โรงพยาบาลกรุงเทพ
Caret Right
Search
CTA Curve
ค้นหาแพทย์ icon
ค้นหาแพทย์
ทำนัด icon
ทำนัด
ติดต่อ icon
ติดต่อ
โทร 1719
Menu
  • เลือกโรงพยาบาล

  • Language & Currency

Doctor not found
Doctor not found
Doctor not found
Doctor not found
โรงพยาบาลกรุงเทพ
ติดตามข่าวสาร
ดูแผนที่ Google Maps
    นโยบายความเป็นส่วนตัว

    |

    นโยบาย Cookie

    Copyright © 2026 Bangkok Hospital. All right reserved


    เครือข่ายโรงพยาบาลกรุงเทพ
    MEMBER OFBDMS logo
    CHAT

    โรคตับแข็ง (Liver Cirrhosis) คืออะไร รู้จักสาเหตุ อาการ แนวทางรักษา

    11 นาทีในการอ่าน
    ข้อมูลโดย
    โรงพยาบาลกรุงเทพ สำนักงานใหญ่
    อัปเดตเมื่อ: 19 ส.ค. 2569
    แพ็กเกจแนะนำ
    ชุดตรวจคัดกรองโรคตับ
    ชุดตรวจคัดกรองโรคตับ
    การตรวจไขมันสะสมในตับ
    การตรวจไขมันสะสมในตับ
    ส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ Colonoscopy
    ส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ Colonoscopy
    โรคตับแข็ง (Liver Cirrhosis) คืออะไร รู้จักสาเหตุ อาการ แนวทางรักษา
    โรงพยาบาลกรุงเทพ สำนักงานใหญ่
    อัปเดตเมื่อ: 19 ส.ค. 2569

    โรคตับแข็ง คือภาวะที่ตับเกิดพังผืดสะสมเป็นเวลานานจนโครงสร้างและการทำงานของตับผิดปกติ โดยเนื้อปกติถูกแทนที่ด้วยพังผืดส่งผลให้ประสิทธิภาพในการทำงานของตับลดลงอย่างต่อเนื่อง

    การทำความเข้าใจ โรคตับแข็ง (Liver Cirrhosis) ว่าโรคตับเรื้อรังที่เกิดจากการอักเสบของตับอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะจากไวรัสตับอักเสบ การดื่มแอลกอฮอล์ โรคตับคั่งไขมัน หรือสาเหตุอื่น ๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะโรคนี้อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น น้ำในช่องท้อง เลือดออกจากเส้นเลือดขอดในหลอดอาหาร ภาวะสมองจากโรคตับ และมะเร็งตับได้

    การวินิจฉัยและรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น รวมถึงการควบคุมสาเหตุที่ทำให้ตับอักเสบเรื้อรัง จะช่วยชะลอการดำเนินโรค ลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน และช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

    โรคตับแข็ง (Liver Cirrhosis) คืออะไร?

    โรคตับแข็ง คือภาวะที่เกิดจากการอักเสบหรือบาดเจ็บของตับอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน ทำให้ร่างกายซ่อมแซมเนื้อตับที่เสียหายด้วยการสร้างพังผืดขึ้นมาแทนที่ เมื่อพังผืดสะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ โครงสร้างของตับจะผิดรูป แข็งตัว และทำงานได้ลดลง

    ในระยะแรก ผู้ป่วยจำนวนมากอาจไม่มีอาการ หรือมีเพียงอาการไม่จำเพาะ เช่น อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย เบื่ออาหาร หรือคลื่นไส้ ทำให้โรคมักถูกมองข้าม จนกระทั่งเกิดภาวะแทรกซ้อนจากตับแข็งในระยะหลัง แม้ว่าพังผืดในตับบางส่วนอาจดีขึ้นได้หากได้รับการรักษาที่เหมาะสมตั้งแต่ระยะแรก แต่เมื่อโรคดำเนินไปจนเกิดตับแข็งแล้ว ความเสียหายของตับจำนวนมากมักไม่สามารถกลับเป็นปกติได้ทั้งหมด ดังนั้นการตรวจพบและรักษาโรคตับเรื้อรังตั้งแต่เนิ่น ๆ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

