โรคหัวใจ ถือเป็นภัยเงียบที่คร่าชีวิตคนไทยเป็นอันดับต้น ๆ โดยสถิติพบว่าอัตราการเสียชีวิตมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกช่วงวัย การตรวจพบสัญญาณโรคหัวใจตั้งแต่ระยะเริ่มแรก ในขณะที่ความผิดปกติยังไม่รุนแรงนั้นสำคัญมาก เพราะช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาให้กลับมามีหัวใจที่แข็งแรงได้อีกครั้ง การเข้าใจถึงความเสี่ยงและอาการโรคหัวใจ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกคนควรทำความเข้าใจเพื่อดูแลสุขภาพเชิงรุก
โรคหัวใจ (Heart Disease) คืออะไร
โรคหัวใจ คือ ภาวะความผิดปกติต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับส่วนประกอบของหัวใจ ไม่ว่าจะเป็นกล้ามเนื้อหัวใจ หลอดเลือดหัวใจ ลิ้นหัวใจ ระบบไฟฟ้าหัวใจ หรือเยื่อหุ้มหัวใจ ซึ่งส่งผลให้การทำงานของหัวใจบกพร่อง นำไปสู่สภาวะที่เป็นอันตรายต่อชีวิตหากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที
โรคหัวใจเกิดจากอะไร เจาะลึกสาเหตุและปัจจัยเสี่ยงที่เลี่ยงได้
โรคหัวใจเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งปัจจัยที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้และปัจจัยที่สามารถป้องกันหรือควบคุมได้ โดยสามารถแบ่งปัจจัยเสี่ยงที่กระตุ้นให้เป็นโรคหัวใจได้ ดังนี้
- พฤติกรรมการใช้ชีวิต: การสูบบุหรี่จัด การดื่มแอลกอฮอล์เกินพอดี และการขาดการออกกำลังกาย ล้วนส่งผลโดยตรงต่อความแข็งแรงของหลอดเลือดและกล้ามเนื้อหัวใจ
- ภาวะน้ำหนักเกิน เป็นจุดเริ่มต้นของการเกิดโรคเรื้อรังที่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจ
- สภาวะโรคเรื้อรัง: ผู้ป่วยโรคหัวใจ จำนวนมากมักมีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูง ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ทำลายผนังหลอดเลือดและกระตุ้นการอักเสบ
- ภาวะโภชนาการ: การรับประทานอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง โซเดียมสูง หรือน้ำตาลสูงอย่างต่อเนื่อง เพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะอ้วนลงพุงที่นำไปสู่โรคหัวใจ
- ปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้: พันธุกรรมที่มีสมาชิกในครอบครัวมีประวัติอาการโรคหัวใจ ตั้งแต่อายุน้อย รวมถึงอายุที่เพิ่มขึ้นซึ่งทำให้หัวใจเสื่อมสภาพตามธรรมชาติ
9 อาการโรคหัวใจ และสัญญาณเตือนโรคหัวใจกำเริบเฉียบพลัน
หลายคนอาจไม่เคยทราบว่า อาการโรคหัวใจเป็นอย่างไร จนกระทั่งอาการลุกลาม ซึ่งความจริงแล้วร่างกายมักจะส่งสัญญาณเตือนออกมาล่วงหน้า การหมั่นสังเกตความเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย จะช่วยให้พบสัญญาณโรคหัวใจได้เร็วขึ้น โดย 9 อาการเบื้องต้นที่ควรระวัง และควรมาเช็กโรคหัวใจอย่างละเอียดกับแพทย์ มีดังนี้
- เจ็บแน่นหน้าอก: รู้สึกเหมือนมีของหนักมาทับ หรือรัดบริเวณกลางหน้าอกอย่างรุนแรง อาจมีอาการเจ็บร้าวไปถึงกราม ไหล่ และแขนซ้าย ซึ่งเป็นสัญญาณเด่นของหลอดเลือดหัวใจตีบ
- เหนื่อยง่ายผิดปกติ: รู้สึกหอบเหนื่อยง่ายเมื่อออกแรงเพียงเล็กน้อย เช่น เดินขึ้นบันไดเพียงไม่กี่ขั้น หรือในรายที่อาการรุนแรงอาจมีอาการเหนื่อยหอบแม้ขณะนั่งพัก
- ใจสั่น หัวใจเต้นผิดจังหวะ: รู้สึกหัวใจเต้นเร็วรัว เต้นสะดุด หรือเต้นไม่เป็นจังหวะสม่ำเสมอแม้ไม่ได้ออกกำลังกาย ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะวูบหรือหมดสติได้
- หายใจไม่อิ่มหรือหายใจลำบาก: รู้สึกหายใจไม่เต็มปอด ต้องพยายามสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ หรือมีอาการไอเรื้อรังโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน
