หลายคนมักคิดว่าปัญหาข้อสะโพกเสื่อมเป็นเรื่องของผู้สูงอายุ แต่ความจริงแล้วมีภัยเงียบที่มักจู่โจมวัยทำงานและวัยหนุ่มสาวในช่วงอายุ 30 – 50 ปี เรียกว่า ภาวะกระดูกหัวสะโพกตายจากการขาดเลือดที่หากปล่อยทิ้งไว้ไม่รีบทำการรักษาเนื้อเยื่อกระดูกจะเสื่อมลงเรื่อย ๆ จนรุนแรงและอาจต้องผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมในที่สุด
ภาวะกระดูกหัวสะโพกตายจากการขาดเลือดคืออะไร
ภาวะกระดูกหัวสะโพกตายจากการขาดเลือด (Avascular Necrosis หรือ AVN) เกิดจากการหยุดชะงักของระบบไหลเวียนโลหิตส่วนปลายที่ไปหล่อเลี้ยงหัวกระดูกต้นขา ทำให้เซลล์กระดูกขาดออกซิเจนจนตายลง เมื่อเซลล์กระดูกตาย โครงสร้างใต้กระดูกอ่อนผิวข้อจะเปราะบาง สูญเสียความสามารถในการรับน้ำหนัก และนำไปสู่การยุบตัวของผิวข้อสะโพกอย่างถาวรหากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง

ภาวะกระดูกหัวสะโพกตายจากการขาดเลือดอันตรายอย่างไร
อันตรายของภาวะกระดูกหัวสะโพกตายจากการขาดเลือดคือ เมื่อเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงหัวกระดูกสะโพกส่วนใหญ่เป็นเส้นเลือดแขนงปลายที่ขาดเครือข่ายหลอดเลือดสำรอง หากเกิดการอุดตันหรือฉีกขาด เนื้อเยื่อกระดูกจะเกิดภาวะเนื้อตายในทันทีจึงควรต้องสังเกตอาการและรีบเข้ารับการรักษาโดยเร็ว
ทำไมคนอายุน้อยและวัยทำงานถึงเสี่ยงภาวะกระดูกหัวสะโพกตายจากการขาดเลือด
- ใช้ยาสเตียรอยด์ (ทั้งจากการรักษาโรคและยาแฝง) การใช้ยาในกลุ่มคอร์ติโคสเตียรอยด์ถือเป็นสาเหตุอันดับ 1 ในกลุ่มที่ไม่ได้เกิดจากอุบัติเหตุ โดยมักพบในผู้ป่วยที่มีความจำเป็นต้องใช้ยาสเตียรอยด์เพื่อรักษาโรคประจำตัว เช่น โรคแพ้
ภูมิตัวเอง (SLE) หรือกลุ่มผู้ป่วยที่เคยเข้ารับการรักษาจากการติดเชื้อโควิด-19 (COVID-19) ขั้นรุนแรงในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งจำเป็นต้องได้รับยาสเตียรอยด์ในปริมาณสูง นอกจากนี้ยังพบมากในผู้ที่ได้รับสเตียรอยด์แฝงจากการบริโภคยาสมุนไพร ยาลูกกลอน หรือยาชุดที่ไม่ได้มาตรฐาน สารสเตียรอยด์สะสมเหล่านี้จะเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาทำให้เซลล์ไขมันในกระดูกมีขนาดใหญ่ขึ้น ส่งผลให้ความดันในโพรงกระดูกสะโพกสูงขึ้นจนขัดขวางการไหลเวียนของหลอดเลือด - ดื่มแอลกอฮอล์จัด การดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมากอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปีจะรบกวนกระบวนการ
เผาผลาญไขมัน ทำให้เกิดลิ่มไขมันอุดตันในหลอดเลือดฝอย - อุบัติเหตุรุนแรง เช่น กระดูกคอสะโพกหักหรือข้อสะโพกหลุดจากอุบัติเหตุจราจร ซึ่งทำให้เส้นเลือดรอบคอกระดูกฉีกขาด
- โรคระบบเลือดและความผิดปกติอื่น ๆ พบได้ในผู้ป่วยโรคเม็ดเลือดแดงรูปเคียว (Sickle Cell Disease) โรค
เกาเชอร์ (Gaucher’s Disease) หรือภาวะเลือดแข็งตัวง่ายผิดปกติ ซึ่งทำให้เกิดลิ่มเลือดอุดตันในเส้นเลือดขนาดเล็กที่ไปเลี้ยงสะโพก นอกจากนี้พฤติกรรมอย่างการสูบบุหรี่จัดยังส่งผลให้หลอดเลือดหดตัวและลดการนำส่งออกซิเจนไปยังเนื้อเยื่อกระดูก - ไม่มีสาเหตุที่แน่ชัด (Idiopathic) แม้จะไม่มีประวัติความเสี่ยงตามที่กล่าวมาข้างต้น แต่ในทางการแพทย์พบว่ายังมีผู้ป่วยอีกกลุ่มหนึ่งคิดเป็นร้อยละ 10 – 20 ที่เกิดภาวะกระดูกหัวสะโพกตาย โดยไม่สามารถระบุสาเหตุที่แน่ชัดได้

