โรงพยาบาลกรุงเทพ
Caret Right
Search
CTA Curve
ค้นหาแพทย์ icon
ค้นหาแพทย์
ทำนัด icon
ทำนัด
ติดต่อ icon
ติดต่อ
โทร 1719
Menu
  • เลือกโรงพยาบาล

  • Language & Currency

Doctor not found
Doctor not found
Doctor not found
Doctor not found
โรงพยาบาลกรุงเทพ
ติดตามข่าวสาร
ดูแผนที่ Google Maps
    นโยบายความเป็นส่วนตัว

    |

    นโยบาย Cookie

    Copyright © 2026 Bangkok Hospital. All right reserved


    เครือข่ายโรงพยาบาลกรุงเทพ
    MEMBER OFBDMS logo
    CHAT

    โรคตับ รู้ทันอาการ สาเหตุ การป้องกัน ยิ่งตรวจพบเร็ว ยิ่งเพิ่มโอกาสรักษา

    7 นาทีในการอ่าน
    ข้อมูลโดย
    พญ. ธนินี ประสพโภคากร
    พญ. ธนินี ประสพโภคากร

    โรงพยาบาลกรุงเทพ สำนักงานใหญ่

    อัปเดตเมื่อ: 29 ก.ค. 2569
    Dr. Thaninee Prasoppokakorn
    พญ. ธนินี ประสพโภคากร
    โรงพยาบาลกรุงเทพ สำนักงานใหญ่
    แพ็กเกจแนะนำ
    ตรวจหาเชื้อแบคทีเรียจากลมหายใจในกระเพาะอาหาร
    ตรวจหาเชื้อแบคทีเรียจากลมหายใจในกระเพาะอาหาร
    โรคตับ รู้ทันอาการ สาเหตุ การป้องกัน ยิ่งตรวจพบเร็ว ยิ่งเพิ่มโอกาสรักษา
    โรงพยาบาลกรุงเทพ สำนักงานใหญ่
    อัปเดตเมื่อ: 29 ก.ค. 2569

    โรคตับเป็นปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อยและเป็นหนึ่งในการเสียชีวิตที่สำคัญของประชากรทั่วโลก โรคตับที่พบบ่อยได้แก่  โรคตับคั่งไขมัน ตับอักเสบจากการดื่มสุรา ไวรัสตับอักเสบจากยา มักไม่แสดงอาการในระยะแรก กว่าผู้ป่วยจะรู้ตัวอาการมักลุกลามรุนแรง เข้าสู่ระยะตับแข็งหรือมีภาวะแทรกซ้อนเป็นมะเร็งตับ การลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคตับและการตรวจสุขภาพโดยการตรวจเลือด ตรวจอัลตราซาวนด์ หรือเพิ่มเติมอื่น ๆ ช่วยวินิจฉัยโรคตับ ซึ่งการรักษาตั้งแต่เริ่มต้นช่วยลดความรุนแรงของโรค

     

    ตับมีหน้าที่อย่างไร

    ตับเป็นอวัยวะสำคัญที่ช่วยให้ระบบการทำงานต่าง ๆ ในร่างกายมีประสิทธิภาพ ได้แก่

    • กำจัดสารพิษและของเสียออกจากเลือด รวมถึงกำจัดแบคทีเรียและสารพิษออกจากเลือด
    • สร้างสารอาหารที่จำเป็น เช่น อัลบูมิน โปรตีนที่รักษาการไหลเวียนของเหลวในระบบไหลเวียนเลือด
    • สร้างน้ำดี ช่วยย่อยไขมันและดูดซึมไขมันในลำไส้เล็ก
    • สร้างโปรตีนและการแข็งตัวของเลือด 
    • กักเก็บวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิดเพื่อให้ร่างกายใช้ในเวลาที่จำเป็น
    • รักษาระดับน้ำตาลในเลือดและพลังงานอื่น ๆ ในร่างกายให้คงที่

    โรคตับคืออะไร 

    โรคตับ คือ ภาวะที่ตับทำงานผิดปกติ เนื้อเยื่อตับเกิดความเสียหาย ประสิทธิภาพการทำงานลดลง พบได้ในคนทุกเพศทุกวัย การรักษาขึ้นอยู่กับสาเหตุที่พบ หากตรวจเจอตั้งแต่ระยะเแรกเริ่มจะช่วยชะลอความรุนแรง ลดภาวะแทรกซ้อน เพิ่มโอกาสในการรักษา เพราะผู้ป่วยโรคตับมักไม่แสดงอาการชัดเจน จึงควรสังเกตความผิดปกติและตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี

    โรคตับมีกี่ชนิด

    โดยปกติแล้วโรคตับสามารถแบ่งชนิดได้ตามสาเหตุของการเกิดโรคดังนี้

    โรคตับจากไวรัสตับอักเสบ เป็นโรคติดต่อที่สร้างความเสียหายให้ตับร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ ไวรัสตับอักเสบมี 5 ชนิด ได้แก่ 

    1. ไวรัสตับอักเสบ A ติดจากการรับประทานอาหารปรุงไม่สุกหรือดิบ หรือรับประทานอาหารร่วมกับผู้ติดเชื้อ อาการที่พบคือ มีไข้ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร อาเจียน ตัวและตาเหลือง
    2. ไวรัสตับอักเสบ B ติดจากเลือด จากมารดามายังลูกตอนคลอด พบได้บ่อย อาการที่พบคือ ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม จุกแน่นใต้ชายโครงขวา 
    3. ไวรัสตับอักเสบ C ติดจากเลือด จากการใช้เข็มร่วมกัน อาจไม่มีอาการ บางคนรู้สึกอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อ่อนแรง ปวดข้อ
    4. ไวรัสตับอักเสบ D มักพบร่วมกับไวรัสตับอักเสบบี อาการค่อนข้างรุนแรง อุจจาระสีซีด ปัสสาวะสีเข้ม ปวดท้อง ตัวและตาเหลือง คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร อาจตับอักเสบเฉียบพลันจนเสียชีวิตได้
    5. ไวรัสตับอักเสบ E มักติดเชื้อจากอาหารปรุงไม่สุกหรือดิบ ผู้ป่วยมักอ่อนเพลียและเป็นดีซ่าน อาจมีอาการรุนแรงในผู้ป่วยตั้งครรภ์

    โรคตับจากยาและสารพิษ ทำให้ตับอักเสบเรื้อรัง พังผืดในตับ และกลายเป็นโรคตับแข็ง ซึ่งสารพิษรวมทั้งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยา สมุนไพรชนิดต่าง ๆ 

    โรคตับจากพันธุกรรม ผลข้างเคียงคือทำให้ตับทำงานผิดปกติ เช่น ธาตุเหล็กเกิน ธาตุทองแดงเกิน ตับไม่สามารถกำจัดส่วนเกินได้ เกิดการสะสมแร่ธาตุ หากปล่อยไว้อวัยวะภายในจะค่อย ๆ เสื่อมสภาพลงอย่างรวดเร็ว

    มะเร็งตับ เซลล์ตับทำงานผิดปกติจนกลายเป็นเซลล์มะเร็ง อาการที่พบคือ เบื่ออาหาร อาเจียน น้ำหนักลด ดีซ่าน หากปล่อยไว้จนเรื้อรังอาจทำให้ตับวายและอันตรายถึงขั้นเสียชีวิต

    สาเหตุของโรคตับคืออะไร

    • กินอาหารที่มีไขมันสูง แป้ง และน้ำตาล          
    • ขาดการออกกำลังกาย ปัจจัยเสี่ยงต่อภาวะ โรคตับคั่งไขมัน
    • ภาวะน้ำหนักเกินเกณฑ์
    • ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ เกิดการอักเสบเฉียบพลันและเรื้อรัง
    • ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาจตับอักเสบเฉียบพลันหรือเรื้อรัง ปล่อยไว้อาจตับแข็งและตับวาย
    • ตับอักเสบจากสารพิษ เช่น ใช้ยาเกินขนาด ได้รับสารเคมีมากเกินไป 
    • ไขมันพอกตับจากโรคอ้วน น้ำตาลในเลือดสูง ภาวะไขมันในเลือดสูง
    • โรคแพ้ภูมิตัวเอง ภูมิคุ้มกันทำลายเซลล์ตับ ตับอักเสบและบวมขึ้น หากเรื้อรังอาจเกิดแผลเป็นในตับ 

