ภาวะมดลูกแตก คืออะไร?
ภาวะมดลูกแตก (Uterine rupture) คือภาวะฉุกเฉินทางสูติกรรมที่ผนังมดลูกปริ ฉีกขาด ทำให้ทารก เลือด และน้ำคร่ำอาจรั่วออกนอกมดลูก เป็นภาวะที่พบไม่บ่อย แต่เมื่อเกิดขึ้นอันตรายทั้งต่อแม่และทารก ต้องรักษาอย่างเร่งด่วน
ใครบ้างที่มีความเสี่ยง?
- เคยผ่าตัดคลอด (ผ่าคลอด) มาก่อน โดยเฉพาะแผลผ่าคลอดแนวตั้ง
- เคยผ่าตัดมดลูก เช่น ผ่าตัดเนื้องอกมดลูก
- เจ็บครรภ์คลอดรุนแรงหรือยาวนาน
- ได้รับยากระตุ้นการคลอดในขนาดไม่เหมาะสม /เนิ่นนาน
- ครรภ์แฝด / ทารกตัวโต / น้ำคร่ำมาก
- เคยมีประวัติมดลูกแตกมาก่อน
** อัตราเสี่ยงของภาวะมดลูกแตก (โดยประมาณ)
ตัวเลขเป็นค่าเฉลี่ยจากงานวิจัยสากล ใช้เพื่อ “ประเมินความเสี่ยง” ไม่ใช่ทำนายรายบุคคล
- หญิงตั้งครรภ์ทั่วไป (ไม่เคยผ่าตัดมดลูก) น้อยมาก ประมาณ 0.02–0.08% (ราว 1 ใน 1,200–5,000 ราย)
- เคยผ่าคลอด 1 ครั้ง (แผลที่มดลูก แบบขวางล่าง) และพยายามคลอดเอง (VBAC) ประมาณ 0.5–0.9% (ประมาณ 1 ใน 100–200 ราย)
- เคยผ่าคลอดหลายครั้ง / แผลที่มดลูกแนวตั้ง ประมาณ 1–5% หรือมากกว่า
- แผลผ่าตัดที่มดลูกแนวตั้งเสี่ยงสูงกว่าแผลขวางชัดเจน
- มีการกระตุ้นการคลอด (Oxytocin / Prostaglandin) ในขนาดยาไม่เหมาะสม หรือเนิ่นนานเกินไป
- ความเสี่ยง เพิ่มขึ้น 2–3 เท่า เมื่อเทียบกับไม่ใช้ยา
เคยมีประวัติมดลูกแตก
- ความเสี่ยงสูงมาก
- มักแนะนำผ่าคลอดตามแผน และหลีกเลี่ยงการเจ็บครรภ์
อาการเตือนที่ควรสังเกต
- หากตั้งครรภ์และมีอาการเหล่านี้ ต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที
- ปวดท้องเฉียบพลัน รุนแรง และไม่สัมพันธ์กับการหดรัดตัวของมดลูก
- เลือดออกทางช่องคลอดผิดปกติ
- รู้สึกว่าลูกดิ้นน้อยลงหรือไม่ดิ้น
- เจ็บครรภ์แล้วปวดท้องตลอด ไม่เป็นจังหวะ
- หน้ามืด เวียนศีรษะ ชีพจรเร็ว (สัญญาณเสียเลือด)
การรักษา
- ภาวะมดลูกแตก ต้องผ่าตัดฉุกเฉินทันที
- ผ่าตัดนำทารกออกอย่างเร่งด่วน
- เย็บซ่อมแซมมดลูก หรือในบางกรณีจำเป็นต้องตัดมดลูก เพื่อช่วยชีวิตแม่
- ให้เลือดและดูแลภาวะช็อกจากการเสียเลือด
- การตัดสินใจรักษาขึ้นกับความรุนแรง ตำแหน่งที่แตก และสภาพของผู้ป่วย
ป้องกันได้อย่างไร?
- ฝากครรภ์สม่ำเสมอ และแจ้งแพทย์หากเคยผ่าตัดมดลูก
- วางแผนการคลอดกับแพทย์ โดยเฉพาะผู้ที่เคยผ่าคลอด
- คลอดในสถานพยาบาลที่มีทีมสูติแพทย์และห้องผ่าตัดพร้อม
- หลีกเลี่ยงการใช้ยากระตุ้นการคลอดโดยไม่อยู่ในการดูแลแพทย์
สรุป ภาวะมดลูกแตก เป็นภาวะที่รุนแรงต่อชีวิตแม่และทารก แม้พบไม่บ่อย รู้ความเสี่ยง + สังเกตอาการ = ช่วยชีวิตแม่และลูกได้