อาการเตือนภาวะกระดูกหัวสะโพกตายจากการขาดเลือด
ในระยะแรกเริ่มที่กระดูกเริ่มขาดเลือด ผู้ป่วยมักไม่มีอาการเจ็บปวดใด ๆ ทำให้หลายคนไม่ได้เข้ารับการรักษาแบบสงวนข้อ แต่เมื่ออาการเริ่มรุนแรงลุกลาม สามารถสังเกตอาการเตือนดังนี้
- ปวดขาหนีบด้านหน้า อาการแรกเริ่มที่พบบ่อย โดยอาการปวดมักเริ่มขึ้นอย่างช้า ๆ ซ่อนเร้นอยู่ที่บริเวณขาหนีบด้านหน้า แต่ด้วยกลไกของเส้นประสาท อาการปวดมักจะแผ่ร้าวลงไปตามหน้าต้นขาและไปกระจุกตัวอยู่ที่หัวเข่า ทำให้ผู้ป่วยหลายคนเข้าใจผิดคิดว่าตัวเองเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมหรือกล้ามเนื้ออักเสบ แต่เมื่อรักษาที่เข่า อาการปวดกลับไม่ดีขึ้น กว่าจะรู้ว่าต้นตอที่แท้จริงมาจากข้อสะโพก กระดูกก็อาจยุบตัวจนพลาดโอกาสในการรักษาแบบเจาะกระดูกไปอย่างน่าเสียดาย ทั้งนี้ ความเจ็บปวดจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อข้อสะโพกต้องรับน้ำหนัก เช่น การก้าวเดิน ลุกจากเก้าอี้ หรือเดินขึ้นลงบันได
- ข้อฝืดตึง ขยับลำบาก กางขาหรือหมุนข้อสะโพกเข้าด้านในได้ลำบากและเจ็บปวด ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน เช่น การนั่งขัดสมาธิหรือการก้มใส่รองเท้าและถุงเท้า
- ปวดรุนแรงตอนกลางคืนหรือขณะพัก สัญญาณอันตรายขั้นรุนแรงที่บ่งบอกว่าข้อต่อเสื่อมสภาพอย่างหนัก หากมีอาการปวดจนรบกวนการนอนหลับ หรือเจ็บแปลบทุกครั้งที่พลิกตัว ควรรีบพบแพทย์เฉพาะทางโดยเร็วที่สุด

ตรวจวินิจฉัยภาวะกระดูกหัวสะโพกตายจากการขาดเลือด
การเอกซเรย์มาตรฐานทั่วไปอาจไม่สามารถตรวจจับความผิดปกติในระยะแรกเริ่ม แต่บอกความผิดปกติเมื่อกระดูกขาดเลือดไปมากแล้ว ทำให้ผู้ป่วยเสียโอกาสในการรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ การทำ MRI จึงเป็นมาตรฐาน (Gold Standard) ในการวินิจฉัยภาวะกระดูกหัวสะโพกตายจากการขาดเลือดในปัจจุบัน เพราะสามารถเผยให้เห็นรอยโรคเนื้อตายหรือไขกระดูกบวมน้ำได้ตั้งแต่ก่อนที่กระดูกจะยุบตัว นอกจากนี้แม้ผู้ป่วยจะมีอาการปวดข้อสะโพกเพียงข้างเดียว แพทย์จะแนะนำให้ทำ MRI ตรวจข้อสะโพกทั้งสองข้างเสมอ เพราะภาวะกระดูกหัวสะโพกตายมีโอกาสเกิดพร้อมกันทั้ง 2 ข้างสูงมาก การทำ MRI จะช่วยสแกนเจอความผิดปกติในสะโพกอีกข้างที่ยังไม่แสดงอาการได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

รักษาภาวะกระดูกหัวสะโพกตายจากการขาดเลือดได้อย่างไร
ยิ่งตรวจพบภาวะกระดูกหัวสะโพกตายจากการขาดเลือดได้เร็วในขณะที่รอยเลือดยังไม่กว้างและกระดูกยังไม่ยุบตัว แพทย์จะสามารถทำการรักษาโดยผ่าตัดเจาะลดความดันในโพรงกระดูก (Core Decompression) เพื่อระบายความดันที่สูงผิดปกติและเปิดอุโมงค์ให้หลอดเลือดใหม่เข้าไปซ่อมแซม ช่วยพลิกฟื้นชีวิตเซลล์กระดูกและเก็บรักษาหัวกระดูกสะโพกเดิมไว้ได้โดยไม่ต้องผ่าตัดเปลี่ยนข้อเทียม
