โรงพยาบาลกรุงเทพ
Caret Right
Search
CTA Curve
ค้นหาแพทย์ icon
ค้นหาแพทย์
ทำนัด icon
ทำนัด
ติดต่อ icon
ติดต่อ
โทร 1719
Menu
  • เลือกโรงพยาบาล

  • Language & Currency

Doctor not found
Doctor not found
Doctor not found
Doctor not found
โรงพยาบาลกรุงเทพ
ติดตามข่าวสาร
ดูแผนที่ Google Maps
    นโยบายความเป็นส่วนตัว

    |

    นโยบาย Cookie

    Copyright © 2026 Bangkok Hospital. All right reserved


    เครือข่ายโรงพยาบาลกรุงเทพ
    MEMBER OFBDMS logo
    CHAT

    มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก

    12 นาทีในการอ่าน
    ข้อมูลโดย
    โรงพยาบาลมะเร็งกรุงเทพ วัฒโนสถ
    อัปเดตเมื่อ: 09 ก.ย. 2569
    แพ็กเกจแนะนำ
    การเจาะดูดชิ้นเนื้อระบบสูญญากาศ โดยใช้แมมโมแกรมนำทาง ภายใต้การใช้ยาระงับความรู้สึกเฉพาะที่
    การเจาะดูดชิ้นเนื้อระบบสูญญากาศ โดยใช้แมมโมแกรมนำทาง ภายใต้การใช้ยาระงับความรู้สึกเฉพาะที่
    มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก
    โรงพยาบาลมะเร็งกรุงเทพ วัฒโนสถ
    อัปเดตเมื่อ: 09 ก.ย. 2569
    สารบัญ
    • มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักคืออะไร
    • ปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งลำไส้ใหญ่
    • สัญญาณเตือนของมะเร็งลำไส้ใหญ่
    • ตรวจวินิจฉัยมะเร็งลำไส้ใหญ่
    • ระยะของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่
    • การรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก
    • วิธีลดความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่
    • โรงพยาบาลที่ชำนาญการรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่
    • แพทย์ที่ชำนาญการรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่
    • สอบถามเพิ่มเติมที่
    • คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่
  • ดูทั้งหมด

  • มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก (Colorectal Cancer) เป็นมะเร็งที่พบได้บ่อย และเป็นหนึ่งในโรคมะเร็งสำคัญที่ควรให้ความสนใจ เนื่องจากในระยะแรกผู้ป่วยจำนวนหนึ่งอาจไม่มีอาการผิดปกติอย่างชัดเจน ทำให้บางรายได้รับการวินิจฉัยเมื่อโรคมีการลุกลามแล้ว

    อย่างไรก็ตาม มะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นมะเร็งชนิดหนึ่งที่สามารถตรวจพบได้ตั้งแต่ระยะก่อนเป็นมะเร็งผ่านการตรวจคัดกรอง และหากพบโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้น โอกาสในการรักษาให้หายขาดจะสูงขึ้นอย่างมาก

    การรู้จักปัจจัยเสี่ยง สัญญาณเตือน รวมถึงเข้ารับการตรวจคัดกรองอย่างเหมาะสม จึงมีบทบาทสำคัญในการป้องกันและลดความรุนแรงของโรค

    มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักคืออะไร

    มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักเกิดจากเซลล์เยื่อบุภายในลำไส้ใหญ่หรือไส้ตรงมีการเปลี่ยนแปลงและแบ่งตัวอย่างผิดปกติจนไม่สามารถควบคุมได้ โดยมะเร็งส่วนใหญ่เป็นชนิด Adenocarcinoma ซึ่งเกิดจากเซลล์ต่อมของเยื่อบุลำไส้

    ในผู้ป่วยจำนวนมาก มะเร็งไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน แต่อาจเริ่มจากติ่งเนื้อหรือรอยโรคก่อนเป็นมะเร็ง เช่น Adenomatous Polyp หรือ Serrated Lesion ซึ่งค่อย ๆ สะสมความผิดปกติทางพันธุกรรมจนพัฒนาเป็นเซลล์มะเร็งในเวลาต่อมา

    เมื่อมะเร็งมีการลุกลาม เซลล์มะเร็งสามารถแทรกเข้าสู่ผนังลำไส้ แพร่ไปยังต่อมน้ำเหลือง และอาจแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่น เช่น ตับ ปอด หรือเยื่อบุช่องท้องได้

    ปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งลำไส้ใหญ่

    มะเร็งลำไส้ใหญ่ไม่ได้เกิดจากสาเหตุเพียงอย่างเดียว แต่มีหลายปัจจัยที่สัมพันธ์กับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น ได้แก่

