- ยาในกลุ่ม NSIADs เช่น Aspirin เพิ่มการดูดซึมสารก่อภูมิแพ้ในลำไส้
- แอลกอฮอล์ เพิ่มการแพร่กระจายและการดูดซึมของสารก่อภูมิแพ้เข้าสู่กระแสเลือด
- การติดเชื้อหรือป่วยส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันไวต่อการตอบสนองมากขึ้น
- การเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนในช่วงมีประจำเดือน
- ความเครียดและการพักผ่อนไม่เพียงพอ

สัญญาณเตือนแพ้อาหารในผู้ใหญ่ (Signs and Symptoms)
- ระบบผิวหนัง: ผื่นคัน ลมพิษ ปากบวม ตาบวม คันในปาก ลิ้น หรือลำคอ
- ระบบทางเดินอาหาร: คลื่นไส้ อาเจียนอย่างรุนแรง หรือท้องเสียทันที
- ระบบทางเดินหายใจ: แน่นคอ แน่นหน้าอก หายใจลำบาก หรือมีเสียงวี้ดขณะหายใจ
- ระบบไหลเวียนโลหิต: หน้ามืด เวียนศีรษะ จากความดันโลหิตตก
**หากมีอาการผื่นลมพิษขึ้นทั่วตัว ปากบวมหรือมีอาการตั้งแต่ 2 ระบบขึ้นไปให้รีบไปโรงพยาบาลทันที**
ตรวจวินิจฉัยแพ้อาหารในผู้ใหญ่ (Diagnosis Procedure)
หากมีอาการแพ้อาหารควรรีบไปพบแพทย์เพื่อทำทดสอบการแพ้อาหาร มีหลายวิธี ได้แก่
- การทดสอบทางผิวหนัง (Skin Prick Test) โดยใช้อาหารจริง (Prick to Prick test) หรือสารสกัดสำเร็จรูป (Allergen Extract) จากอาหารที่สงสัยว่าแพ้หยดลงบนผิวหนังแล้วใช้เข็มสะกิดเพื่อดูการตอบสนองของร่างกายทางผิวหนัง ช่วยในการวินิจฉัยภาวะแพ้อาหารชนิดที่เกิดผ่านกลไก IgE (IgE – Mediated Food Allergy)
- การตรวจเลือดหา Specific IgE (Serum Specific IgE for food) เพื่อวัดระดับแอนติบอดีชนิด IgE ที่เจาะจงต่อโปรตีนในอาหารแต่ละชนิดในซีรั่ม ช่วยในการวินิจฉัยภาวะแพ้อาหารชนิดที่เกิดผ่านกลไก IgE (IgE – Mediated Food Allergy)
- การทดสอบโดยการรับประทาน (Oral Food Challenge Test) เป็นวิธีมาตรฐานสูงสุด (Gold Standard) ในการวินิจฉัยภาวะแพ้อาหาร โดยให้ผู้ป่วยรับประทานอาหารที่สงสัยว่าแพ้ทีละน้อยตามปริมาณและช่วงเวลาที่กำหนดอย่างเป็นขั้นตอนภายใต้การดูแลของแพทย์เฉพาะทาง ใช้วินิจฉัยในกรณีที่การตรวจประเมินทางผิวหนังหรือการตรวจเลือดหา Specific IgE ให้ผลไม่ชัดเจน ใช้ในการหาปริมาณอาหารที่ผู้ป่วยสามารถรับประทานได้ต่อครั้งโดยไม่เกิดอาการแพ้และใช้ในการทดสอบหาอาหารทดแทน
แนวทางการดูแลรักษาการแพ้อาหารในผู้ใหญ่ (Treatment and Management)
การรักษาและการดูแลภาวะแพ้อาหารในผู้ใหญ่ จะเน้นไปที่การป้องกันการเกิดปฏิกิริยาแพ้ซ้ำ การเตรียมรับมือภาวะฉุกเฉิน และการจัดการปัจจัยกระตุ้นร่วม
1) แนวทางการรักษาหลัก
- หลีกเลี่ยงอาหารที่สงสัยแพ้อย่างเคร่งครัด เป็นวิธีป้องกันที่สำคัญที่สุด สังเกตส่วนประกอบของอาหารทุกครั้งก่อนรับประทาน ระวังการปนเปื้อน ฝึกอ่านฉลากอาหารทุกครั้งอย่างละเอียด โดยสังเกตชื่อระบุสารก่อภูมิแพ้ หรือข้อความเตือน เช่น “อาจมี…”
- การควบคุมปัจจัยร่วม เช่น หลีกเลี่ยงการรับประทานยาในกลุ่ม NSAIDs หรือดื่มแอลกอฮอล์ ร่วมกับอาหารที่สงสัยว่าแพ้ งดออกกำลังกายอย่างน้อย 2 – 4 ชั่วโมงทั้งก่อนและหลังมื้ออาหาร หากสงสัยภาวะ Food – Dependent Exercise – Induced Urticaria/Anaphylaxis; FDEIA) เป็นต้น