ภาวะกระดูกหัวสะโพกตายจากการขาดเลือดจำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมทุกคนหรือไม่
การรักษาภาวะกระดูกหัวสะโพกตายจากการขาดเลือดนั้นขึ้นอยู่กับระยะของโรคและขนาดของบริเวณที่กระดูกขาดเลือด โดยทางการแพทย์จะแบ่งแนวทางการรักษาออกเป็น 2 กลุ่มหลักๆ
- ระยะก่อนกระดูกยุบตัว (Pre – Collapse) รูปทรงของหัวกระดูกสะโพกยังคงความกลม แนวทางการรักษาจะประเมินจากความกว้างของพื้นที่กระดูกที่ขาดเลือดเป็นสำคัญ
- กรณีที่บริเวณขาดเลือดยังไม่กว้างมาก แพทย์มักจะแนะนำให้ทำการผ่าตัดเจาะลดความดันในโพรงกระดูก (Core Decompression) เพื่อระบายความดันที่สูงผิดปกติออกไป และเปิดอุโมงค์ให้เลือดและเซลล์สร้างกระดูกใหม่เข้าไปซ่อมแซม ด้วยความหวังที่จะเก็บรักษาหัวกระดูกเดิมของผู้ป่วยไว้ให้ได้
- กรณีที่บริเวณขาดเลือดมีขนาดกว้างมาก ปัจจุบันมีงานวิจัยและสถิติทางการแพทย์พบว่า หากรอยโรคมีขนาดกลางถึงใหญ่ การเจาะกระดูกมักไม่ค่อยได้ผลและมีโอกาสไม่สำเร็จสูง เพราะโครงสร้างกระดูกสูญเสียความแข็งแรงไปมาก สุดท้ายเมื่อกลับมารับน้ำหนักจะแตกร้าวและยุบตัวลงอยู่ดี สิ่งที่ตามมาคือผู้ป่วยอาจต้องเจ็บตัวจากการผ่าตัดถึง 2 ครั้ง คือเจาะกระดูกไปแล้วไม่สำเร็จ สุดท้ายต้องกลับมาผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมซ้ำ ดังนั้นในกรณีที่เนื้อตายกินพื้นที่กว้าง แพทย์จึงมักแนะนำให้พิจารณาผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมตั้งแต่แรก เพื่อผลลัพธ์ที่แน่นอนกว่า เจ็บตัวครั้งเดียว และฟื้นฟูให้กลับมาใช้ชีวิตได้รวดเร็วกว่า
- ระยะที่กระดูกยุบตัวหรือมีข้อเสื่อมแล้ว (ระยะที่ 3 – 4) เมื่อโรคดำเนินมาถึงระยะนี้ โครงสร้างของหัวกระดูกได้พังทลายลงและพื้นผิวข้อถูกทำลายไปอย่างสมบูรณ์ การรักษาด้วยวิธีเจาะกระดูกหรือกายภาพบำบัดจะไม่สามารถแก้ไขโครงสร้างที่เสียไปได้ การรักษาเดียวที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการบรรเทาปวดและฟื้นฟูสมรรถภาพการเดินให้กลับมาเป็นปกติ คือ การผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม (Total Hip Arthroplasty)

ผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมในคนอายุน้อยมีความท้าทายอย่างไร
การเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมในคนอายุน้อยมีความท้าทายเรื่องอายุการใช้งาน เนื่องจากผู้ป่วยวัยนี้มีกิจกรรมทางกายและแรงกระแทกที่สูงกว่าผู้สูงอายุจึงต้องเลือกใช้นวัตกรรมที่ตอบโจทย์การรักษา ได้แก่
- นวัตกรรมวัสดุข้อเทียมทนทานสูง (Ceramic-on-Polyethylene / Ceramic-on-Ceramic) การเลือกใช้วัสดุผิวสัมผัสประสิทธิภาพสูงอย่าง “หัวกระดูกเซรามิกคู่กับเบ้าพลาสติกพิเศษ” (Highly Cross-linked Polyethylene) หรือ “หัวเซรามิกคู่กับเบ้าเซรามิก” ซึ่งโดดเด่นเรื่องผิวที่เรียบลื่น ลดอัตราการสึกหรอจากการเสียดสี และทนทานต่อแรงกระแทกได้ดีเยี่ยม ช่วยยืดอายุการใช้งานของข้อเทียมให้ยาวนานถึง 20 – 30 ปี ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่ต้องใช้งานหนักของคนวัยทำงานได้อย่างมั่นใจ
