ร่างกายมนุษย์มีหลอดเลือดแดงใหญ่ (Aorta) ทำหน้าที่ลำเลียงเลือดแดงจากหัวใจไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ทั่วร่างกาย ทว่าเมื่ออายุมากขึ้นหรือมีปัจจัยเสี่ยงสะสม หลอดเลือดบริเวณช่องท้องอาจเกิดความอ่อนแอและขยายตัวผิดปกติจนกลายเป็นภาวะเส้นเลือดโป่งในช่องท้อง (Abdominal Aortic Aneurysm) ซึ่งเปรียบเสมือนภัยเงียบที่ซ่อนตัวอยู่ หากไม่ได้รับการตรวจพบและดูแลอย่างเหมาะสม อาจนำไปสู่ภาวะเส้นเลือดในท้องแตกที่เป็นอันตรายต่อชีวิตได้
ภาวะเส้นเลือดโป่งในช่องท้องคืออะไร
ภาวะเส้นเลือดโป่งในช่องท้อง คือ การที่ผนังหลอดเลือดแดงใหญ่ในบริเวณช่องท้องเกิดความอ่อนแอ เสื่อมสภาพ และสูญเสียความยืดหยุ่น ส่งผลให้แรงดันเลือดที่สูบฉีดอยู่ตลอดเวลาดันให้ผนังหลอดเลือดบริเวณนั้นโป่งพองขยายขนาดออกคล้ายกับลูกโป่ง
ความน่ากลัวของโรคนี้คือ ในระยะแรกผู้ป่วยมักไม่มีอาการแสดงใด ๆ เลย และสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ หลอดเลือดจะค่อย ๆ ขยายขนาดใหญ่ขึ้นอย่างช้า ๆ ตลอดหลายปี โดยส่วนใหญ่มักตรวจพบโดยบังเอิญจากการตรวจสุขภาพประจำปี หรือการตรวจรักษาโรคอื่น ๆ ในช่องท้องด้วยการทำอัลตราซาวนด์หรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์
ภาวะหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพองในช่องท้องเกิดจากอะไร
กลไกหลักเริ่มมาจากการเสื่อมสภาพของโครงสร้างผนังหลอดเลือดที่โป่งพองจนบางลงเรื่อย ๆ เมื่อสะสมความดันเลือดที่สูงอยู่เป็นประจำ ผนังหลอดเลือดที่ไม่สามารถทนทานต่อแรงดันได้อีกต่อไปจึงเกิดการปริแตก โดยปัจจัยเสี่ยงที่กระตุ้นให้หลอดเลือดเสื่อมสภาพและเกิดการโป่งพอง ประกอบไปด้วย
- ภาวะหลอดเลือดแดงแข็งและเสื่อมสภาพ (Atherosclerosis): มีการสะสมของคราบไขมันและหินปูนที่ผนังหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดสูญเสียความยืดหยุ่นและอ่อนแอลง
- โรคความดันโลหิตสูง: แรงดันเลือดที่สูงกว่าปกติจะกระแทกและดันผนังหลอดเลือดอยู่ตลอดเวลา ทำให้หลอดเลือดโป่งขยายได้ง่ายขึ้น
- พฤติกรรมการสูบบุหรี่: สารเคมีในบุหรี่มีส่วนทำลายโครงสร้างเนื้อเยื่อของผนังหลอดเลือดโดยตรง และเร่งให้เกิดภาวะหลอดเลือดแข็งตัว
- อายุและเพศ: มักพบในผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป และพบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง
- ประวัติทางพันธุกรรม: ผู้ที่มีสมาชิกในครอบครัวสายตรงเคยมีประวัติหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพอง จะมีความเสี่ยงสูงกว่าบุคคลทั่วไป
อาการและสัญญาณเตือนของภาวะเส้นเลือดโป่งในช่องท้อง
แม้ว่าส่วนใหญ่จะไม่มีอาการ แต่ในผู้ป่วยบางรายที่หลอดเลือดมีขนาดใหญ่มากหรือใกล้จะปริแตก อาจเริ่มมีสัญญาณเตือนแฝงที่สามารถสังเกตได้ ดังนี้
- รู้สึกมีก้อนเต้นตุบ ๆ ในช่องท้อง คล้ายกับจังหวะการเต้นของหัวใจ โดยเฉพาะเวลาที่นอนราบ
- มีอาการปวดตื้อ ๆ หรือปวดลึก ๆ บริเวณกลางท้อง ท้องน้อย หรือบริเวณรอบสะดืออย่างต่อเนื่อง
- มีอาการปวดหลังเรื้อรัง โดยไม่สัมพันธ์กับการเคลื่อนไหวหรือการทำงานของกล้ามเนื้อหลัง เนื่องจากหลอดเลือดที่โป่งพองไปกดทับกระดูกสันหลังหรือเส้นประสาท
อันตรายของเส้นเลือดโป่งพองและภาวะหลอดเลือดปริแตก