- พกยาบรรเทาอาการและยาฉุกเฉินเสมอ
- ยาแก้แพ้รุ่นที่สอง (Second – generation Oral Antihistamine) ใช้บรรเทาอาการแพ้ที่ไม่รุนแรง เช่น ผื่นคัน คันปาก หรือลมพิษวงจำกัด แต่ไม่สามารถป้องกันหรือรักษาอาการแพ้รุนแรง (Anaphylaxis) ได้
- ยาฉีดอะดรีนาลีนอัตโนมัติ (Epinephrine Auto – Injector; Epipen) ยาหลักเพียงชนิดเดียวสำหรับรักษาภาวะแพ้รุนแรง จำเป็นต้องพกติดตัวตลอดเวลาสำหรับผู้ที่มีประวัติแพ้รุนแรงหรือความเสี่ยงสูง ทั้งนี้ต้องอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์เฉพาะทาง
2) คำแนะนำเพิ่มเติม
- พกบัตรแจ้งการแพ้อาหาร (Food Allergy Card) ติดตัวไว้เสมอ
- จัดทำแผนรับมือต่อภาวะแพ้อาหารรุนแรง (Anaphylaxis Action Plan): มีแผนรับมือภาวะฉุกเฉินเป็นลายลักษณ์อักษร ระบุอาการที่ต้องใช้ยาฉีดอะดรีนาลีน ขนาดยา เบอร์โทรติดต่อฉุกเฉิน และขั้นตอนปฏิบัติเพื่อให้ผู้ใกล้ชิดหรือผู้พบเห็นช่วยเหลือได้ทันที
- แจ้งพนักงานร้านหรือเชฟเรื่องอาหารที่แพ้ทุกครั้งเมื่อทานอาหารนอกบ้าน: สอบถามขั้นตอนการประกอบอาหารเพื่อหลีกเลี่ยงการปนเปื้อนของอาหารที่แพ้
- รับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์สูงและหลากหลายเพื่อดูแลสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้
- จดบันทึกรายการอาหารและรายการวัตถุดิบที่ทานในแต่ละวัน: หากมีอาการแพ้ใหม่เกิดขึ้น บันทึกนี้จะช่วยในการหาความสัมพันธ์ระหว่างอาการและอาหาร ช่วยในการวินิจฉัยหาสาเหตุโรคได้ดีมากขึ้น
- ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางก่อนงดอาหารวงกว้าง: ไม่ควรงดอาหารหลากหลายชนิดตามผลตรวจเลือด Specific IgE หรือ Skin Prick Test เพียงอย่างเดียวโดยที่ไม่มีประวัติอาการแพ้จริงจากการรับประทาน เพื่อป้องกันภาวะขาดสารอาหารและการเสียคุณภาพชีวิตโดยไม่จำเป็น
ปฏิกิริยาข้ามสายพันธุ์ (Cross – Reactivity) คืออะไร
ปฏิกิริยาข้ามสายพันธุ์ (Cross – Reactivity) คือ ภาวะที่แพ้อาหารหรือสารก่อภูมิแพ้ชนิดหนึ่งแล้วเกิดอาการแพ้ต่ออาหารอีกชนิดหนึ่งที่มีโครงสร้างโปรตีนหรือคุณสมบัติคล้ายกัน ทั้งที่ไม่เคยแพ้อาหารชนิดหลังมาก่อน ที่พบค่อนข้างบ่อยคือ กลุ่มอาหารทะเลเปลือกแข็ง ผลไม้ที่มียาง ถั่วบางชนิด เช่น แพ้กุ้ง ก็อาจมีอาการแพ้ปู กั้ง ตามมา หรือการแพ้ยางลาเทกซ์ก็อาจทำให้มีอาการแพ้ต่อกล้วย อะโวคาโด กีวี เป็นต้น
Oral Allergy Syndrome; OAS (Pollen – Food Allergy Syndrome; PFAS) คือ ภาวะแพ้อาหารที่เกิดจากปฏิกิริยาข้ามสายพันธุ์ระหว่างสารก่อภูมิแพ้ที่จำเพาะต่อละอองเกสรดอกไม้/หญ้า (Pollen) กับโปรตีนที่มีโครงสร้างใกล้เคียงกันในผัก ผลไม้ หรือถั่วบางชนิด เช่น หากแพ้ละอองเกสรเบิร์ช (Birch Pollen) อาจมีอาการแพ้เมื่อรับประทานแอปเปิล พีช พลัม ลูกแพร์ เฮเซลนัท แครอท เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันเข้าใจผิดว่าเป็นละอองเกสร เพราะโครงสร้างโปรตีนใกล้เคียงกันจึงกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาแพ้

