โรงพยาบาลกรุงเทพ
Caret Right
Search
CTA Curve
ค้นหาแพทย์ icon
ค้นหาแพทย์
ทำนัด icon
ทำนัด
ติดต่อ icon
ติดต่อ
โทร 1719
Menu
  • เลือกโรงพยาบาล

  • Language & Currency

Doctor not found
Doctor not found
Doctor not found
Doctor not found
โรงพยาบาลกรุงเทพ
ติดตามข่าวสาร
ดูแผนที่ Google Maps
    นโยบายความเป็นส่วนตัว

    |

    นโยบาย Cookie

    Copyright © 2026 Bangkok Hospital. All right reserved


    เครือข่ายโรงพยาบาลกรุงเทพ
    MEMBER OFBDMS logo
    CHAT

    การผ่าตัดตับ (Hepatectomy) ข้อมูลที่ควรรู้ แนวทางการรักษา และการดูแลตัวเอง

    7 นาทีในการอ่าน
    ข้อมูลโดย
    โรงพยาบาลกรุงเทพ สำนักงานใหญ่
    อัปเดตเมื่อ: 19 ส.ค. 2569
    แพ็กเกจแนะนำ
    ชุดตรวจคัดกรองโรคตับ
    ชุดตรวจคัดกรองโรคตับ
    การตรวจไขมันสะสมในตับ
    การตรวจไขมันสะสมในตับ
    ส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ Colonoscopy
    ส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ Colonoscopy
    การผ่าตัดตับ (Hepatectomy) ข้อมูลที่ควรรู้ แนวทางการรักษา และการดูแลตัวเอง
    โรงพยาบาลกรุงเทพ สำนักงานใหญ่
    อัปเดตเมื่อ: 19 ส.ค. 2569

    ตับเป็นอวัยวะสำคัญที่มีความพิเศษในการฟื้นฟูและสร้างเซลล์ใหม่ทดแทนส่วนที่สูญเสียไปได้ เมื่อเกิดความผิดปกติหรือมีรอยโรค การผ่าตัดตับจึงเป็นหนึ่งในแนวทางการรักษาที่มีประสิทธิภาพเพื่อช่วยให้ตับกลับมาทำงานได้ตามปกติ หลายคนอาจมีความกังวลเมื่อได้ยินว่าต้องเข้ารับการผ่าตัด บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจกระบวนการรักษา เทคนิคการผ่าตัดในปัจจุบัน รวมถึงการเตรียมตัวและการดูแลตัวเองอย่างถูกวิธี เพื่อคลายความกังวลและเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่กระบวนการรักษา

    การผ่าตัดตับ (Hepatectomy / Liver Resection) คืออะไร

    การผ่าตัดตับ หรือที่ในทางการแพทย์เรียกว่า “Hepatectomy”หรือ “Liver Resection” คือกระบวนการทางศัลยกรรมเพื่อนำเนื้อเยื่อตับบางส่วน หรือนำตับออกทั้งหมดในกรณีที่มีการปลูกถ่ายตับออกไป การผ่าตัดนี้มักนำมาใช้รักษาผู้ที่มีภาวะโรคตับรุนแรง เนื้องอก หรือมะเร็งตับ โดยแพทย์จะทำการประเมินและตัดเฉพาะส่วนที่มีปัญหาออก เพื่อให้เนื้อเยื่อตับที่เหลืออยู่ยังคงทำหน้าที่ในระบบร่างกายต่อไปได้อย่างเพียงพอ

    ความพิเศษของอวัยวะอย่างตับคือความสามารถในการงอกใหม่ หากเนื้อตับส่วนที่เหลืออยู่มีความแข็งแรงเพียงพอ เซลล์ตับจะสามารถฟื้นฟูและสร้างเนื้อเยื่อใหม่ขึ้นมาทดแทนส่วนที่ถูกตัดออกไปได้ตามธรรมชาติ กระบวนการนี้มักใช้เวลาหลายสัปดาห์จนถึงหลายเดือน ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้คนไข้สามารถกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติหลังจากการฟื้นตัว

