ปัญหาปวดข้อเข่าจนใช้ชีวิตลำบาก เกิดได้จากสาเหตุอะไรบ้าง
แม้ว่าอาการปวดเข่าในผู้สูงอายุส่วนมากเกิดจากความเสื่อมตามวัย แต่ยังมีปัจจัยอื่นที่ทำให้ผิวกระดูกอ่อนเสียหาย จนนำไปสู่ความจำเป็นในการรักษาด้วย การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม หรือในบางกรณีที่เคยผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมมาแล้วอาจต้องรับการผ่าตัดแก้ไขหากมีอาการผิดปกติ
- ภาวะข้อเข่าเสื่อม (Osteoarthritis): ผิวกระดูกอ่อนสึกหรอจากการใช้งานนานหรืออายุที่มากขึ้น ทำให้กระดูกเสียดสีกันจนปวดและมีเสียงในข้อ
- โรคข้ออักเสบเรื้อรัง: เช่น รูมาตอยด์ ที่ทำให้เยื่อหุ้มข้ออักเสบหนาตัวและเข้าทำลายกระดูก
- อุบัติเหตุรุนแรง: แรงกระแทกที่ทำให้ผิวข้อแตกหักหรือเสียหายจนไม่สามารถใช้งานข้อเข่าได้อย่างปกติ
- ข้อเทียมหลวมหรือวางผิดตำแหน่ง: หากการผ่าตัดครั้งแรกวางข้อเอียงเกินไป หรือไม่ได้ความสมดุลของเส้นเอ็นรอบหัวเข่า จะทำให้ข้อเสียเข่าเทียมสึกหรอเร็ว หรือมีอาการเจ็บหรือบวมไม่หายได้
- ลูกสะบ้าผิดตำแหน่ง: สะบ้าไม่อยู่ในร่องหรืออยู่สูงกว่าปกติ ทำให้เจ็บมากเมื่อลุกยืน
- การสึกหรอของพลาสติก: โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่ผ่าตัดตั้งแต่อายุยังน้อย หรือใช้งานหนัก เล่นกีฬาที่มีแรงกระแทกสูง เช่น วิ่งหรือสกี จนหมอนรองพลาสติกสึก
- ข้อเข่าติดและพังผืด: เกิดจากการปรับสมดุลเส้นเอ็นไม่เหมาะสมในการผ่าตัดครั้งแรก ทำให้เหยียดงอเข่าลำบาก
- กระดูกรอบข้อเทียมหัก: จากอุบัติเหตุล้มรุนแรงจนข้อเทียมไม่ยึดเกาะกับกระดูกเดิม
ทำไมการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมถึงช่วยผู้ป่วยที่มีปัญหาได้
เมื่อการรักษาเบื้องต้นไม่สามารถหยุดยั้งอาการปวดได้ การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมจะเข้าไปจัดการที่ต้นเหตุของปัญหาเพื่อให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตได้อีกครั้ง
- ทดแทนผิวข้อที่เสียหาย: ตัดส่วนผิวกระดูกที่สึกหรอออกและใส่ผิวข้อเทียมโลหะที่เรียบมันเข้าไปแทน
- ลดแรงเสียดทาน: มีแผ่นพลาสติกกั้นกลางทำหน้าที่คล้ายกระดูกอ่อน ช่วยให้เคลื่อนไหวลื่นไหลไม่สะดุด
- จัดแนวกระดูกใหม่: ช่วยแก้ไขภาวะเข่าโก่งหรือเข่าผิดรูปให้กลับมาตรงตามธรรมชาติ
- ลดอาการปวดถาวร: ผู้ป่วยมากกว่า 90% รู้สึกปวดลดลงชัดเจนและกลับไปทำกิจกรรมที่รักได้
ใครบ้างที่ควรพิจารณารับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมโดยด่วน
สัญญาณเตือนที่บ่งบอกว่าคุณควรเข้ารับการรักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าโดยเร็ว เพื่อป้องกันภาวะทุพพลภาพ ได้แก่
- ปวดเข่ามากจนทำให้ไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ เช่น ปวดมากเวลาเดิน ขึ้นลงบันได ลุกหรือนั่ง
- ปวดเข่าเวลาพัก เช่น ปวดเวลานอน
- มีการอักเสบบวมแดงของเข่า โดยมีอาการบ่อยและเรื้อรัง