สารปรุงแต่งอาหารทำให้เกิดการแพ้ได้หรือไม่
อาหารหลายชนิดมีการเติมสารปรุงแต่ง (Food Addictives) เพื่อช่วยยืดอายุ เพิ่มสีสัน หรือปรับรสชาติ เช่น สารกันเสีย สีผสมอาหาร ผงชูรส สารเพิ่มรสชาติ ในบางคนสารเหล่านี้อาจทำให้เกิดการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันแบบ Non – IgE Mediated Food Allergy) แม้อาการจะคล้ายกับการแพ้อาหารทั่วไป เช่น ผื่นลมพิษ หน้าแดง หรือริมฝีปากบวม แต่อาการมักไม่รุนแรง
เมื่อไรที่ควรสงสัยการแพ้สารปรุงแต่งในอาหาร
- อาการสัมพันธ์กับปริมาณที่ได้รับ หากรับประทานเพียงเล็กน้อยอาจไม่เกิดอาการ แต่เมื่อได้รับในปริมาณมากกระตุ้นให้เกิดอาการได้
- เกิดอาการเฉพาะบางครั้งที่รับประทาน แม้ว่าเป็นอาหารชนิดเดียวกัน
- มีอาการต่ออาหารหลายชนิดที่ไม่เกี่ยวข้องกัน เช่น กุ้งแห้ง ไวน์ ผักอบแห้ง ที่ใช้ Sulfites เป็นส่วนประกอบร่วมกัน
การวินิจฉัยหลักคือการทำการทดสอบโดยการรับประทาน (Oral Food Challenge Test) ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ และหลีกเลี่ยงแหล่งอาหารที่ทำให้เกิดอาการ
ทำไมคนยุคใหม่แพ้อาหารมากขึ้น
ภูมิคุ้มกันส่วนใหญ่ของร่างกายเกี่ยวข้องกับลำไส้ โดยจุลินทรีย์ที่อยู่ในลำไส้ หรือ Gut Microbiome ช่วยรักษาสมดุลของภูมิคุ้มกัน เมื่อสมดุลของจุลินทรีย์เสียไปจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น การใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็น การรับประทานอาหารแปรรูปเป็นประจำ ความเครียดสะสม การนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ จำนวนจุลินทรีย์ชนิดดีลดลง ส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติจนเกิดการแพ้ขึ้น

สงสัยว่าแพ้อาหารควรงดอาหารหรือไม่
หากสงสัยว่าแพ้อาหารควรพบแพทย์เฉพาะทางโดยเร็วเพื่อทำการทดสอบทางผิวหนัง Skin Prick Test เจาะเลือดหา Specific IgE ที่จำเพาะต่ออาหารชนิดนั้น ๆ หรือทดสอบอาหารโดยการรับประทาน (Oral Food Challenge Test) เพื่อระบุให้ชัดเจนว่าแพ้อาหารจริงหรือไม่ ไม่ควรงดอาหารเองโดยไม่มีผลตรวจชัดเจน เพราะอาจทำให้ขาดสารอาหารและเลี่ยงอาหารผิดชนิด ทั้งนี้เพื่อการดูแลและให้คำแนะนำที่ถูกต้องต่อไป
โรงพยาบาลที่ชำนาญการรักษาโรคแพ้อาหารที่ไหนดี
ศูนย์โรคภูมิแพ้และหอบหืด โรงพยาบาลกรุงเทพ พร้อมให้การตรวจประเมิน วินิจฉัย ดูแลรักษาผู้ที่มีอาการแพ้อาหารอย่างใกล้ชิด ตลอดจนให้คำปรึกษาและให้ความรู้ที่ถูกต้อง ด้วยทีมแพทย์เฉพาะทางและทีมสหสาขาที่มีความชำนาญและมากด้วยประสบการณ์เพื่อให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดี
แพทย์ที่ชำนาญการรักษาโรคแพ้อาหาร
พญ.ชวิศา ปานอาภรณ์ อายุรแพทย์เฉพาะทางโรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกัน ศูนย์โรคภูมิแพ้และหอบหืดโรงพยาบาลกรุงเทพ
สามารถคลิกที่นี่เพื่อทำนัดหมายได้ด้วยตนเอง