    สาเหตุของโรคตับแข็งเกิดจากอะไรได้บ้าง

    โรคตับแข็งไม่ได้มาจากการดื่มแอลกอฮอล์เพียงอย่างเดียว แต่สามารถเกิดจากโรคหรือภาวะต่างๆที่ทำให้ตับอักเสบและเกิดพังผืดตับสะสมเป็นเวลานาน โดยสาเหตุที่พบบ่อย ได้แก่

    1. โรคตับคั่งไขมันที่สัมพันธ์กับความผิดปกติทางเมตาบอลิก (MASLD)

    ปัจจุบันเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของโรคตับแข็งทั่วโลก พบได้บ่อยในผู้ที่มีโรคอ้วน อ้วนลงพุง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง หรือภาวะดื้อต่ออินซูลิน การสะสมของไขมันในตับเป็นเวลานานอาจนำไปสู่การอักเสบ พังผืด และตับแข็งได้ในที่สุด

    2. โรคตับจากแอลกอฮอล์ (Alcohol-Related Liver Disease; ALD)

    การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมากและต่อเนื่องเป็นเวลานานสามารถทำลายเซลล์ตับโดยตรง กระตุ้นการอักเสบและการเกิดพังผืด จนนำไปสู่โรคตับแข็งได้ ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นตามปริมาณและระยะเวลาการดื่ม โดยทั่วไปผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์มากกว่า 4 ดื่มมาตรฐานต่อวันในผู้ชาย หรือมากกว่า 2 ดื่มมาตรฐานต่อวันในผู้หญิง เป็นประจำ มีความเสี่ยงต่อโรคตับจากแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้น (1 ดื่มมาตรฐาน (standard drink) เทียบเท่าแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ประมาณ 10–14 กรัม)

    3. ไวรัสตับอักเสบบีและซี (Chronic Viral Hepatitis B and C)

    การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีหรือซีแบบเรื้อรังทำให้เกิดการอักเสบของตับอย่างต่อเนื่อง หากไม่ได้รับการรักษา อาจนำไปสู่พังผืด ตับแข็ง และมะเร็งตับได้ ปัจจุบันยังคงเป็นสาเหตุสำคัญของโรคตับแข็งในประเทศไทย

    4. โรคตับอักเสบจากภูมิคุ้มกันตนเอง (Autoimmune Hepatitis)

    เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานผิดปกติและทำลายเซลล์ตับของตนเอง จนนำไปสู่การอักเสบเรื้อรังและอาจนำไปสู่ตับแข็งได้

    5. โรคทางพันธุกรรมและโรคของท่อน้ำดี

    โรคบางชนิด เช่น ภาวะเหล็กเกินในร่างกาย (Hemochromatosis) โรค Wilson’s disease หรือโรคท่อน้ำดีอักเสบเรื้อรัง สามารถทำให้เกิดการสะสมของสารผิดปกติในตับและนำไปสู่ตับแข็งได้

    6. ยา สมุนไพร และสารพิษบางชนิด

    การได้รับยาหรือสารบางชนิดต่อเนื่องเป็นเวลานาน รวมถึงผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหรือสมุนไพรที่ไม่ได้มาตรฐาน อาจทำให้เกิดการอักเสบของตับและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดพังผืดหรือตับแข็งในระยะยาว

    โรคตับแข็งมีกี่ระยะ? 

