โรงพยาบาลกรุงเทพ
Caret Right
Search
CTA Curve
ค้นหาแพทย์ icon
ค้นหาแพทย์
ทำนัด icon
ทำนัด
ติดต่อ icon
ติดต่อ
โทร 1719
Menu
  • เลือกโรงพยาบาล

  • Language & Currency

Doctor not found
Doctor not found
Doctor not found
Doctor not found
โรงพยาบาลกรุงเทพ
ติดตามข่าวสาร
ดูแผนที่ Google Maps
    นโยบายความเป็นส่วนตัว

    |

    นโยบาย Cookie

    Copyright © 2026 Bangkok Hospital. All right reserved


    เครือข่ายโรงพยาบาลกรุงเทพ
    MEMBER OFBDMS logo
    CHAT

    8 วิธีจัดการความเครียดสะสมด้วยตนเอง ปรับสมดุลกายใจให้สมวัย

    6 นาทีในการอ่าน
    ข้อมูลโดย
    นพ. กีรติกร ว่องไววาณิชย์
    นพ. กีรติกร ว่องไววาณิชย์

    โรงพยาบาลกรุงเทพอินเตอร์ฯ เพื่อสมองและกระดูก

    อัปเดตเมื่อ: 14 ส.ค. 2569
    Dr. Kiratikorn Vongvaivanich
    นพ. กีรติกร ว่องไววาณิชย์
    โรงพยาบาลกรุงเทพอินเตอร์ฯ เพื่อสมองและกระดูก
    แพ็กเกจแนะนำ
    การตรวจอัลตราซาวนด์หลอดเลือดคอที่ไปเลี้ยงสมอง Carotid Doppler Ultrasound
    การตรวจอัลตราซาวนด์หลอดเลือดคอที่ไปเลี้ยงสมอง Carotid Doppler Ultrasound
    8 วิธีจัดการความเครียดสะสมด้วยตนเอง ปรับสมดุลกายใจให้สมวัย
    โรงพยาบาลกรุงเทพอินเตอร์ฯ เพื่อสมองและกระดูก
    อัปเดตเมื่อ: 14 ส.ค. 2569

    การรู้วิธีจัดการความเครียดอย่างถูกวิธี เป็นหนึ่งในเรื่องสำคัญของคนยุคนี้ เพราะในชีวิตที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบและการแข่งขัน หลายคนต้องเผชิญกับภาวะกดดันจนเกิดปฏิกิริยาตอบสนองทางอารมณ์ในแง่ลบโดยไม่รู้ตัว ซึ่งความเครียดที่เกิดขึ้นนี้ จะค่อย ๆ เข้าทำลายสมดุลของระบบประสาท และสภาพจิตใจอย่างช้า ๆ หากปล่อยปละละเลยโดยไม่แก้ไข ปัญหาอารมณ์เหล่านี้ก็อาจลุกลามจนกลายเป็นโรคเรื้อรังที่ทำลายสุขภาพกายและใจในระยะยาวได้

    เช็กสัญญาณเตือนภาวะเครียดสะสม ส่งผลกระทบต่อร่างกายอย่างไร

    เช็กสัญญาณเตือนภาวะเครียดสะสม

    เมื่อร่างกายต้องเผชิญกับภาวะเครียด จะเกิดการทำงานของระบบ HPA axis (Hypothalamic-Pituiary-Adreanal axis) ซึ่งเป็นีะบบสื่อสารระหว่างสมองและต่อมหมวกไต ระบบประสาทจะสั่งการให้หลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) จากต่อมหมวกไตในปริมาณมาก เมื่อเกิดความเครียดเรื้อรังสะสม ฮอร์โมนคอร์ติซอลจะมีระดับสูงค้างเป็นเวลานาน จะส่งผลกระทบให้ระบบการทำงานภายในแปรปรวน และแสดงออกผ่านสัญญาณเตือนที่ชัดเจน หากคุณเริ่มมีพฤติกรรมหรืออาการร่วมเหล่านี้สะสมต่อเนื่อง ย่อมเป็นสิ่งบ่งชี้ว่าร่างกายกำลังได้รับความเสียหายจากความเครียดโดยไม่รู้ตัว ซึ่งสามารถสังเกตอาการได้ ดังนี้