    กลุ่มเสี่ยงโรคตับคือใคร

    • ผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ
    • ผู้ที่มีภาวะอ้วนหรือโรคอ้วนลงพุง
    • ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2
    • ผู้ที่มีไขมันในเลือดสูง
    • ผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ
    • ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคตับหรือมะเร็งตับ
    • ผู้ที่ใช้ยาหรือสมุนไพรบางชนิดติดต่อกันเป็นเวลานาน
    • ผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น ใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน สักหรือเจาะร่างกายไม่ได้มาตรฐาน มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน สัมผัสเลือดและสารคัดหลั่งที่ปนเปื้อนเชื้อ

    อาการโรคตับที่สังเกตได้

    • คลื่นไส้ อาเจียน
    • อ่อนเพลีย 
    • ตัวเหลือง ตาเหลือง ดีซ่าน
    • ปัสสาวะสีเข้มกว่าปกติ
    • ท้องอืด แน่นท้อง มีแก๊สในกระเพาะบ่อย ๆ
    • ปวดท้องรุนแรงที่ชายโครงขวา 
    • คันตามผิวหนัง

    ความรุนแรงของโรคตับเป็นอย่างไร

    โรคตับส่งผลต่อการทำงานของตับ โดยความรุนแรงและความเสียหายแบ่งออกเป็น 4 ระยะ ได้แก่

    • ระยะที่ 1 ตับอักเสบ ระยะนี้ตับพยายามกำจัดสารพิษ ฟื้นฟูรักษาเนื้อเยื่อ หากอักเสบเฉียบพลัน เช่น ไวรัสตับอักเสบ ตับจะรักษาตัวเองได้ แต่หากรักษาไม่ได้จะเกิดการอักเสบเรื้อรัง ทำให้เกิดพังผืดในตับ
    • ระยะที่ 2 พังผืดในตับ ระยะที่แผลในเนื้อเยื่อตับเรื้อรังมากขึ้น พังผืดลดการไหลเวียนขอบเลือดในตับ ออกซิเจนและสารอาหารเข้าสู่ตับลดลง จุดเริ่มต้นของโรคตับแข็ง
    • ระยะที่ 3 ตับแข็ง ระยะที่พังผืดไม่สามารถรักษาตัวเองได้ เริ่มส่งผลต่อการทำงานของตับอย่างรุนแรง
    • ระยะที่ 4 ตับวาย ระยะที่ตับไม่สามารถทำหน้าที่ได้ การทำงานค่อย ๆ เสื่อมลงจนตับวายเรื้อรัง หากไม่ปลูกถ่ายตับอาจอันตรายถึงชีวิต

