ข้อสะโพกเป็นอวัยวะสำคัญที่รับน้ำหนักของร่างกายและช่วยให้เราเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ แต่เมื่ออายุมากขึ้นหรือเกิดอุบัติเหตุ ข้อสะโพกอาจเกิดการเสื่อมสภาพจนสร้างความเจ็บปวดและรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน การผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมคือการผ่าตัดเพื่อนำส่วนของข้อสะโพกที่เสื่อม ยุบตัว หรือเสียหายออก และทดแทนข้อใหม่ด้วยข้อสะโพกเทียม (Prosthesis) เพื่อช่วยลดอาการปวดและช่วยให้กลับมาเคลื่อนไหวได้ใกล้เคียงธรรมชาติมากขึ้น
โรคและภาวะที่อาจนำไปสู่การผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม
สาเหตุที่พบบ่อยของการปวดข้อสะโพกเรื้อรัง คือ โรคหัวกระดูกสะโพกขาดเลือด โรคข้อเสื่อม โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ และโรคข้อเสื่อมจากอุบัติเหตุ
โรคหัวกระดูกสะโพกขาดเลือด (Avascular necrosis)
เป็นภาวะที่หัวกระดูกสะโพกขาดเลือดมาเลี้ยง ทำให้หัวกระดูกสะโพกยุบตัวพบได้ในวัยทำงานและวัยกลางคนสาเหตุมักเกิดจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์, ยาสเตียรอยด์, อุบัติเหตุกระดูกสะโพกเคลื่อนหรือคอกระดูกสะโพกหักเคลื่อน และการฉายรังสีบริเวณกระดูกสะโพก
โรคข้อเสื่อม (Osteoarthritis)
มักเกิดในผู้ป่วยอายุมากกว่า 50 ปีและบ่อยครั้งมีประวัติครอบครัวเป็นโรคข้อเสื่อม บางรายอาจมีความผิดปกติของข้อสะโพกตั้งแต่กำเนิด ทำให้ผิวข้อรับน้ำหนักไม่สมดุล และเกิดข้อเสื่อมเร็วกว่าปกติ เมื่อผิวข้อสะโพกที่ไม่เรียบมาเสียดสีกันก็เป็นเหตุให้ปวดข้อสะโพกและมีการเคลื่อนไหวที่ติดขัด
โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ (Rheumatoid Arthritis)
เป็นโรคข้ออักเสบเรื้อรังที่เกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้เยื่อบุข้ออักเสบและทำลายผิวข้อได้หลายตำแหน่งในร่างกาย ผู้ป่วยมักมีอาการปวด บวม ฝืดตึงของข้อหลายข้อ เช่น ข้อนิ้วมือ ข้อมือ เข่า หรือสะโพก หากการอักเสบดำเนินไปเป็นเวลานาน อาจทำให้ข้อสะโพกเสียหายและเกิดข้อเสื่อมรุนแรงได้
ข้อสะโพกเสื่อมจากอุบัติเหตุ (Post-traumatic Arthritis)
เกิดตามหลังการบาดเจ็บบริเวณข้อสะโพก เช่น กระดูกเบ้าสะโพกหัก กระดูกคอสะโพกหัก หรือข้อสะโพกเคลื่อน อุบัติเหตุเหล่านี้อาจทำให้ผิวข้อเสียหาย ข้อไม่เรียบ หรือเกิดภาวะหัวกระดูกสะโพกขาดเลือดตามมา เมื่อเวลาผ่านไปอาจเกิดอาการปวด ข้อฝืด และข้อสะโพกเสื่อมได้
โรคกระดูกคอสะโพกหัก (Femoral neck fracture)
เป็นภาวะกระดูกหักบริเวณคอกระดูกต้นขาใกล้ข้อสะโพก พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะกระดูกพรุน แม้การล้มเพียงเล็กน้อยก็อาจทำให้กระดูกหักได้ ในบางกรณี โดยเฉพาะกระดูกหักที่มีการเคลื่อนมากหรือมีความเสี่ยงต่อหัวกระดูกสะโพกขาดเลือด แพทย์อาจพิจารณารักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม
ข้อสะโพกพัฒนาการผิดปกติ (Developmental Dysplasia of the Hip: DDH)
เป็นภาวะที่เบ้าสะโพกหรือโครงสร้างข้อสะโพกพัฒนาไม่สมบูรณ์ตั้งแต่วัยเด็ก ทำให้การรับน้ำหนักของข้อสะโพกไม่สมดุล แม้ผู้ป่วยบางรายอาจไม่มีอาการชัดเจนในช่วงวัยเด็ก แต่เมื่ออายุมากขึ้นอาจเกิดอาการปวดสะโพก ข้อฝืด และข้อสะโพกเสื่อมเร็วกว่าปกติ
เมื่อไรที่ต้องรับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม
การผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมมักพิจารณาในผู้ป่วยที่มีความเสียหายของข้อสะโพกในระดับรุนแรง และมีอาการปวดหรือข้อฝืดจนรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน โดยการตัดสินใจผ่าตัดควรทำร่วมกันระหว่างผู้ป่วย ครอบครัว และศัลยแพทย์กระดูกและข้อ เพื่อประเมินความเหมาะสมเป็นรายบุคคล