    สาเหตุที่ทำให้ต้องเข้ารับการผ่าตัดตับ

    สาเหตุที่ต้องผ่าตัดตับ

    การพิจารณาให้ผู้ป่วยเข้ารับการผ่าตัดตับนั้น แพทย์จะประเมินจากความรุนแรงของโรคและสภาวะสุขภาพของผู้ป่วยเป็นหลัก โดยสาเหตุที่พบบ่อยมีดังนี้

    ผ่าตัดก้อนที่ตับจากโรคมะเร็ง

    การผ่าตัดก้อนที่ตับเป็นแนวทางการรักษาหลักสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งตับ ทั้งมะเร็งตับปฐมภูมิที่เกิดขึ้นบริเวณตับโดยตรง และมะเร็งทุติยภูมิที่แพร่กระจายมาจากอวัยวะอื่น เช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งเต้านม หรือมะเร็งรังไข่ โดยแพทย์จะทำการตัดเนื้อร้ายและเนื้อเยื่อส่วนดีรอบ ๆ ออกบางส่วน เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการลุกลามของเซลล์มะเร็ง

    รอยโรคหรือเนื้องอกชนิดไม่ร้ายแรง

    นอกจากการรักษามะเร็งแล้ว การผ่าตัดยังครอบคลุมถึงการกำจัดรอยโรคหรือเนื้องอกชนิดที่ไม่เป็นอันตรายแต่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิต เช่น ถุงน้ำในตับที่มีขนาดใหญ่ อะดีโนมา (Adenoma) หรือนิ่วในท่อน้ำดีภายในตับ ที่อาจก่อให้เกิดอาการปวดหรือขัดขวางการทำงานของระบบตับและทางเดินน้ำดี

    การผ่าตัดเพื่อบริจาคตับ

    ในกรณีที่ผู้ป่วยมีภาวะตับวายหรือโรคตับรุนแรงจนไม่สามารถรักษาด้วยวิธีอื่นได้ อาจจำเป็นต้องรับการปลูกถ่ายตับใหม่ ซึ่งการผ่าตัดเพื่อบริจาคตับจะเป็นการนำเนื้อเยื่อตับส่วนที่แข็งแรงจากผู้บริจาค นำไปปลูกถ่ายให้กับผู้ป่วย โดยตับของทั้งผู้บริจาคและผู้รับจะสามารถเจริญเติบโตและฟื้นฟูกลับมาทำงานได้

    การผ่าตัดตับมีกี่แบบ แต่ละแบบแตกต่างกันอย่างไร

    เทคนิคการผ่าตัดตับในปัจจุบันมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยแพทย์จะเลือกใช้วิธีที่เหมาะสมกับขนาด ตำแหน่งของรอยโรค และสภาพร่างกายของผู้ป่วย ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบหลัก ได้แก่

    1. การผ่าตัดแบบเปิดหน้าท้อง (Open Surgery)

    เป็นวิธีการผ่าตัดมาตรฐานที่ศัลยแพทย์จะเปิดแผลบริเวณหน้าท้องเพื่อเข้าถึงตับโดยตรง 

    วิธีนี้มักใช้ในกรณีที่ก้อนเนื้อมีขนาดใหญ่ อยู่ในตำแหน่งที่ซับซ้อน หรือจำเป็นต้องตัดตับออกในปริมาณมาก ซึ่งช่วยให้แพทย์สามารถมองเห็นและจัดการกับรอยโรคได้อย่างครอบคลุม แต่อาจใช้เวลาในการพักฟื้นค่อนข้างนานเนื่องจากขนาดของแผล

    2. การผ่าตัดผ่านกล้อง (Laparoscopic Surgery)