    • อายุที่เพิ่มขึ้น แม้ปัจจุบันจะพบโรคในผู้ที่มีอายุน้อยกว่า 50 ปีได้มากขึ้น
    • มีญาติสายตรง เช่น บิดา มารดา หรือพี่น้อง เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่หรือมีติ่งเนื้อชนิดเสี่ยงสูง
    • มีโรคทางพันธุกรรม เช่น Lynch Syndrome หรือ Familial Adenomatous Polyposis (FAP)
    • เคยตรวจพบติ่งเนื้อชนิด Adenoma หรือ Serrated Lesion ที่มีความเสี่ยงสูง
    • มีโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง เช่น Ulcerative Colitis หรือ Crohn’s Disease
    • รับประทานเนื้อแดงหรือเนื้อแปรรูปในปริมาณมาก
    • รับประทานอาหารที่มีกากใยน้อย
    • มีภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน
    • ขาดการออกกำลังกาย
    • สูบบุหรี่
    • ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

    การมีปัจจัยเสี่ยงไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นมะเร็ง แต่ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงอาจจำเป็นต้องเริ่มตรวจคัดกรองเร็วขึ้นหรือได้รับการตรวจติดตามถี่กว่าบุคคลทั่วไป

    สัญญาณเตือนของมะเร็งลำไส้ใหญ่

    มะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะแรกอาจไม่แสดงอาการ แต่เมื่อโรคมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น อาจพบอาการต่อไปนี้

    การขับถ่ายเปลี่ยนแปลง

    อาจมีอาการท้องผูกหรือท้องเสียต่อเนื่อง ท้องผูกสลับท้องเสีย รู้สึกถ่ายไม่สุด หรือรูปแบบการขับถ่ายเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างชัดเจน

    มีเลือดปนในอุจจาระ

    อาจพบเลือดสด เลือดสีคล้ำ หรืออุจจาระมีสีดำ แม้เลือดออกทางทวารหนักอาจเกิดจากโรคอื่น เช่น ริดสีดวงทวาร แต่หากเป็นซ้ำหรือมีอาการอื่นร่วมด้วย ควรได้รับการตรวจหาสาเหตุ

    ปวดท้องหรือท้องอืดผิดปกติ

    อาจมีอาการปวดท้อง ท้องอืด แน่นท้อง หรือปวดบิดเป็นระยะ โดยเฉพาะหากอาการเป็นต่อเนื่องหรือรุนแรงขึ้น

    เหนื่อยง่ายหรืออ่อนเพลีย

    มะเร็งลำไส้ใหญ่อาจทำให้มีเลือดออกเรื้อรังในปริมาณเล็กน้อย ส่งผลให้เกิดภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก และทำให้มีอาการเหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย ใจสั่น หรือหน้ามืด

    น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ

    หากน้ำหนักลดลงโดยไม่ได้ตั้งใจ โดยเฉพาะเมื่อมีอาการเบื่ออาหาร อ่อนเพลีย หรือการขับถ่ายเปลี่ยนแปลงร่วมด้วย ควรเข้ารับการตรวจเพิ่มเติม

    การตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่

    การตรวจคัดกรอง (Screening) คือการตรวจในผู้ที่ยังไม่มีอาการ เพื่อค้นหาติ่งเนื้อก่อนเป็นมะเร็งหรือมะเร็งในระยะเริ่มต้น

    สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงทั่วไป หลายแนวทางในปัจจุบันแนะนำให้เริ่มตรวจคัดกรองตั้งแต่อายุประมาณ 45 ปี ส่วนผู้ที่มีประวัติครอบครัว โรคทางพันธุกรรม ติ่งเนื้อชนิดเสี่ยงสูง หรือโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง อาจจำเป็นต้องเริ่มตรวจเร็วกว่านั้น

    การตรวจคัดกรองที่ใช้บ่อย ได้แก่

    • การตรวจอุจจาระเพื่อหาเลือดแฝง (FIT)
      Fecal Immunochemical Test หรือ FIT เป็นการตรวจหาเลือดปริมาณเล็กน้อยในอุจจาระที่อาจมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า หากผลผิดปกติควรได้รับการส่องกล้องลำไส้ใหญ่เพื่อตรวจหาสาเหตุต่อไป
    • การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy)
      เป็นการตรวจที่สามารถมองเห็นเยื่อบุภายในลำไส้ใหญ่และไส้ตรงได้โดยตรง
      หากพบติ่งเนื้อ แพทย์สามารถตัดออกได้ในขณะส่องกล้อง และหากพบรอยโรคที่สงสัยมะเร็ง สามารถเก็บชิ้นเนื้อส่งตรวจทางพยาธิวิทยาได้ในคราวเดียวกัน

    การตรวจคัดกรองจึงไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพื่อค้นหามะเร็ง แต่ยังช่วยค้นหาและกำจัดติ่งเนื้อบางชนิดก่อนที่จะพัฒนาเป็นมะเร็งในอนาคต

    มีอาการแล้ว ไม่ควรรอการตรวจคัดกรอง

    ผู้ที่มีอาการผิดปกติ เช่น ถ่ายเป็นเลือด การขับถ่ายเปลี่ยนแปลง น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือมีภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก ควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัยโดยแพทย์โดยตรง

    กรณีดังกล่าวถือเป็นการตรวจเพื่อวินิจฉัย (Diagnostic Evaluation) ไม่ใช่การตรวจคัดกรอง และไม่ควรรอจนถึงอายุที่กำหนดสำหรับการตรวจคัดกรอง

    ตรวจวินิจฉัยมะเร็งลำไส้ใหญ่

    มะเร็งลำไส้ใหญ่

    หากพบรอยโรคที่สงสัยจากการส่องกล้อง แพทย์จะเก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อส่งตรวจทางพยาธิวิทยา หรือ Biopsy เพื่อยืนยันการวินิจฉัย หลังยืนยันว่าเป็นมะเร็งแล้ว อาจต้องตรวจเพิ่มเติมเพื่อประเมินระยะของโรคและวางแผนการรักษา

    • CT Scan
      ใช้ประเมินการลุกลามของมะเร็งและค้นหาการแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่น โดยเฉพาะตับและปอด

    • MRI Pelvis
      มีบทบาทสำคัญโดยเฉพาะในผู้ป่วยมะเร็งไส้ตรง เพื่อประเมินความลึกของการลุกลาม ความสัมพันธ์ของก้อนกับเนื้อเยื่อโดยรอบ ต่อมน้ำเหลือง และช่วยวางแผนการรักษา

    • PET/CT
      อาจใช้ในผู้ป่วยบางรายเมื่อมีข้อสงสัยเรื่องการแพร่กระจาย หรือผลจากการตรวจมาตรฐานยังไม่สามารถสรุปได้ชัดเจน
      PET/CT ไม่จำเป็นต้องทำเป็นประจำในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ทุกราย

    • การตรวจเลือด CEA
      CEA หรือ Carcinoembryonic Antigen เป็นสารบ่งชี้มะเร็งที่อาจสูงขึ้นในผู้ป่วยบางราย
      CEA ไม่เหมาะสำหรับใช้วินิจฉัยหรือคัดกรองมะเร็งเพียงอย่างเดียว แต่มีประโยชน์ในการประเมินก่อนเริ่มการรักษาและติดตามหลังการรักษา

    ระยะของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

    การแบ่งระยะโดยทั่วไปอาศัยระบบ TNM ซึ่งประเมินความลึกของก้อนมะเร็ง การแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลือง และการแพร่กระจายไปยังอวัยวะห่างไกล

    • ระยะที่ 0 เซลล์มะเร็งยังอยู่บริเวณเยื่อบุชั้นในสุดของลำไส้

    • ระยะที่ 1 มะเร็งลุกลามเข้าสู่ชั้นลึกของผนังลำไส้ แต่ยังไม่แพร่ไปยังต่อมน้ำเหลืองหรืออวัยวะอื่น

    • ระยะที่ 2 มะเร็งลุกลามผ่านผนังลำไส้หรือเข้าสู่เนื้อเยื่อหรืออวัยวะข้างเคียง แต่ยังไม่พบการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลือง

    • ระยะที่ 3 พบการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองบริเวณใกล้เคียง แต่ยังไม่มีหลักฐานการแพร่กระจายไปยังอวัยวะห่างไกล

    • ระยะที่ 4 มะเร็งแพร่กระจายไปยังอวัยวะห่างไกล เช่น ตับ ปอด หรือเยื่อบุช่องท้อง

    รายละเอียดของแต่ละระยะสามารถแบ่งย่อยเพิ่มเติม และมีผลต่อการเลือกวิธีรักษาและการประเมินพยากรณ์โรค

    การตรวจ Biomarker ช่วยเลือกการรักษาเฉพาะบุคคล

    ปัจจุบันการวางแผนรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่ไม่ได้พิจารณาเฉพาะตำแหน่งและระยะของโรค แต่ยังนำข้อมูลทางชีวโมเลกุลของเซลล์มะเร็งมาประกอบการเลือกการรักษา