อายุไม่ใช่ปัจจัยเดียวในการตัดสินใจ ผู้ป่วยบางรายอาจมีอายุมากและยังไม่จำเป็นต้องผ่าตัด หากอาการไม่รุนแรง ในขณะที่ผู้ป่วยอายุน้อยบางราย เช่น ผู้ที่มีภาวะหัวกระดูกสะโพกขาดเลือด ข้อสะโพกผิดปกติแต่กำเนิด หรือข้อสะโพกเสียหายหลังอุบัติเหตุ อาจจำเป็นต้องพิจารณาผ่าตัดหากข้อสะโพกเสียหายมากและรักษาด้วยวิธีอื่นแล้วไม่ได้ผล
ข้อบ่งชี้ที่อาจทำให้แพทย์พิจารณาการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม ได้แก่
- ปวดข้อสะโพกมากจนจำกัดกิจกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น เดินได้น้อยลง ลุกนั่งลำบาก ขึ้นลงบันไดลำบาก หรือใส่รองเท้าและถุงเท้าได้ยาก
- ปวดสะโพกแม้ขณะพัก หรือมีอาการปวดตอนกลางคืนจนรบกวนการนอน
- ข้อสะโพกฝืด ติดขัด หรือเคลื่อนไหวได้น้อยลง เช่น กางขา หมุนสะโพก หรืองอสะโพกได้ลดลง
- เดินกะเผลก ขาสั้นลง หรือรู้สึกว่าการลงน้ำหนักไม่มั่นคง
- เอกซเรย์หรือ MRI พบความเสียหายของข้อสะโพกชัดเจน เช่น ข้อเสื่อมรุนแรง หัวกระดูกสะโพกยุบตัว หรือผิวข้อถูกทำลาย
- ได้รับการรักษาแบบไม่ผ่าตัดแล้ว เช่น การใช้ยา การทำกายภาพบำบัด การปรับกิจกรรม การลดน้ำหนัก หรือการใช้อุปกรณ์ช่วยเดิน แต่อาการยังไม่ดีขึ้นเพียงพอ
- ไม่สามารถใช้ยาแก้ปวดหรือยาต้านการอักเสบต่อเนื่องได้ เนื่องจากมีผลข้างเคียงหรือมีโรคประจำตัวที่ทำให้ใช้ยาได้จำกัด
- มีกระดูกคอสะโพกหักหรือกระดูกสะโพกหักบางชนิดที่ไม่เหมาะกับการรักษาด้วยการยึดดามกระดูก
อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยบางรายอาจยังไม่เหมาะกับการผ่าตัดทันที เช่น มีการติดเชื้อในร่างกายหรือบริเวณข้อสะโพก มีโรคประจำตัวที่ยังควบคุมไม่ได้ ภาวะกระดูกพรุนรุนแรง หรือมีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนสูง แพทย์จะประเมินและเตรียมความพร้อมอย่างละเอียดก่อนวางแผนผ่าตัด เพื่อให้การรักษามีความปลอดภัยและเหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย
ภาวะที่ต้องประเมินก่อนผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม
แม้ว่าการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมจะช่วยลดอาการปวดและเพิ่มคุณภาพชีวิตให้ผู้ป่วยจำนวนมาก แต่ไม่ใช่ผู้ป่วยทุกรายที่จะสามารถเข้ารับการผ่าตัดได้ทันที แพทย์จำเป็นต้องประเมินสุขภาพโดยรวม โรคประจำตัว ความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน และความพร้อมของร่างกายอย่างละเอียดก่อนวางแผนผ่าตัด
ภาวะที่อาจทำให้ต้องเลื่อนการผ่าตัด หรือจำเป็นต้องได้รับการรักษาและเตรียมความพร้อมก่อน ได้แก่
- มีการติดเชื้อที่ข้อสะโพก หรือมีการติดเชื้อในร่างกายที่ยังควบคุมไม่ได้
- มีแผลอักเสบ แผลติดเชื้อ หรือโรคผิวหนังบริเวณใกล้ตำแหน่งผ่าตัด
- มีโรคประจำตัวที่ยังควบคุมไม่ดี เช่น โรคหัวใจ โรคปอด เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือโรคไต
- มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัดหรือการระงับความรู้สึก
- มีกล้ามเนื้อรอบข้อสะโพกอ่อนแรงมาก หรือมีโรคทางระบบประสาทและกล้ามเนื้อที่อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อข้อสะโพกเทียมหลุด
- มีภาวะกระดูกพรุนรุนแรง หรือคุณภาพกระดูกไม่เหมาะสม ซึ่งอาจส่งผลต่อการยึดเกาะของข้อสะโพกเทียม
- มีโรคเลือดหรือโรคหลอดเลือดที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียเลือด ลิ่มเลือดอุดตัน หรือการหายของแผล
