ตับเป็นอวัยวะที่มีความสำคัญต่อร่างกาย ทำหน้าที่หลากหลายตั้งแต่ขจัดสารพิษ ผลิตน้ำดี ไปจนถึงกักเก็บพลังงาน แต่ในปัจจุบันผู้คนมีความเสี่ยงเป็นโรคเกี่ยวกับตับมากขึ้นจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต โดยเฉพาะโรคตับคั่งไขมัน(ไขมันพอกตับ) (Fatty Liver Disease/ Metabolic dysfunction-Associated Steatotic Liver Disease/ MASLD) ซึ่งนับเป็นภัยเงียบที่น่ากังวล เนื่องจากในระยะเริ่มต้นมักไม่แสดงอาการให้เห็น หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม อาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพที่รุนแรงขึ้น เช่น ภาวะตับอักเสบ ตับแข็ง และเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตับ บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจถึงสาเหตุของโรค กลุ่มเสี่ยง อาการ และแนวทางการดูแลสุขภาพตับอย่างเหมาะสม
โรคตับคั่งไขมัน (ไขมันพอกตับ) คืออะไร
โรคตับคั่งไขมัน (ไขมันพอกตับ) (Fatty Liver Disease) หรือที่หลายคนคุ้นเคยในชื่อ “ไขมันพอกตับ” หรือ “ไขมันเกาะตับ” คือภาวะที่มีไขมันซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในรูปของไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride) สะสมแทรกอยู่ในเซลล์ตับมากกว่าปกติ ไม่ได้เป็นเพียงไขมันที่มาเกาะอยู่บนผิวตับหรือพอกอยู่รอบตับเท่านั้น
โดยปกติแล้วตับทำหน้าที่เสมือนแหล่งเก็บและจัดการพลังงานของร่างกาย แต่เมื่อร่างกายรับพลังงาน โดยเฉพาะน้ำตาลและไขมันมากเกินความต้องการ ตับจะเปลี่ยนพลังงานส่วนเกินเหล่านั้นให้เป็นไขมันและเก็บสะสมไว้ภายในเซลล์ตับ หากมีการสะสมอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน จะทำให้เกิดภาวะตับคั่งไขมัน ในระยะยาวทำให้เกิดตับอักเสบ พังผืดตับ ตับแข็ง และเพิ่มความเสี่ยงของมะเร็งตับได้
โรคตับคั่งไขมัน (ไขมันพอกตับ) เกิดจากอะไร และใครบ้างที่มีความเสี่ยง?
ปัจจุบันโรคตับคั่งไขมัน(ไขมันพอกตับ) สามารถแบ่งตามสาเหตุได้เป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ โรคตับคั่งไขมันที่สัมพันธ์กับความผิดปกติทางเมตาบอลิก และโรคตับที่เกี่ยวข้องกับการดื่มแอลกอฮอล์
โรคตับคั่งไขมัน (ไขมันพอกตับ) ที่สัมพันธ์กับความผิดปกติทางเมตาบอลิก (Metabolic dysfunction-Associated Steatotic Liver Disease/ MASLD)
เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของโรคตับคั่งไขมัน (ไขมันพอกตับ)ในปัจจุบันเกิดจากความผิดปกติของระบบเผาพลาญพลังงานของร่างกาย ร่วมกับพฤติกรรมการใช้ชีวิต ทำให้มีการสะสมของไขมันภายในเซลล์ตับ แม้ไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์หรือดื่มเพียงเล็กน้อยก็ตาม ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ ได้แก่
- โรคอ้วน หรือมีน้ำหนักตัวเกินเกณฑ์ โดยเฉพาะผู้ที่มีดัชนีมวลกาย (BMI) ≥23 กก./ตร.ม. และ/หรือมีภาวะอ้วนลงพุง เส้นรอบเอว ≥90 ซม.ในผู้ชาย หรือ ≥80 ซม.ในผู้หญิง
- โรคเบาหวานชนิดที่ 2 หรือภาวะดื้อต่ออินซูลิน
- ภาวะไขมันในเลือดสูง
- ความดันโลหิตสูง
- พฤติกรรมการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง คาร์โบไฮเดรตขัดสี และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง
- การออกกำลังกายไม่เพียงพอ
บุคคลที่มีปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้มักอยู่ในกลุ่มอาการเมตาบอลิก (Metabolic Syndrome) ซึ่งมีความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสเกิดโรคตับคั่งไขมัน และโรคหัวใจและหลอดเลือดด้วย
อย่างไรก็ตามโรคตับคั่งไขมันสามารถพบได้ในผู้ป่วยที่มีน้ำหนักตัวปกติได้เช่นกัน (Lean MASLD) โดยเฉพาะผู้ที่มีไขมันสะสมบริเวณช่องท้องหรือมีภาวะดื้อตออินซูลิน
โรคตับคั่งไขมัน (ไขมันพอกตับ) ที่เกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์ (Alcoholic Liver Disease)
การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ในปริมาณมากและติดต่อกันเป็นเวลานาน ทำให้เกิดการสะสมของไขมันภายในเซลล์ตับและนำไปสู่โรคตับจากแอลกอฮอล์
นอกจากนี้บางคนอาจมีความผิดปกติทางเมตาบอลิกและดื่มแอลกอฮอล์ในระดับที่มีผลต่อตับร่วมกัน โดยกลุ่มนี้มีความเสี่ยงต่อการเกิดตับอักเสบ พังผืดตับ และตับแข็งสูงกว่าการมีปัจจัยเสี่ยงเพียงอย่างเดียว
ไม่ว่าจะเกิดจากสาเหตุใด การมีไขมันสะสมในเซลล์ตับต่อเนื่อง อาจนำไปสู่การอักเสบของตับ การเกิดผังพืดตับ ตับแข็ง และเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งตับในระยะยาวได้
ระยะความรุนแรงของโรคตับคั่งไขมัน (ไขมันพอกตับ)
โรคตับคั่งไขมันเป็นโรคที่มีการดำเนินโรคอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยความรุนแรงจะเพิ่มขึ้นหากยังมีการสะสมของไขมันและการอักเสบในตับอย่างต่อเนื่อง สามารถแบ่งได้เป็น 4 ระยะ ดังนี้
- ระยะที่ 1 ตับคั่งไขมัน (Simple Steatosis) เป็นระยะที่มีไขมันสะสมแทรกอยู่ในเนื้อตับ แต่ยังไม่มีการอักเสบหรือพังผืด ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่มีอาการ มักตรวจพบโดยบังเอิญจากการตรวจสุขภาพ เช่น การตรวจอัลตราซาวนด์ช่องท้อง
- ระยะที่ 2 ตับคั่งไขมันร่วมกับการอักเสบ (Steatohepatitis) เมื่อไขมันสะสมในเซลล์ตับเป็นเวลานาน ทำให้เกิดการอักเสบของเซลล์ตับ ผู้ป่วยบางรายอาจไม่มีอาการ ตรวจพบค่าการทำงานของตับ (AST, ALT) สูงกว่าปกติ ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการอ่อนเพลีย จุกแน่นชายโครงขวา
- ระยะที่ 3 พังผืดในตับ (Liver fibrosis) การอักเสบเป็นเวลานานทำให้เกิดการสะสมของพังผืดในตับ ผู้ป่วยบางรายอาจไม่มีอาการชัดเจน แต่มีความเสี่ยงต่อการดำเนินโรคไปสู่ตับแข็ง โดยภาวะพังผืดในตับสามารถตรวจได้ด้วยการตรวจวัดระดับความแข็งของตับ หรือ FibroScan (Transient Elastography)
- ระยะที่ 4 ตับแข็ง (Liver cirrhosis) เป็นระยะพังผืดตับระดับสูง โดยตับแข็งระยะต้นอาจไม่มีอาการแสดง ตรวจพบได้จากอัลตราซาวดน์ช่องท้อง เมื่อตับแข็งดำเนินไปเป็นตับแข็งระยะท้าย ผู้ป่วยอาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ท้องมาน ตัวตาเหลือง เส้นเลือดโป่งในหลอดอาหาร เลือดออกในทางเดินอาหารส่วนต้น และมีความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งตับเพิ่มขึ้น
โรคตับคั่งไขมัน (ไขมันพอกตับ) มีอาการอย่างไร? สังเกตตนเองได้หรือไม่?