- หน้ามืด วิงเวียนศีรษะ: มีอาการคล้ายจะเป็นลมบ่อยครั้ง หรือวูบกะทันหันเนื่องจากหัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงสมองได้เพียงพอ
- ภาวะบวมตามร่างกาย: สังเกตอาการบวมน้ำบริเวณข้อเท้า หน้าแข้ง หรือหน้าท้อง เนื่องจากหัวใจทำงานลดลงจนเกิดการคั่งของน้ำและเกลือในร่างกาย
- นอนราบไม่ได้: เมื่อนอนราบจะรู้สึกอึดอัด หายใจลำบาก จนต้องลุกขึ้นมานั่งหอบกลางดัด หรือต้องใช้หมอนหนุนสูงหลายใบเพื่อให้หายใจได้สะดวกขึ้น
- เหงื่อแตกตัวเย็น: มีเหงื่อออกมากผิดปกติร่วมกับอาการแน่นหน้าอก แม้อยู่ในสภาพอากาศเย็นหรือไม่ได้ออกแรง ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนของ โรคหัวใจกำเริบ อาการ เฉียบพลัน
- ปวดจุกบริเวณลิ้นปี่: หลายคนมักสับสนกับโรคกระเพาะ แต่หากอาการปวดจุกท้องมาพร้อมกับอาการคลื่นไส้หรือเหงื่อออก อาจเป็นสัญญาณเตือนของกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดส่วนล่าง
เจาะลึก 7 ประเภทของโรคหัวใจและอาการที่แตกต่างกัน
ความอันตรายและอาการโรคหัวใจในแต่ละประเภท จะมีความรุนแรงแตกต่างกันไปตามพยาธิสภาพ การเข้าใจว่า โรคหัวใจเป็นยังไงในแต่ละชนิด จะช่วยให้สามารถแยกแยะอาการเบื้องต้นได้ ดังนี้
1. โรคหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Artery Disease)
เกิดจากการสะสมของไขมันและพลาคที่ผนังหลอดเลือดแดง ทำให้หลอดเลือดตีบแคบ ขัดขวางการไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ ส่งผลให้เกิดอาการโรคหัวใจอย่างการเจ็บแน่นหน้าอก หากหลอดเลือดอุดตันกะทันหันจะนำไปสู่ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันได้
2. โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ (Arrhythmia)
เป็นภาวะที่ระบบไฟฟ้าหัวใจทำงานผิดปกติ ทำให้หัวใจเต้นเร็วเกินไป ช้าเกินไป หรือไม่สม่ำเสมอ ในกรณีนี้ ผู้ป่วยมักรู้สึกใจสั่น ใจเต้นสะดุด หรือในรายที่เต้นช้ามากอาจมีอาการวูบและหมดสติเนื่องจากเลือดไปเลี้ยงสมองไม่ทัน
3. โรคลิ้นหัวใจ (Valvular Heart Disease)
เกิดจากความผิดปกติของลิ้นหัวใจที่อาจตีบหรือรั่ว ทำให้เลือดไหลเวียนไม่เป็นทิศทางเดียวตามปกติ สัญญาณโรคหัวใจ ที่ชัดเจนคืออาการหอบเหนื่อย นอนราบไม่ได้เนื่องจากน้ำท่วมปอด และมีอาการบวมที่ขาทั้งสองข้าง บางรายที่มีลิ้นหัวใจตีบรุนแรงจะมีอาการวูบหมดสติบ่อยๆ และอาจนำไปสู่การเสียชีวิตได้
4. ภาวะหัวใจล้มเหลว (Heart Failure)
คือสภาวะที่หัวใจมีความผิดปกติจนไม่สามารถบีบตัวส่งเลือดไปเลี้ยงร่างกายได้เพียงพอ อาการคนเป็นโรคหัวใจ กลุ่มนี้มักจะรู้สึกเหนื่อยง่ายผิดปกติ หายใจไม่สะดวกเวลานอนราบ และมีอาการบวม โดยเฉพาะที่ขาสองข้าง และตามลำตัว อาการสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งแบบเฉียบพลันและเรื้อรัง
5. โรคกล้ามเนื้อหัวใจ (Cardiomyopathy)
เป็นความผิดปกติที่ตัวกล้ามเนื้อหัวใจโดยตรง ซึ่งมีหลายสาเหตุทำให้มีการหนาตัวหรือขยายตัวผิดปกติส่งผลต่อการคลายตัวและบีบตัว ในระยะแรกอาจไม่มีอาการชัดเจน แต่เมื่อโรคเป็นรุนรงขึ้น จะมีอาการของภาวะหัวใจล้มเหลวได้
6. โรคของเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ (Pericardial Disease)
เกิดจากการอักเสบของเนื้อเยื่อที่ห่อหุ้มอยู่รอบนอกของหัวใจ ในกลุ่มนี้มักมีอาการเจ็บแปลบที่หน้าอกเหมือนมีเข็มทิ่ม และอาการจะรุนแรงขึ้นเมื่อหายใจเข้าลึก ๆ หรือนอนหงาย โดยมักจะทุเลาลงเมื่อโน้มตัวไปข้างหน้า อย่างไรก็ตามโรคนี้มักมีน้ำในช่องเยื่อหุ้มหัวใจเกิดร่วมกัน ถ้าน้ำมีประมาณมาก หรือ เกิดขึ้นในเวลาอันสั้น จะทำให้เกิดการบีบรัดหัวใจได้