- มีน้ำหนักตัวมากมาก ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน แผลหายช้า การติดเชื้อ หรือการสึกหรอของข้อเทียมในระยะยาว
ในกรณีที่พบภาวะเสี่ยงเหล่านี้ แพทย์อาจแนะนำให้รักษาหรือควบคุมปัจจัยเสี่ยงให้เหมาะสมก่อน เช่น ควบคุมระดับน้ำตาล รักษาการติดเชื้อ ประเมินหัวใจและปอด ปรับยา ลดน้ำหนัก หรือเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ เพื่อให้การผ่าตัดมีความปลอดภัยและได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย
การผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมผ่านทางด้านหน้าแบบไม่ตัดกล้ามเนื้อหลัก หรือ DAA
ปัจจุบันการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมสามารถทำได้หลายเทคนิค หนึ่งในเทคนิคที่ได้รับความสนใจคือ การผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมผ่านทางด้านหน้า หรือ Direct Anterior Approach: DAA ซึ่งเป็นการเข้าถึงข้อสะโพกผ่านช่องว่างระหว่างกล้ามเนื้อ โดยหลีกเลี่ยงการตัดกล้ามเนื้อหลักรอบข้อสะโพก
เทคนิคนี้อาจช่วยลดการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อรอบข้อ ลดอาการปวดหลังผ่าตัดในระยะแรก และช่วยให้ผู้ป่วยเริ่มฟื้นตัวและฝึกเดินได้เร็วขึ้น ทั้งนี้ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับสภาพข้อสะโพก คุณภาพกระดูก โรคประจำตัว ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และประสบการณ์ของทีมผ่าตัด
ข้อดีของการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมผ่านทางด้านหน้า ได้แก่
- ช่วยลดการบาดเจ็บต่อกล้ามเนื้อรอบข้อสะโพก เนื่องจากเป็นการผ่าตัดผ่านช่องว่างระหว่างกล้ามเนื้อ
- ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการปวดหลังผ่าตัดน้อยลง และเริ่มฟื้นตัวได้เร็วขึ้นในระยะแรก
- แผลผ่าตัดอยู่บริเวณด้านหน้าของสะโพก และในบางรายสามารถวางแนวแผลให้เหมาะสมกับรอยพับผิวหนังได้
- อาจช่วยลดความเสี่ยงของข้อสะโพกเทียมหลุดในผู้ป่วยที่เหมาะสม
- สามารถใช้เอกซเรย์ระหว่างผ่าตัด เพื่อช่วยตรวจสอบตำแหน่งของข้อสะโพกเทียม
- สามารถใช้ระบบคอมพิวเตอร์นำวิถี หรือ Computer Navigation เพื่อช่วยประเมินตำแหน่งของเบ้าสะโพก ก้านสะโพก และความสมดุลของข้อ
- ช่วยให้แพทย์ประเมินความยาวขาและตำแหน่งข้อเทียมระหว่างผ่าตัดได้แม่นยำขึ้น
อย่างไรก็ตาม การผ่าตัดแบบ DAA ไม่ได้เหมาะกับผู้ป่วยทุกราย แพทย์จะเป็นผู้ประเมินจากลักษณะของโรค รูปร่างผู้ป่วย คุณภาพกระดูก ความซับซ้อนของข้อสะโพก และความปลอดภัยในการผ่าตัดเป็นรายบุคคล
ส่วนประกอบของข้อสะโพกเทียม
ข้อสะโพกเทียมประกอบด้วยชิ้นส่วนสำคัญหลายส่วน ซึ่งทำหน้าที่ทดแทนข้อสะโพกเดิมที่เสื่อม เสียหาย หรือแตกหัก โดยทั่วไปประกอบด้วย
- เบ้าสะโพกเทียม
เป็นชิ้นส่วนที่ยึดกับกระดูกเชิงกรานบริเวณเบ้าสะโพก มักทำจากโลหะ และออกแบบให้ยึดเกาะกับกระดูกได้อย่างมั่นคง - ผิวรองเบ้าสะโพก
เป็นส่วนที่อยู่ภายในเบ้าสะโพกเทียม ทำหน้าที่เป็นผิวสัมผัสกับหัวสะโพกเทียม อาจทำจากพลาสติกชนิดพิเศษ เซรามิก หรือวัสดุอื่นตามความเหมาะสม - หัวสะโพกเทียม
เป็นชิ้นส่วนทรงกลมที่ทำหน้าที่แทนหัวกระดูกสะโพกเดิม อาจทำจากเซรามิกหรือโลหะ ขึ้นอยู่กับชนิดของข้อเทียมและความเหมาะสมของผู้ป่วย - ก้านสะโพกเทียม
เป็นชิ้นส่วนที่ยึดเข้าไปในโพรงกระดูกต้นขาส่วนบน เพื่อรองรับหัวสะโพกเทียมและถ่ายทอดแรงลงสู่กระดูกต้นขา
วิธีการยึดข้อสะโพกเทียมกับกระดูก