    การตรวจที่สำคัญอาจประกอบด้วย

    • MMR/MSI เพื่อประเมินภาวะ dMMR หรือ MSI-H ซึ่งมีความสำคัญต่อการพิจารณาภูมิคุ้มกันบำบัด และอาจช่วยบ่งชี้ความเสี่ยงของ Lynch Syndrome
    • KRAS และ NRAS เพื่อช่วยพิจารณาความเหมาะสมของยามุ่งเป้ากลุ่ม Anti-EGFR
    • BRAF โดยเฉพาะ BRAF V600E ซึ่งมีความสำคัญต่อการเลือกการรักษาในผู้ป่วยบางราย
    • HER2 อาจมีบทบาทในการเลือกยามุ่งเป้าในมะเร็งระยะแพร่กระจายบางกลุ่ม

    การตรวจ Biomarker แต่ละชนิดไม่ได้จำเป็นสำหรับผู้ป่วยทุกราย แพทย์จะพิจารณาตามระยะของโรค ประวัติการรักษา และข้อมูลที่จำเป็นต่อการวางแผนรักษา

    การรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก

    การรักษาขึ้นอยู่กับตำแหน่งของมะเร็ง ระยะของโรค ผลตรวจทางพยาธิวิทยาและชีวโมเลกุล สุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย รวมถึงเป้าหมายของการรักษา

    ผู้ป่วยแต่ละรายจึงอาจได้รับการรักษาแตกต่างกัน และหลายกรณีจำเป็นต้องใช้การรักษาหลายวิธีร่วมกัน

    1. การผ่าตัด (Surgery) 

    การผ่าตัดเป็นการรักษาหลักสำหรับมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่สามารถผ่าตัดออกได้ เป้าหมายคือการตัดก้อนมะเร็งพร้อมลำไส้และต่อมน้ำเหลืองที่เกี่ยวข้องออกอย่างเหมาะสม โดยมุ่งหวังให้ได้ขอบเขตการผ่าตัดที่ปราศจากเซลล์มะเร็ง หรือ R0 Resection

    ชนิดของการผ่าตัดขึ้นอยู่กับตำแหน่งของก้อน เช่น

    • Right Hemicolectomy
    • Left Hemicolectomy
    • Sigmoid Colectomy
    • การตัดลำไส้ใหญ่บางส่วนตามตำแหน่งของก้อน

    การผ่าตัดสามารถทำได้ทั้งการผ่าตัดแบบเปิด การผ่าตัดผ่านกล้อง (Laparoscopic Surgery) หรือการผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ (Robotic Surgery) โดยพิจารณาตามตำแหน่งและระยะของโรค สภาพของผู้ป่วย และความเหมาะสมในแต่ละกรณี

    2. การใช้เคมีบำบัด (Chemotherapy) 

    เคมีบำบัดเป็นการใช้ยาที่ออกฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็งทั่วร่างกาย และมีบทบาทแตกต่างกันตามระยะของโรค

    • เคมีบำบัดก่อนผ่าตัด (Neoadjuvant Chemotherapy) อาจใช้เพื่อลดขนาดหรือควบคุมมะเร็ง เพิ่มโอกาสในการผ่าตัด และควบคุมเซลล์มะเร็งที่อาจกระจายออกไป
    • เคมีบำบัดหลังผ่าตัด (Adjuvant Chemotherapy) มีเป้าหมายเพื่อลดความเสี่ยงของการกลับเป็นซ้ำ โดยมีบทบาทสำคัญในมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะที่ 3 และอาจพิจารณาในผู้ป่วยระยะที่ 2 บางรายที่มีปัจจัยเสี่ยงสูง

    สำหรับมะเร็งระยะแพร่กระจาย เคมีบำบัดอาจใช้เพื่อควบคุมโรค ลดขนาดก้อน บรรเทาอาการ และยืดระยะเวลาการควบคุมโรค โดยอาจให้ร่วมกับยามุ่งเป้าหรือภูมิคุ้มกันบำบัด

    3. รังสีรักษา (Radiation Therapy) 

    รังสีรักษามีบทบาทสำคัญโดยเฉพาะใน มะเร็งไส้ตรง (Rectal Cancer) และไม่ได้เป็นการรักษาหลักสำหรับมะเร็งลำไส้ใหญ่ทุกกรณี