    • อาการทางระบบประสาท: 
      • สมองส่วนหน้าทำงานผิดปกติ ทำให้การตัดสินใจและสมาธิแย่ลง 
      • สมองส่วนความจำฝ่อเหี่ยว จากสาร BDNF (Brain-Derived Neurotrophic Factor) ที่ลดลง ทำให้มีปัญหาความจำระยะสั้น 
      • สมองส่วน aymgdala ที่เกี่ยวกับอารมณ์ เกิดการทำงานที่มากขึ้น ทำให้วิตกกังวล อารมณ์แปรปรวนง่าย หงุดหงิดง่าย 
      • อาจทำให้เกิดปวดหัวไมเกรน หรือ ปวดหัวจากกล้ามเนื้อตึงตัว (tension typer headache) ได้ง่ายขึ้น
      • เกิดภาวะนอนไม่หลับ หลับ ๆ ตื่น ๆ จนร่างกายอ่อนเพลีย
    • อาการทางระบบหัวใจและหลอดเลือด: 
      • ระบบประสาท sympathetic ทำงานหนัก มีอาการใจสั่นง่าย หัวใจเต้นเร็ว 
      • ความดันโลหิตสูงขึ้นชั่วคราว 
      • ระยะยาวอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจและหลอดเลือสมอง (stroke)
    • อาการทางระบบทางเดินอาหาร: สมองและลำไส้เชื่อโยงกันด้วย gut brain axis 
      • เกิดลำไส้ทำงานแปรปรวน มีปัญหาในระบบการย่อยอาหาร ท้องอืด ท้องผูก หรือท้องเสียโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน
    • ระบบภูมิคุ้มกัน: เกิดภาวะอักเสบระดับต่ำเรื้อรัง (chronic low grade inflammation) ทำให้ติดเชื้อง่ายขึ้น และอาจกระตุ้นอาการของโรคแพ้ภูมิตนเอง (autoimmune diseases)
    • ระบบต่อมไร้ท่อ: อาจทำให้เกิดภาวะดื้ออินซูลิน เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน
    • การเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์และจิตใจ: อารมณ์แปรปรวนง่าย หงุดหงิด วิตกกังวล รู้สึกกดดัน ซึมเศร้า ไม่มีสมาธิในการทำงาน และร้องไห้ง่าย บางรายมีพฤติกรรมเบื่ออาหารหรือรับประทานอาหารที่มีน้ำตาลมากเกินไป

    วิธีจัดการความเครียดง่าย ๆ

    การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและหันมาใส่ใจดูแลสภาพอารมณ์ของตนเอง ถือเป็นสิ่งสำคัญในการฟื้นฟูระบบประสาทและสมอง โดยเฉพาะระบบระสาท parasympathetic  เพื่อไปลดการทำงานของ HPA axis หากคุณเริ่มรู้สึกมีปัญหาทางอารมณ์หรือมีอาการอ่อนเพลียสะสม การนำวิธีจัดการความเครียดด้วยตนเองทั้ง 8 แนวทางปฏิบัติหลักนี้ไปปรับใช้อย่างสม่ำเสมอ จะช่วยปรับสภาวะจิตใจและร่างกายให้กลับมาดีขึ้นได้

    1. ออกกำลังกายคลายเครียด ปลุกฮอร์โมนแห่งความสุขให้ทำงาน

    เมื่อใดก็ตามที่รู้สึกเครียด ฮอร์โมนคอร์ติซอลจะหลั่งออกมาในระดับสูง สามารถแก้ไขได้โดยการออกกำลังกาย การได้ออกจากโต๊ะทำงานไปยืดเส้นสายหรือเดินปกติสัก 10 นาที เพื่อหันเหความสนใจไปในทางบวกก็สามารถช่วยผ่อนคลายจิตใจได้ดี แต่หากมีเวลาหลังเลิกงานควรออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ (moderate intensity cario) อย่างน้อยวันละ 30 นาที ประมาณ 5 วันต่อสัปดาห์ เพื่อกระตุ้นการหลัง BDNF ทำให้สมองฟื้นตัว รวมทั้งเกิดการหลั่งฮอร์โมนแห่งความสุข (Endophrine) ซึ่งมีส่วนช่วยผ่อนคลายความเครียดและส่งเสริมสุขภาพโดยรวม

    2. นั่งสมาธิและฝึกลมหายใจเข้าออก ตัดวงจรความคิดวนเวียน

    หากรู้สึกวิตกกังวลมากเกินไป มักจะมีก้อนความคิดบางอย่างวิ่งวนอยู่ในหัวตลอดเวลา ส่งผลให้ต้องคิดซ้ำไปซ้ำมาและเกิดความทุกข์ใจ การทำสมาธิแบบเจริญสติ (minfulness-based stress reduction) ฝึกลมหายใจ โดยกำหนดลมหายใจเข้าออก (box breathing) เพื่อกระตุ้นระบบประสาท parasympathetic ช่วยปรับสภาพจิตใจให้สงบลง ทำให้หัวใจเต้นช้าลง ความดันโลหิตลดลง และลดการหลั่งฮอร์โมนความเครียดได้ 