โรคตับคั่งไขมัน (ไขมันพอกตับ)ในระยะแรกมักไม่แสดงอาการผิดปกติอย่างชัดเจน ผู้ป่วยจำนวนมากจึงไม่ทราบว่าตนเองมีโรค และมักตรวจพบโดยบังเอิญจากการตรวจสุขภาพประจำปี เช่น พบค่าการทำงานของตับสูง หรือพบไขมันตับจากการตรวจอัลตราซาวนด์ช่องท้อง
อย่างไรก็ตาม เมื่อโรคดำเนินไปจนเกิดตับอักเสบหรือมีผังพืดตับ อาจพบสัญญาณเตือนบางอย่างได้ เช่น
- อ่อนเพลีย เหนื่อยง่ายผิดปกติ
- เบื่ออาหาร หรือคลื่นไส้เป็นครั้งคราว
- รู้สึกแน่น จุก หรือไม่สบายบริเวณชายโครงด้านขวา
- น้ำหนักตัวลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ
- ค่าการทำงานหรือเอนไซม์ตับ (AST, ALT) สูงกว่าปกติจากการตรวจเลือด
ในรายที่โรคดำเนินไปจนเกิดตับแข็งหรือภาวะแทรกซ้อน อาจพบอาการที่รุนแรงขึ้น เช่น
- ตัวเหลือง ตาเหลือง (ดีซ่าน)
- ขาบวม ท้องโตจากภาวะน้ำในช่องท้อง หรือท้องมาน
เนื่องจากโรคตับคั่งไขมัน(ไขมันพอกตับ)มักไม่มีอาการในระยะแรก การตรวจสุขภาพเป็นประจำ โดยเฉพาะในผู้ที่มีโรคอ้วน เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง หรือมีภาวะอ้วนลงพุง จึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการค้นหาโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้นและป้องกันการดำเนินโรคไปสู่ตับแข็งในอนาคต
แนวทางการตรวจวินิจฉัยโรคตับคั่งไขมัน
เนื่องจากโรคตับคั่งไขมัน(ไขมันพอกตับ)มักไม่มีอาการในระยะแรก การตรวจวินิจฉัยจึงมีความสำคัญในการค้นหาโรคและประเมินความรุนแรง โดยแพทย์อาจพิจารณาใช้การตรวจต่างๆ ดังนี้
- การตรวจเลือด เพื่อดูค่าการทำงานของตับ AST และ ALT ร่วมถึงประเมินโรคร่วมที่เกี่ยวข้องกับภาวะเมตาบอลิก เช่น ระดับน้ำตาลในเลือด ไขมันในเลือด
- การตรวจอัลตราซาวนด์ช่องท้อง (Ultrasound upper abdomen) เป็นการตรวจคัดกรองเบื้องต้น ประเมินการสะสมของไขมันในตับ
- การตรวจ FibroScan เป็นการตรวจความแข็งของตับเพื่อประเมินระดับพังผืดในตับ และสามารถปริมาณไขมันสะสมในตับได้ในคราวเดียวกัน
- การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) โดยเฉพาะวิธีการ MRI-PDFF สามารถประเมินปริมาณไขมันในตับได้อย่างแม่นยำ และช่วยประเมินความผิดปกติอื่นในเนื้อตับได้ด้วย
- การเจาะชิ้นเนื้อตับ (Liver biopsy) โดยทั่วไปไม่มีความจำเป็นในผู้ป่วยส่วนใหญ่ แต่ในบางกรณีแพทย์อาจพิจารณาเจาะชิ้นเนื้อตับเพื่อตรวจยืนยันการอักเสบ ระดับพังผืด หรือแยกโรคตับอื่นที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน
- ปัจจุบัน การตรวจเลือดร่วมกับการตรวจอัลตราซาวด์และ FibroScan® สามารถช่วยวินิจฉัยและประเมินความรุนแรงของโรคตับคั่งไขมันได้ในผู้ป่วยส่วนใหญ่ โดยไม่จำเป็นต้องเจาะชิ้นเนื้อตับ
วิธีรักษาโรคตับคั่งไขมัน(ไขมันพอกตับ)
การรักษาโรคตับคั่งไขมัน(ไขมันพอกตับ)ขึ้นอยู่กับสาเหตุและระดับความรุนแรงของโรค โดยเป้าหมายสำคัญคือการลดการสะสมของไขมันในตับ ลดการอักเสบ และป้องกันการเกิดพังผืดหรือตับแข็งในอนาคต ปัจจุบันการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตยังคงเป็นหัวใจสำคัญของการรักษา และในบางรายแพทย์อาจพิจารณาให้ยาร่วมด้วยตามความเหมาะสม