    เป็นเทคนิคการผ่าตัดแบบแผลเล็ก โดยแพทย์จะเจาะรูขนาดเล็กบริเวณหน้าท้องเพื่อสอดกล้องและเครื่องมือทางการแพทย์เข้าไปทำการผ่าตัด ข้อดีคือผู้ป่วยจะมีอาการปวดแผลน้อย เสียเลือดน้อย และฟื้นตัวได้ไว เหมาะสำหรับรอยโรคที่มีขนาดไม่ใหญ่มากและอยู่ในตำแหน่งที่เครื่องมือสามารถเข้าถึงได้

    การผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด (Robotic-Assisted Surgery)

    เป็นนวัตกรรมที่นำเทคโนโลยีหุ่นยนต์มาช่วยในการผ่าตัด โดยศัลยแพทย์จะควบคุมแขนกลผ่านหน้าจอที่แสดงภาพสามมิติความละเอียดสูง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการมองเห็นและการเคลื่อนไหวของเครื่องมือได้อย่างอิสระ ทำให้สามารถผ่าตัดในจุดที่เข้าถึงยาก เล็ก และซับซ้อนได้อย่างละเอียด ส่งผลให้แผลมีขนาดเล็ก บอบช้ำน้อย และช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวกลับไปใช้ชีวิตได้รวดเร็วขึ้น

    ขั้นตอนและระยะเวลาในการผ่าตัดตับ

    ขั้นตอนผ่าตัดตับ

    ระยะเวลาในการผ่าตัดตับโดยทั่วไปจะใช้เวลาประมาณ 2-6 ชั่วโมง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเทคนิคที่ใช้ ขนาดของรอยโรค และความซับซ้อนของแต่ละเคส โดยมีขั้นตอนการผ่าตัดหลัก ๆ ดังนี้

    • วิสัญญีแพทย์ทำการระงับความรู้สึกด้วยการดมยาสลบ เพื่อให้ผู้ป่วยหลับและไม่รู้สึกตัวตลอดกระบวนการ
    • ศัลยแพทย์ทำการเปิดแผลตามเทคนิคที่ประเมินไว้ (ผ่าตัดแบบเปิด ส่องกล้อง หรือใช้หุ่นยนต์)
    • ทำการตรวจหาตำแหน่งของก้อนเนื้อหรือรอยโรคอย่างละเอียด โดยอาจใช้เครื่องอัลตราซาวนด์ร่วมด้วยในระหว่างการผ่าตัด
    • ดำเนินการตัดเนื้อเยื่อตับในส่วนที่มีปัญหาออก พร้อมจัดการกับหลอดเลือดและท่อน้ำดีเพื่อควบคุมการตกเลือด
    • ตรวจสอบความเรียบร้อย นำชิ้นเนื้อส่งตรวจทางพยาธิวิทยา และทำการเย็บปิดแผลผ่าตัดอย่างรัดกุม

    การเตรียมตัวก่อนผ่าตัดตับ

    การเตรียมร่างกายให้พร้อมก่อนเข้ารับการผ่าตัดมีส่วนสำคัญในการช่วยลดความเสี่ยงและทำให้ร่างกายฟื้นตัวได้ดี โดยมีแนวทางปฏิบัติดังนี้

    • เข้ารับการตรวจร่างกาย ซักประวัติ ตรวจเลือด และตรวจทางรังสีวิทยา (เช่น CT Scan หรือ MRI) เพื่อประเมินการทำงานของตับอย่างละเอียด
    • แจ้งประวัติโรคประจำตัวและการแพ้ยาให้แพทย์ทราบ รวมถึงงดยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด เช่น แอสไพริน หรืออาหารเสริม ตามคำแนะนำของแพทย์
    • รับประทานอาหารที่มีโปรตีนสูงในช่วง 1-2 สัปดาห์ก่อนผ่าตัด เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงให้ร่างกาย
    • งดสูบบุหรี่และงดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อให้ตับและปอดทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ
    • งดน้ำและอาหารก่อนเข้ารับการผ่าตัดอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง ตามกำหนดเวลาที่แพทย์สั่ง