    ตรวจวินิจฉัยโรคตับอย่างไร

    การตรวจวินิจฉัยโรคตับขึ้นอยู่กับการประเมินโดยแพทย์เฉพาะทาง ซึ่งมีหลายวิธี ได้แก่

    • ตรวจการทำงานของตับ (Liver Function Tests) ผ่านการตรวจเลือดในห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ 
    • ตรวจเอนไซม์ AST (SGOT – Serum Glutamic Oxaloacetic Transaminase) หากมีมากแสดงว่าเกิดความเสียหายในเซลล์ตับ ใช้ตรวจเพื่อยืนยันอาการผิดปกติของตับ ติดตามผลลัพธ์หรือผลข้างเคียงจากการรักษาตับ 
    • ตรวจเอนไซม์ ALT (SGPT – Serum Glutamate-Pyruvate Transaminase) หากพบปริมาณมากแสดงว่าตับมีปัญหา ใช้ตรวจสอบความรุนแรงที่เกิดกับตับ ยืนยันโรคทางตับ ผลข้างเคียงจากการใช้ยารักษาตับ
    • ตรวจเอนไซม์ ALP (Alkaline Phosphatase) ที่อวัยวะผลิตขึ้นเมื่อเกิดความผิดปกติ เพื่อตรวจหาความผิดปกติหรือโรคที่เกี่ยวกับตับ ท่อทางเดินน้ำดี และกระดูก มักตรวจพร้อม ALT และ AST เพื่อยืนยันโรคสำคัญ 
    • ตรวจเอนไซม์ GGT (Gamma GT) เพื่อหาค่า ALP (Alkaline Phosphatase) ว่ามาจากอวัยวะใดมากเกินไป หากพบว่าค่าสูงแสดงถึงความเสี่ยงโรคตับและโรคท่อทางเดินน้ำดี
    • ตรวจค่า Total Bilirubin ซึ่งค่าบิลิรูบินมีอยู่ 2 ชนิด คือ Indirect Bilirubin สารเหลืองที่ยังไปไม่ถึงตับ และ Direct Bilirubin สารเหลืองที่ผ่านตับและทำปฏิกิริยาแล้ว เพื่อหาความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับตับและเม็ดเลือดแดง รวมถึงอวัยวะอื่น ๆ ช่วยหาความเสี่ยงอาการที่เกี่ยวข้องกับตับ และวินิจฉัยหาแนวทางรักษาโรคทางตับ
    • ตรวจค่า Direct Bilirubin ที่ทำปฏิกิริยาเพื่อให้ตับและไตนำไปกำจัด หากค่าน้อยแสดงว่าร่างกายมีสุขภาพดี สามารถนำสาร Direct bilirubin ไปใช้จนเกิดประโยชน์สูงสุด
    • ตรวจค่า Albumin ที่มีถึงร้อยละ 60 ของโปรตีนทั้งหมดในร่างกายและมาจากตับเท่านั้น หากมีปริมาณน้อยหรือมากเกินไปอาจมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคตับหรือไต
    • ตรวจค่า Globulin โปรตีนที่เกี่ยวกับเม็ดเลือดขาว ช่วยกำจัดสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย หากมีปริมาณมากเกินไปอาจเป็นสัญญาณว่าร่างกายกำลังพยายามกำจัดเชื้อร้ายบางอย่าง
    • ตรวจเชื้อไวรัสตับอักเสบ B (HBsAg) และ C (Anti – HCV) ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคตับเรื้อรัง
    • ตรวจสารบ่งชี้มะเร็งตับ (AFP – Alpha Fetoprotein) ในเลือด ประเมินความเสี่ยงมะเร็งตับ ผู้ป่วยมะเร็งตับประมาณ 40% มีค่า AFP สูงผิดปกติ
    • ตรวจอัลตราซาวนด์ช่องท้อง ด้วยคลื่นเสียงเพื่อเช็กโครงสร้างตับและอวัยวะข้างเคียง สามารถตรวจพบก้อนเนื้อหรือความผิดปกติในตับได้
    • Fibro Scan เทคโนโลยีคลื่นเสียงวัดความแข็งและปริมาณไขมันในตับ เหมาะกับผู้ที่มีความเสี่ยงตับแข็ง ไขมันพอกตับ หรือภาวะตับเสื่อม 
    • ตรวจอื่นๆ เพิ่มเติม เช่น CT Scan, MRI, ERCP, MRCP ตามคำแนะนำของแพทย์เฉพาะทาง

    แนวทางรักษาโรคตับ

    การรักษาโรคตับขึ้นอยู่กับชนิดของโรคและความรุนแรงที่พบ แบ่งออกเป็น

    • ปรับพฤติกรรม
    • ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม
    • งดสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์
    • เลี่ยงอาหารปิ้งย่าง อาหารไขมันสูง
    • ระวังการรับประทานน้ำตาลมากเกินไป 
    • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
    • รักษาด้วยยา อาทิ ยาต้านไวรัสตับอักเสบ B และ C ยากดภูมิคุ้มกันสำหรับโรคตับ ยาขับปัสสาวะ
    • รักษาด้วยการผ่าตัด ได้แก่ ผ่าตัดส่องกล้องเพื่อรักษาตับ ปลูกถ่ายตับ

    ภาวะแทรกซ้อนของโรคตับ

    • ตับแข็ง
    • ตับวาย
    • มะเร็งตับ
    • ความดันโลหิตสูงในหลอดเลือดดำของตับ

    โรคตับรักษาหายไหม

    โรคตับสามารถรักษาให้หายได้ โดยโรคตับแต่ละชนิดมีแนวทางการรักษาที่แตกต่างกัน เช่น 

    • ตับอักเสบเฉียบพลัน ส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัสหรือสารพิษบางชนิด หากวินิจฉัยเร็วรักษาถูกต้องหายขาดได้
    • ตับอักเสบเรื้อรัง หากรักษาต่อเนื่องอาจควบคุมไวรัสได้
    • ตับแข็ง ไม่สามารถฟื้นฟูให้เหมือนเดิม แต่รักษาเพื่อชะลอความเสื่อม ลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนได้
    • ไขมันพอกตับ ถ้าอยู่ในระยะเริ่มแรก ไม่มีพังผืดในตับ ปรับพฤติกรรมให้ตับกลับมาแข็งแรงได้