    โดยทั่วไป โรคตับแข็งสามารถแบ่งออกเป็น 2 ระยะหลักตามการทำงานของตับและการเกิดภาวะแทรกซ้อน ได้แก่

    1. ตับแข็งระยะชดเชย (Compensated Cirrhosis)

    หรืออาจเรียกว่า “ระยะเริ่มต้น” ของโรคตับแข็ง แม้ตับจะเกิดพังผืดและโครงสร้างเปลี่ยนแปลงไปแล้ว แต่ยังสามารถทำงานชดเชยได้ ผู้ป่วยจำนวนมากอาจไม่มีอาการ หรือมีเพียงอาการไม่จำเพาะ เช่น อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย เบื่ออาหาร หรือแน่นท้องเล็กน้อย ทำให้โรคมักถูกตรวจพบจากการตรวจสุขภาพหรือการตรวจหาสาเหตุของโรคตับเรื้อรัง

    2. ตับแข็งระยะไม่ชดเชย (Decompensated Cirrhosis)

    หรือ “ระยะที่เกิดภาวะแทรกซ้อน” เป็นระยะที่ตับไม่สามารถทำงานชดเชยได้เพียงพอและเริ่มเกิดภาวะแทรกซ้อน ผู้ป่วยอาจมีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง ท้องมาน ขาบวม เลือดออกจากเส้นเลือดขอดในหลอดอาหาร หรือภาวะสมองจากโรคตับ ซึ่งเป็นภาวะที่ต้องได้รับการดูแลจากแพทย์อย่างใกล้ชิด

    โดยทั่วไป ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาตั้งแต่ระยะชดเชยจะมีโอกาสควบคุมโรคและลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนได้ดีกว่าผู้ที่เข้าสู่ระยะไม่ชดเชยแล้ว

    สังเกตอาการโรคตับแข็ง สัญญาณเตือนที่ห้ามมองข้าม

    โรคตับแข็ง ในระยะแรกมักไม่แสดงอาการชัดเจน ผู้ป่วยจำนวนมากจึงไม่ทราบว่าตนเองมีโรค จนกระทั่งตับเกิดความเสียหายมากขึ้นหรือเริ่มเกิดภาวะแทรกซ้อน

    • อาการในระยะต้น: ผู้ป่วยอาจมีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย คลื่นไส้ เบื่ออาหาร คลื่นไส้ หรือมีน้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งเป็นอาการที่ไม่จำเพาะและอาจพบได้ในหลายโรค
    • อาการเมื่อตับเริ่มทำงานลดลง: เมื่อโรคดำเนินมากขึ้น อาจเริ่มมีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง (ดีซ่าน) ท้องโตจากภาวะท้องมาน ขาบวม หรือฝ่ามือแดงผิดปกติ
    • อาการที่ควรรีบพบแพทย์: หากมีอาการอาเจียนเป็นเลือด ถ่ายอุจจาระสีดำคล้ายยางมะตอย สับสน มึนงง ง่วงซึมผิดปกติ หรือมีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลง ควรรีบพบแพทย์ทันที เนื่องจากอาจเป็นสัญญาณของภาวะแทรกซ้อนรุนแรงจากโรคตับแข็ง

    ภาวะแทรกซ้อนจากโรคตับแข็งที่ต้องเฝ้าระวัง

    เมื่อโรคตับแข็งดำเนินไปจนตับไม่สามารถทำงานชดเชยได้เพียงพอ ผู้ป่วยอาจเข้าสู่ภาวะตับแข็งระยะไม่ชดเชย (Decompensated Cirrhosis) และเกิดภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญ ซึ่งบางภาวะอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

    1. ภาวะท้องมานและขาบวม (Ascites and Edema)

    เป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อยที่สุดของโรคตับแข็ง เกิดจากความดันในระบบหลอดเลือดพอร์ทัลสูงขึ้นร่วมกับการสร้างโปรตีนอัลบูมินของตับที่ลดลง ทำให้มีการสะสมของของเหลวในช่องท้องและบริเวณขา ผู้ป่วยอาจมีอาการท้องโต แน่นท้อง น้ำหนักเพิ่มขึ้น หรือขาบวมได้ นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อในน้ำในช่องท้อง (Spontaneous Bacterial Peritonitis; SBP) ซึ่งอาจมีอาการไข้ ปวดท้อง หรือซึมลง