    การดูแลหลังผ่าตัดตับ และระยะเวลาฟื้นตัว

    หลังจากการผ่าตัดเสร็จสิ้น ผู้ป่วยจะต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อเฝ้าระวังอาการและฟื้นฟูร่างกาย โดยมีข้อควรปฏิบัติดังนี้

    • พักฟื้นในห้องผู้ป่วยวิกฤต (ICU) ในช่วง 1-3 วันแรก อาจต้องพัก ICU ในบางราย โดยขึ้นอยู่กับความซับซ้อน  เพื่อติดตามสัญญาณชีพและการทำงานของระบบต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด
    • ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์และพยาบาลในการดูแลแผลผ่าตัด และจัดการกับท่อระบายต่าง ๆ ที่อาจต้องใส่ไว้ชั่วคราว
    • รับประทานอาหารที่สุกสะอาด ย่อยง่าย และมีประโยชน์ เน้นโปรตีนเพื่อช่วยในการสมานแผล
    • งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างเด็ดขาด และหลีกเลี่ยงการรับประทานยาสมุนไพรที่ไม่ได้มาจากคำสั่งแพทย์
    • หลีกเลี่ยงการยกของหนักและการออกกำลังกายที่ใช้แรงมากในช่วง 4-8 สัปดาห์แรก หรือจนกว่าแพทย์จะอนุญาต
    • ระยะเวลาการฟื้นตัวอาจใช้เวลาตั้งแต่ 2-8 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับเทคนิคการผ่าตัดและสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล

    ความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น

    แม้การผ่าตัดในปัจจุบันจะมีเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ แต่ทุกการผ่าตัดย่อมมีความเสี่ยงที่ผู้ป่วยควรทำความเข้าใจเพื่อเฝ้าระวัง ได้แก่

    • ภาวะเลือดออก เนื่องจากตับเป็นอวัยวะที่มีหลอดเลือดจำนวนมาก
    • การรั่วไหลของน้ำดี หากท่อน้ำดีเกิดความเสียหายหรือรอยต่อสมานไม่สนิท
    • การติดเชื้อที่แผลผ่าตัด ปอด หรือทางเดินปัสสาวะ
    • ภาวะน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอด หรือของเหลวสะสมในช่องท้อง (ท้องมาน)
    • ภาวะตับวาย ในกรณีที่เนื้อตับส่วนที่เหลืออยู่ไม่เพียงพอต่อการทำงานของร่างกาย

    อาการแบบไหนที่ควรรีบกลับมาพบแพทย์

    อาการหลังผ่าตัดตับที่ต้องไปพบแพทย์

    ในช่วงระหว่างพักฟื้นที่บ้าน หากผู้ป่วยสังเกตพบอาการผิดปกติ ควรรีบกลับมาพบแพทย์เพื่อรับการตรวจประเมินทันที เช่น 

    • มีไข้สูงต่อเนื่อง
    • ปวดบริเวณแผลผ่าตัดอย่างรุนแรงแม้รับประทานยาแก้ปวดแล้ว 
    • แผลบวมแดง มีเลือดหรือหนองไหลออกมา 
    • มีอาการดีซ่าน (ตัวเหลือง ตาเหลือง)
    • ท้องบวมโตผิดปกติ 
    • คลื่นไส้อาเจียนจนไม่สามารถรับประทานอาหารได้ 
    • มีอาการหายใจหอบเหนื่อย

    อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของภาวะแทรกซ้อนที่ต้องได้รับการดูแลทางการแพทย์อย่างเร่งด่วน

