การตั้งครรภ์เป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นและความคาดหวัง โดยหนึ่งในเทคโนโลยีที่ช่วยให้คุณพ่อคุณแม่ได้เห็นพัฒนาการของลูกน้อยในครรภ์อย่างใกล้ชิด คือ การอัลตราซาวด์ 4 มิติ (4D Ultrasound) ซึ่งได้รับความนิยมในปัจจุบันเพราะสามารถเห็นภาพเคลื่อนไหวของลูกน้อยในครรภ์ ได้แบบ real- time และมีความสมจริงมากยิ่งขึ้น บทความนี้จะพาไปทำความรู้จักว่า 4D Ultrasound คืออะไร มีประโยชน์อย่างไร และควรตรวจเมื่อไหร่จึงจะดีที่สุด
1. อัลตราซาวด์ 4 มิติแตกต่างจากแบบอื่นอย่างไร?
เป็นอัลตราซาวด์ทางสูติกรรมที่พัฒนามาจาก 2 มิติ และ 3 มิติ โดยมิติที่ 4 ในที่นี้คือ มิติของเวลา ทำให้แสดงผลเป็นวิดีโอเคลื่อนไหวแบบ real-time เช่น การยิ้ม การหาว การดูดนิ้ว
- 2D Ultrasound
- ภาพตัดขวาง 2 มิติ เป็นมาตรฐานพื้นฐาน เป็นภาพขาวดำแบนแบน เหมาะสำหรับวัดขนาด และตรวจอวัยวะ
- 3D Ultrasound
- ภาพนิ่ง 3 มิติ เห็นผิวหน้าทารก ใบหน้า และความผิดปกติโครงสร้างได้ชัดเจนขึ้น
- 4D Ultrasound ภาพ 3 มิติที่แสดงการเคลื่อนไหว real-time แบบวิดิโอ
การศึกษาของ Mustafa (2025) ที่ตีพิมพ์ใน Cognizance Journal พบว่า 4D ultrasound ให้ข้อมูลการเคลื่อนไหวและพฤติกรรมของทารกที่ 2D ไม่สามารถประเมินได้อย่างครอบคลุม โดยเฉพาะในกรณีตรวจพบปากแหว่งในทารกอายุ 24 สัปดาห์ที่ภาพ 4D ให้ความชัดเจนเหนือกว่าอย่างมีนัยสำคัญ
2. ควรทำอัลตราซาวด์ 4 มิติเมื่อไหร่?
การตรวจขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ทางคลินิก โดยสามารถทำได้ทุกอายุครรภ์ แต่ช่วงทองของ 4D ที่เหมาะสมที่สุดคือช่วงอายุครรภ์ 26-32 สัปดาห์ เพราะเป็นช่วงที่ทารกมีไขมันใต้ผิวหนังมากขึ้น ทำให้เห็นใบหน้าชัดเจน และยังมีพื้นที่ให้ทารกขยับตัวได้พอสมควร หากตรวจเร็วเกินไป อาจเห็นใบหน้าได้ไม่ชัดเจน และหากตรวจช้าเกินไป อาจมองเห็นได้ยากเนื่องจากพื้นที่ในมดลูกแคบลง
3. ประโยชน์ทางคลินิกของอัลตราซาวด์ 4 มิติ
- 3.1 การตรวจหาความผิดปกติของทารก (Fetal Anomaly Detection)
- แพทย์สามารถประเมินความผิดปกติบางชนิดได้ละเอียดมากยิ่งขึ้น เช่น ปากแหว่งเพดานโหว่ ความผิดปกติของแขนขา โครงสร้างใบหน้าผิดปกติ ตรวจหา neural tube defect และ ความผิดปกติของสมอง
- 3.2 การประเมินพัฒนาการทางระบบประสาท (Fetal Neurodevelopment)
- โดยประเมินลักษณะรูปแบบทางการเคลื่อนไหวของทารกในครรภ์
- 3.3 เพิ่มความความผูกพันระหว่างมารดาและทารก (Maternal-Fetal Bonding)
- หลายครอบครัวรู้สึกตื่นเต้นและมีความสุขเมื่อได้เห็นลูกน้อยขยับตัว หรือแสดงสีหน้าในครรภ์ โดยมีงานวิจัยหลายงาน พบว่า 4D Ultrasound สามารถเพิ่มความรู้สึกผูกพันธ์ของมารดาต่อทารกได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
- 3.4 ประโยชน์ด้านการวางแผนการรักษา
- ช่วยให้ครอบครัวสามารถเห็นภาพความผิดปกติที่ตรวจพบอย่างเห็นภาพมากขึ้น ซึ่งเป็นตัวช่วยให้สูติแพทย์สามารถให้คำปรึกษาแก่คุณพ่อคุณแม่ก่อนคลอดในกรณีพบความผิดปกติ อีกทั้งยังมีส่วนช่วยในการวางแผนการคลอด การเตรียมทีมกุมารแพทย์ เพื่อดูแลทารกหลังคลอดได้อย่างเหมาะสมมากยิ่งขึ้น
- ช่วยให้ครอบครัวสามารถเห็นภาพความผิดปกติที่ตรวจพบอย่างเห็นภาพมากขึ้น ซึ่งเป็นตัวช่วยให้สูติแพทย์สามารถให้คำปรึกษาแก่คุณพ่อคุณแม่ก่อนคลอดในกรณีพบความผิดปกติ อีกทั้งยังมีส่วนช่วยในการวางแผนการคลอด การเตรียมทีมกุมารแพทย์ เพื่อดูแลทารกหลังคลอดได้อย่างเหมาะสมมากยิ่งขึ้น