    รังสีรักษาอาจใช้ในรูปแบบต่าง ๆ ได้แก่

    • การฉายรังสีก่อนผ่าตัด
      อาจใช้ร่วมกับเคมีบำบัดเพื่อควบคุมโรคในอุ้งเชิงกราน ลดความเสี่ยงของการกลับเป็นซ้ำเฉพาะที่ และช่วยให้สามารถวางแผนการผ่าตัดได้เหมาะสมขึ้น
    • การให้เคมีบำบัดร่วมกับรังสีรักษา (Chemoradiotherapy)
      เป็นแนวทางสำคัญสำหรับผู้ป่วยมะเร็งไส้ตรงบางระยะ โดยยาเคมีบำบัดบางชนิดช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของรังสีต่อเซลล์มะเร็ง
    • การฉายรังสีหลังผ่าตัด
      อาจพิจารณาในผู้ป่วยบางรายตามระยะของโรค ผลพยาธิวิทยา และการรักษาที่ได้รับก่อนผ่าตัด
    • การฉายรังสีเพื่อบรรเทาอาการ
      สามารถใช้ควบคุมอาการจากมะเร็งระยะแพร่กระจาย เช่น อาการปวดจากมะเร็งที่กระจายไปยังกระดูก เลือดออกจากก้อน หรืออาการจากการกดเบียดอวัยวะสำคัญ

    ปัจจุบันมีเทคนิคการฉายรังสีที่มีความแม่นยำสูง เช่น Intensity-Modulated Radiation Therapy (IMRT) และ Image-Guided Radiation Therapy (IGRT) ซึ่งช่วยกำหนดเป้าหมายของรังสีได้แม่นยำและลดผลกระทบต่อเนื้อเยื่อปกติโดยรอบ

    4. ยามุ่งเป้า (Targeted Therapy) 

    ยามุ่งเป้าเป็นการรักษาที่ออกฤทธิ์ต่อโมเลกุลหรือกลไกเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง

    ตัวอย่างการรักษา ได้แก่

    • ยาต้านการสร้างหลอดเลือด (Anti-angiogenic Therapy) เช่น Bevacizumab, Aflibercept และ Ramucirumab
    • ยาที่มุ่งเป้าต่อ EGFR (Anti-EGFR Therapy) เช่น Cetuximab และ Panitumumab โดยต้องพิจารณาร่วมกับผลตรวจ RAS และปัจจัยทางคลินิกอื่น
    • ยาที่มุ่งเป้าต่อ BRAF สามารถใช้ในผู้ป่วยบางรายที่ตรวจพบ BRAF V600E
    • ยาที่มุ่งเป้าต่อ HER2 อาจพิจารณาในผู้ป่วยมะเร็งระยะแพร่กระจายที่มี HER2 amplification หรือ overexpression

    5. ภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy)

    ภูมิคุ้มกันบำบัดช่วยเพิ่มความสามารถของระบบภูมิคุ้มกันในการตรวจจับและทำลายเซลล์มะเร็ง โดยมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในผู้ป่วยที่ก้อนมะเร็งมีภาวะ dMMR หรือ MSI-H

    ยากลุ่ม Immune Checkpoint Inhibitors (เช่น ยาที่ออกฤทธิ์ต่อ PD-1) สามารถให้ผลการรักษาที่ดีในผู้ป่วยที่มี Biomarker เหมาะสม ด้วยเหตุนี้ การตรวจ MMR/MSI จึงมีความสำคัญอย่างมากต่อการวางแผนรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักในปัจจุบัน

    อย่างไรก็ตาม การรักษานี้ยังคงอยู่ในขั้นตอนการพัฒนา และจำเป็นต้องได้รับการติดตามรวมถึงประเมินผลอย่างละเอียด ทั้งนี้ การรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่ให้มีประสิทธิภาพสูงสุดและเหมาะสมกับสภาพของผู้ป่วยมากที่สุด ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของทีมแพทย์หลายสาขา ทั้งแพทย์ผู้ชำนาญการด้านโรคมะเร็ง นักโภชนาการ นักจิตวิทยา และพยาบาล

    มะเร็งไส้ตรงรักษาแตกต่างจากมะเร็งลำไส้ใหญ่อย่างไร

    แม้มะเร็งลำไส้ใหญ่และมะเร็งไส้ตรงจะอยู่ในกลุ่ม Colorectal Cancer เหมือนกัน แต่แนวทางการรักษามีความแตกต่างกันในหลายประเด็น 

    มะเร็งไส้ตรงที่มีการลุกลามเฉพาะที่บางระยะอาจต้องได้รับการรักษาก่อนผ่าตัดด้วยเคมีบำบัด รังสีรักษา หรือการรักษาแบบ Total Neoadjuvant Therapy (TNT) 

