Anti-Amyloid Therapy คือนวัตกรรมการรักษาโรคอัลไซเมอร์ระยะเริ่มต้นที่จัดเป็น Disease-Modifying Therapy (DMT) หรือการรักษาที่มุ่งเน้นการเปลี่ยนวิถีของโรค ไม่ใช่แค่เพียงการบรรเทาอาการ แต่เพื่อรักษาการทำงานของสมองและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยให้ได้นานที่สุด สำหรับ Anti-Amyloid Therapy ที่มีในประเทศไทยตอนนี้เป็นรูปแบบยาฉีดเข้าหลอดเลือดดำ โดยการรักษาจำเป็นต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เฉพาะทางที่มีประสบการณ์สูงเพื่อประสิทธิภาพในการรักษา
โรคอัลไซเมอร์คืออะไร
โรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer’s Disease) เป็นความผิดปกติของสมองที่เกิดจากการสะสมของโปรตีนเบตา–อะไมลอยด์ (Beta-Amyloid) จนกลายเป็นคราบ (Plaques) ทำลายเซลล์ประสาท ส่งผลให้การสื่อสารระหว่างเซลล์บกพร่องและเซลล์สมองเสื่อมสภาพลงในที่สุด กระบวนการดังกล่าวมักเกิดขึ้นล่วงหน้านานหลายปีก่อนที่ผู้ป่วยจะเริ่มแสดงอาการที่ชัดเจน
ระยะต่างๆ ของโรคอัลไซเมอร์
โรคอัลไซเมอร์แบ่งออกเป็นระยะต่าง ๆ ตามความรุนแรงได้ดังนี้
- ระยะก่อนแสดงอาการ (Preclinical Alzheimer’s Disease) ในระยะนี้ผู้ป่วยจะยังไม่มีอาการหลงลืมใด ๆ และสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่เริ่มมีโปรตีนเบตา–อะไมลอยด์สะสมในสมองแล้ว
แพทย์ไม่สามารถตรวจพบผู้ป่วยระยะนี้ได้จากการทดสอบความจำทั่วไปต้องอาศัยการตรวจระดับโปรตีนอะไมลอยด์ในเลือดหรือจากน้ำไขสันหลัง หรือจากการทำ Amyloid PET Scan - อัลไซเมอร์ระยะเริ่มต้น (Mild Alzheimer’s Disease) ผู้ป่วยเริ่มมีความจำระยะสั้นบกพร่อง อาการที่พบได้บ่อย เช่น
- หลงลืมเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น
- ถามซ้ำ ๆ
- วางของผิดที่
- เริ่มสับสนในการจัดการเรื่องตัวเลขและแผนการเงินต่าง ๆ
- อัลไซเมอร์ระยะปานกลาง (Moderate Alzheimer’s Disease) การทำงานของสมองถดถอยลงจนส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตอย่างชัดเจน
- เริ่มลืมข้อมูลส่วนตัว เช่น ที่อยู่หรือเบอร์โทรศัพท์
- เข้าใจคำพูดผิด พูดซ้ำไปซ้ำมา
- อาจมีพฤติกรรมแปลก ๆ เช่น เดินออกจากบ้านอย่างไร้จุดหมาย
- อาจมีอารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย นอนหลับยาก สับสน ประสาทหลอน
- อัลไซเมอร์ระยะรุนแรง (Severe Alzheimer’s Disease) เป็นระยะสุดท้ายที่เนื้อสมองถูกทำลายไปเป็นส่วนใหญ่ อาการที่พบคือ
- สูญเสียความทรงจำไปเกือบทั้งหมด
- สูญเสียความสามารถในการสื่อสารและการควบคุมร่างกาย
- ไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวันพื้นฐานได้เอง
- ต้องมีคนดูแลอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา
การวินิจฉัยโรคอัลไซเมอร์ในปัจจุบัน
เพื่อให้ผลการรักษาด้วย Anti-Amyloid Therapy มีประสิทธิภาพสูงสุด แพทย์จะทำการวินิจฉัยโรคอัลไซเมอร์ด้วยวิธีการดังต่อไปนี้
- ซักประวัติ ตรวจร่างกาย และทดสอบสมรรถภาพทางสมองโดยแพทย์เฉพาะทาง
- ตรวจเลือดเพื่อประเมินความเสี่ยงของโรคอัลไซเมอร์และเพื่อคัดกรองโรคอื่น
- ตรวจ MRI เพื่อประเมินความฝ่อของเนื้อสมองและคัดกรองโรคอื่น