7. โรคเยื่อบุหัวใจอักเสบ (Endocarditis)
ส่วนมากเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัสที่ลิ้นหัวใจหรือเนื้อเยื่อบุผิวหัวใจ บางส่วนไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ เช่นเกิดจากโรคแพ้ภูมิตัวเอง เป็นต้น อาการจะมีไข้เรื้อรัง ร่วมกับมีอาการทางโรคลิ้นหัวใจ หรือ ตรวจพบเสียงลิ้นหัวใจผิดปรกติ
สังเกตอย่างไรเมื่อโรคหัวใจกําเริบ อาการวิกฤตที่ต้องส่งโรงพยาบาล
เมื่อโรคหัวใจกําเริบในระดับอาการวิกฤต มักเกิดขึ้นเฉียบพลันและมีอันตรายถึงชีวิต โดยเฉพาะภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดรุนแรง ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บแน่นหน้าอกอย่างรุนแรงนานเกิน 20 นาที ร่วมกับเหงื่อออกตัวเย็น คลื่นไส้อาเจียน และหมดแรงกะทันหัน หากพบอาการดังกล่าว ต้องรีบส่งโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุดภายใน 120 นาทีเพื่อเปิดเส้นเลือด
วิธีการตรวจวินิจฉัยโรคหัวใจด้วยเทคโนโลยีทันสมัย
เมื่อมีอาการดังกล่าวที่เข้าข่ายจะเป็นโรคหัวใจ แพทย์จะเลือกใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อยืนยันผลการวินิจฉัยและระบุความรุนแรงของโรคได้อย่างถูกต้อง ดังนี้
- การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG/ECG): เป็นการตรวจเบื้องต้นที่รวดเร็วเพื่อดูจังหวะการเต้นของหัวใจและภาวะกล้ามเนื้อขาดเลือด
- การอัลตราซาวนด์หัวใจ (Echocardiogram): เพื่อดูโครงสร้าง ขนาด และการทำงานของลิ้นหัวใจและกล้ามเนื้อหัวใจอย่างละเอียด
- การตรวจสมรรถภาพหัวใจขณะออกกำลังกาย (Exercise Stress Test): เพื่อประเมินภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบขณะที่หัวใจต้องการออกซิเจนสูง
- การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูงร่วมกับการออกกำลังกาย หรือการใช้ยา (Exercise stress echocardiogram/Dobutamine stress echocardiogram) เพื่อประเมินโครงสร้างและการทำงานของหัวใจร่วมกับหาภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด
- การตรวจหัวใจด้วยคอมพิวเตอร์ความเร็วสูง (CT Scan/MRI Heart): เพื่อตรวจหาหินปูนในหลอดเลือดและประเมินพยาธิสภาพของเนื้อเยื่อหัวใจเชิงลึก
แนวทางการรักษาโรคหัวใจในการแพทย์ปัจจุบัน
การรักษาโรคหัวใจจะขึ้นอยู่กับชนิดและความรุนแรงของโรค โดยแพทย์เฉพาะทางจะวางแผนการรักษาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย ดังนี้
- การรักษาด้วยยา: ใช้ยาเพื่อคุมระดับความดัน ลดไขมัน ปรับจังหวะการเต้นของหัวใจ หรือละลายลิ่มเลือดตามความเหมาะสม
- การทำหัตถการผ่านสายสวน: เช่น การขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูนและใส่ขดลวด (Stent) หรือการซ่อมลิ้นหัวใจผ่านสายสวนที่ไม่ต้องผ่าตัดใหญ่
- การผ่าตัดทางศัลยกรรม: ในเคสที่มีความซับซ้อน เช่น การผ่าตัดบายพาสหลอดเลือดหัวใจ (CABG) หรือการผ่าตัดซ่อมลิ้นหัวใจ
- การใช้เครื่องมือพิเศษ: เช่น การฝังเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ (Pacemaker) สำหรับผู้ที่มีหัวใจเต้นช้าผิดปกติ
แนวทางดูแลสุขภาพและวิธีฟื้นฟูหัวใจให้กลับมาแข็งแรง
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นการดูแลสุขภาพเชิงรุกที่ช่วยลดโอกาสการเป็นโรคหัวใจ และช่วยฟื้นฟูร่างกายได้ดีที่สุด โดยแนวทางที่ควรปฏิบัติ มีดังนี้
- ปรับอาหาร: เลือกรับประทานอาหารที่ช่วยเพิ่มไขมันดี ลดเค็มและไขมันทรานส์