4. ข้อจำกัดของ 4D Ultrasound
แม้เทคโนโลยีจะให้ภาพที่สวยงาม แต่บางครั้ง อาจเห็นภาพได้ไม่ชัดเจนจากปัจจัยต่างๆ เช่น
- ท่าและตำแหน่งของทารก
- ปริมาณน้ำคร่ำ
- ผนังหน้าทองของคุณแม่
- ลูกมีมือหรือขา หรือสายสะดือบังใบหน้า
5. ความปลอดภัยและข้อควรระวัง
✅ ปลอดภัย
ไม่มีรังสี ใช้คลื่นเสียงความถี่สูงเท่านั้น ไม่พบผลเสียในการใช้ซ้ำหลายครั้งตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ FDA และ ACOG รับรองความปลอดภัย
📚 เอกสารอ้างอิง (References)
1.Mustafa RH. Evaluating the Clinical Role of 4D Ultrasound in Routine Prenatal Assessment. Cognizance Journal of Multidisciplinary Studies. 2025;5(7):148–156. ZAIN Publications, Stockholm.
2.Zhang Y, et al. Diagnostic Value and High-Risk Factors of Two-Dimensional Ultrasonography Combined with Four-Dimensional Ultrasonography in Prenatal Ultrasound Screening of Fetal Congenital Malformations. General Hospital of Ningxia Medical University retrospective study (n=2,247), Feb 2020–Oct 2021. PMC9296308; 2022.
3.Skelton E, Cromb D, Smith A, et al. The influence of antenatal imaging on prenatal bonding in uncomplicated pregnancies: a mixed methods analysis. BMC Pregnancy and Childbirth. 2024;24:270. DOI: 10.1186/s12884-024-06469-0.
4.Pulliainen H, Ekholm E. Does interactive ultrasound intervention relieve minor depressive symptoms and increase maternal attachment in pregnancy? A protocol for a randomized controlled trial. Trials. 2022;23:307. DOI: 10.1186/s13063-022-06262-4.
5.Merz E, Abramowicz JS. Three- and Four-Dimensional Ultrasound in Obstetric Practice: Does it Help? PMC7062383; Ultrasound in Obstetrics and Gynecology. 2020. (Review of 706 PubMed articles, 525 related).
6.Pooh RK. Current Status of Fetal Neurodevelopmental Assessment: Four-Dimensional Ultrasound Study. Journal of Obstetrics and Gynaecology Research. 2016;42(9):1070–1083. PubMed: 27528188.
7.Salihagic-Kadic A, Predojevic M, Kurjak A. The assessment of fetal behavior of growth restricted fetuses by 4D sonography. Journal of Maternal-Fetal & Neonatal Medicine. 2017;17(6):365–370. PubMed: 17140297.
8.Vinals F. Role of Advanced Ultrasound in Congenital Anomaly Detection. Prenatal Diagnosis. 2023. (Cited in Mustafa RH, 2025).
9.Yeo L, Romero R. Fetal Face and Movement Evaluation by 4D Ultrasound. Journal of Maternal-Fetal & Neonatal Medicine. 2022. (Cited in Mustafa RH, 2025).
10.American College of Obstetricians and Gynecologists (ACOG). Ultrasound in Pregnancy: Practice Bulletin No. 175 (Reaffirmed 2022, Updated 2024). Washington DC: ACOG; 2022.
เขียนบทความโดย
พญ.ศุภศิริ หะยะกังฉัตร์
สูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา
เวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์
แผนกสูตินรีเวช ศูนย์สุขภาพสตรี
โรงพยาบาลกรุงเทพขอนแก่น
043-042787










