ตับเป็นอวัยวะสำคัญที่มีความพิเศษในการฟื้นฟูและสร้างเซลล์ใหม่ทดแทนส่วนที่สูญเสียไปได้ เมื่อเกิดความผิดปกติหรือมีรอยโรค การผ่าตัดตับจึงเป็นหนึ่งในแนวทางการรักษาที่มีประสิทธิภาพเพื่อช่วยให้ตับกลับมาทำงานได้ตามปกติ หลายคนอาจมีความกังวลเมื่อได้ยินว่าต้องเข้ารับการผ่าตัด บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจกระบวนการรักษา เทคนิคการผ่าตัดในปัจจุบัน รวมถึงการเตรียมตัวและการดูแลตัวเองอย่างถูกวิธี เพื่อคลายความกังวลและเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่กระบวนการรักษา
การผ่าตัดตับ (Hepatectomy / Liver Resection) คืออะไร
การผ่าตัดตับ หรือที่ในทางการแพทย์เรียกว่า “Hepatectomy”หรือ “Liver Resection” คือกระบวนการทางศัลยกรรมเพื่อนำเนื้อเยื่อตับบางส่วน หรือนำตับออกทั้งหมดในกรณีที่มีการปลูกถ่ายตับออกไป การผ่าตัดนี้มักนำมาใช้รักษาผู้ที่มีภาวะโรคตับรุนแรง เนื้องอก หรือมะเร็งตับ โดยแพทย์จะทำการประเมินและตัดเฉพาะส่วนที่มีปัญหาออก เพื่อให้เนื้อเยื่อตับที่เหลืออยู่ยังคงทำหน้าที่ในระบบร่างกายต่อไปได้อย่างเพียงพอ
ความพิเศษของอวัยวะอย่างตับคือความสามารถในการงอกใหม่ หากเนื้อตับส่วนที่เหลืออยู่มีความแข็งแรงเพียงพอ เซลล์ตับจะสามารถฟื้นฟูและสร้างเนื้อเยื่อใหม่ขึ้นมาทดแทนส่วนที่ถูกตัดออกไปได้ตามธรรมชาติ กระบวนการนี้มักใช้เวลาหลายสัปดาห์จนถึงหลายเดือน ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้คนไข้สามารถกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติหลังจากการฟื้นตัว
สาเหตุที่ทำให้ต้องเข้ารับการผ่าตัดตับ

การพิจารณาให้ผู้ป่วยเข้ารับการผ่าตัดตับนั้น แพทย์จะประเมินจากความรุนแรงของโรคและสภาวะสุขภาพของผู้ป่วยเป็นหลัก โดยสาเหตุที่พบบ่อยมีดังนี้
ผ่าตัดก้อนที่ตับจากโรคมะเร็ง
การผ่าตัดก้อนที่ตับเป็นแนวทางการรักษาหลักสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งตับ ทั้งมะเร็งตับปฐมภูมิที่เกิดขึ้นบริเวณตับโดยตรง และมะเร็งทุติยภูมิที่แพร่กระจายมาจากอวัยวะอื่น เช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งเต้านม หรือมะเร็งรังไข่ โดยแพทย์จะทำการตัดเนื้อร้ายและเนื้อเยื่อส่วนดีรอบ ๆ ออกบางส่วน เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการลุกลามของเซลล์มะเร็ง
รอยโรคหรือเนื้องอกชนิดไม่ร้ายแรง
นอกจากการรักษามะเร็งแล้ว การผ่าตัดยังครอบคลุมถึงการกำจัดรอยโรคหรือเนื้องอกชนิดที่ไม่เป็นอันตรายแต่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิต เช่น ถุงน้ำในตับที่มีขนาดใหญ่ อะดีโนมา (Adenoma) หรือนิ่วในท่อน้ำดีภายในตับ ที่อาจก่อให้เกิดอาการปวดหรือขัดขวางการทำงานของระบบตับและทางเดินน้ำดี
การผ่าตัดเพื่อบริจาคตับ
ในกรณีที่ผู้ป่วยมีภาวะตับวายหรือโรคตับรุนแรงจนไม่สามารถรักษาด้วยวิธีอื่นได้ อาจจำเป็นต้องรับการปลูกถ่ายตับใหม่ ซึ่งการผ่าตัดเพื่อบริจาคตับจะเป็นการนำเนื้อเยื่อตับส่วนที่แข็งแรงจากผู้บริจาค นำไปปลูกถ่ายให้กับผู้ป่วย โดยตับของทั้งผู้บริจาคและผู้รับจะสามารถเจริญเติบโตและฟื้นฟูกลับมาทำงานได้
การผ่าตัดตับมีกี่แบบ แต่ละแบบแตกต่างกันอย่างไร