- มีการผิดรูปของเข่า เช่น เข่าโค้งออก หรือเกเข้าใน ฯลฯ
- ขยับเข่าติดขัดลำบาก งอ หรือเหยียดเข่าลำบาก
- ใช้การรักษาแบบอื่น เช่น เปลี่ยนวิธีการใช้งาน ยาทาน หรือการฉีดยาเข้าในเข่าไม่ได้ผล ฯลฯ
- ส่วนใหญ่การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมจะทำในผู้ป่วยอายุ 60 – 80 ปี การพิจารณาผ่าตัดจะพิจารณาเป็นราย ๆ ไปขึ้นอยู่กับอาการและความรุนแรงของโรค
รู้จักชนิดของข้อเข่าเทียมและนวัตกรรมที่ใช้ในปัจจุบัน
ปัจจุบันการเปลี่ยนข้อเข่าเทียม มีเทคโนโลยีที่ช่วยให้เห็นผลลัพธ์ไวอย่างนวัตกรรมหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด (VELYS™ Robotic-Assisted Solution) แต่โดยหลักแล้วจะมีชนิดของข้อเข่าเทียมที่ใช้อยู่ 2 ชนิด ได้แก่
- ชนิดเปลี่ยนข้อเข่าทั้งหมด (Total Knee Replacement): ตัดผิวข้อทั้งส่วนปลายต้นขา (Femur) และส่วนบนของกระดูกหน้าแข้ง (Tibia) และแทนที่ด้วยผิวโลหะโดยมีแผ่นพลาสติกกั้น
- ชนิดเปลี่ยนเพียงด้านเดียวของผิวข้อ (Unicompartmental Knee Replacement): โดยเปลี่ยนผิวทั้งด้านต้นขาและกระดูกหน้าแข้งเฉพาะด้านที่มีอาการเสื่อม ข้อดีของการผ่าตัดแบบนี้ คือ แผลเล็ก การตัดกระดูกและเนื้อเยื่อต่าง ๆ น้อย ผลทำให้การเจ็บปวดน้อยลง และกล้ามเนื้อกลับสู่สภาพปกติเร็วขึ้น แต่ข้อจำกัดของการผ่าตัดแบบนี้ คือ เหมาะกับเข่าที่มีพยาธิสภาพน้อยเฉพาะด้านใดด้านหนึ่งของเข่า
การตรวจวินิจฉัยก่อนผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม
เพื่อให้การวางแผนการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมมีความถูกต้องและเห็นผลลัพธ์ไว แพทย์จะดำเนินการตรวจวินิจฉัยเบื้องต้น ดังนี้
- ซักประวัติและตรวจร่างกาย: ประเมินความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและเอ็นรอบข้อเข่า
- X-Ray หรือ MRI: เพื่อดูความเสียหายของกระดูกและเนื้อเยื่ออ่อนรอบ ๆ อย่างละเอียด
- การตรวจเลือด: ตรวจเช็กความพร้อมของร่างกายและคัดกรองภาวะติดเชื้อก่อนผ่าตัด
การเตรียมตัวก่อนผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม

ความพร้อมของผู้ป่วยคือหัวใจสำคัญของการผ่าตัดที่ปลอดภัย จึงควรมีการเตรียมตัวก่อนเข้ารับการผ่าตัด ดังนี้
- ตรวจร่างกายทั่วไป: ตรวจโดยแพทย์อายุรกรรมเพื่อดูความพร้อมก่อนการผ่าตัด และอาจต้องตรวจซ้ำโดยแพทย์เฉพาะทาง เช่น แพทย์อายุรกรรมหัวใจอีกครั้ง
- ตรวจทางห้องปฏิบัติการ: ตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ และ X-Ray
- เตรียมบริเวณที่ผ่าตัด: ตรวจดูผิวหนังบริเวณเข่าและขา ถ้ามีลักษณะของผิวหนังอักเสบ บวมแดงผิดปกติ ต้องรายงานต่อแพทย์ก่อนการผ่าตัด
- เตรียมเลือด: เนื่องจากการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมเป็นการผ่าตัดใหญ่ มีการเสียเลือด อาจต้องมีการให้เลือดในระหว่างการผ่าตัดหรือหลังผ่าตัด จึงจำเป็นต้องมีการเตรียมเลือดจากธนาคารเลือด หากผู้ป่วยต้องการใช้เลือดของตัวเอง สามารถบริจาคเลือดของตัวเองไว้ใช้ในการผ่าตัดได้ โดยบริจาค 6 อาทิตย์ก่อนการผ่าตัด
