โรคหัวใจขาดเลือด ถือเป็นโรคที่คร่าชีวิตคนไทยเป็นอันดับต้น ๆ โดยเฉพาะภาวะที่เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันซึ่งอันตรายถึงชีวิต การตรวจพบสัญญาณเตือน และเข้ารับการรักษาอย่างรวดเร็วถือเป็นปัจจัยชี้ขาดของโอกาสรอดชีวิต การทำความเข้าใจเกี่ยวกับกลไกของโรค และอาการบ่งชี้จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกคนไม่ควรมองข้าม เพื่อลดความเสี่ยงจากการสูญเสียและภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงในระยะยาว
โรคหัวใจขาดเลือด คืออะไร
โรคหัวใจขาดเลือด (Ischemic Heart Disease) คือ สภาวะที่เลือดไม่สามารถไหลเวียนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้เพียงพอต่อความต้องการ เนื่องจากการตีบตันของหลอดเลือดแดงที่ส่งเลือดไปเลี้ยงหัวใจ ส่งผลให้หัวใจขาดออกซิเจนและสารอาหาร หากเกิดการอุดตันโดยสมบูรณ์จะนำไปสู่ภาวะโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดชนิดเฉียบพลัน ซึ่งทำให้เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจเริ่มตายภายในระยะเวลาอันสั้น และอาจส่งผลให้หัวใจหยุดเต้นได้
ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน เกิดจากสาเหตุอะไร
ผู้ป่วยหลายรายมักเข้าใจผิดว่าอาการแน่นหน้าอกเกิดจากกรดไหลย้อนหรืออาหารไม่ย่อย ทำให้ประมาทและเดินทางมาถึงโรงพยาบาลล่าช้า ซึ่งความจริงแล้วสาเหตุหลักของหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน มีดังนี้
- การสะสมของตะกรันไขมัน: เกิดจากการสะสมของไขมันและคอเลสเตอรอลที่ผนังหลอดเลือดเป็นเวลานานจนหลอดเลือดตีบแคบ
- การปริแตกของตะกรัน: เมื่อตะกรันไขมันเกิดการปริแตก ร่างกายจะกระตุ้นให้เกล็ดเลือดมาเกาะตัวกันจนกลายเป็นลิ่มเลือด
- ลิ่มเลือดอุดตันเฉียบพลัน: ลิ่มเลือดที่เกิดขึ้นจะอุดกั้นทางเดินเลือดในหลอดเลือดหัวใจโดยสมบูรณ์ ทำให้เลือดไม่สามารถผ่านไปได้
- ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย: เมื่อขาดเลือดเลี้ยงรุนแรงเกิน 20-40 นาที กล้ามเนื้อหัวใจจะเริ่มได้รับความเสียหายถาวร
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด
ปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดโรคหัวใจขาดเลือด มีทั้งส่วนที่ควบคุมไม่ได้และส่วนที่เกิดจากพฤติกรรม ซึ่งส่งผลให้หลอดเลือดเสื่อมสภาพเร็วกว่าปกติ ดังนี้
- ปัจจัยที่เลี่ยงไม่ได้: เช่น อายุที่เพิ่มขึ้น (ชาย 45 ปีขึ้นไป, หญิง 55 ปีขึ้นไป), เพศ เพศชายมีความเสี่ยงสูงกว่า และพันธุกรรมที่มีประวัติครอบครัวสายตรงเป็นโรคหัวใจตั้งแต่อายุน้อย
- ปัจจัยที่สามารถควบคุมและปรับเปลี่ยนได้
- โรคเรื้อรัง: ภาวะความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน และไขมันในเลือดสูง ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ผนังหลอดเลือดอักเสบและแข็งตัว
- พฤติกรรมทำลายสุขภาพ: การสูบบุหรี่ส่งผลให้หลอดเลือดหดตัว การขาดการออกกำลังกาย การรับประทานอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง และภาวะน้ำหนักเกิน
- สภาวะทางอารมณ์: ความเครียดสะสมส่งผลต่อการทำงานของระบบเผาผลาญ และระดับไขมันในเลือด เพิ่มความเสี่ยงต่ออาการหัวใจขาดเลือด
สัญญาณเตือนและอาการหัวใจขาดเลือดที่ต้องรีบพบแพทย์ทันที
หากมีอาการเจ็บหน้าอกข้างซ้ายร้าวไปถึงไหล่ หรือแน่นหน้าอกหายใจไม่ออก อย่ารอดูอาการ ควรรีบเรียกรถพยาบาลฉุกเฉินเพื่อเข้ารับการตรวจทันที โดย อาการหัวใจขาดเลือด ที่พบบ่อยมีดังนี้
- เจ็บแน่นหน้าอกรุนแรง: รู้สึกอึดอัดเหมือนมีของหนักมากดทับ หรือบีบรัดบริเวณกลางอกหรือด้านซ้าย นานกว่า 20 นาที