- ผ่าตัดเข้าทางด้านหน้าแบบไม่ตัดกล้ามเนื้อ (Direct Anterior Approach: DAA) ศัลยแพทย์จะผ่าตัดเข้าทางด้านหน้าของต้นขา โดยใช้เครื่องมือแหวกแยกช่องว่างระหว่างมัดกล้ามเนื้อตามธรรมชาติ โดยไม่มีการตัดหรือทำลายกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นเลย ผลลัพธ์ที่ได้คือข้อสะโพกมีความมั่นคงสูง ผู้ป่วยเจ็บปวดน้อยกว่าและฟื้นตัวได้ไว สามารถลุกยืนได้ใน 6 – 24 ชั่วโมงแรกหลังผ่าตัด และใช้เวลาพักฟื้นเพียง 2 – 4 สัปดาห์ก็กลับไปใช้ชีวิตประจำวันและทำงานได้ตามปกติ
เมื่อไรต้องผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมจากภาวะกระดูกหัวสะโพกตายจากการขาดเลือด
เป้าหมายสูงสุดของการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมคือการผ่าตัดเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต (Improve Quality of Life) หากผู้ป่วยยังใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติทำงานได้โดยอาการที่เป็นอยู่ไม่ได้สร้างความทรมานยังไม่มีความจำเป็นต้องรีบผ่าตัดโดยแพทย์จะแนะนำให้ผ่าตัดเมื่อผู้ป่วยเริ่มรู้สึกว่าโรคนี้เข้ามาทำลายคุณภาพชีวิตเช่นปวดรุนแรงจนจำกัดกิจกรรมพื้นฐานปวดแม้กระทั่งตอนพักหรือตอนนอนจนรบกวนการพักผ่อนไม่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างเดิมและรู้สึกไม่มีความสุขกับการใช้ชีวิตอีกต่อไปนั่นคือสัญญาณชัดเจนที่สุดว่าถึงเวลาที่ต้องผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมเพื่อคืนคุณภาพชีวิตให้กลับมา
การเข้ารับการรักษาและฟื้นฟูอย่างถูกวิธีไม่เพียงแต่ช่วยให้หายเจ็บปวดทรมานแต่คืนการเคลื่อนไหวทำให้ผู้ป่วยวัยทำงานกลับไปใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจและทำงานได้อย่างเต็มศักยภาพอีกครั้งหากมีพฤติกรรมเสี่ยงหรือมีอาการปวดข้อสะโพกเรื้อรังควรรีบมาปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อประเมินความเสี่ยงโดยเร็วที่สุด
โรงพยาบาลที่ชำนาญด้านการรักษาภาวะกระดูกหัวสะโพกตายจากการขาดเลือด
ศูนย์ข้อสะโพกและข้อเข่า โรงพยาบาลกรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนล โรงพยาบาลเพื่อกระดูกและสมอง พร้อมให้การตรวจวินิจฉัยและรักษาภาวะกระดูกหัวสะโพกตายจากการขาดเลือด ตลอดจนการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมซ้ำ โดยทีมแพทย์ผู้ชำนาญการที่พร้อมให้คำปรึกษาและการรักษาอย่างเหมาะสม พร้อมเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อฟื้นฟูข้อสะโพกให้กลับมาแข็งแรงใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจ
แพทย์ผู้ชำนาญด้านการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม
พญ.ณัฐภา กิริยาพงษ์ ศัลยแพทย์หญิงเฉพาะทางการผ่าตัดข้อเข่าเทียมเฉพาะบุคคลด้วยหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด VELYS และผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกแบบไม่ตัดกล้ามเนื้อ โรงพยาบาลกรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนล โรงพยาบาลเพื่อกระดูกและสมอง
สามารถคลิกที่นี่เพื่อทำนัดหมายได้ด้วยตนเอง