- เตรียมเรื่องยาประจำที่ผู้ป่วยใช้: ผู้ป่วยต้องบอกแพทย์เรื่องยาทุกชนิดที่ทาน โดยยาบางตัวจำเป็นต้องหยุดก่อนการผ่าตัด เช่น ยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด พวกยาแอสไพริน (Aspirin) ยาลดการอักเสบบางตัว
- ตรวจฟัน การทำฟันใหญ่ ๆ: เช่น การรักษารากฟัน การติดเชื้อของฟันหรือเหงือก เชื้ออาจไปตามกระแสเลือดทำให้เกิดการติดเชื้อของข้อเทียมได้ เพราะฉะนั้นควรรักษาให้หายก่อนการผ่าตัด
- เตรียมเกี่ยวกับระบบปัสสาวะ: ควรแก้ปัญหาเรื่องการติดเชื้อเรื้อรังในระบบปัสสาวะ เช่น จากต่อมลูกหมากโต เพราะการติดเชื้อในระบบปัสสาวะอาจทำให้ติดเชื้อที่ข้อเทียมได้
- การเตรียมสิ่งแวดล้อมในบ้านและคนช่วยเหลือในช่วงหลังผ่าตัด: ผู้ป่วยจะสามารถช่วยตัวเองและเคลื่อนไหวโดยเครื่องพยุง แต่ในช่วงแรก ๆ หลังการผ่าตัดจำเป็นต้องมีคนช่วยในการประกอบกิจกรรมบางอย่าง เช่น อาบน้ำ ทำอาหาร ซื้อของ หรือซักผ้า ควรมีการติดตั้งและปรับปรุงสภาพบ้านและสิ่งแวดล้อมในบ้านเพื่อให้เหมาะสมหลังผ่าตัด ดังนี้
- การติดตั้งราว (Bar) ตามขอบในห้องน้ำ เพื่อช่วยในการเดิน
- ตรวจดูราวบันไดให้แข็งแรงและมั่นคง
- ควรมีราวจับบริเวณส้วมชักโครก เพื่อช่วยในการลุก
- ควรใช้เก้าอี้พลาสติกไว้ใช้เวลาอาบน้ำฝักบัว
- ควรมีห้องต่าง ๆ อยู่ในชั้นเดียวกัน เพื่อหลีกเลี่ยงการขึ้น – ลงบันได
ขั้นตอนการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม
กระบวนการการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมเป็นหัตถการที่ใช้ความละเอียดสูง โดยปกติจะใช้เวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมงต่อการผ่าตัด 1 ข้าง ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดของทีมศัลยแพทย์และวิสัญญีแพทย์ เพื่อให้การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเป็นไปอย่างราบรื่น ขั้นตอนหลัก ๆ มีดังนี้
- การระงับความรู้สึกระหว่างผ่าตัด: วิสัญญีแพทย์จะทำการระงับความรู้สึก โดยมี 2 วิธีหลักคือ การดมยาสลบ หรือการฉีดยาเข้าไขสันหลัง (บล็อกหลัง) เพื่อให้ผู้ป่วยไม่รู้สึกเจ็บปวดขณะผ่าตัด ซึ่งแพทย์จะพิจารณาจากความเหมาะสมของสภาพร่างกายผู้ป่วยแต่ละราย
- การเปิดแผลและเข้าถึงข้อเข่า: ศัลยแพทย์จะทำการเปิดแผลบริเวณด้านหน้าหัวเข่าตามแนวตั้ง เพื่อเข้าถึงส่วนประกอบของข้อเข่า ทั้งกระดูกต้นขา กระดูกหน้าแข้ง และกระดูกสะบ้า
- การตัดแต่งผิวข้อที่เสียหาย: แพทย์จะใช้เครื่องมือพิเศษในการตัดเฉพาะส่วนผิวข้อ และกระดูกอ่อนที่เสื่อมสภาพหรือเสียหายออกเพียงเล็กน้อย เพื่อปรับแต่งหน้ากระดูกให้มีรูปร่างที่พอดี และพร้อมสำหรับการติดตั้งเปลี่ยนข้อเข่าเทียมเข้าไปทดแทน