    3. จัดสรรเวลาชีวิตสร้างสมดุลงาน แยกเวลาส่วนตัวให้ชัดเจน

    การจัดสรรเวลาการทำงานและการใช้ชีวิตส่วนตัวให้มีความสมดุล ถือเป็นสิ่งสำคัญที่คนทำงานยุคนี้ต้องใส่ใจ นอกเหนือจากการช่วยให้ชีวิตส่วนตัวดีขึ้นแล้ว ยังเป็นวิธีจัดการความเครียดที่ช่วยป้องกันไม่ให้นำความกดดันจากงานไปส่งต่อให้กับคนในครอบครัว โดยกำหนดเวลาทำงานให้ชัดเจน หลังจากนั้นควรหยุดคิดเรื่องงาน ไม่นำงานไปทำในขณะที่ใช้เวลาพักผ่อน และให้เวลาโฟกัสกับการนอนหลับให้เพียงพอ 

    การนอนหลับเป็นช่วงเวลาที่สมองได้ทำความสะอาดตัวเองผ่านระบบ glyphatic system ควรนอนหลับให้ได้ 7-8 ชั่วโมงต่อวัน และนอนให้เป็นเวลา

    4. ผ่อนคลายสมองด้วยการดูหนังฟังเพลง ทำกิจกรรมที่ชื่นชอบ

    ผ่อนคลายสมองด้วยการดูหนังฟังเพลง

    แม้ว่าจะยังไม่สามารถแก้ไขต้นตอของปัญหาหรือเรื่องเครียดต่าง ๆ ได้ในทันที แต่การนำตัวเองออกมาจากสถานการณ์กดดันเหล่านั้นสักพักถือเป็นเรื่องที่ดี การเลือกทำตามใจตัวเองบ้าง เช่น การนอนดูภาพยนตร์ ฟังเพลงสบาย ๆ หรือออกไปทำกิจกรรมงานอดิเรกที่ชื่นชอบ นอกจากการนั่งจมอยู่กับความวิตกกังวล เป็นวิธีจัดการความเครียดที่ช่วยให้สมองปลอดโปร่ง และผ่อนคลายความเหนื่อยล้าได้เป็นอย่างดี

    5. ปรับเปลี่ยนมุมมองความคิด ฝึกคิดเชิงบวกในการพิจารณาปัญหา

    ในทางวิทยาศาสตร์พบว่าความคิดมีความสัมพันธ์กับสมองโดยตรง เมื่อคิดอย่างหนึ่งสมองก็จะตอบสนองไปตามนั้น หากกำลังตกอยู่ในภาวะเครียดเรื่องงาน สุขภาพ หรือเพื่อนร่วมงาน วิธีจัดการความเครียดคือการปรับเปลี่ยนมุมมองต่อปัญหา โดยลองเอาตัวเองออกมายืนเป็นคนภายนอกดูบ้าง อาจทำให้มองเห็นสาเหตุและวิธีแก้ไขได้ง่ายขึ้น การยอมรับข้อบกพร่องที่เกิดขึ้น และฝึกคิดเชิงบวกจะช่วยป้องกันจิตใจจากความทุกข์ใจได้เร็วขึ้น

    6. ปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมรอบตัว จัดโต๊ะทำงานและบ้านใหม่

    สภาพแวดล้อมที่จำเจและขาดความเป็นระเบียบสามารถกระตุ้นให้สมองเกิดความอึดอัดและตึงเครียดสะสมได้โดยไม่รู้ตัว การปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมทางกายภาพรอบตัว เช่น การจัดโต๊ะทำงานใหม่ จัดห้องนอนให้โปร่งสบาย หรือการทำความสะอาดบ้านเพื่อเปลี่ยนภูมิทัศน์ จึงเป็นวิธีจัดการความเครียดที่ช่วยลดความเบื่อหน่าย ช่วยสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลาย และกระตุ้นความรู้สึกสดชื่นในการดำเนินชีวิตประจำวันได้ดีขึ้น

    7. ออกไปพบปะผู้คน พูดคุยระบายความในใจกับคนที่ไว้วางใจ

    การเก็บความวิตกกังวลและความทุกข์ใจเอาไว้เพียงลำพัง จะยิ่งเพิ่มแรงกดดันทางความรู้สึกให้รุนแรงยิ่งขึ้น วิธีจัดการความเครียดที่ดีคือการออกไปพบปะผู้คน ไปพูดคุย หรือใช้เวลาร่วมกับสมาชิกในครอบครัวและเพื่อนให้มากขึ้น เพราะการได้ระบายความในใจและปรึกษาปัญหาที่เกิดขึ้นกับคนที่ไว้วางใจ จะช่วยแบ่งเบาความหนักอึ้งในจิตใจ และช่วยผ่อนคลายจิตใจให้มีความเครียดน้อยลงได้