    คลายความกังวลก่อนผ่าตัดตับ พร้อมคำแนะนำจากแพทย์

    ก่อนเข้ารับการผ่าตัด คนไข้หลายคนมักมีความกังวลและเกิดคำถามว่า ตัดตับไปแล้วจะมีชีวิตปกติได้ไหม? หรือ อันตรายมากหรือไม่? ในมุมมองของแพทย์ การผ่าตัดตับเป็นวิธีที่ช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยก่อนการผ่าตัด แพทย์จะทำการประเมินสภาพร่างกายและคำนวณปริมาณเนื้อตับอย่างรัดกุม เพื่อให้มั่นใจว่าตับส่วนที่เหลือจะเพียงพอต่อการใช้งาน หากเนื้อตับที่เหลืออยู่ทำงานได้ดี ร่างกายจะสามารถสร้างเซลล์ใหม่เพื่อชดเชยส่วนที่หายไปได้ตามกลไกธรรมชาติ ดังนั้นหากปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด ผู้ป่วยก็สามารถฟื้นฟูร่างกายและกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีได้อีกครั้ง

    ศูนย์ศัลยกรรมโรงพยาบาลกรุงเทพ ชำนาญการด้านการผ่าตัดตับด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย

    ศูนย์ศัลยกรรมโรงพยาบาลกรุงเทพ พร้อมดูแลผู้ป่วยที่ต้องเข้ารับการผ่าตัดตับและโรคทางระบบทางเดินอาหาร ด้วยเทคโนโลยีการผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด (Robotic-Assisted Surgery) ที่มีส่วนช่วยลดความเจ็บปวดและทำให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็ว โดยเฉพาะการผ่าตัดในจุดที่เข้าถึงยากและมีความซับซ้อน ให้บริการโดยทีมศัลยแพทย์เฉพาะทางที่มีประสบการณ์ในการใช้เทคโนโลยีนี้รักษาโรคครอบคลุมหลากหลายระบบ ทั้งปอด ต่อมลูกหมาก ตับ ลำไส้ และนรีเวช นอกจากนี้ยังมีบริการแบบแพ็กเกจที่ระบุราคาอย่างชัดเจน ครอบคลุมการผ่าตัดเฉพาะทางที่ต้องใช้ความละเอียดสูง เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมและสามารถวางแผนการรักษาได้อย่างมั่นใจ

    สรุปบทความ

    การผ่าตัดตับเป็นกระบวนการรักษาที่ต้องอาศัยการประเมินอย่างรอบคอบและการดูแลอย่างใกล้ชิด แม้จะฟังดูเป็นเรื่องที่น่ากังวล แต่ด้วยเทคโนโลยีการแพทย์ในปัจจุบันร่วมกับความชำนาญของทีมแพทย์ การผ่าตัดจึงดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ การเตรียมความพร้อมของร่างกายก่อนผ่าตัด และการปฏิบัติตามคำแนะนำในการดูแลตนเองอย่างถูกต้องหลังการผ่าตัด จะช่วยให้การฟื้นฟูร่างกายเป็นไปอย่างราบรื่น ช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างปกติ

    • ค้นหาแพทย์: https://www.bangkokhospital.com/th/bangkok/doctor 
    • ทำนัด: https://www.bangkokhospital.com/th/bangkok/appointment/step1 
    • ติดต่อเรา: https://www.bangkokhospital.com/th/bangkok/contact 

    คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับการผ่าตัดตับ

    1. ตับที่ถูกตัดออกไปสามารถงอกกลับมาเหมือนเดิมได้จริงหรือไม่?

    ตับเป็นอวัยวะที่สามารถสร้างเซลล์ใหม่ทดแทนส่วนที่สูญเสียไปได้ หากเนื้อตับส่วนที่เหลือมีความแข็งแรงเพียงพอ โดยกระบวนการฟื้นฟูรูปร่างและขนาดมักจะใช้เวลาตั้งแต่ไม่กี่สัปดาห์ไปจนถึงหลายเดือน ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล

    2. หลังผ่าตัดก้อนที่ตับ ต้องทำเคมีบำบัดต่อหรือไม่?