    2. ภาวะความดันหลอดเลือดพอร์ทัลสูงและเส้นเลือดขอดในทางเดินอาหาร (Portal Hypertension and varices)

    เมื่อพังผืดในตับขัดขวางการไหลเวียนของเลือด จะทำให้ความดันในระบบหลอดเลือดพอร์ทัลสูงขึ้น ส่งผลให้เกิดเส้นเลือดขอดในหลอดอาหารหรือกระเพาะอาหาร หากเส้นเลือดเหล่านี้แตก ผู้ป่วยอาจมีอาการอาเจียนเป็นเลือดสดหรือถ่ายอุจจาระสีดำคล้ายยางมะตอย ซึ่งถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์

    3. ภาวะทางสมองจากโรคตับ (Hepatic Encephalopathy)

    เกิดจากการที่ตับไม่สามารถขับสารพิษได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้สารพิษสะสม และส่งผลต่อการทำงานของสมอง ผู้ป่วยอาจมีอาการหลงลืม สมาธิลดลง สับสน บุคลิกภาพเปลี่ยนไป นอนผิดเวลา หรือในรายที่รุนแรงอาจมีอาการซึมลงจนหมดสติได้

    4. ภาวะไตวายจากโรคตับ (Hepatorenal Syndrome)

    โรคตับแข็งระยะรุนแรงอาจส่งผลต่อระบบไหลเวียนโลหิตและการทำงานของไต ทำให้เกิดภาวะไตวายได้ แม้ว่าไตจะไม่มีความผิดปกติโดยตรง ภาวะนี้เป็นภาวะแทรกซ้อนที่มีความรุนแรงสูงและต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด

    5. ความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตับ (Hepatocellular Carcinoma)

    ผู้ป่วยโรคตับแข็งมีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตับสูงกว่าคนทั่วไป ดังนั้นจึงควรได้รับการตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอ โดยทั่วไปแนะนำให้ตรวจอัลตราซาวด์ตับทุก 6 เดือน และอาจพิจารณาตรวจเลือดเพิ่มเติมตามดุลยพินิจของแพทย์ เพื่อเพิ่มโอกาสในการตรวจพบมะเร็งตับตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

    แนวทางการตรวจวินิจฉัยโรคตับแข็ง

    โรคตับแข็ง

    เมื่อแพทย์สงสัยว่าผู้ป่วยอาจมีโรคตับแข็ง จะมีการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และส่งตรวจเพิ่มเติมเพื่อประเมินสาเหตุ ความรุนแรงของโรค รวมถึงภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น โดยการตรวจที่สำคัญ ได้แก่

    1. การตรวจเลือดเพื่อประเมินการทำงานของตับ

    การตรวจเลือดช่วยประเมินทั้งการอักเสบของตับ ความสามารถในการทำงานของตับ และภาวะแทรกซ้อนที่เกี่ยวข้อง โดยตัวอย่างค่าที่แพทย์ใช้พิจารณา ได้แก่

    • AST (SGOT) และ ALT (SGPT) : ใช้ประเมินการอักเสบหรือการบาดเจ็บของเซลล์ตับ
    • Albumin : เป็นโปรตีนที่สร้างโดยตับ หากมีค่าต่ำอาจบ่งบอกว่าตับทำงานลดลง
    • Bilirubin : หากมีค่าสูง อาจทำให้เกิดอาการตัวเหลือง ตาเหลือง (ดีซ่าน)
    • INR หรือ Prothrombin Time (PT) : ใช้ประเมินความสามารถในการสร้างโปรตีนที่เกี่ยวข้องกับการแข็งตัวของเลือด
    • Platelet Count (เกล็ดเลือด) : เกล็ดเลือดต่ำอาจเป็นสัญญาณของภาวะความดันหลอดเลือดพอร์ทัลสูงจากโรคตับแข็ง