    เป้าหมายคือควบคุมโรคในบริเวณอุ้งเชิงกราน ลดความเสี่ยงของการกลับเป็นซ้ำ และรักษาโรคที่อาจกระจายออกไปในระดับจุลภาค

    หลังการรักษาก่อนผ่าตัด ผู้ป่วยจะได้รับการประเมินการตอบสนองอีกครั้ง เพื่อวางแผนการรักษาขั้นต่อไป

    ผู้ป่วยบางรายที่ตอบสนองต่อการรักษาอย่างสมบูรณ์อาจสามารถพิจารณาแนวทาง Watch-and-Wait แทนการผ่าตัดทันทีได้ แต่ต้องได้รับการคัดเลือกอย่างเหมาะสมและติดตามอย่างใกล้ชิดโดยทีมที่มีประสบการณ์

    มะเร็งระยะที่ 4 ยังรักษาได้หรือไม่

    มะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะที่ 4 หมายถึงมะเร็งที่แพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่น เช่น ตับ ปอด หรือเยื่อบุช่องท้อง

    อย่างไรก็ตาม มะเร็งระยะที่ 4 ไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยทุกรายจะสามารถรักษาได้เพียงแบบประคับประคองเท่านั้น

    ในผู้ป่วยบางรายที่มีการแพร่กระจายจำกัด โดยเฉพาะที่ตับหรือปอด และสามารถกำจัดรอยโรคทั้งหมดได้ อาจพิจารณาการรักษาหลายวิธีร่วมกัน เช่น เคมีบำบัด การผ่าตัด หรือการรักษาเฉพาะที่ โดยอาจยังมีเป้าหมายเพื่อการรักษาให้หายขาดในผู้ป่วยที่ได้รับการคัดเลือกอย่างเหมาะสม

    หากไม่สามารถกำจัดโรคทั้งหมดได้ เป้าหมายของการรักษาจะเน้นการควบคุมโรค ลดอาการ ยืดระยะเวลาการมีชีวิต และรักษาคุณภาพชีวิตให้ดีที่สุด

    วิธีลดความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่

    แม้ไม่สามารถป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ทั้งหมด แต่สามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยการดูแลสุขภาพอย่างเหมาะสม

    • รับประทานอาหารให้สมดุล
      ควรรับประทานผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี และอาหารที่มีกากใยอย่างเหมาะสม ลดการรับประทานเนื้อแดง และจำกัดเนื้อแปรรูป เช่น ไส้กรอก เบคอน แฮม และเนื้อรมควัน
    • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
      การมีกิจกรรมทางกายอย่างต่อเนื่องช่วยควบคุมน้ำหนักและมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงของมะเร็งลำไส้ใหญ่
    • ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม
      ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนสัมพันธ์กับความเสี่ยงของมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่เพิ่มขึ้น
    • งดสูบบุหรี่และจำกัดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
      การสูบบุหรี่และการดื่มแอลกอฮอล์สัมพันธ์กับความเสี่ยงของมะเร็งหลายชนิด รวมถึงมะเร็งลำไส้ใหญ่
    • เข้ารับการตรวจคัดกรองตามความเสี่ยง
      สำหรับผู้ที่ไม่มีอาการและมีความเสี่ยงทั่วไป ควรปรึกษาแพทย์เรื่องการเริ่มตรวจคัดกรองตั้งแต่อายุประมาณ 45 ปี

    ผู้ที่มีประวัติครอบครัว โรคทางพันธุกรรม โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง หรือเคยมีติ่งเนื้อชนิดเสี่ยงสูง อาจจำเป็นต้องเริ่มตรวจเร็วกว่าบุคคลทั่วไป

    โรงพยาบาลที่ชำนาญการรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่

    โรงพยาบาลมะเร็งกรุงเทพ วัฒโนสถ พร้อมด้วยแพทย์เฉพาะทางมะเร็งที่มีความชำนาญและมากด้วยประสบการณ์ เครื่องมือและเทคโนโลยีทันสมัย พร้อมให้การตรวจเช็กมะเร็งลำไส้ใหญ่และเลือกวิธีรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่ที่เหมาะกับอาการและความรุนแรงของผู้ป่วยในแต่ละบุคคล ตลอดจนมีทีมสหสาขาคอยดูแลให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิดเพื่อให้กลับไปมีคุณภาพชีวิตที่ดีอีกครั้ง

    การวางแผนรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักควรพิจารณาโดยทีมสหสาขาวิชาชีพ (Multidisciplinary Team) โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีโรคซับซ้อน มะเร็งไส้ตรง หรือมะเร็งระยะแพร่กระจาย