ภาวะเส้นเลือดในช่องท้องแตก เกิดจากการที่หลอดเลือดแดงใหญ่ขยายขนาดจนเกินขีดจำกัด ส่งผลให้เกิดการเสียเลือดภายในช่องท้องในปริมาณมหาศาลอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ระบบไหลเวียนโลหิตล้มเหลว ผู้ป่วยจะมีอาการปวดท้องหรือปวดหลังอย่างรุนแรงทันทีทันใด หน้ามืด วิงเวียนศีรษะ ชีพจรเต้นเร็ว ความดันโลหิตดิ่งลงอย่างรวดเร็ว และหมดสติ ซึ่งภาวะหลอดเลือดปริแตกนี้ถือเป็นเหตุฉุกเฉินทางการแพทย์ที่มีความเสี่ยงสูงและจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดรักษาอย่างเร่งด่วน
รู้จักหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพองแตกเซาะ
ภาวะหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพองแตกเซาะ (Aortic Aneurysm Rupture) เป็นอีกหนึ่งความผิดปกติที่รุนแรง มักพบในกลุ่มอายุ 40 ปีขึ้นไปจนถึง 60 – 70 ปี และปัจจุบันพบในกลุ่มอายุน้อยลง ออาการแตกเซาะนี้เกิดขึ้นจากการฉีกขาดของหลอดเลือดชั้นในสุด ทำให้กระแสเลือดไหลเซาะเข้าไปในผนังหลอดเลือดชั้นกลาง แต่ยังไม่ได้แตกทะลุออกสู่ภายนอกทั้งหมด เนื่องจากหากแตกทะลุออกมาจนเป็นภาวะเส้นเลือดในช่องท้องแตก คนไข้ส่วนใหญ่จะเสียชีวิตเนื่องจากเสียเลือดมาก
เมื่อเลือดไหลเซาะเข้าไปในผนังหลอดเลือด จะส่งผลให้หลอดเลือดด้านนอกโป่งพองออกในขณะที่ช่องทางเดินเลือดหลักด้านในแฟบตัวลง ทำให้เลือดที่ไหลไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายผิดปกติ หากไม่ได้รับการผ่าตัดรักษาอย่างเร่งด่วน กว่า 90% อาจเสียชีวิตได้ ดังนั้นความพร้อมเมื่อต้องผ่าตัดด่วนโดยทีมแพทย์หัวใจผู้ชำนาญเฉพาะด้าน พร้อมมาตรฐานของอุปกรณ์และห้องผ่าตัดจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อการรักษาที่มีประสิทธิภาพสูงสุดแก่ผู้ป่วย
การตรวจวินิจฉัยภาวะเส้นเลือดโป่งในช่องท้อง
การตรวจคัดกรองตั้งแต่ยังไม่มีอาการเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยป้องกันอันตรายจากการแตกของหลอดเลือด โดยแพทย์สามารถวินิจฉัยได้ด้วยวิธีดังต่อไปนี้
- การตรวจอัลตราซาวนด์ช่องท้อง (Abdominal Ultrasound): เป็นวิธีการตรวจคัดกรองเบื้องต้นที่มีประสิทธิภาพ ไม่เจ็บตัว และไม่มีรังสี ช่วยให้แพทย์เห็นขนาดและการโป่งพองของหลอดเลือด
- การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ความเร็วสูง (CT Scan): ใช้สำหรับยืนยันการวินิจฉัยและประเมสภาวะของหลอดเลือดอย่างละเอียด ช่วยให้แพทย์เห็นโครงสร้าง ขอบเขต และขนาดของหลอดเลือดโป่งพองได้อย่างถี่ถ้วน เพื่อนำข้อมูลไปใช้วางแผนการรักษาและเลือกวิธีผ่าตัดที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย
แนวทางการรักษาหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพองในช่องท้อง
แนวทางการรักษาจะขึ้นอยู่กับขนาดของหลอดเลือด อัตราการขยายตัว และสภาพร่างกายโดยรวมของผู้ป่วย โดยแบ่งออกเป็น 3 แนวทางหลัก
การติดตามอาการและควบคุมปัจจัยเสี่ยง
ใช้ในกรณีที่หลอดเลือดยังไม่ใหญ่มาก แพทย์จะนัดทำการตรวจอัลตราซาวนด์หรือ CT Scan เป็นระยะทุก 6-12 เดือน ควบคู่ไปกับการควบคุมความดันโลหิต และให้งดสูบบุหรี่อย่างเด็ดขาด
การผ่าตัดเปิดช่องท้องแบบดั้งเดิม (Open Repair)