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต
- ลดน้ำหนักอย่างเหมาะสม การลดน้ำหนักประมาณ 7-10% ของน้ำหนักตัวเดิม สามารถช่วยลดปริมาณไขมันในตับ และลดการอักเสบได้ โดยควรลดน้ำหนักอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามคำแนะนำของแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ
- ปรับรูปแบบการรับประทานอาหาร ลดอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง อาหารทอด อาหารแปรรูป แป้งขัดสี และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง แนะนำเพิ่มการรับประทานผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี และแหล่งโปรตีนคุณภาพดี
- ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ควรออกกำลังกายแบบแอโรบิกและการออกกำลังกายแบบมีแรงต้าน อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์
- หลีกเลี่ยงหรือจำกัดการดื่มแอลกอฮอล์
การรักษาด้วยยาและการดูแลโรคร่วม
แพทย์อาจพิจารณาการรักษาเพิ่มเติมในผู้ป่วยบางราย โดยเฉพาะผู้ที่มีการอักเสบของตับและพังผืดตับร่วมด้วย รวมถึงการควบคุมโรคประจำตัวที่เป็นปัจจัยเสี่ยง เช่น โรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง โรคอ้วนและภาวะอ้วนลงพุง ยาควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน ยาลดความดันโลหิต หรือยาลดไขมันในเลือด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายต่อตับเพิ่มมากขึ้น
การควบคุมโรคร่วมเหล่านี้อย่างเหมาะสมจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการดำเนินโรคและภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว
วิธีป้องกันไม่ให้ไขมันสะสมในตับ
โรคตับคั่งไขมัน (ไขมันพอกตับ) สามารถป้องกันได้จากการดูแลสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ ดังนี้
- รักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม หลีกเลี่ยงภาวะอ้วนลงพุง
- รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ลดอาหารหวาน มัน และอาหารแปรรูป เน้นผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี
- ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์
- หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก
- ควบคุมโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง
- ตรวจสุขภาพเป็นประจำ โดยเฉพาะผู้ที่มีน้ำหนักเกิน อ้วนลงพุง หรือมีปัจจัยเสี่ยงเมตาบอลิก
- หลีกเลี่ยงการใช้ยา หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร หรือยาสมุนไพร โดยไม่มีคำแนะนำจากแพทย์
ศูนย์โรคทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลกรุงเทพ พร้อมดูแลทุกปัญหาสุขภาพตับ
ศูนย์โรคทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลกรุงเทพ ให้บริการดูแลรักษาโรคทางเดินอาหารและตับอย่างครอบคลุม ด้วยเทคโนโลยีการส่องกล้องขั้นสูง เช่น ERCP, EUS และ DBE ที่ช่วยในการวินิจฉัยและรักษาโดยไม่ต้องทำการผ่าตัดใหญ่ ให้บริการโดยทีมแพทย์เฉพาะทางพร้อมอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ทันสมัย ให้การดูแลแบบบูรณาการภายใต้การประเมินของผู้ชำนาญการในแต่ละสาขา นอกจากนี้ยังมีการให้คำแนะนำด้านการดูแลตนเองและการเตรียมตัวก่อน–หลังรับการตรวจอย่างเป็นระบบ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงและส่งเสริมการฟื้นตัวอย่างเหมาะสมในทุกขั้นตอน