    การพิจารณาทำเคมีบำบัดต่อเนื่องขึ้นอยู่กับผลการตรวจชิ้นเนื้อและระยะของโรค หากเป็นการผ่าตัดก้อนเนื้อร้าย แพทย์อาจพิจารณาให้ยาเคมีบำบัดหรือการฉายแสงร่วมด้วยเพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคซ้ำ

    3. การผ่าตัดตับใช้เวลาพักฟื้นนานแค่ไหนกว่าจะทำงานได้?

    หากเป็นการผ่าตัดแผลเล็กมักใช้เวลาพักฟื้นที่บ้านประมาณ 2-4 สัปดาห์ แต่หากเป็นการผ่าตัดเปิดหน้าท้องอาจต้องใช้เวลา 6-8 สัปดาห์ จึงจะสามารถกลับไปทำกิจกรรมตามปกติได้ โดยในช่วงแรกควรหลีกเลี่ยงการยกของหนักและการออกแรงมากเกินไป

    4. ผู้ที่มีภาวะตับแข็งสามารถเข้ารับการผ่าตัดตับได้หรือไม่?

    สามารถทำได้ แต่แพทย์จะต้องประเมินการทำงานของตับอย่างละเอียด เนื่องจากผู้ที่มีภาวะตับแข็งจะมีข้อจำกัดในการตัดเนื้อตับออกได้น้อยกว่าผู้ที่มีเนื้อตับปกติ เพื่อประเมินให้แน่ใจว่าตับส่วนที่เหลืออยู่จะเพียงพอต่อการดำรงชีวิตอย่างเหมาะสม

    สอบถามเพิ่มเติมที่

    ศูนย์โรคทางเดินอาหารและตับ

    ชั้น 7 อาคารโรงพยาบาลกรุงเทพ โซน BC

    เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 07.00 - 15.00 น.

    0 2310 3402

    1719

    [email protected]

    ประหยัดเวลาค้นหาแพทย์ด้วยตัวเอง

    ให้ AI ช่วยประเมินอาการและแนะนำแพทย์ที่เหมาะสม

    AI เลือกแพทย์ให้

    เลือกปรึกษากับแพทย์เฉพาะทาง

    ดูแพทย์ทั้งหมด

    แพ็กเกจและโปรโมชั่น

    ชุดตรวจคัดกรองโรคตับชุดตรวจคัดกรองโรคตับ
    ชุดตรวจคัดกรองโรคตับ

    9,900 บาท

    20,410 บาท

    รายละเอียด
    การตรวจไขมันสะสมในตับการตรวจไขมันสะสมในตับ
    การตรวจไขมันสะสมในตับ

    3,900 บาท

    4,950 บาท

    รายละเอียด
    ส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ Colonoscopyส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ Colonoscopy
    ส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ Colonoscopy

    26,800 บาท

    32,755 บาท

    รายละเอียด
    ดูแพ็กเกจอื่น ๆ

    ข้อมูลสุขภาพ

    ดูข้อมูลสุขภาพอื่น ๆ

    ข้อมูลสุขภาพ

    โรคตับ รู้ทันอาการ สาเหตุ การป้องกัน ยิ่งตรวจพบเร็ว ยิ่งเพิ่มโอกาสรักษา Image
    โรคตับ รู้ทันอาการ สาเหตุ การป้องกัน ยิ่งตรวจพบเร็ว ยิ่งเพิ่มโอกาสรักษา
    ค่าตับสูงเกิดจากอะไร รู้ทันอาการ การรักษา และวิธีดูแลตับให้กลับมาแข็งแรง Image
    ค่าตับสูงเกิดจากอะไร รู้ทันอาการ การรักษา และวิธีดูแลตับให้กลับมาแข็งแรง
    โรคตับแข็ง (Liver Cirrhosis) คืออะไร รู้จักสาเหตุ อาการ แนวทางรักษา Image
    โรคตับแข็ง (Liver Cirrhosis) คืออะไร รู้จักสาเหตุ อาการ แนวทางรักษา
    ดูข้อมูลสุขภาพอื่น ๆ