    8. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ควบคู่กับการนอนหลับเต็มอิ่ม

    เมื่อพยายามดูแลสุขภาพจิตใจแล้ว ก็ต้องไม่ลืมดูแลสุขภาพกายควบคู่กันไปด้วย ควรหันมาใส่ใจเรื่องอาหารที่มีประโยชน์ครบถ้วนตามหลักโภชนาการร่วมด้วย โดยลดการรับประทานอาหารที่มีน้ำตาลมากเกินไป และให้ความสำคัญกับการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอในแต่ละวัน ซึ่งถือเป็นวิธีจัดการความเครียดที่หลายคนไม่คิดว่าเกี่ยวข้องกัน แต่จริง ๆ แล้วช่วยบรรเทาความเหนื่อยล้าได้ และยังช่วยให้ร่างกายปรับสมดุลทางอารมณ์ให้แจ่มใสขึ้น

    แพทย์ผู้ชำนาญการด้านการรักษาและฟื้นฟูภาวะเครียดสะสม

    นพ. กีรติกร ว่องไววาณิชย์ แพทย์เฉพาะทางด้านโรคปวดศีรษะและไมเกรน
    ศูนย์สมองและระบบประสาท รพ.กรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนล 

    รักษาอาการเครียดและปวดศีรษะ ที่ศูนย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลกรุงเทพ

    หากคุณได้พยายามปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และทำตามวิธีจัดการความเครียดด้วยตนเองแล้ว แต่ยังคงมีอาการเครียดตลอดเวลา อารมณ์แปรปรวน หรือปวดหัวร่วมด้วยจนส่งผลกระทบต่อการทำงาน และการใช้ชีวิตประจำวัน การเข้ารับการตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์คือสิ่งจำเป็น ศูนย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลกรุงเทพ พร้อมด้วยทีมแพทย์สหสาขาเฉพาะทาง ทั้งอายุรแพทย์ประสาทวิทยาและศัลยแพทย์ระบบประสาท ที่พร้อมประสานความร่วมมือในการตรวจค้นหาสาเหตุของภาวะสุขภาพอย่างละเอียด เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการวางแผนรักษา และดูแลจัดการความเครียด

    สรุปบทความ

    ความเครียดสะสมไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของอารมณ์ชั่วคราวที่ปล่อยทิ้งไว้แล้วจะดีขึ้นเอง แต่มันคือภัยเงียบเรื้อรังที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบประสาทและอวัยวะภายในร่างกาย การเรียนรู้วิธีจัดการความเครียดด้วยตนเองทั้ง 8 วิธี ตั้งแต่การออกกำลังกาย การทำสมาธิฝึกลมหายใจ ไปจนถึงการจัดสรรเวลาชีวิต จะช่วยปรับสมดุลกายใจให้แข็งแรงอยู่เสมอ และหากอาการเหล่านั้นเริ่มรุนแรงจนเกิดอาการนอนไม่หลับเรื้อรัง การเข้าพบแพทย์เพื่อตรวจเช็กภาวะสมดุลทางสมอง จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลยเพื่อสุขภาพที่ดี

    คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับภาวะความเครียด

    1. สัญญาณเตือนของภาวะเครียดสะสม ที่ส่งผลต่อร่างกายมีอะไรบ้าง

    ผู้ป่วยมักมีอาการกล้ามเนื้อคอบ่าไหล่หดเกร็ง ปวดหัว ไมเกรน มีปัญหาในระบบย่อยอาหาร เช่น ท้องผูก ท้องเสีย หัวใจเต้นเร็ว อ่อนล้าเรื้อรัง และเผชิญภาวะนอนไม่หลับหรือหลับยากผิดปกติจากเดิม

    2. การฝึกลมหายใจเข้า-ออก ช่วยเรื่องความเครียดอย่างไร

    การฝึกลมหายใจอย่างช้า ๆ ช่วยลดอัตราการเต้นของชีพจรและทำให้หัวใจเต้นช้าลง เป็นการดึงความสนใจออกจากเรื่องวิตกกังวล ทำให้สมองผ่อนคลายและลดภาวะตื่นตระหนกของระบบประสาทอัตโนมัติ