- การปรับสมดุลเส้นเอ็น: ขั้นตอนนี้สำคัญมาก แพทย์จะทำการปรับความตึงตัวของเส้นเอ็นและเนื้อเยื่อรอบข้อเข่าให้มีความสมดุล เพื่อให้ข้อเข่าใหม่สามารถงอและเหยียดได้อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่รู้สึกติดขัดหรือหลวมจนเกินไป
- การติดตั้งส่วนประกอบข้อเทียม: แพทย์จะทำการยึดส่วนประกอบโลหะเข้ากับส่วนปลายของกระดูกต้นขาและส่วนบนของกระดูกหน้าแข้ง โดยมักจะใช้ซีเมนต์กระดูกชนิดพิเศษ (Bone Cement) เป็นตัวยึดเกาะให้ข้อเทียมมั่นคงแข็งแรง และใส่แผ่นพลาสติกชนิดพิเศษ (Polyethylene) ไว้ตรงกลางระหว่างผิวโลหะเพื่อทำหน้าที่เป็นหมอนรองกระดูกเทียม ลดแรงกระแทกและแรงเสียดสี
- การตรวจสอบความเที่ยงตรงด้วยหุ่นยนต์ (VELYS™): ในกรณีที่ใช้หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด ระบบจะทำการวิเคราะห์ตำแหน่งการวางข้อเทียมและความตึงตัวของเส้นเอ็นรอบหัวเข่าแบบ Real-time เพื่อให้มั่นใจว่าองศาการวางนั้นถูกต้องระดับมิลลิเมตรตามกายวิภาคของผู้ป่วยรายนั้นจริง ๆ
- การปิดแผลผ่าตัด: เมื่อตรวจสอบการเคลื่อนไหวของข้อเข่าใหม่ว่าทำงานได้ดีเยี่ยมแล้ว แพทย์จะทำการล้างทำความสะอาดข้อเข่า ใส่ท่อระบายเลือด (ในบางกรณี) และเย็บปิดแผลด้วยเทคนิคการเย็บชั้นผิวหนังที่ประณีตเพื่อลดการเกิดแผลเป็น
ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องระวังในการผ่าตัดแก้ไขข้อเข่าเทียม
แม้ว่าการผ่าตัดจะมีความเสี่ยงน้อย แต่ก็ยังมีภาวะแทรกซ้อนที่ต้องคอยเฝ้าระวัง และได้รับการติดตามดูแลจากแพทย์อย่างใกล้ชิด ซึ่งภาวะแทรกซ้อนที่มักพบได้ มีดังนี้
- ภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญที่สุด: การติดเชื้อ ซึ่งปกติจะค่อนข้างต่ำมาก คือ ประมาณไม่ถึง 1%
- ภาวะแทรกซ้อนด้านหัวใจ: เนื่องจากมีการเสียเลือดและให้เลือดจำนวนมาก ดังนั้นหัวใจจึงมีการทำงานหนักอาจเกิดภาวะหัวใจวายได้
- ภาวะเส้นเลือดดำอุดตัน: ซึ่งอาจจะมีลิ่มเลือดหลุดไปติดที่กล้ามเนื้อหัวใจและปอด ทำให้เกิดภาวะหัวใจและระบบไหลเวียนโลหิตล้มเหลวได้ ภาวะเส้นเลือดดำอุดตันพบมากในคนผิวขาว แต่ก็พบในคนผิวเหลืองและคนไทยได้ การป้องกันสามารถทำได้โดยการขยับขาทั้ง 2 ข้าง พยายามเริ่มขยับให้เร็วที่สุดเท่าที่ทำได้ การเคลื่อนไหวนี้จะทำให้การไหลของเลือดดีขึ้นจะลดการอุดตันได้ นอกจากนี้ยังมีการให้ยาเพื่อป้องกันการเกิดอุดตันโดยส่วนใหญ่จะเริ่มให้วันที่ 1 – 2 หลังผ่าตัดและให้ประมาณ 10 – 14 วันหลังผ่าตัด
การปฏิบัติตัวหลังผ่าตัดและการพักฟื้น
เพื่อให้การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าได้ผลดีที่สุด ผู้ป่วยควรปฏิบัติตามแนวทางฟื้นฟู ดังนี้
- ลุกเดินให้เร็ว: เป้าหมายคือการลุกนั่งและหัดเดินโดยใช้เครื่องช่วยเดิน (Walker) ภายใน 24 ชั่วโมง
- ฝึกกายภาพ: บริหารกล้ามเนื้อรอบเข่าเพื่อลดอาการยึดติด
- เลี่ยงกิจกรรมเสี่ยง: งดการนั่งยอง ๆ คุกเข่า หรือกีฬาที่มีแรงกระแทกรุนแรงในช่วงแรก
ทำไมต้องผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมที่ โรงพยาบาลกรุงเทพ อินเตอร์เนชั่นแนล