- ออกกำลังกาย: การเคลื่อนไหวร่างกายอย่างสม่ำเสมอช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของหัวใจ แต่ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาความหนักที่เหมาะสม
- ควบคุมน้ำหนัก: การรักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานช่วยลดภาระการทำงานของหัวใจได้อย่างมีนัยสำคัญ และช่วยลดการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ซึ่งมาสู่โรคหัวใจได้
- งดปัจจัยทำลายหัวใจ: งดการสูบบุหรี่และจำกัดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพื่อป้องกันความเสียหายต่อผนังหลอดเลือดในระยะยาว
มั่นใจในการดูแลที่ คลินิกอายุรกรรมโรคหัวใจ โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ
ที่คลินิกอายุรกรรมโรคหัวใจ โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ เราคือโรงพยาบาลเอกชนเฉพาะทางด้านหัวใจแห่งแรกในประเทศที่มีความพร้อมในการดูแลผู้ป่วยโรคหัวใจอย่างครบวงจร ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยและมาตรฐานสากล ทีมแพทย์ผู้ชำนาญการของเราพร้อมให้บริการตรวจเช็กโรคหัวใจ และวินิจฉัยอาการอย่างละเอียดเพื่อความปลอดภัย มั่นใจได้ว่าทุกการเต้นของหัวใจคุณจะได้รับการดูแลอย่างดีที่สุดกับเรา
- ค้นหาแพทย์: https://www.bangkokhospital.com/th/bangkok/doctor
- ทำนัด: https://www.bangkokhospital.com/th/bangkok/appointment/step1
- ติดต่อเรา: https://www.bangkokhospital.com/th/bangkok/contact
แพทย์ที่ชำนาญการโรคหัวใจ
พญ.พันธิตรา พิพัฒน์สวัสดิ์วุฒิ
สอบถามเพิ่มเติมที่
ชั้น 1 โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ
เปิดบริการทุกวัน
เวลา 07:00 – 16:00 น.
0 2310 3370
0 2755 1371
@hearthospital
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคหัวใจ
อาการเจ็บหน้าอกแบบไหนที่บ่งบอกว่าเป็นสัญญาณโรคหัวใจ
มักมีอาการเจ็บแน่นกลางหน้าอกเหมือนมีของหนักทับ หรือรู้สึกคั้นบริเวณหัวใจ อาจมีอาการเจ็บร้าวไปที่กราม ไหล่ หรือแขนซ้าย โดยเฉพาะเมื่อออกแรงทำกิจกรรม และอาการจะทุเลาลงเมื่อได้นั่งพัก
ภาวะหัวใจล้มเหลวกับหัวใจวายเฉียบพลันต่างกันอย่างไร
หัวใจวายเฉียบพลันเกิดจากหลอดเลือดอุดตันทำให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดกะทันหัน ส่วนภาวะหัวใจล้มเหลวคือสภาวะที่กล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรงจนไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกายได้เพียงพอ ทำให้มีอาการบวมและเหนื่อยง่าย
หากคนในครอบครัวเป็นโรคหัวใจ เราจะมีโอกาสเป็นด้วยหรือไม่
พันธุกรรมเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ควบคุมไม่ได้ หากมีญาติสายตรงมีประวัติเป็นโรคหัวใจตั้งแต่อายุน้อย จะมีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไป จึงควรเข้ารับการตรวจเช็กโรคหัวใจอย่างสม่ำเสมอตั้งแต่อายุยังน้อย
ผู้ป่วยโรคหัวใจสามารถออกกำลังกายได้ปกติหรือไม่
ออกกำลังกายได้และส่งผลดีต่อหัวใจ แต่ต้องอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ โดยเน้นการออกกำลังกายแบบแอโรบิกเบา ๆ เช่น การเดินเร็ว หรือว่ายน้ำ และหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่ใช้แรงเบ่งมากหรือมีความเข้มข้นสูงเกินไป
ทำไมความเครียดถึงส่งผลให้เกิดโรคประสาทหัวใจ อาการคล้ายโรคจริง
ความเครียดกระตุ้นระบบประสาทอัตโนมัติให้ทำงานผิดปกติ ส่งผลให้มีอาการใจสั่น หายใจไม่อิ่ม หรือเจ็บหน้าอกคล้ายโรคหัวใจทางกายภาพ แม้ตรวจโครงสร้างหัวใจแล้วจะไม่พบความผิดปกติ แต่หากปล่อยไว้ความเครียดเรื้อรังอาจนำไปสู่โรคหัวใจจริงได้ในอนาคต












