โรคหลอดเลือดหัวใจตีบเป็นปัญหาสุขภาพที่สำคัญและดูเหมือนว่าผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจจะจำนวนเพิ่มมากขึ้นในทุก ๆ วัน สืบเนื่องจากปัจจุบันเรามีวิวัฒนาการการรักษาโรคต่าง ๆ วัคซีนป้องกันโรคมากขึ้น ทำให้ประชากรมีอายุยืนยาวขึ้น ซึ่งในทางกลับกันก็ทำให้ร่างกายมีโอกาสสะสมโรคที่เกิดจากความเสื่อม การอักเสบเรื้อรัง เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ จนแสดงอาการและมีความรุนแรงมากขึ้น
ประกอบกับโรคนี้รักษาไม่หายขาด การกินยาช่วยชะลอความเสื่อมลดโอกาสการเกิดหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน แต่ในรอยโรคที่ตีบรุนแรงจำเป็นต้องได้รับการเปิดทางเดินเลือด ไม่ว่าจะเป็นการถ่างขยายด้วยบอลลูน ขดลวด (Percutaneous Coronary Intervention : PCI) หรือการทำผ่าตัดบายพาส (Coronary Artery Bypass Grafting : CABG) ก็สามารถเกิดการตีบกลับซ้ำของขดลวดที่ใส่ (In – Stent Restenosis : ISR) หรือหลอดเลือดที่ต่อ (Graft Failure) ได้
โรคหลอดเลือดหัวใจตีบรักษาอย่างไร
การรักษาหลอดเลือดหัวใจตีบนั้น การกินยาและปรับพฤติกรรม เช่น ออกกำลังกาย เลิกบุหรี่ คุมความดันโลหิต เบาหวาน ระดับไขมัน เป็นการปฏิบัติตัวพื้นฐานที่ควรต้องทำทุกคน นอกจากช่วยชะลอความเสื่อมของหลอดเลือดหัวใจแล้ว ยังมีผลกับหลอดเลือดแดงอื่น ๆ ทั้งร่างกาย เช่น สมอง ไต ขา เป็นต้น
โรคหลอดเลือดหัวใจตีบรุนแรงรักษาอย่างไร
เมื่อตรวจพบหลอดเลือดหัวใจตีบรุนแรง (เช่น รอยตีบมากกว่า 80%) บนหลอดเลือดหลักที่มีความสำคัญร่วมกับมีหลักฐานหรืออาการของการขาดเลือด ย่อมถือว่ามีข้อบ่งชี้สำหรับการเปิดทางเดินเลือด (Revascularization) ไม่ว่าจะเป็นการทำผ่านสายสวนหรือการทำผ่าตัด
การเปิดทางเดินเลือดมีกี่วิธี
การเปิดทางเดินเลือดทั้ง 2 วิธี มีข้อดีและข้อเสียต่างกัน ได้แก่
- การขยายหลอดเลือดหัวใจผ่านทางสายสวน (PCI) เจ็บน้อย แผลเล็ก นอนโรงพยาบาลไม่นาน แต่ในรอยโรคที่ซับซ้อนและ/หรือตีบหลายเส้น (Complex Coronary Artery Disease/Multivessel Disease) นั้นอาจทำไม่สำเร็จ ไม่สามารถแก้ไขรอยโรคทั้งหมดได้ในครั้งเดียว รวมถึงภาวะแทรกซ้อนสูงกว่าปกติ

- การผ่าตัดบายพาส (CABG) แม้จะเจ็บและนอนโรงพยาบาลนานกว่า ใช้เวลาฟื้นตัวนานกว่า แต่สามารถแก้ไขรอยโรคทั้งหมด รวมถึงแก้ไขความผิดปกติของลิ้นหัวใจ (ถ้ามีความจำเป็น) ได้ในการผ่าตัดครั้งเดียว ซึ่งได้ประโยชน์มากขึ้นในผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานหรือหัวใจอ่อนกำลัง

- การรักษาเส้นเลือดหัวใจตีบผ่านสายสวน (PCI) คืออะไร
การรักษาเส้นเลือดหัวใจตีบผ่านสายสวน (PCI) เป็นการรักษาหลอดเลือดหัวใจตีบ โดยไม่ต้องอาศัยการผ่าตัด กระบวนการรักษาประกอบไปด้วยการเจาะเส้นเลือดที่ข้อมือหรือเส้นเลือดที่บริเวณขาหนีบ การใส่สายสวนผ่านหลอดเลือดแดงจากบริเวณดังกล่าวย้อนขึ้นไปสู่หลอดเลือดแดงที่ออกจากหัวใจ จากนั้นทำการฉีดสารทึบรังสีร่วมกับการถ่ายภาพ X-Ray เพื่อดูลักษณะความผิดปกติของหลอดเลือดหัวใจทั้งซ้ายและขวา เมื่อพบตำแหน่งผิดปกติจึงทำการแก้ไขผ่านลวดนำทางและใช้สายสวนที่มีบอลลูนตามเข้าไปในตำแหน่งที่มีการตีบแล้วทำการขยายหลอดเลือด เมื่อเส้นเลือดขยายได้ดีแล้วจึงสอดขดลวดค้ำยัน (Stent) เข้าไปเพื่อเป็นโครงค้ำยันไม่ให้ผนังหลอดเลือดยุบตัวกระบวนการรักษาดังกล่าวถือเป็นขั้นตอนปกติในการรักษาหลอดเลือดหัวใจผ่านสายสวน
ข้อจำกัดการรักษาเส้นเลือดหัวใจตีบผ่านสายสวน (PCI) คืออะไร