การยึดข้อสะโพกเทียมกับกระดูกสามารถทำได้หลายวิธี โดยแพทย์จะพิจารณาจากคุณภาพกระดูก อายุของผู้ป่วย ลักษณะของโรค และชนิดของข้อเทียมที่เหมาะสม โดยทั่วไปแบ่งเป็น 2 วิธีหลัก ได้แก่
- การยึดด้วยซีเมนต์กระดูก
เป็นการใช้ซีเมนต์ชนิดพิเศษทางการแพทย์ เพื่อช่วยยึดข้อเทียมเข้ากับกระดูก เหมาะกับผู้ป่วยบางราย โดยเฉพาะผู้ที่มีคุณภาพกระดูกไม่แข็งแรงเพียงพอสำหรับการยึดแบบไม่ใช้ซีเมนต์ - การยึดแบบไม่ใช้ซีเมนต์
เป็นการใช้ข้อเทียมที่มีพื้นผิวพิเศษ เพื่อให้กระดูกสามารถเจริญเติบโตเข้าไปยึดเกาะกับพื้นผิวของข้อเทียมได้ตามธรรมชาติ วิธีนี้มักใช้ในผู้ป่วยที่มีคุณภาพกระดูกเหมาะสม
อายุการใช้งานข้อสะโพกเทียม
ข้อสะโพกเทียมอาจมีความทนทานต่อการใช้งานในผู้ป่วยแต่ละคนไม่เท่ากัน ทั้งนี้มีปัจจัยหลายอย่างที่เป็นสาเหตุ เช่น กิจกรรมในชีวิตประจำวันของผู้ป่วย น้ำหนักตัว เทคนิคการผ่าตัดของแพทย์โดยทั่วไปข้อสะโพกเทียมมีอายุการใช้งานเฉลี่ยประมาณ 20 – 25 ปี ถ้าได้รับการผ่าตัดโดยแพทย์ผู้ชำนาญการและไม่มีภาวะแทรกซ้อน

ผลการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม
ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมจะมีอาการปวดสะโพกลดลง การเคลื่อนไหวดีขึ้น เดินได้ไกลขึ้น และสามารถกลับไปทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันได้สะดวกขึ้น เช่น การลุกนั่ง เดินขึ้นลงบันได ใส่รองเท้า หรือทำกิจกรรมเบา ๆ
อย่างไรก็ตาม การผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมมีเป้าหมายหลักเพื่อ ลดอาการปวด เพิ่มความมั่นคงของข้อ และฟื้นฟูคุณภาพชีวิต ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ป่วยกลับไปทำกิจกรรมที่มีแรงกระแทกสูงหรือใช้งานข้อสะโพกหนักเกินไป เช่น วิ่งระยะไกล กระโดด หรือเล่นกีฬาปะทะรุนแรง
หลังผ่าตัด ผู้ป่วยควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์และนักกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ข้อสะโพกเทียมทำงานได้ดี ลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน และช่วยยืดอายุการใช้งานของข้อเทียมในระยะยาว
เตรียมความพร้อมก่อนผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม
เพื่อให้การผ่าตัดเป็นไปอย่างราบรื่น ผู้ป่วยต้องมีการเตรียมตัว ดังนี้
1. การให้ข้อมูลและวางแผนการรักษาร่วมกัน
ก่อนผ่าตัด ผู้ป่วยและครอบครัวควรได้รับข้อมูลเกี่ยวกับโรคข้อสะโพก สาเหตุของอาการปวด ทางเลือกในการรักษา ขั้นตอนการผ่าตัด ชนิดของข้อสะโพกเทียม ผลลัพธ์ที่คาดหวัง รวมถึงความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น เพื่อให้สามารถตัดสินใจรักษาได้อย่างมั่นใจและเหมาะสมกับตนเอง
2. การประเมินสุขภาพโดยรวม
ผู้ป่วยจะได้รับการตรวจร่างกายและประเมินโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคปอด เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคไต หรือโรคเลือด เพื่อประเมินความพร้อมก่อนการผ่าตัด หากพบโรคประจำตัวที่ยังควบคุมไม่ดี แพทย์อาจแนะนำให้รักษาหรือปรับยาให้เหมาะสมก่อนผ่าตัด
3. การตรวจทางห้องปฏิบัติการและการตรวจเพิ่มเติม
ก่อนผ่าตัด ผู้ป่วยอาจได้รับการตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ เอกซเรย์ปอด ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ หรือการตรวจอื่น ๆ ตามความจำเป็น เพื่อประเมินความเสี่ยงและเตรียมความพร้อมก่อนเข้ารับการระงับความรู้สึกและการผ่าตัด
4. การประเมินยาและอาหารเสริมที่ใช้อยู่