    2. การตรวจอัลตราซาวนด์ช่องท้อง (Ultrasound)

    เป็นการตรวจเบื้องต้นที่นิยมใช้ในการประเมินโรคตับแข็ง เนื่องจากไม่เจ็บและไม่ต้องฉีดสารทึบรังสี สามารถช่วยประเมินลักษณะของตับ ม้ามโต น้ำในช่องท้อง รวมถึงใช้คัดกรองมะเร็งตับในผู้ป่วยโรคตับแข็งได้

    3 การตรวจ FibroScan® (Transient Elastography)

    FibroScan® เป็นการตรวจวัดความแข็งของตับเพื่อประเมินระดับพังผืดและความรุนแรงของโรคตับ โดยไม่ต้องเจาะชิ้นเนื้อตับ นอกจากนี้ยังสามารถประเมินปริมาณไขมันสะสมในตับได้ในคราวเดียวกัน 

    4. การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) หรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI)

    ในบางกรณีแพทย์อาจพิจารณาส่งตรวจ CT หรือ MRI เพื่อประเมินโครงสร้างของตับ ภาวะแทรกซ้อน และคัดกรองมะเร็งตับเพิ่มเติม

    5. การส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนต้น (Upper GI Endoscopy)

    ผู้ป่วยโรคตับแข็งบางรายอาจได้รับการส่องกล้องเพื่อตรวจหาเส้นเลือดขอดในหลอดอาหารหรือกระเพาะอาหาร ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนสำคัญของโรคตับแข็งและอาจทำให้เกิดเลือดออกในทางเดินอาหารได้

    ปัจจุบัน แพทย์สามารถวินิจฉัยและประเมินความรุนแรงของโรคตับแข็งได้ในผู้ป่วยส่วนใหญ่จากการตรวจเลือด การตรวจอัลตราซาวด์ และ FibroScan® โดยไม่จำเป็นต้องเจาะชิ้นเนื้อตับ

    โรคตับแข็งรักษาหายไหม 

    หนึ่งในคำถามที่พบบ่อยคือ “โรคตับแข็งรักษาหายไหม?” คำตอบคือ โรคตับแข็งเป็นภาวะที่ตับเกิดพังผืดและมีการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างตับเป็นเวลานาน ซึ่งความเสียหายส่วนใหญ่ไม่สามารถกลับมาเป็นปกติได้ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม หากสามารถรักษาหรือควบคุมสาเหตุของโรคได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ พังผืดและการทำงานของตับในผู้ป่วยบางรายอาจดีขึ้นได้

    เป้าหมายสำคัญของการรักษาโรคตับแข็ง คือการหยุดยั้งไม่ให้โรคลุกลาม ป้องกันภาวะแทรกซ้อน และช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยแนวทางการรักษาจะขึ้นอยู่กับสาเหตุและระดับความรุนแรงของโรค เช่น การรักษาไวรัสตับอักเสบบีหรือซี การงดแอลกอฮอล์อย่างเด็ดขาด หรือการควบคุมน้ำหนักและโรคร่วมในผู้ป่วยโรคตับคั่งไขมัน นอกจากนี้ แพทย์จะให้การดูแลและรักษาภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากโรคตับแข็ง เช่น ท้องมาน เส้นเลือดขอดในหลอดอาหาร ภาวะสมองจากโรคตับ หรือการติดเชื้อ

    ในกรณีที่ตับเสียหายรุนแรงจนไม่สามารถทำงานได้เพียงพอ หรือเกิดภาวะแทรกซ้อนที่ควบคุมได้ยาก การปลูกถ่ายตับ (Liver Transplantation) อาจเป็นทางเลือกในการรักษาที่ช่วยให้ผู้ป่วยกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้