- อาการปวดร้าว: มีอาการปวดลามไปที่กราม สันกราม ลำคอ หัวไหล่ หรือแขนซ้าย
- หายใจไม่อิ่ม: รู้สึกหอบเหนื่อย หายใจลำบาก แม้ในขณะนั่งพักหรือนอนราบ
- เหงื่อออกตัวเย็น: มีเหงื่อซึมตามร่างกายร่วมกับอาการใจสั่น คลื่นไส้ หรืออาเจียน
- วูบ หน้ามืด: ความดันโลหิตต่ำกะทันหันจนรู้สึกเหมือนจะเป็นลมหรือหมดสติ
ทำไมความเร็วคือหัวใจสำคัญในการรักษาหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน
ในกระบวนการรักษาภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน ปัจจัยที่สำคัญที่สุดคือระยะเวลาของการขาดเลือดเพราะทุกวินาทีที่ผ่านไปหมายถึงการตายของเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจเพิ่มขึ้น
- ช่วงเวลาทองในการรักษา: การรักษาโดยการเปิดหลอดเลือดหัวใจภายใน 90-120 นาทีหลังจากผู้ป่วยมาถึงโรงพยาบาล คือกุญแจสำคัญในการรักษาชีวิตและคงประสิทธิภาพของกล้ามเนื้อหัวใจไว้ได้มากที่สุด
- ลดภาวะแทรกซ้อน: การรักษาที่รวดเร็วช่วยลดโอกาสเกิดภาวะหัวใจล้มเหลว ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ และลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตกะทันหัน
- การฟื้นตัว: ผู้ที่ได้รับยาหรือการทำหัตถการเร็วจะฟื้นตัวได้ไว และกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติมากกว่าผู้ที่รับการรักษาล่าช้า
วิธีการตรวจวินิจฉัยโรคหัวใจขาดเลือด มีอะไรบ้าง
เมื่อผู้ป่วยมาถึงด้วยอาการหัวใจขาดเลือด แพทย์จะเลือกใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อระบุความรุนแรงและตำแหน่งของรอยโรค ดังนี้
1. การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG / ECG)
เป็นการตรวจเบื้องต้นที่สำคัญที่สุด เพื่อดูจังหวะการเต้นของหัวใจ และตรวจหาความผิดปกติของคลื่นหัวใจที่บ่งชี้ถึงภาวะหัวใจขาดเลือด
2. การเจาะเลือดตรวจค่าเอนไซม์กล้ามเนื้อหัวใจ
เมื่อกล้ามเนื้อหัวใจได้รับความเสียหาย จะมีการหลั่งโปรตีนหรือเอนไซม์เฉพาะบางชนิดเข้าสู่กระแสเลือด การเจาะเลือดตรวจจะช่วยยืนยันสภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายได้ชัดเจน
3. การฉีดสีหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Angiography)
แพทย์จะใส่สายสวนขนาดเล็กผ่านหลอดเลือดแดงเพื่อฉีดสารทึบรังสี และใช้เครื่องเอกซเรย์ประมวลผลภาพเพื่อให้เห็นตำแหน่งการตีบตันของหลอดเลือดหัวใจทุกเส้น
วิธีรักษาโรคหัวใจขาดเลือดแบบเฉียบพลันในปัจจุบัน
เป้าหมายหลักของการรักษาคือการทำให้เลือดกลับมาไหลเวียนไปเลี้ยงหัวใจโดยเร็วที่สุด โดยแพทย์จะพิจารณาจากความรุนแรงและสภาวะของผู้ป่วย ดังนี้
1. การขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูนและใส่ขดลวด (PCI)
เป็นวิธีมาตรฐานที่นิยมและได้ผลดีที่สุดในปัจจุบัน โดยการสอดสายสวนเพื่อนำบอลลูนไปขยายจุดที่อุดตันและใส่ขดลวดค้ำยันเพื่อให้เลือดไหลเวียนได้เป็นปกติ
2. การรักษาด้วยยาละลายลิ่มเลือด
ใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่สามารถเข้ารับการทำหัตถการขยายหลอดเลือดได้ทันเวลาภายในกรอบที่กำหนด เพื่อช่วยสลายลิ่มเลือดที่อุดตันให้ละลายออกไป
3. การผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ (Bypass)
เป็นการผ่าตัดทำทางเดินเลือดใหม่ข้ามผ่านจุดที่อุดตัน โดยใช้หลอดเลือดส่วนอื่นของผู้ป่วยเองมาเชื่อมต่อ มักใช้ในกรณีที่มีการอุดตันหลายจุดหรือหลอดเลือดมีความซับซ้อน
แนวทางการดูแลตัวเองและป้องภาวะเสี่ยงนี้