ผู้ป่วยควรแจ้งแพทย์เกี่ยวกับยาที่รับประทานเป็นประจำ รวมถึงสมุนไพร อาหารเสริม ยาละลายลิ่มเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด หรือยาแก้ปวดบางชนิด เนื่องจากยาบางกลุ่มอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียเลือดหรือมีผลต่อการผ่าตัด แพทย์จะเป็นผู้แนะนำว่ายาชนิดใดควรหยุด ปรับขนาด หรือสามารถรับประทานต่อได้จนถึงวันผ่าตัด
5. การเตรียมผิวหนังและป้องกันการติดเชื้อ
ผิวหนังบริเวณที่จะผ่าตัดควรอยู่ในสภาพปกติ ไม่มีแผล ผื่น การอักเสบ หรือการติดเชื้อ หากมีแผลหรือการติดเชื้อบริเวณใดในร่างกาย เช่น ผิวหนัง ทางเดินปัสสาวะ ช่องปาก หรือฟัน ควรแจ้งแพทย์ก่อนผ่าตัด เพื่อรักษาให้เหมาะสมและลดความเสี่ยงของการติดเชื้อหลังผ่าตัด
6. การประเมินภาวะโลหิตจางและการเสียเลือด
แพทย์จะประเมินระดับความเข้มข้นของเลือดและความเสี่ยงต่อการเสียเลือดระหว่างผ่าตัด ในบางรายอาจมีการเตรียมเลือดสำรองหรือใช้แนวทางลดการเสียเลือดตามความเหมาะสม การเก็บเลือดของตนเองไว้ใช้หลังผ่าตัดไม่ได้จำเป็นในผู้ป่วยทุกราย และจะพิจารณาเฉพาะกรณีที่เหมาะสม
7. การควบคุมน้ำหนักและเตรียมความแข็งแรงของร่างกาย
หากผู้ป่วยมีน้ำหนักตัวมาก แพทย์อาจแนะนำให้ควบคุมน้ำหนักก่อนผ่าตัด เพื่อลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน เช่น แผลหายช้า การติดเชื้อ หรือข้อเทียมรับน้ำหนักมากเกินไป นอกจากนี้ การฝึกกล้ามเนื้อขาและการเรียนรู้การใช้อุปกรณ์ช่วยเดินก่อนผ่าตัด อาจช่วยให้ฟื้นตัวหลังผ่าตัดได้ดีขึ้น
8. การประเมินช่องปาก ฟัน และระบบทางเดินปัสสาวะ
ผู้ป่วยควรได้รับการประเมินปัญหาการติดเชื้อที่ช่องปากและฟันก่อนผ่าตัด หากมีฟันผุ เหงือกอักเสบ หรือการติดเชื้อในช่องปาก ควรรักษาให้เรียบร้อยก่อน ในผู้ป่วยที่มีประวัติติดเชื้อทางเดินปัสสาวะบ่อย หรือมีปัญหาต่อมลูกหมาก แพทย์อาจพิจารณาให้พบแพทย์เฉพาะทางระบบทางเดินปัสสาวะเพื่อประเมินเพิ่มเติม
ผ่าตัดและหลังผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม
เพื่อให้ผู้ป่วยและญาติมีความเข้าใจถึงกระบวนการ รวมถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในวันผ่าตัด เราได้รวบรวมสิ่งที่จะเกิดขึ้นในวันผ่าตัด และหลังผ่าตัดมาให้แล้ว โดยมีดังนี้
สิ่งที่จะเกิดขึ้นในวันผ่าตัด
วิสัญญีแพทย์จะเป็นผู้ดูแลเรื่องการระงับปวดและระงับความรู้สึก ศัลยแพทย์จะใช้เวลาในการผ่าตัดประมาณ 2 – 3 ชั่วโมง ศัลยแพทย์จะเปิดผิวหนังด้านข้างของสะโพก ตัดส่วนหัวของกระดูกต้นขาออก เตรียมโพรงกระดูกสำหรับใส่ข้อเทียม ทดลองใช้ตัวลองข้อเทียมเพื่อเลือกขนาดที่เหมาะสมและทดสอบการเคลื่อนไหว ตามด้วยใส่ข้อเทียม ส่วนก้านในโพรงกระดูก ต้นขา และต่อส่วนหัวของข้อเทียมเข้ากับส่วนก้าน
หลังจากนั้นแพทย์จะล้างใส่สายระบายเลือดและเย็บปิดแผล หลังผ่าตัดผู้ป่วยจะอยู่ในห้องพักฟื้นเพื่อติดตามอาการหลังผ่าตัด ประมาณ 2 ชั่วโมงก่อนจะย้ายไปพักในห้องอภิบาลเฉพาะ 1 คืนและย้ายขึ้นห้องพักผู้ป่วยปกติ อีก 4 – 5 วันก่อนจะได้รับอนุญาตให้กลับบ้าน
สิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังผ่าตัด
- ผู้ป่วยจะตื่นจากการผ่าตัดพร้อมกับมีสายและอุปกรณ์การแพทย์ต่าง ๆ ติดอยู่กับร่างกาย
- ผู้ป่วยอาจมีอาการพะอืดพะอมหรือคลื่นไส้อาเจียน ซึ่งเป็นผลข้างเคียงจากการดมยาสลบและยาแก้ปวด
- ให้ความร่วมมือและทำตามคำแนะนำของแพทย์และพยาบาลที่ดูแลหลังการผ่าตัด
- ผู้ป่วยจะได้รับยาระงับปวดอย่างเต็มที่ แต่อย่างไรก็ตามหากมีอาการปวดมากก็ไม่มีความจำเป็นต้องทนปวด ควรแจ้งให้แพทย์หรือพยาบาลทราบทันที
- หลีกเลี่ยงภาวะแทรกซ้อนทางปอดหลังการผ่าตัด ผู้ป่วยจะได้รับคำแนะนำให้หายใจเข้าออกลึก ๆ และไอออกหากมีเสมหะ
- ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะได้รับการฝึกเดินในวันนั้นหรือวันรุ่งขึ้น โดยใช้อุปกรณ์ช่วยพยุงเดิน ผู้ป่วยที่นั่ง ยืน หรือเดินได้เร็ว ก็ช่วยทำให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็ว และช่วยลดอัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อน
- นักกายภาพจะมีโปรแกรมการสอนผู้ป่วยให้ทราบ ท่าบริหารเพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้ข้อสะโพกและทำให้การเคลื่อนไหวดีขึ้น
ภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัด
อัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนหลังการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมค่อนข้างต่ำ ทีมแพทย์และพยาบาลจะดำเนินการตามมาตรฐานทางการรักษาเพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงต่าง ๆ ให้มีโอกาสเกิดน้อยที่สุด สำหรับภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น มีดังนี้
- การติดเชื้อของแผลผ่าตัด
- ความไม่มั่นคงของข้อ ข้อเทียมหลุดหลวมหรือเคลื่อน
- กระดูกหักบริเวณรอบ ๆ ข้อเทียม
- ข้อเทียมชำรุด หัก หรือมีหินปูนจับรอบ ๆ ข้อเทียม
- เจ็บปวดบริเวณที่ผ่าตัด
- แนวขาผิดปกติหรือยาวไม่เท่ากันหลังผ่าตัด
- เกิดพยาธิสภาพต่อเส้นเลือด เส้นประสาท
- เกิดลิ่มเลือดอุดตัน
- งอข้อสะโพกไม่ได้เท่าที่ควร
- ภาวะแทรกซ้อนจากการดมยาสลบ ภาวะแทรกซ้อนจากโรคทางอายุรกรรม
เตรียมตัวพักฟื้นหลังการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม
เมื่อผู้ป่วยได้รับอนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาล ผู้ป่วยจะสามารถเดินโดยใช้ไม้เท้าหรืออุปกรณ์พยุงเดิน แต่ยังคงต้องระมัดระวังในการทำกิจวัตรต่าง ๆ การปรับปรุงสภาวะแวดล้อมที่บ้านจะช่วยให้ผู้ป่วยใช้ชีวิตที่บ้านได้อย่างสะดวกสบายขึ้น
- ควรติดตั้งราวจับบริเวณห้องน้ำและที่อาบน้ำ
- ควรติดตั้งราวจับตามทางเดินและบันได
- ควรเตรียมเก้าอี้ที่แข็งแรง มีพนักพิงและมีที่วางแขน เก้าอี้ต้องมีระดับความสูงที่เหมาะสม เมื่อนั่งแล้วข้อเข่าควรอยู่ต่ำกว่าข้อสะโพกเล็กน้อย
- ควรเตรียมที่นั่งเสริมบนชักโครก
- ควรเตรียมเก้าอี้ที่แข็งแรงไว้สำหรับนั่งอาบน้ำ
- ควรเตรียมที่ถูสบู่แบบมีมือจับและมีฝักบัวที่สามารถถือได้
- ควรเตรียมไม้เท้าที่จะช่วยให้หยิบจับของในระดับต่ำได้ง่าย
- ควรเตรียมอุปกรณ์สำหรับช่วยใส่รองเท้า เพื่อที่จะได้ไม่ต้องงอสะโพกมากเกินไป
- ควรเคลื่อนย้ายสิ่งของไม่ให้กีดขวางทางเดิน
- ควรหลีกเลี่ยงไม่ให้แผลถูกน้ำหรือเปียกชื้น
- รับประทานอาหารที่ย่อยง่ายและมีกากใยเพื่อป้องกันท้องผูก
- บริหารร่างกายเพื่อเพิ่มการเคลื่อนไหวและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อตามคำแนะนำของแพทย์
- ในช่วง 2 – 3 สัปดาห์แรกผู้ป่วยยังคงต้องใช้ไม้เท้าหรืออุปกรณ์ช่วยเดินพร้อมกับเพิ่มระยะทางการเดินขึ้นเรื่อย ๆ อย่างช้า ๆ
- ผู้ป่วยบางรายอาจรู้สึกชาบริเวณผิวหนังรอบแผลผ่าตัด หรือรู้สึกตึง ๆ โดยเฉพาะเวลางอสะโพกมาก แต่อาการเหล่านี้จะดีขึ้นตามเวลา
- ผู้ป่วยสามารถขับรถยนต์และออกกำลังกายเบา ๆ ได้หลังผ่าตัด 4 -6 สัปดาห์ ทั้งนี้ศัลยแพทย์จะเป็นผู้ดูแลและให้คำแนะนำที่เหมาะสมเป็นการเฉพาะผู้ป่วยแต่ละท่าน
- โดยทั่วไปผู้ป่วยจะรู้สึกหายดี หลังจากได้รับการผ่าตัดไปแล้ว 3 – 6 เดือน
อาการผิดปกติต้องรีบพบแพทย์ทันที
หลังผ่าตัด หากมีอาการผิดปกติต่อไปนี้ ควรรีบติดต่อแพทย์หรือกลับมาพบแพทย์ทันที
- มีไข้สูง หนาวสั่น หรือรู้สึกอ่อนเพลียผิดปกติ
- แผลผ่าตัดบวม แดง ร้อน ปวดมากขึ้น หรือมีหนองไหล