ศูนย์ข้อสะโพกและข้อเข่า โรงพยาบาลกรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนล ให้การรักษาด้วยมาตรฐาน JCI สหรัฐอเมริกา เราทำงานร่วมกันเป็นทีมสหสาขาวิชาชีพเพื่อดูแลคนไข้แบบองค์รวม ตั้งแต่การเตรียมตัวไปจนถึงการฟื้นฟูหลังผ่าตัด
- ค้นหาแพทย์: https://www.bangkokhospital.com/th/bangkok/doctor
- ทำนัด: https://www.bangkokhospital.com/th/bangkok/appointment/step1
- ติดต่อเรา: https://www.bangkokhospital.com/th/bangkok/contact
แพทย์ที่ชำนาญการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม
นพ. ศริษฏ์ หงษ์วิไล ศัลยแพทย์เฉพาะทางด้านข้อเข่าและข้อสะโพก ศูนย์ข้อเข่าและข้อสะโพก โรงพยาบาลกรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนล
สอบถามเพิ่มเติมที่
ชั้น 2 ฝั่งทิศใต้ (S2) อาคารโรงพยาบาลกรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนล
เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 08.00 – 16.00 น.
(+66) 2308 7085
(+66) 2310 3731
1719
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม
ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมพักฟื้นกี่วันถึงจะเดินได้
โดยทั่วไปผู้ป่วยสามารถเริ่มฝึกยืนและก้าวเดินสั้น ๆ ได้ภายใน 24 ชั่วโมงหลังผ่าตัด โดยมีนักกายภาพบำบัดดูแลอย่างใกล้ชิด ส่วนการพักฟื้นในโรงพยาบาลจะใช้เวลาประมาณ 5-7 วัน
ข้อเข่าเทียมมีอายุการใช้งานนานกี่ปี
ด้วยเทคโนโลยีวัสดุศาสตร์ในปัจจุบัน ข้อเข่าเทียมที่ทำจากโลหะผสมและพลาสติกชนิดพิเศษมีความทนทานสูงมาก โดยเฉลี่ยมีอายุใช้งานประมาณ 15-20 ปี ขึ้นอยู่กับการดูแลรักษา น้ำหนักตัว และรูปแบบการใช้งานในชีวิตประจำวันของผู้ป่วย
หลังผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม สามารถกลับไปวิ่งหรือเล่นกีฬาได้ไหม
ควรเน้นกีฬาที่มีแรงกระแทกต่ำ เช่น การเดินเร็ว ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน หรือลีลาศ เพื่อถนอมข้อเข่าเทียมให้ใช้งานได้นานที่สุด ควรหลีกเลี่ยงกีฬาที่มีการกระโดด การวิ่งกระแทก หรือกิจกรรมที่ต้องคุกเข่าและนั่งยอง ๆ เป็นเวลานาน
หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด VELYS™ ดีกว่าการผ่าตัดแบบปกติอย่างไร
หุ่นยนต์ช่วยให้ศัลยแพทย์วางตำแหน่งข้อเทียมได้ระดับมิลลิเมตรตามกายวิภาคเฉพาะบุคคล ช่วยวิเคราะห์ความตึงตัวของเส้นเอ็นแบบ Real-time ผลที่ได้คือข้อเข่ามีความสมดุลสูง เจ็บน้อยลง ฟื้นตัวไว และให้ความรู้สึกในการเคลื่อนไหวที่เป็นธรรมชาติมากขึ้น
ทำไมต้องเช็กสุขภาพฟันและระบบปัสสาวะก่อนผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า
เพราะการติดเชื้อในช่องปาก (ฟันผุ/เหงือกอักเสบ) หรือระบบปัสสาวะ อาจทำให้เชื้อโรคหลุดเข้าสู่กระแสเลือดและไปเกาะติดที่ข้อเข่าเทียม ซึ่งเป็นสิ่งแปลกปลอมในร่างกาย ส่งผลให้เกิดการติดเชื้อที่ข้อเทียมตามมา