    3. หากใช้วิธีจัดการความเครียดแล้วไม่ดีขึ้น ควรทำอย่างไร

    หากปรับพฤติกรรมแล้วอาการยังไม่ดีขึ้นใน 2 – 3 สัปดาห์ หรือมีอารมณ์แปรปรวนรุนแรงจนนอนไม่หลับ ควรรีบพบแพทย์เฉพาะทางด้านสมองและระบบประสาทหรือจิตแพทย์เพื่อเข้ารับตรวจวินิจฉัยโดยเร็ว

    4. สารอาหารประเภทใดที่ช่วยบรรเทาความเครียดได้บ้าง

    การรับประทานอาหารที่มีส่วนช่วยในการทำงานของระบบประสาทและสมองสามารถช่วยลดความเครียดได้ เช่น อาหารที่มีกรดไขมันโอเมก้า-3 (ปลาทะเล) อาหารที่อุดมด้วยวิตามินบี (ธัญพืชไม่ขัดสี ไข่) และกล้วยหรือดาร์กช็อกโกแลต ซึ่งมีส่วนช่วยกระตุ้นการหลั่งสารเซโรโทนินที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย

    5. ความเครียดสะสมส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายอย่างไร

    เมื่อเกิดความเครียดเรื้อรัง ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอลออกมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งฮอร์โมนนี้มีฤทธิ์กดการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้เม็ดเลือดขาวทำงานได้ลดลง ส่งผลให้ร่างกายอ่อนแอ ติดเชื้อง่าย เจ็บป่วยบ่อย และแผลหายช้ากว่าปกติ

    ข้อมูลโดย

    Doctor Image

    นพ. กีรติกร ว่องไววาณิชย์

    ประสาทวิทยา

    นพ. กีรติกร ว่องไววาณิชย์

    ประสาทวิทยา

    Doctor profileDoctor profile

    สอบถามเพิ่มเติมที่

    ศูนย์สมองและระบบประสาท

    ชั้น 1 และชั้น 2 โรงพยาบาลกรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนล

    ทุกวัน
    จันทร์ - ศุกร์ 07:00 - 19:00 น.
    เสาร์ - อาทิตย์ 07:00 - 16.00 น.

    0 2310 3011

    1719

    [email protected]

    ประหยัดเวลาค้นหาแพทย์ด้วยตัวเอง

    ให้ AI ช่วยประเมินอาการและแนะนำแพทย์ที่เหมาะสม

    AI เลือกแพทย์ให้

    เลือกปรึกษากับแพทย์เฉพาะทาง

    ดูแพทย์ทั้งหมด

    แพ็กเกจและโปรโมชั่น

    การตรวจอัลตราซาวนด์หลอดเลือดคอที่ไปเลี้ยงสมอง Carotid Doppler Ultrasoundการตรวจอัลตราซาวนด์หลอดเลือดคอที่ไปเลี้ยงสมอง Carotid Doppler Ultrasound
    การตรวจอัลตราซาวนด์หลอดเลือดคอที่ไปเลี้ยงสมอง Carotid Doppler Ultrasound

    4,700 บาท

    5,290 บาท

    รายละเอียด
    แพ็กเกจตรวจความเสี่ยงอัลไซเมอร์แพ็กเกจตรวจความเสี่ยงอัลไซเมอร์
    แพ็กเกจตรวจความเสี่ยงอัลไซเมอร์

    33,000 บาท

    41,970 บาท

    รายละเอียด
    ชุดตรวจสุขภาพสมอง Stop Strokeชุดตรวจสุขภาพสมอง Stop Stroke
    ชุดตรวจสุขภาพสมอง Stop Stroke

    23,000 บาท

    43,055 บาท

    รายละเอียด
    ดูแพ็กเกจอื่น ๆ

    ข้อมูลสุขภาพ

    ดูข้อมูลสุขภาพอื่น ๆ

    ข้อมูลสุขภาพ

    ปวดศีรษะคลัสเตอร์ (Cluster Headache) คืออะไร สาเหตุ อาการ และวิธีการรักษา Image
    ปวดศีรษะคลัสเตอร์ (Cluster Headache) คืออะไร สาเหตุ อาการ และวิธีการรักษา
    เยื่อหุ้มสมองอักเสบ (Meningitis) อาการเตือน สาเหตุ แนวทางการรักษา Image
    เยื่อหุ้มสมองอักเสบ (Meningitis) อาการเตือน สาเหตุ แนวทางการรักษา
    ยารักษาอัลไซเมอร์ระยะเริ่มต้น ช่วยชะลอภาวะสมองเสื่อม Image
    ยารักษาอัลไซเมอร์ระยะเริ่มต้น ช่วยชะลอภาวะสมองเสื่อม
    ดูข้อมูลสุขภาพอื่น ๆ