    การรักษาโรคตับแข็งในปัจจุบัน

    แม้พังผืดที่เกิดขึ้นจนกลายเป็นโรคตับแข็งแล้วจะไม่สามารถกลับมาเป็นเนื้อตับปกติได้ทั้งหมด แต่การรักษาที่เหมาะสมสามารถช่วยชะลอการดำเนินโรค ลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน และช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้

    1. การรักษาที่สาเหตุของโรค

    หัวใจสำคัญของการรักษาโรคตับแข็ง คือการควบคุมหรือกำจัดสาเหตุที่ทำให้ตับเกิดการอักเสบเรื้อรัง

    • ในผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบบีหรือซี แพทย์อาจพิจารณาให้ยาต้านไวรัสเพื่อลดการอักเสบและชะลอการดำเนินโรค
    • ในผู้ป่วยโรคตับจากแอลกอฮอล์ การงดดื่มแอลกอฮอล์อย่างเด็ดขาดเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
    • ในผู้ป่วยโรคตับคั่งไขมัน ควรควบคุมน้ำหนัก รักษาโรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง และปัจจัยเสี่ยงทางเมตาบอลิกอื่น ๆ

    2. การรักษาภาวะแทรกซ้อน

    ผู้ป่วยโรคตับแข็งอาจต้องได้รับการรักษาภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นร่วมด้วย เช่น

    • ยาลดความดันหลอดเลือดพอร์ทัล เพื่อลดความเสี่ยงของเส้นเลือดขอดในหลอดอาหารแตก
    • ยาขับปัสสาวะ สำหรับผู้ป่วยที่มีท้องมานหรือขาบวม
    • ยารักษาภาวะสมองจากโรคตับ เช่น ยาที่ช่วยลดการสร้างและดูดซึมสารแอมโมเนียในลำไส้

    3. การดูแลด้านโภชนาการ

    ผู้ป่วยโรคตับแข็งจำนวนมากมีภาวะขาดสารอาหารและสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ การได้รับพลังงานและโปรตีนอย่างเพียงพอจึงมีความสำคัญ โดยแพทย์และนักกำหนดอาหารจะช่วยวางแผนโภชนาการให้เหมาะสมกับสภาวะของผู้ป่วยแต่ละราย นอกจากนี้ อาจพิจารณาเสริมวิตามินหรือแร่ธาตุในกรณีที่ตรวจพบภาวะขาดสารอาหาร

    4. หัตถการและการรักษาขั้นสูง

    ในกรณีที่เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงหรือไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยา แพทย์อาจพิจารณาการรักษาเพิ่มเติม เช่น

    • การส่องกล้องรัดเส้นเลือดขอดในหลอดอาหาร
    • การทำ TIPS (Transjugular Intrahepatic Portosystemic Shunt) เพื่อลดความดันในระบบหลอดเลือดพอร์ทัล
    • การปลูกถ่ายตับ (Liver Transplantation) ซึ่งเป็นทางเลือกในการรักษาสำหรับผู้ป่วยที่มีโรคตับระยะรุนแรงหรือมีภาวะแทรกซ้อนที่ไม่สามารถควบคุมได้ด้วยวิธีอื่น

    ข้อควรปฏิบัติ และข้อห้ามสำหรับผู้ป่วยโรคตับแข็ง 

    ผู้ป่วยโรคตับแข็งสามารถลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนและชะลอการดำเนินโรคได้ด้วยการดูแลตนเองอย่างเหมาะสม รวมถึงหลีกเลี่ยงปัจจัยที่อาจทำให้ตับได้รับความเสียหายเพิ่มเติม ดังนี้

    • งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดอย่างเด็ดขาด: ไม่ว่าตับแข็งจะเกิดจากสาเหตุใด การดื่มแอลกอฮอล์สามารถเร่งการอักเสบและเพิ่มความเสียหายของตับได้
    • หลีกเลี่ยงการใช้ยา สมุนไพร หรืออาหารเสริมรับประทานเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์: ยาบางชนิด รวมถึงสมุนไพรและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบางประเภท อาจก่อให้เกิดพิษต่อตับหรือส่งผลกระทบต่อการทำงานของตับได้ ผู้ป่วยโรคตับแข็งควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยาเสมอ
    • หลีกเลี่ยงอาหารดิบหรือกึ่งสุกกึ่งดิบ: โดยเฉพาะอาหารทะเลดิบ เช่น หอยนางรม เนื่องจากผู้ป่วยโรคตับแข็งมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อรุนแรงมากกว่าคนทั่วไป
    • จำกัดอาหารที่มีโซเดียมสูง: โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีท้องมานหรือขาบวม ควรหลีกเลี่ยงอาหารแปรรูป อาหารกระป๋อง อาหารหมักดอง และอาหารรสเค็มจัด เพื่อลดการคั่งของน้ำในร่างกาย
    • หลีกเลี่ยงภาวะท้องผูก: การขับถ่ายที่ไม่สม่ำเสมออาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะสมองจากโรคตับในผู้ป่วยบางราย จึงควรดื่มน้ำ รับประทานอาหารที่มีกากใย และใช้ยาตามคำแนะนำของแพทย์

    การดูแลตนเองและการติดตามรักษาในผู้ป่วยโรคตับแข็ง

    การดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่องมีบทบาทสำคัญในการชะลอการดำเนินโรค ลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน และช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

    • รับประทานอาหารที่สมดุลและได้รับโปรตีนอย่างเพียงพอ: ผู้ป่วยโรคตับแข็งจำนวนมากมีภาวะขาดสารอาหารและมวลกล้ามเนื้อลดลง จึงควรได้รับโปรตีนคุณภาพดีในปริมาณที่เหมาะสมตามคำแนะนำของแพทย์หรือนักกำหนดอาหาร
    • แบ่งมื้ออาหารเป็นมื้อย่อยและหลีกเลี่ยงการอดอาหารเป็นเวลานาน: การรับประทานอาหารมื้อเล็กหลายมื้อต่อวัน รวมถึงอาหารว่างก่อนนอน อาจช่วยลดการสลายมวลกล้ามเนื้อและรักษาสมดุลพลังงานของร่างกาย
    • ควบคุมน้ำหนักและโรคร่วมทางเมตาบอลิก: ในผู้ป่วยที่มีโรคตับคั่งไขมันร่วมด้วย การควบคุมน้ำหนัก ระดับน้ำตาลในเลือด และไขมันในเลือด จะช่วยลดการอักเสบและชะลอการดำเนินโรคได้
    • สังเกตอาการผิดปกติของร่างกายอย่างสม่ำเสมอ: หากมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นรวดเร็ว ท้องโตมากขึ้น ขาบวม ตัวเหลือง ตาเหลือง อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายดำ หรือมีอาการสับสน ควรรีบพบแพทย์ทันที
    • รับวัคซีนตามคำแนะนำของแพทย์: เช่น วัคซีนไวรัสตับอักเสบเอและบี (ในผู้ที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกัน) วัคซีนไข้หวัดใหญ่ และวัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบ เพื่อลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อ
    • ติดตามการรักษาอย่างสม่ำเสมอ: ผู้ป่วยโรคตับแข็งควรเข้ารับการตรวจเลือด ตรวจอัลตราซาวด์ตับ และการตรวจอื่น ๆ ตามแพทย์นัด เพื่อประเมินการทำงานของตับ เฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อน และคัดกรองมะเร็งตับอย่างต่อเนื่อง

    บริการดูแลผู้ป่วยโรคตับแข็งที่โรงพยาบาลกรุงเทพ

    โรคตับแข็ง

    ศูนย์โรคตับและทางเดินอาหาร โรงพยาบาลกรุงเทพ ให้บริการดูแลรักษาโรคตับแข็ง โดยทีมแพทย์สหสาขาวิชาชีพและอายุรแพทย์โรคตับที่มีประสบการณ์ เราพร้อมให้คำปรึกษาเชิงลึกถึงสาเหตุของโรคตับแข็ง พร้อมวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคล ด้วยเทคโนโลยีส่องกล้อง เช่น ERCP, EUS, และ DBE ที่ช่วยวินิจฉัยและรักษาโดยไม่ต้องผ่าตัด