เทคนิคการผ่าตัดตับในปัจจุบันมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยแพทย์จะเลือกใช้วิธีที่เหมาะสมกับขนาด ตำแหน่งของรอยโรค และสภาพร่างกายของผู้ป่วย ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบหลัก ได้แก่
1. การผ่าตัดแบบเปิดหน้าท้อง (Open Surgery)
เป็นวิธีการผ่าตัดมาตรฐานที่ศัลยแพทย์จะเปิดแผลบริเวณหน้าท้องเพื่อเข้าถึงตับโดยตรง
วิธีนี้มักใช้ในกรณีที่ก้อนเนื้อมีขนาดใหญ่ อยู่ในตำแหน่งที่ซับซ้อน หรือจำเป็นต้องตัดตับออกในปริมาณมาก ซึ่งช่วยให้แพทย์สามารถมองเห็นและจัดการกับรอยโรคได้อย่างครอบคลุม แต่อาจใช้เวลาในการพักฟื้นค่อนข้างนานเนื่องจากขนาดของแผล
2. การผ่าตัดผ่านกล้อง (Laparoscopic Surgery)
เป็นเทคนิคการผ่าตัดแบบแผลเล็ก โดยแพทย์จะเจาะรูขนาดเล็กบริเวณหน้าท้องเพื่อสอดกล้องและเครื่องมือทางการแพทย์เข้าไปทำการผ่าตัด ข้อดีคือผู้ป่วยจะมีอาการปวดแผลน้อย เสียเลือดน้อย และฟื้นตัวได้ไว เหมาะสำหรับรอยโรคที่มีขนาดไม่ใหญ่มากและอยู่ในตำแหน่งที่เครื่องมือสามารถเข้าถึงได้
การผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด (Robotic-Assisted Surgery)
เป็นนวัตกรรมที่นำเทคโนโลยีหุ่นยนต์มาช่วยในการผ่าตัด โดยศัลยแพทย์จะควบคุมแขนกลผ่านหน้าจอที่แสดงภาพสามมิติความละเอียดสูง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการมองเห็นและการเคลื่อนไหวของเครื่องมือได้อย่างอิสระ ทำให้สามารถผ่าตัดในจุดที่เข้าถึงยาก เล็ก และซับซ้อนได้อย่างละเอียด ส่งผลให้แผลมีขนาดเล็ก บอบช้ำน้อย และช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวกลับไปใช้ชีวิตได้รวดเร็วขึ้น
ขั้นตอนและระยะเวลาในการผ่าตัดตับ

ระยะเวลาในการผ่าตัดตับโดยทั่วไปจะใช้เวลาประมาณ 2-6 ชั่วโมง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเทคนิคที่ใช้ ขนาดของรอยโรค และความซับซ้อนของแต่ละเคส โดยมีขั้นตอนการผ่าตัดหลัก ๆ ดังนี้
- วิสัญญีแพทย์ทำการระงับความรู้สึกด้วยการดมยาสลบ เพื่อให้ผู้ป่วยหลับและไม่รู้สึกตัวตลอดกระบวนการ
- ศัลยแพทย์ทำการเปิดแผลตามเทคนิคที่ประเมินไว้ (ผ่าตัดแบบเปิด ส่องกล้อง หรือใช้หุ่นยนต์)
- ทำการตรวจหาตำแหน่งของก้อนเนื้อหรือรอยโรคอย่างละเอียด โดยอาจใช้เครื่องอัลตราซาวนด์ร่วมด้วยในระหว่างการผ่าตัด
- ดำเนินการตัดเนื้อเยื่อตับในส่วนที่มีปัญหาออก พร้อมจัดการกับหลอดเลือดและท่อน้ำดีเพื่อควบคุมการตกเลือด
- ตรวจสอบความเรียบร้อย นำชิ้นเนื้อส่งตรวจทางพยาธิวิทยา และทำการเย็บปิดแผลผ่าตัดอย่างรัดกุม
การเตรียมตัวก่อนผ่าตัดตับ
การเตรียมร่างกายให้พร้อมก่อนเข้ารับการผ่าตัดมีส่วนสำคัญในการช่วยลดความเสี่ยงและทำให้ร่างกายฟื้นตัวได้ดี โดยมีแนวทางปฏิบัติดังนี้
- เข้ารับการตรวจร่างกาย ซักประวัติ ตรวจเลือด และตรวจทางรังสีวิทยา (เช่น CT Scan หรือ MRI) เพื่อประเมินการทำงานของตับอย่างละเอียด
- แจ้งประวัติโรคประจำตัวและการแพ้ยาให้แพทย์ทราบ รวมถึงงดยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด เช่น แอสไพริน หรืออาหารเสริม ตามคำแนะนำของแพทย์
- รับประทานอาหารที่มีโปรตีนสูงในช่วง 1-2 สัปดาห์ก่อนผ่าตัด เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงให้ร่างกาย
- งดสูบบุหรี่และงดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อให้ตับและปอดทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ
- งดน้ำและอาหารก่อนเข้ารับการผ่าตัดอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง ตามกำหนดเวลาที่แพทย์สั่ง
การดูแลหลังผ่าตัดตับ และระยะเวลาฟื้นตัว
หลังจากการผ่าตัดเสร็จสิ้น ผู้ป่วยจะต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อเฝ้าระวังอาการและฟื้นฟูร่างกาย โดยมีข้อควรปฏิบัติดังนี้
- พักฟื้นในห้องผู้ป่วยวิกฤต (ICU) ในช่วง 1-3 วันแรก อาจต้องพัก ICU ในบางราย โดยขึ้นอยู่กับความซับซ้อน เพื่อติดตามสัญญาณชีพและการทำงานของระบบต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด
- ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์และพยาบาลในการดูแลแผลผ่าตัด และจัดการกับท่อระบายต่าง ๆ ที่อาจต้องใส่ไว้ชั่วคราว
- รับประทานอาหารที่สุกสะอาด ย่อยง่าย และมีประโยชน์ เน้นโปรตีนเพื่อช่วยในการสมานแผล
- งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างเด็ดขาด และหลีกเลี่ยงการรับประทานยาสมุนไพรที่ไม่ได้มาจากคำสั่งแพทย์
- หลีกเลี่ยงการยกของหนักและการออกกำลังกายที่ใช้แรงมากในช่วง 4-8 สัปดาห์แรก หรือจนกว่าแพทย์จะอนุญาต
- ระยะเวลาการฟื้นตัวอาจใช้เวลาตั้งแต่ 2-8 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับเทคนิคการผ่าตัดและสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล
ความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น
แม้การผ่าตัดในปัจจุบันจะมีเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ แต่ทุกการผ่าตัดย่อมมีความเสี่ยงที่ผู้ป่วยควรทำความเข้าใจเพื่อเฝ้าระวัง ได้แก่
- ภาวะเลือดออก เนื่องจากตับเป็นอวัยวะที่มีหลอดเลือดจำนวนมาก
- การรั่วไหลของน้ำดี หากท่อน้ำดีเกิดความเสียหายหรือรอยต่อสมานไม่สนิท
- การติดเชื้อที่แผลผ่าตัด ปอด หรือทางเดินปัสสาวะ
- ภาวะน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอด หรือของเหลวสะสมในช่องท้อง (ท้องมาน)
- ภาวะตับวาย ในกรณีที่เนื้อตับส่วนที่เหลืออยู่ไม่เพียงพอต่อการทำงานของร่างกาย
อาการแบบไหนที่ควรรีบกลับมาพบแพทย์

ในช่วงระหว่างพักฟื้นที่บ้าน หากผู้ป่วยสังเกตพบอาการผิดปกติ ควรรีบกลับมาพบแพทย์เพื่อรับการตรวจประเมินทันที เช่น
- มีไข้สูงต่อเนื่อง
- ปวดบริเวณแผลผ่าตัดอย่างรุนแรงแม้รับประทานยาแก้ปวดแล้ว
- แผลบวมแดง มีเลือดหรือหนองไหลออกมา
- มีอาการดีซ่าน (ตัวเหลือง ตาเหลือง)
- ท้องบวมโตผิดปกติ
- คลื่นไส้อาเจียนจนไม่สามารถรับประทานอาหารได้
- มีอาการหายใจหอบเหนื่อย
อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของภาวะแทรกซ้อนที่ต้องได้รับการดูแลทางการแพทย์อย่างเร่งด่วน
คลายความกังวลก่อนผ่าตัดตับ พร้อมคำแนะนำจากแพทย์
ก่อนเข้ารับการผ่าตัด คนไข้หลายคนมักมีความกังวลและเกิดคำถามว่า ตัดตับไปแล้วจะมีชีวิตปกติได้ไหม? หรือ อันตรายมากหรือไม่? ในมุมมองของแพทย์ การผ่าตัดตับเป็นวิธีที่ช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยก่อนการผ่าตัด แพทย์จะทำการประเมินสภาพร่างกายและคำนวณปริมาณเนื้อตับอย่างรัดกุม เพื่อให้มั่นใจว่าตับส่วนที่เหลือจะเพียงพอต่อการใช้งาน หากเนื้อตับที่เหลืออยู่ทำงานได้ดี ร่างกายจะสามารถสร้างเซลล์ใหม่เพื่อชดเชยส่วนที่หายไปได้ตามกลไกธรรมชาติ ดังนั้นหากปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด ผู้ป่วยก็สามารถฟื้นฟูร่างกายและกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีได้อีกครั้ง