- มีเลือดหรือน้ำเหลืองซึมจากแผลมากผิดปกติ
- ปวดสะโพกมากขึ้นอย่างชัดเจน ทั้งขณะพักหรือขณะเคลื่อนไหว
- ขาข้างที่ผ่าตัดบวมมาก ปวดน่อง หรือมีอาการเจ็บน่องผิดปกติ
- หายใจเหนื่อย เจ็บแน่นหน้าอก หรือหน้ามืด เป็นลม
- รู้สึกข้อสะโพกผิดรูป ขยับไม่ได้ หรือมีอาการคล้ายข้อสะโพกหลุด
ข้อควรระวังหลังการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม
ข้อควรระวังหลังผ่าตัดอาจแตกต่างกันในผู้ป่วยแต่ละราย ขึ้นอยู่กับเทคนิคการผ่าตัด ความมั่นคงของข้อสะโพกเทียม ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และโรคประจำตัวของผู้ป่วย โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดผ่านทางด้านหน้า หรือ Direct Anterior Approach: DAA ข้อจำกัดบางอย่างอาจแตกต่างจากการผ่าตัดด้วยวิธีอื่น
คำแนะนำทั่วไปในช่วงแรกหลังผ่าตัด ได้แก่
- ป้องกันการล้ม โดยใช้อุปกรณ์ช่วยเดินตามที่แพทย์หรือนักกายภาพบำบัดแนะนำ
- หลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหวที่ทำให้สะโพกบิด หมุน หรือเหยียดมากเกินไปในช่วงแรก
- หลีกเลี่ยงการนั่งยอง ๆ นั่งต่ำมาก หรือก้มเก็บของจากพื้น หากยังไม่มั่นใจในการทรงตัว
- หลีกเลี่ยงการยกของหนัก การผลักหรือดึงของหนัก และการหมุนตัวอย่างรวดเร็ว
- หลีกเลี่ยงการวิ่ง กระโดด หรือกิจกรรมที่มีแรงกระแทกสูง
- เดิน เพิ่มระยะทาง และออกกำลังกายตามลำดับ โดยไม่ฝืนหากมีอาการปวดมาก
- ปฏิบัติตามคำแนะนำเฉพาะของศัลยแพทย์และนักกายภาพบำบัดอย่างเคร่งครัด
ข้อควรปฏิบัติหลังการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม
- ควรมาพบแพทย์ตามนัดเสมอ
- ควรออกกำลังกายและบริหารกล้ามเนื้อรอบข้อตามที่ฝึกปฏิบัติขณะอยู่โรงพยาบาลอย่างต่อเนื่อง
- ควบคุมน้ำหนักให้เหมาะสม ไม่อ้วน
- ต้องแจ้งให้ทันตแพทย์ทราบทุกครั้งก่อนทำฟันว่าท่านมีข้อสะโพกเทียม เพื่อจะได้รับยาปฏิชีวนะก่อนการทำฟัน
- ผู้ป่วยควรนำบัตรแสดงการมีข้อเทียมโลหะอยู่ในร่างกายติดตัวไปด้วย เมื่อต้องผ่านอุปกรณ์รักษาความปลอดภัย เช่น ที่สนามบิน
แพทย์ผู้ชำนาญด้านการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม
นพ. ภานุวัฒน์ ศิลาวัชนาไนย ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ เฉพาะทางด้านผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกแบบซับซ้อนและแก้ไข ศูนย์ข้อเข่าและข้อสะโพก โรงพยาบาลกรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนล
สามารถคลิกที่นี่เพื่อทำนัดหมายได้ด้วยตนเอง
ศูนย์ข้อเข่าและข้อสะโพก โรงพยาบาลกรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนล พร้อมดูแลทุกปัญหาข้อสะโพกเสื่อม
ปัญหาข้อสะโพกเสื่อมรุนแรงสามารถส่งผลต่อการเดิน การลุกนั่ง การนอนหลับ และคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย การประเมินและวางแผนการรักษาอย่างเหมาะสมจึงมีความสำคัญ เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่ตรงกับสาเหตุและความรุนแรงของโรค
ศูนย์ข้อเข่าและข้อสะโพกโรงพยาบาลกรุงเทพ มีความพร้อมในการประเมิน วินิจฉัย และดูแลผู้ป่วยที่มีปัญหาข้อสะโพกเสื่อม โดยทีมศัลยแพทย์กระดูกและข้อ ร่วมกับวิสัญญีแพทย์ พยาบาล และนักกายภาพบำบัด พร้อมเทคโนโลยีช่วยในการผ่าตัด เช่น การผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมผ่านทางด้านหน้าแบบไม่ตัดกล้ามเนื้อหลัก หรือ DAA การใช้เอกซเรย์ระหว่างผ่าตัด และระบบคอมพิวเตอร์นำวิถี เพื่อช่วยประเมินตำแหน่งข้อเทียม ความยาวขา และความสมดุลของข้อสะโพกให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย
เป้าหมายของการรักษาคือช่วยลดอาการปวด เพิ่มความสามารถในการเคลื่อนไหว และช่วยให้ผู้ป่วยกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมั่นใจ ภายใต้แนวทางการดูแลที่เน้นความปลอดภัยและการฟื้นตัวอย่างเหมาะสม
สรุปบทความ
การผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมเป็นทางเลือกในการรักษาผู้ป่วยที่มีข้อสะโพกเสื่อมรุนแรง หัวกระดูกสะโพกยุบตัว กระดูกสะโพกหักบางชนิด หรือข้อสะโพกเสียหายจนส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เป้าหมายหลักของการผ่าตัดคือการลดอาการปวด เพิ่มความมั่นคงของข้อ และช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น
ปัจจุบันมีเทคนิคการผ่าตัดที่ช่วยลดการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อ เช่น การผ่าตัดผ่านทางด้านหน้าแบบ DAA ร่วมกับการใช้เทคโนโลยีช่วยประเมินตำแหน่งข้อเทียม อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ของการรักษาขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น สภาพข้อสะโพก คุณภาพกระดูก โรคประจำตัว ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และการฟื้นฟูหลังผ่าตัด
การเตรียมตัวก่อนผ่าตัด การปฏิบัติตัวหลังผ่าตัด การทำกายภาพบำบัด และการมาติดตามอาการตามนัด ล้วนมีส่วนสำคัญที่ช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้ดี ลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน และช่วยยืดอายุการใช้งานของข้อสะโพกเทียมในระยะยาว
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม
1. สามารถขึ้นลงบันไดที่บ้านหลังผ่าตัดได้หรือไม่?
สามารถทำได้ในผู้ป่วยส่วนใหญ่ โดยนักกายภาพบำบัดจะสอนวิธีขึ้นลงบันไดอย่างปลอดภัยก่อนกลับบ้าน หลักการทั่วไปคือ เวลาขึ้นบันไดให้ก้าวขาข้างที่แข็งแรงขึ้นก่อน ส่วนเวลาลงบันไดให้ก้าวขาข้างที่ผ่าตัดลงก่อน พร้อมใช้อุปกรณ์ช่วยเดินหรือจับราวบันไดให้มั่นคงเสมอ
2. สามารถนอนตะแคงทับข้างที่ผ่าตัดได้หรือไม่?
ในช่วงแรกหลังผ่าตัด แนะนำให้นอนในท่าที่สบายและไม่ทำให้ปวดแผล ผู้ป่วยบางรายอาจนอนตะแคงทับข้างที่ไม่ได้ผ่าตัดได้ โดยอาจใช้หมอนรองระหว่างขาตามคำแนะนำของแพทย์หรือนักกายภาพบำบัด ส่วนการนอนตะแคงทับข้างที่ผ่าตัด ควรรอจนกว่าแผลหายดี อาการปวดลดลง และแพทย์ประเมินว่าปลอดภัยแล้ว
3. จะรู้ได้อย่างไรว่าข้อสะโพกเทียมที่ใส่ไปมีปัญหาหรือหลุดหลวม?
หากข้อสะโพกเทียมมีปัญหา ผู้ป่วยอาจมีอาการปวดบริเวณขาหนีบ สะโพก หรือต้นขา โดยเฉพาะเวลาลงน้ำหนัก เดินได้น้อยลง รู้สึกข้อไม่มั่นคง ขาสั้นลง หรือมีอาการปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ หากมีอาการเหล่านี้ควรกลับมาพบแพทย์เพื่อประเมินอาการ ตรวจร่างกาย และเอกซเรย์ข้อสะโพกเพิ่มเติม
4. หลังผ่าตัดจะเดินได้เมื่อไหร่?
ผู้ป่วยจำนวนมากสามารถเริ่มนั่ง ยืน หรือฝึกเดินได้ภายในวันผ่าตัดหรือวันถัดไป โดยใช้อุปกรณ์ช่วยเดินและอยู่ภายใต้การดูแลของทีมกายภาพบำบัด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอาการปวด ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ความมั่นคงของข้อ และโรคประจำตัวของผู้ป่วยแต่ละราย
5. หลังผ่าตัดควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมอะไรบ้าง?
ในช่วงแรกควรหลีกเลี่ยงการล้ม การบิดหมุนสะโพกอย่างรวดเร็ว การนั่งต่ำมาก การยกของหนัก และกิจกรรมที่มีแรงกระแทกสูง เช่น วิ่ง กระโดด หรือกีฬาปะทะ ผู้ป่วยควรค่อย ๆ เพิ่มกิจกรรมตามคำแนะนำของแพทย์และนักกายภาพบำบัด เพื่อให้การฟื้นตัวเป็นไปอย่างปลอดภัย