    พร้อมให้คำแนะนำในการดูแลตนเองและเตรียมตัวก่อน – หลังตรวจอย่างเป็นระบบ เพื่อการฟื้นตัวที่เหมาะสม เพื่อให้อาการโรคตับแข็งของผู้ป่วยทุเลาลงและสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยที่เข้มงวด

    สรุปบทความ

    ตับแข็ง เป็นภาวะที่ป้องกันได้หากตรวจพบไวและเข้ารับการรักษาอย่างถูกต้อง การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการสังเกตอาการโรคตับแข็งตั้งแต่ระยะแรกมีความสำคัญมากในการยืดอายุการทำงานของตับ การดูแลสุขภาพแบบเชิงรุกที่ โรงพยาบาลกรุงเทพ จะช่วยลดความกังวลและดูแล รวมถึงประคับประคองอาการของคนเป็นโรคตับแข็งได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    • ค้นหาแพทย์: https://www.bangkokhospital.com/th/bangkok/doctor 
    • ทำนัด: https://www.bangkokhospital.com/th/bangkok/appointment/step1 
    • ติดต่อเรา: https://www.bangkokhospital.com/th/bangkok/contact

    สอบถามเพิ่มเติมที่

    ศูนย์โรคทางเดินอาหารและตับ

    ชั้น 7 อาคารโรงพยาบาลกรุงเทพ โซน BC

    เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 07.00 - 15.00 น.

    0 2310 3402

    1719

    [email protected]

    ประหยัดเวลาค้นหาแพทย์ด้วยตัวเอง

    ให้ AI ช่วยประเมินอาการและแนะนำแพทย์ที่เหมาะสม

    AI เลือกแพทย์ให้

    เลือกปรึกษากับแพทย์เฉพาะทาง

    ดูแพทย์ทั้งหมด

    แพ็กเกจและโปรโมชั่น

    ชุดตรวจคัดกรองโรคตับชุดตรวจคัดกรองโรคตับ
    ชุดตรวจคัดกรองโรคตับ

    9,900 บาท

    20,410 บาท

    รายละเอียด
    การตรวจไขมันสะสมในตับการตรวจไขมันสะสมในตับ
    การตรวจไขมันสะสมในตับ

    3,900 บาท

    4,950 บาท

    รายละเอียด
    ส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ Colonoscopyส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ Colonoscopy
    ส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ Colonoscopy

    26,800 บาท

    32,755 บาท

    รายละเอียด
    ดูแพ็กเกจอื่น ๆ

    ข้อมูลสุขภาพ

    ดูข้อมูลสุขภาพอื่น ๆ

    ข้อมูลสุขภาพ

    โรคตับ รู้ทันอาการ สาเหตุ การป้องกัน ยิ่งตรวจพบเร็ว ยิ่งเพิ่มโอกาสรักษา Image
    โรคตับ รู้ทันอาการ สาเหตุ การป้องกัน ยิ่งตรวจพบเร็ว ยิ่งเพิ่มโอกาสรักษา
    ค่าตับสูงเกิดจากอะไร รู้ทันอาการ การรักษา และวิธีดูแลตับให้กลับมาแข็งแรง Image
    ค่าตับสูงเกิดจากอะไร รู้ทันอาการ การรักษา และวิธีดูแลตับให้กลับมาแข็งแรง
    การผ่าตัดตับ (Hepatectomy) ข้อมูลที่ควรรู้ แนวทางการรักษา และการดูแลตัวเอง Image
    การผ่าตัดตับ (Hepatectomy) ข้อมูลที่ควรรู้ แนวทางการรักษา และการดูแลตัวเอง
    ดูข้อมูลสุขภาพอื่น ๆ