ศูนย์ศัลยกรรมโรงพยาบาลกรุงเทพ ชำนาญการด้านการผ่าตัดตับด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย
ศูนย์ศัลยกรรมโรงพยาบาลกรุงเทพ พร้อมดูแลผู้ป่วยที่ต้องเข้ารับการผ่าตัดตับและโรคทางระบบทางเดินอาหาร ด้วยเทคโนโลยีการผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด (Robotic-Assisted Surgery) ที่มีส่วนช่วยลดความเจ็บปวดและทำให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็ว โดยเฉพาะการผ่าตัดในจุดที่เข้าถึงยากและมีความซับซ้อน ให้บริการโดยทีมศัลยแพทย์เฉพาะทางที่มีประสบการณ์ในการใช้เทคโนโลยีนี้รักษาโรคครอบคลุมหลากหลายระบบ ทั้งปอด ต่อมลูกหมาก ตับ ลำไส้ และนรีเวช นอกจากนี้ยังมีบริการแบบแพ็กเกจที่ระบุราคาอย่างชัดเจน ครอบคลุมการผ่าตัดเฉพาะทางที่ต้องใช้ความละเอียดสูง เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมและสามารถวางแผนการรักษาได้อย่างมั่นใจ
สรุปบทความ
การผ่าตัดตับเป็นกระบวนการรักษาที่ต้องอาศัยการประเมินอย่างรอบคอบและการดูแลอย่างใกล้ชิด แม้จะฟังดูเป็นเรื่องที่น่ากังวล แต่ด้วยเทคโนโลยีการแพทย์ในปัจจุบันร่วมกับความชำนาญของทีมแพทย์ การผ่าตัดจึงดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ การเตรียมความพร้อมของร่างกายก่อนผ่าตัด และการปฏิบัติตามคำแนะนำในการดูแลตนเองอย่างถูกต้องหลังการผ่าตัด จะช่วยให้การฟื้นฟูร่างกายเป็นไปอย่างราบรื่น ช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างปกติ
- ค้นหาแพทย์: https://www.bangkokhospital.com/th/bangkok/doctor
- ทำนัด: https://www.bangkokhospital.com/th/bangkok/appointment/step1
- ติดต่อเรา: https://www.bangkokhospital.com/th/bangkok/contact
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับการผ่าตัดตับ
1. ตับที่ถูกตัดออกไปสามารถงอกกลับมาเหมือนเดิมได้จริงหรือไม่?
ตับเป็นอวัยวะที่สามารถสร้างเซลล์ใหม่ทดแทนส่วนที่สูญเสียไปได้ หากเนื้อตับส่วนที่เหลือมีความแข็งแรงเพียงพอ โดยกระบวนการฟื้นฟูรูปร่างและขนาดมักจะใช้เวลาตั้งแต่ไม่กี่สัปดาห์ไปจนถึงหลายเดือน ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล
2. หลังผ่าตัดก้อนที่ตับ ต้องทำเคมีบำบัดต่อหรือไม่?
การพิจารณาทำเคมีบำบัดต่อเนื่องขึ้นอยู่กับผลการตรวจชิ้นเนื้อและระยะของโรค หากเป็นการผ่าตัดก้อนเนื้อร้าย แพทย์อาจพิจารณาให้ยาเคมีบำบัดหรือการฉายแสงร่วมด้วยเพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคซ้ำ
3. การผ่าตัดตับใช้เวลาพักฟื้นนานแค่ไหนกว่าจะทำงานได้?
หากเป็นการผ่าตัดแผลเล็กมักใช้เวลาพักฟื้นที่บ้านประมาณ 2-4 สัปดาห์ แต่หากเป็นการผ่าตัดเปิดหน้าท้องอาจต้องใช้เวลา 6-8 สัปดาห์ จึงจะสามารถกลับไปทำกิจกรรมตามปกติได้ โดยในช่วงแรกควรหลีกเลี่ยงการยกของหนักและการออกแรงมากเกินไป
4. ผู้ที่มีภาวะตับแข็งสามารถเข้ารับการผ่าตัดตับได้หรือไม่?
สามารถทำได้ แต่แพทย์จะต้องประเมินการทำงานของตับอย่างละเอียด เนื่องจากผู้ที่มีภาวะตับแข็งจะมีข้อจำกัดในการตัดเนื้อตับออกได้น้อยกว่าผู้ที่มีเนื้อตับปกติ เพื่อประเมินให้แน่ใจว่าตับส่วนที่เหลืออยู่จะเพียงพอต่อการดำรงชีวิตอย่างเหมาะสม