การป้องกันไม่ให้เกิดภาวะหัวใจขาดเลือดมีอาการรุนแรงซ้ำซ้อน คือวิธีที่ดีที่สุดในการรักษาชีวิตในระยะยาว ซึ่งผู้ป่วยสามารถปฏิบัติได้ ดังนี้
- ปรับพฤติกรรมการทาน: หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง ของทอด ของมัน และอาหารที่มีรสหวานจัดหรือเค็มจัด
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ: เดินเร็วหรือออกกำลังแบบแอโรบิกอย่างน้อยสัปดาห์ละ 150 นาที เพื่อเสริมความแข็งแรงของหัวใจ
- งดสูบบุหรี่: ลดความเสี่ยงต่อการเกิดหลอดเลือดตีบได้อย่างมีนัยสำคัญ
- ลดน้ำหนัก: ในผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกิน การลดน้ำหนักจะช่วยลดโอกาสเกิดความดันโลหิตสูง เบาหวานและไขมันสูง รวมถึง ลดการอักเสบในร่างกาย
- ควบคุมโรคประจำตัว: รับประทานยาและติดตามอาการของโรคเบาหวาน ความดัน และไขมันตามนัดอย่างเคร่งครัด
- หมั่นตรวจเช็กหัวใจ: การตรวจสุขภาพประจำปีรวมถึงการทำ Echo หรือ EKG ช่วยพบความเสี่ยงก่อนที่จะมีอาการ
วางใจให้โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพดูแล ด้วยการดูแลรักษาแบบครบวงจร
คลินิกอายุรกรรมโรคหัวใจ โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ มีความเชี่ยวชาญสูงสุดในการรับมือกับภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน เราพร้อมให้บริการด้วยเทคโนโลยีการรักษาที่ทันสมัยที่สุดตามมาตรฐานสากล ด้วยทีมแพทย์ที่มีประสบการณ์สูงและทีมสหสาขาวิชาชีพที่พร้อมปฏิบัติการตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเพิ่มโอกาสรอดชีวิตและฟื้นฟูสุขภาพหัวใจของผู้ป่วยให้กลับมาแข็งแรงสมบูรณ์อีกครั้ง
- ค้นหาแพทย์: https://www.bangkokhospital.com/th/bangkok/doctor
- ทำนัด: https://www.bangkokhospital.com/th/bangkok/appointment/step1
- ติดต่อเรา: https://www.bangkokhospital.com/th/bangkok/contact
แพทย์ที่ชำนาญโรคหัวใจขาดเลือด
สอบถามเพิ่มเติมที่
ชั้น 1 โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ
เปิดบริการทุกวัน
เวลา 07:00 – 16:00 น.
0 2310 3370
0 2755 1371
@hearthospital
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคหัวใจขาดเลือด
จะแยกอาการเจ็บหน้าอกจากโรคหัวใจกับกรดไหลย้อนได้อย่างไร
อาการหัวใจขาดเลือด มักเจ็บแน่นเหมือนของหนักทับและร้าวไปกรามหรือแขน ส่วนกรดไหลย้อนจะแสบร้อนลิ้นปี่หลังทานอาหาร หากแน่นหน้าอกรุนแรงควรรีบพบแพทย์ทันที
หากตรวจพบหลอดเลือดตีบแต่ยังไม่มีอาการ ควรทำอย่างไร?
ต้องควบคุมปัจจัยเสี่ยงเคร่งครัด ทานยาตามแพทย์สั่ง และปรับพฤติกรรมเพื่อป้องกัน หัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน แม้ไม่มีอาการก็ไม่ควรประมาทเพราะตะกรันไขมันอาจปริแตกได้ทุกเมื่อ
การทำบอลลูนเจ็บมากไหมและต้องพักฟื้นนานเท่าไหร่
เจ็บเพียงเล็กน้อยขณะฉีดยาชาและสอดสายสวนขนาดเล็ก หลังทำพักฟื้นในโรงพยาบาลประมาณ 1-2 วัน หากไม่มีภาวะแทรกซ้อนสามารถกลับไปทำงานปกติได้ภายในหนึ่งสัปดาห์
คนอายุน้อยที่แข็งแรงมีโอกาสเป็นโรคหัวใจขาดเลือดได้ไหม
มีโอกาส หากมีปัจจัยเสี่ยงด้านพันธุกรรม สูบบุหรี่จัด หรือ มีโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง เป็นต้น ปัจจุบันพบผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดในกลุ่มคนวัยทำงานเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ยาอมใต้ลิ้นช่วยรักษาโรคหัวใจให้หายขาดได้หรือไม่
ยาอมใต้ลิ้นช่วยขยายหลอดเลือดและบรรเทาอาการเจ็บหน้าอกชั่วคราวเท่านั้น ไม่ใช่การรักษาที่ต้นเหตุ หากอมแล้วไม่ดีขึ้นใน 5 นาที ต้องรีบส่งโรงพยาบาลเพื่อช่วยชีวิตทันที