    ทีมรักษาอาจประกอบด้วยศัลยแพทย์มะเร็ง อายุรแพทย์มะเร็ง แพทย์รังสีรักษา แพทย์รังสีวินิจฉัย พยาธิแพทย์ แพทย์ระบบทางเดินอาหาร นักโภชนาการ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้อง

    การวางแผนร่วมกันช่วยให้สามารถเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับระยะ ตำแหน่ง ลักษณะทางชีววิทยาของมะเร็ง สภาพร่างกาย และความต้องการของผู้ป่วยแต่ละราย

    อาการที่ควรไปโรงพยาบาลโดยเร็ว

    มะเร็งลำไส้ใหญ่บางรายอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน เช่น

    • ปวดท้องและท้องอืดมาก ร่วมกับอาเจียน ไม่สามารถถ่ายอุจจาระหรือผายลมได้ ซึ่งอาจเกิดจากลำไส้อุดตัน
    • ถ่ายเป็นเลือดหรือมีเลือดออกทางลำไส้ในปริมาณมาก
    • ปวดท้องรุนแรงเฉียบพลันหรือมีไข้ ซึ่งอาจเกิดจากลำไส้ทะลุหรือการติดเชื้อในช่องท้อง
    • หน้ามืด ใจสั่น เหนื่อยมาก หรืออ่อนเพลียผิดปกติจากภาวะโลหิตจาง

    หากมีอาการเหล่านี้ควรไปโรงพยาบาลโดยเร็ว เนื่องจากบางกรณีอาจจำเป็นต้องได้รับการรักษาหรือผ่าตัดฉุกเฉิน

    การติดตามหลังรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่

    หลังสิ้นสุดการรักษา ผู้ป่วยยังจำเป็นต้องได้รับการติดตามอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากโรคมีโอกาสกลับเป็นซ้ำได้ โดยเฉพาะในช่วงหลายปีแรกหลังการรักษา

    การติดตามอาจประกอบด้วย

    • การซักประวัติและตรวจร่างกาย
    • การตรวจระดับ CEA
    • การตรวจ CT หรือการตรวจทางรังสีตามความเหมาะสม
    • การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ตามระยะเวลาที่กำหนด
    • การประเมินผลข้างเคียงระยะยาวจากการรักษา
    • การดูแลด้านโภชนาการ การขับถ่าย การออกกำลังกาย และคุณภาพชีวิต

    แผนการติดตามของผู้ป่วยแต่ละรายจะแตกต่างกันตามระยะของโรค ผลพยาธิวิทยา วิธีการรักษาที่ได้รับ และระดับความเสี่ยงของการกลับเป็นซ้ำ

    ตรวจพบเร็ว เพิ่มโอกาสรักษาให้หายขาด

    มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักสามารถเกิดขึ้นได้โดยไม่มีอาการในระยะแรก ดังนั้น การไม่มีอาการไม่ได้หมายความว่าไม่มีความเสี่ยง

    การตรวจคัดกรองอย่างเหมาะสมสามารถช่วยค้นหาและตัดติ่งเนื้อก่อนที่จะพัฒนาเป็นมะเร็ง รวมถึงตรวจพบมะเร็งตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาให้หายขาด

    หากมีอาการถ่ายเป็นเลือด การขับถ่ายเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ปวดท้องผิดปกติ น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือมีภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก ควรพบแพทย์เพื่อประเมินหาสาเหตุโดยเร็ว

    การวินิจฉัยที่ถูกต้อง การประเมินระยะของโรคอย่างครบถ้วน การตรวจ Biomarker ที่เหมาะสม และการวางแผนรักษาโดยทีมสหสาขาวิชาชีพ มีส่วนสำคัญในการเพิ่มโอกาสควบคุมหรือรักษาโรคให้หายขาด และช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว

    แพทย์ที่ชำนาญการรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่

    นพ.วุฒิ สุเมธโชติเมธา ศัลยแพทย์ด้านมะเร็งสำไส้ โรงพยาบาลมะเร็งกรุงเทพ วัฒโนสถ

    สามารถคลิกที่นี่เพื่อทำนัดหมายได้ด้วยตนเอง

    สอบถามเพิ่มเติมที่

    โรงพยาบาลมะเร็งกรุงเทพ วัฒโนสถ

    โทร. 0 2755 1188 (สายด่วนมะเร็ง 8:00 น. – 20:00 น.)
    หรือ โทร. 0 2310 3000
    หรือ โทร. 1719

    คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

    1. มะเร็งลำไส้ใหญ่เกิดจากอะไร และใครคือกลุ่มเสี่ยงสำคัญ

    มะเร็งลำไส้ใหญ่เกิดได้จากหลายปัจจัย โดยกลุ่มที่มีความเสี่ยง ได้แก่

    • อายุเพิ่มขึ้น แม้ปัจจุบันพบในคนอายุน้อยกว่า 50 ปีมากขึ้น
    • มีประวัติครอบครัว เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่หรือติ่งเนื้อชนิดเสี่ยง
    • มีโรคทางพันธุกรรม เช่น Lynch Syndrome หรือ FAP
    • เคยพบติ่งเนื้อในลำไส้ชนิดเสี่ยงสูง
    • มีโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง
    • กินเนื้อแดงหรือเนื้อแปรรูปมาก และอาหารกากใยน้อย
    • น้ำหนักเกิน ไม่ค่อยออกกำลังกาย
    • สูบบุหรี่ หรือดื่มแอลกอฮอล์

    2. สังเกตอย่างไรว่าอาการปวดท้องแบบไหนคือสัญญาณของมะเร็งลำไส้ใหญ่

    อาการปวดท้อง ท้องอืด แน่นท้อง หรือปวดบิดเป็นระยะ โดยเฉพาะหากอาการเป็นต่อเนื่องหรือรุนแรงขึ้น

    3. การส่องกล้องลำไส้ใหญ่เจ็บไหม และควรทำบ่อยแค่ไหน

    การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ในปัจจุบันมีการใช้ยานอนหลับหรือการดมยาสลบร่วมด้วย ทำให้คนไข้ไม่รู้สึกเจ็บในระหว่างทำ

    สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงทั่วไป หลายแนวทางในปัจจุบันแนะนำให้เริ่มตรวจคัดกรองตั้งแต่อายุประมาณ 45 ปี ส่วนผู้ที่มีประวัติครอบครัว โรคทางพันธุกรรม ติ่งเนื้อชนิดเสี่ยงสูง หรือโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง อาจจำเป็นต้องเริ่มตรวจเร็วกว่านั้น 

    4. มะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะที่ 4 สามารถรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัดได้หรือไม่

    สามารถใช้ได้ในผู้ป่วยบางราย โดยแพทย์จะพิจารณาจากผลตรวจทางชีวโมเลกุลของเซลล์มะเร็ง เช่น MMR/MSI หากพบลักษณะ dMMR หรือ MSI-H อาจพิจารณาการรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) ตามความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละราย

    ประหยัดเวลาค้นหาแพทย์ด้วยตัวเอง

    ให้ AI ช่วยประเมินอาการและแนะนำแพทย์ที่เหมาะสม

    AI เลือกแพทย์ให้

    เลือกปรึกษากับแพทย์เฉพาะทาง

    ดูแพทย์ทั้งหมด

    แพ็กเกจและโปรโมชั่น

    การเจาะดูดชิ้นเนื้อระบบสูญญากาศ โดยใช้แมมโมแกรมนำทาง ภายใต้การใช้ยาระงับความรู้สึกเฉพาะที่การเจาะดูดชิ้นเนื้อระบบสูญญากาศ โดยใช้แมมโมแกรมนำทาง ภายใต้การใช้ยาระงับความรู้สึกเฉพาะที่
    การเจาะดูดชิ้นเนื้อระบบสูญญากาศ โดยใช้แมมโมแกรมนำทาง ภายใต้การใช้ยาระงับความรู้สึกเฉพาะที่

    50,000 บาท

    56,000 บาท

    รายละเอียด
    ชุดตรวจคัดกรองมะเร็ง Absolute early Cancer detection Maleชุดตรวจคัดกรองมะเร็ง Absolute early Cancer detection Male
    ชุดตรวจคัดกรองมะเร็ง Absolute early Cancer detection Male

    46,200 บาท

    79,620 บาท

    รายละเอียด
    ชุดตรวจคัดกรองมะเร็ง Absolute early Cancer detection Femaleชุดตรวจคัดกรองมะเร็ง Absolute early Cancer detection Female
    ชุดตรวจคัดกรองมะเร็ง Absolute early Cancer detection Female

    56,600 บาท

    97,440 บาท

    รายละเอียด
    ดูแพ็กเกจอื่น ๆ

    มะเร็งชนิดต่าง ๆ

    ดูทั้งหมด

    มะเร็งชนิดต่าง ๆ

    มะเร็งรังไข่ Image
    มะเร็งรังไข่
    มะเร็งต่อมไทรอยด์ Image
    มะเร็งต่อมไทรอยด์
    มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลัน Image
    มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลัน
    ดูทั้งหมด