เป็นการผ่าตัดเปิดช่องท้องเพื่อเข้าไปทดแทนหลอดเลือดส่วนที่โป่งพองด้วยหลอดเลือดเทียม วิธีนี้มีความทนทานในระยะยาว แต่อาจใช้เวลาพักฟื้นนานกว่า
การผ่าตัดใส่หลอดเลือดเทียมชนิดมีโครงลวดถักผ่านสายสวน (EVAR)
เป็นนวัตกรรมการรักษาแบบแผลเล็ก โดยแพทย์จะเจาะผิวหนังบริเวณขาหนีบทั้งสองข้างเพื่อสอดสายสวนที่มีหลอดเลือดเทียมโครงลวดเข้าไปวางกางตรงบริเวณที่โป่งพอง เพื่อเปลี่ยนทิศทางการไหลของเลือดไม่ให้มากระแทกผนังหลอดเลือดเดิม วิธีนี้ช่วยลดขนาดแผล ลดการสูญเสียเลือด และช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
แนวทางป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพองในช่องท้อง
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการดูแลสุขภาพอย่างเหมาะสม เป็นกุญแจสำคัญในการชะลอความเสื่อมสภาพของผนังหลอดเลือด และลดโอกาสการเกิดภาวะโรคหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพอง โดยมีแนวทางปฏิบัติทางสุขอนามัยดังนี้
- งดการสูบบุหรี่อย่างเด็ดขาด: การสูบบุหรี่เป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับแรก ๆ ที่ทำลายโครงสร้างเนื้อเยื่อหลอดเลือด การเลิกบุหรี่จะช่วยลดอัตราการขยายตัวของหลอดเลือดที่โป่งพองได้อย่างชัดเจน
- ควบคุมระดับความดันโลหิตและไขมัน: ควรดูแลระดับความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ (ไม่เกิน 140/90 มิลลิเมตรปรอท หรือตามที่แพทย์กำหนด) เพื่อลดแรงกระแทกของเลือดต่อผนังหลอดเลือด รวมถึงควบคุมระดับไขมันในเลือดไม่ให้เกิดการสะสมเป็นคราบหินปูน
- ปรับพฤติกรรมการบริโภคอาหาร: เน้นรับประทานอาหารที่มีกากใยสูง เช่น ผักและผลไม้ เลี่ยงอาหารรสจัด อาหารที่มีโซเดียมสูง และอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวหรือไขมันทรานส์ เพื่อป้องกันภาวะหลอดเลือดแข็งตัว
- ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม: ควรกิจกรรมทางกายในระดับปานกลาง เช่น การเดินเร็ว หรือการว่ายน้ำ อย่างสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่ต้องเบ่งแรงหรือยกของหนักมากเกินไป เพราะอาจทำให้ความดันโลหิตพุ่งสูงขึ้นชั่วขณะ
- ตรวจคัดกรองเฉพาะบุคคลกลุ่มเสี่ยง: สำหรับผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะผู้ชายที่มีประวัติสูบบุหรี่ หรือผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวสายตรงเคยเป็นโรคนี้ ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองด้วยอัลตราซาวนด์ช่องท้องแม้จะไม่มีอาการแสดงใด ๆ
โรงพยาบาลที่ชำนาญการด้านการรักษาภาวะหลอดเลือดโป่งพองในช่องท้อง
การดูแลภาวะหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพองจำเป็นต้องอาศัยการวางแผนการรักษาที่รอบคอบ คลินิกอายุรกรรมโรคหัวใจ โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ มีความพร้อมในการให้บริการตรวจคัดกรอง วินิจฉัย และรักษาโรคหลอดเลือดอย่างเป็นระบบ โดยแพทย์ที่มีความชำนาญและมีประสบการณ์ พร้อมด้วยเครื่องมือทางการแพทย์และห้องปฏิบัติการที่ทันสมัย รองรับทั้งการผ่าตัดแบบเปิดและการผ่าตัดแผลเล็กผ่านสายสวน (EVAR) เพื่อให้ผู้เข้ารับบริการได้รับการดูแลที่สอดคล้องกับสภาพร่างกายและมีความปลอดภัย
สรุปบทความ
ภาวะหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพองในช่องท้องเป็นภัยเงียบที่น่ากลัวเนื่องจากไม่มีอาการเตือนในระยะแรก แต่สามารถป้องกันและรับมือได้หากตรวจพบตั้งแต่เนิ่น ๆ การตระหนักถึงปัจจัยเสี่ยง การปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตเพื่อป้องกันความเสื่อมของหลอดเลือด และการเข้ารับการตรวจคัดกรองเมื่อถึงวัยหรือมีความเสี่ยง จะช่วยสกัดกั้นโอกาสในการเกิดอันตรายร้ายแรงและรักษาคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับภาวะเส้นเลือดโป่งในช่องท้อง
1. หากเกิดภาวะเส้นเลือดในท้องแตก สัญญาณเตือนใดที่ต้องรีบส่งโรงพยาบาลทันที
หากเกิดภาวะเส้นเลือดในท้องแตก ผู้ป่วยจะมีอาการปวดท้องหรือปวดหลังส่วนล่างอย่างรุนแรงแบบเฉียบพลัน ปวดร้าวลงไปถึงขาหนีบ ร่วมกับมีอาการหน้ามืด ซีดเผือด เหงื่อออก ตัวเย็น ชีพจรเบาและเต้นเร็ว หรือหมดสติ ควรรีบนำส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันทีเนื่องจากเป็นภาวะวิกฤตที่อันตรายถึงชีวิต
2. หากตรวจพบเส้นเลือดโป่งในช่องท้องขนาดเล็ก ต้องรักษาอย่างไร
กรณีที่ตรวจพบว่าหลอดเลือดโป่งพองยังมีขนาดเล็กและไม่มีอาการแสดง แพทย์มักจะแนะนำให้รักษาด้วยวิธีประคับประคองโดยยังไม่จำเป็นต้องผ่าตัด โดยจะเน้นการควบคุมระดับความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต งดสูบบุหรี่อย่างเด็ดขาด และทำการนัดหมายตรวจติดตามขนาดของหลอดเลือดด้วยอัลตราซาวนด์หรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์อย่างสม่ำเสมอตามแผนการรักษา
3. การผ่าตัดแผลเล็ก EVAR เหมาะกับผู้ป่วยกลุ่มไหน
การผ่าตัดใส่หลอดเลือดเทียมผ่านสายสวน (EVAR) เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีลักษณะโครงสร้างของหลอดเลือดเอื้ออำนวยต่อการสอดใส่สายสวน รวมถึงผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีโรคประจำตัวแทรกซ้อนหลายโรค ซึ่งอาจมีความเสี่ยงสูงหากต้องเข้ารับการผ่าตัดใหญ่แบบเปิดช่องท้อง เนื่องจากวิธี EVAR เป็นการผ่าตัดแผลเล็กที่ขาหนีบ จึงช่วยลดการสูญเสียเลือดและลดเวลาในการพักฟื้นลงได้
4. บุคคลกลุ่มใดควรเข้ารับการตรวจคัดกรองภาวะเส้นเลือดโป่งในช่องท้อง
กลุ่มบุคคลที่มีความเสี่ยงและควรเข้ารับการตรวจคัดกรอง ได้แก่ ผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะเพศชาย ผู้ที่มีประวัติสูบบุหรี่เป็นประจำ ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง หรือผู้ที่มีประวัติบุคคลในครอบครัวสายตรงเคยเป็นโรคหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพอง เพื่อช่วยตรวจค้นพบความผิดปกติและวางแผนป้องกันก่อนที่จะเกิดอันตราย
5. มีวิธีป้องกันไม่ให้เกิดภาวะหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพองอย่างไร
การป้องกันสามารถทำได้โดยการลดและควบคุมปัจจัยเสี่ยงที่ทำลายผนังหลอดเลือด ได้แก่ การงดสูบบุหรี่อย่างเด็ดขาด ควบคุมระดับความดันโลหิตและไขมันในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ที่แพทย์กำหนด รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ลดอาหารรสจัดและอาหารที่มีไขมันสูง ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และเข้ารับการตรวจสุขภาพประจำปีเพื่อติดตามความสมบูรณ์ของร่างกายอย่างต่อเนื่อง