- ตรวจ Amyloid PET Scan เพื่อยืนยันการสะสมของคราบอะไมลอยด์ในเนื้อสมองซึ่งเป็นมาตรฐานสำคัญในการพิจารณาเริ่มใช้ยา
Anti-Amyloid Therapy ช่วยชะลออัลไซเมอร์ได้อย่างไร
Anti-Amyloid Therapy เป็นแอนติบอดีที่จะเข้าไปจับกับโปรตีนเบตา–อะไมลอยด์ที่สะสมอยู่ในสมองโดยตรง แล้วกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายกำจัดคราบอะไมลอยด์เหล่านี้ออกไป ช่วยลดความเสียหายของเซลล์สมอง ทำให้ผู้ป่วยอัลไซเมอร์ระยะเริ่มต้นหรือผู้ป่วยที่มีภาวะการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อย (Mild Cognitive Impairment – MCI) สามารถรักษาคุณภาพชีวิตและคงการทำงานของสมองได้นานขึ้น
Anti-Amyloid Therapy เหมาะกับใคร
- ผู้ป่วยอัลไซเมอร์ระยะเริ่มต้น (Mild Alzheimer’s Disease)
- ผู้ป่วยภาวะการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อย (Mild Cognitive Impairment)
รูปแบบการรักษาด้วย Anti-Amyloid Therapy
Anti-Amyloid Therapy เป็นการให้ยาทางหลอดเลือดดำ (IV infusion) ต่อเนื่องตามแผนการรักษาของแพทย์ (โดยปกติแล้วทุก 2 สัปดาห์) และอาจต้องให้ยาต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ เพราะเบตา–อะไมลอยด์ในสมองสามารถสร้างขึ้นใหม่ได้ตลอด ทั้งนี้ต้องมีการตรวจติดตามด้วย MRI สมองเป็นระยะ ๆ เพื่อเฝ้าระวังผลข้างเคียงที่เรียกว่า ARIA (Amyloid-Related Imaging Abnormalities) หรืออาการสมองบวมและจุดเลือดออกขนาดเล็ก ซึ่งพบได้น้อยและส่วนใหญ่สามารถจัดการได้หากตรวจพบแต่เนิ่น ๆ
ผลข้างเคียงของ Anti-Amyloid Therapy
ผลข้างเคียงของ Anti-Amyloid Therapy แม้มีโอกาสน้อยแต่สามารถเกิดขึ้นได้ แบ่งออกเป็น
- ผลข้างเคียงทั่วไป เช่น ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ คลื่นไส้ ท้องเสีย หรือผลข้างเคียงอื่น ๆ ซึ่งอาจพบได้จากการให้ยาทางหลอดเลือดดำ
- ผลข้างเคียงที่ต้องเฝ้าระวังใกล้ชิด คือ ภาวะสมองบวมหรือจุดเลือดออกในสมอง สามารถเฝ้าระวังได้ด้วยการทำ MRI สมองเป็นระยะ ๆ โดยเฉพาะในช่วงแรก ๆ ของการให้ยา
ป้องกันอัลไซเมอร์อย่างไร
- รับประทานอาหารบำรุงสมอง เช่น ปลาทะเลน้ำลึก ผักใบเขียว ผลไม้ตระกูลเบอร์รี ฯลฯ
- ออกกำลังกายเป็นประจำ อย่างน้อยวันละ 30 นาที 5 วันต่อสัปดาห์
- ควบคุมความเครียด ทำสมาธิ ทำจิตใจให้ผ่อนคลาย
- บริหารสมองอยู่เสมอ เช่น อ่านหนังสือ ทำงานประดิษฐ์ เล่นเกมคำศัพท์ เล่นดนตรี ฯลฯ
- นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ 7 – 8 ชั่วโมงและมีคุณภาพการนอนที่ดี
- หากมีคนในครอบครัวเป็นอัลไซเมอร์ควรตรวจเช็กสมองตั้งแต่อายุ 40 ปีขึ้นไป
แพทย์ผู้ชำนาญการรักษาอัลไซเมอร์
นพ.ชาคร จันทร์สกุล อายุรแพทย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลเพื่อสมองและกระดูก
สามารถคลิกที่นี่เพื่อทำนัดหมายได้ด้วยตนเอง
โรงพยาบาลที่ชำนาญการรักษาอัลไซเมอร์
โรงพยาบาลกรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนล โรงพยาบาลเพื่อกระดูกและสมอง พร้อมดูแลรักษาโรคอัลไซเมอร์ตั้งแต่ระยะแรกด้วยทีมแพทย์เฉพาะด้านสมอง ทีมพยาบาล ทีมสหสาขาวิชาชีพ และเทคโนโลยีการรักษาที่ทันสมัย เพื่อชะลอความรุนแรงของโรคในระยะยาว