สรุปบทความ
โรคตับคั่งไขมัน เป็นโรคที่พบได้บ่อยขึ้นในปัจจุบัน และมักสัมพันธ์กับโรคอ้วน เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ร่วมถึงพฤติกรรมการรับประทานอาหา รและการใช้ชีวิตที่ขาดความสมดุล แม้ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะไม่มีอาการในระยะแรก แต่หากปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการดูแลรักษา อาจนำไปสู่ภาวะตับอักเสบ ผังพืดตับ ตับแข็ง และความเสี่ยงของมะเร็งตับได้ การตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงทางเมตาบอลิก จะช่วยให้สามารถตรวจพบโรคระยะเริ่มต้น หัวใจสำคัญของการรักษาและป้องกันโรคตับคั่งไขมัน คือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ประกอบด้วยการปรับการรับประทานอาหาร ออกกำลังกาย ควบคุมน้ำหนัก และควบคุมโรคต่างๆอย่างเหมาะสม ถือเป็นกุญแจสำคัญในการป้องกันและลดความเสี่ยงของโรคตับระยะรุนแรงในอนาคต
- ค้นหาแพทย์: https://www.bangkokhospital.com/th/bangkok/doctor
- ทำนัด: https://www.bangkokhospital.com/th/bangkok/appointment/step1
- ติดต่อเรา: https://www.bangkokhospital.com/th/bangkok/contact
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับโรคตับคั่งไขมัน(ไขมันพอกตับ)
1. โรคตับคั่งไขมัน(ไขมันพอกตับ) สามารถรักษาให้หายได้หรือไม่?
ในผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่ยังอยู่ในระยะเริ่มต้น โรคตับคั่งไขมันสามารถกลับสู่ภาวะปกติได้ หากสามารถลดปริมาณไขมันในตับ และควบคุมปัจจับเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการลดน้ำหนัก การรับประทานอาหารที่เหมาะสม และการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างไรก็ตาม หากโรคดำเนินไปจนเกิดตับแข็งแล้ว อาจไม่สามารถฟื้นกลับมาได้ทั้งหมด
2. คนที่ผอมหรือน้ำหนักปกติ มีโอกาสเป็นโรคตับคั่งไขมัน (ไขมันพอกตับ)หรือไม่?
มีโอกาสเป็นได้ โดยเฉพาะผู้ที่มีไขมันสะสมบริเวณช่องท้อง มีภาวะดื้อต่ออินซูลิน เป็นเบาหวาน หรือมีไขมันในเลือดสูง ภาวะนี้เรียกว่า Lean MASLD ซึ่งพบได้ค่อนข้างบ่อยในคนเอเชีย
3. อาหารเสริมหรือสมุนไพรบำรุงตับ สามารถรักษาโรคตับคั่งไขมัน(ไขมันพอกตับ)ได้หรือไม่?
ปัจจุบันยังไม่มีอาหารเสริมหรือยาสมุนไพรชนิดใดที่ได้รับการรับรองว่ารักษาโรคตับคั่งไขมัน (ไขมันพอกตับ) ได้โดยตรง การใช้ยาโดยไม่มีแพทย์แนะนำ อาจไม่เกิดประโยชน์ และใบบางกรณีอาจส่งผลเสียต่อตับได้
4. หากเป็นโรคตับคั่งไขมัน(ไขมันพอกตับ) ควรออกกำลังกายแบบใด?
สามารถเลือกได้ทั้งการออกกำลังกายแบบแอโรบิก เช่น เดินเร็ว วิ่งเหยาะๆ ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ หรือการออกกำลังกายแบบมีแรงต้าน เช่น เวนเทรนนิ่ง โดยควรออกกำลังกายอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์