อุปสรรคสำคัญที่ทำให้การขยายหลอดเลือดหัวใจผ่านทางสายสวน (PCI) ไม่สำเร็จหรือมีความเสี่ยงสูง คือการมีรอยโรคหลอดเลือดหัวใจที่มีความซับซ้อน (Complex Coronary Artery Lesion) ได้แก่
- รอยตีบที่หลอดเลือดต้นขั้ว (Left Main Disease)
- หลอดเลือดหัวใจตัน (Chronic Total Occlusion : CTO)
- รอยตีบบริเวณทางแยก (Bifurcation)
- รอยตีบที่มีหินปูนเกาะปริมาณมาก (Heavy Calcification)
- การตีบซ้ำในขดลวด (In – Stent Restenosis : ISR) หรือหลอดเลือดที่ต่อบายพาส
- รอยตีบที่หลอดเลือดต้นขั้ว (Left Main) (ลูกศร) และการอุดตันในขดลวด (หัวลูกศร)
- รอยตีบที่ทางแยกหลอดเลือด (Bifurcation Lesion)
- รอยตีบที่มีหินปูนเกาะ (Calcified Lesion)
- ภาพ Intravascular Ultrasound แสดงตำแหน่งและปริมาณของหินปูนที่เกาะในหลอดเลือด (หัวลูกศร)
- หลอดเลือดตันเรื้อรัง (Chronic Total Occlusion) ลูกศรแสดงจุดที่ตัน เส้นประแสดงแนวของหลอดเลือดที่ควรจะเป็น
- รอยโรคอุดตันในภาพ E หลังเปิดหลอดเลือดได้สำเร็จ
ในอดีตผู้ป่วยดังกล่าวถูกส่งไปทำการผ่าตัดบายพาส (CABG) หรือผ่าตัดรอบที่สอง (Redo – CABG) เนื่องจากข้อจำกัดทางด้านเทคโนโลยีและอุปกรณ์ของการขยายหลอดเลือด ทำให้การขยายหลอดเลือดผ่านทางสายสวนในรอยโรคที่ซับซ้อน (Complex PCI) เป็นเรื่องยากและมีความเสี่ยง
ปัจจุบันมีการพัฒนาอุปกรณ์และเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นเพื่อเพิ่มความสำเร็จในการรักษาและลดความเสี่ยงในการขยายหลอดเลือด ไม่ว่าจะเป็นขนาดของสายสวนที่เล็กลง ลวดนำทาง (Coronary Guide Wire) ที่มีทั้งความแข็งและยืดหยุ่น สายสวนช่วยประคอง (Guide Extension) บอลลูนที่มีขนาดเล็ก และความสามารถในการผ่านทางคดเคี้ยว ตาข่ายดักลิ่มเลือดอุดตันส่วนปลาย (Distal Protection Device) อุปกรณ์สำหรับรอยโรคที่มีหินปูน เช่น บอลลูนสร้างรอยบาก (Cutting / Scoring Balloon) บอลลูนคลื่นกระแทก (Intravascular lithotripsy : IVL) หัวกรอเพชร (Rotational Atherectomy และ Orbital Atherectomy) ขดลวดหรือบอลลูนเคลือบยารุ่นใหม่ที่ช่วยลดระยะเวลากินยาต้านเกล็ดเลือด รวมไปถึงการประเมินขนาด ตำแหน่ง ชนิดอุปกรณ์ และวัดผลสำเร็จการขยายหลอดเลือด (Optimization) ด้วยการส่องกล้องในหลอดเลือด (Intravascular Imaging : IVL) ไม่ว่าจะใช้คลื่นเสียง (Intravascular Ultrasound : IVUS) หรือแสง (Optical Coherence Tomography : OCT) เมื่อนำทั้งอุปกรณ์และเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาใช้ร่วมกันย่อมทำให้การรักษาเส้นเลือดหัวใจตีบผ่านสายสวน (PCI) ประสบผลสำเร็จมากขึ้น ภาวะแทรกซ้อนลดลง ผู้ป่วยกลับไปมีคุณภาพชีวิตที่ดีอีกครั้ง
โรงพยาบาลที่ชำนาญการรักษาหลอดเลือดหัวใจตีบ
โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพมีทีมแพทย์เฉพาะทางหัวใจที่มีความชำนาญในการรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจตีบทุกมิติ ด้วยความชำนาญและประสบการณ์ของทีมแพทย์ พร้อมเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย พร้อมดูแลทุกปัญหาหัวใจด้วยความใส่ใจ เพื่อให้กลับมามีหัวใจที่แข็งแรงอีกครั้ง
แพทย์ที่ชำนาญการรักษาหลอดเลือดหัวใจตีบ
นพ.วีระ ลุวีระ อายุรแพทย์โรคหัวใจ ผู้ชำนาญการรักษาหลอดเลือดหัวใจตีบผ่านสายสวน โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ
สามารถคลิกที่นี่เพื่อทำนัดหมายได้ด้วยตนเอง