    โรคตับติดต่อได้หรือไม่

    โรคตับที่ติดต่อได้เกิดจากไวรัส เช่น ไวรัสตับอักเสบ A และ E โดยติดต่อผ่านการรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อ ไวรัสตับอักเสบ B C และ D ติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน ใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน สัก เจาะหู การรับเลือด ถ่ายทอดจากแม่สู่ลูกขณะคลอด ส่วนโรคตับที่ติดต่อไม่ได้เกิดจากพฤติกรรม พันธุกรรม หรือภูมิต้านทานของร่างกาย เช่น โรคตับจากแอลกอฮอล์ ไขมันในเลือดสูง น้ำตาลในเลือดสูง โรคอ้วน ตับอักเสบจากภูมิต้านทานตนเอง มะเร็งตับ ตับแข็ง

    ป้องกันโรคตับได้อย่างไร

    • ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ
    • ดัชนีมวลกายต้องไม่เกินเกณฑ์ที่กำหนด ระวังโรคอ้วน 
    • เลี่ยงบริโภคไขมันอิ่มตัว เช่น เนื้อสัตว์ติดมัน เนื้อสัตว์แปรรูป น้ำมันจากสัตว์ กะทิ เนย
    • เลี่ยงอาหารที่มีอะฟลาทอกซินปนเปื้อน เช่น ถั่วลิสง พริกป่น 
    • งดกินปลาดิบ อาหารสุก ๆ ดิบ ๆ ป้องกันพยาธิใบไม้ในตับ
    • ดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอ งดดื่มแอลกอฮอล์
    • เน้นอาหารที่มีกรดไขมันชนิดโอเมก้า-3  เส้นใยอาหารสูง ลดอาหารและเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลฟรุกโตส 
    • ออกกำลังกายอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์
    • ระวังการกินยาหรืออาหารเสริมที่อาจมีผลข้างเคียงต่อตับ
    • ตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี

    โรงพยาบาลที่ชำนาญโรคตับ

    ศูนย์โรคทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลกรุงเทพ พร้อมให้การตรวจเช็กสุขภาพตับ ค่าตับที่เหมาะสม ตลอดจนตรวจวินิจฉัยและดูแลรักษาโรคตับ โดยแพทย์เฉพาะทางที่มีความชำนาญ พยาบาล และทีมสหสาขา ด้วยอุปกรณ์และเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อให้มีสุขภาพตับที่แข็งแรงในระยะยาว

    แพทย์ที่ชำนาญการโรคตับ

    พญ.ธนินี ประสพโภคากร อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหาร ศูนย์โรคทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลกรุงเทพ

    สามารถคลิกที่นี่เพื่อทำนัดหมายได้ด้วยตนเอง

    ข้อมูลโดย

    Doctor Image

    พญ. ธนินี ประสพโภคากร

    อายุรศาสตร์

    อายุรศาสตร์โรคระบบทางเดินอาหาร

    พญ. ธนินี ประสพโภคากร

    อายุรศาสตร์

    อายุรศาสตร์โรคระบบทางเดินอาหาร
    Doctor profileDoctor profile

    สอบถามเพิ่มเติมที่

    ศูนย์โรคทางเดินอาหารและตับ

    ชั้น 2 อาคารโรงพยาบาลกรุงเทพ

    เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 07.00 - 15.00 น.

    0 2310 3402

    1719

    [email protected]

    เลือกปรึกษากับแพทย์เฉพาะทาง

    ดูแพทย์ทั้งหมด

    แพ็กเกจและโปรโมชั่น

    ตรวจหาเชื้อแบคทีเรียจากลมหายใจในกระเพาะอาหารตรวจหาเชื้อแบคทีเรียจากลมหายใจในกระเพาะอาหาร
    ตรวจหาเชื้อแบคทีเรียจากลมหายใจในกระเพาะอาหาร

    5,200 บาท

    9,100 บาท

    รายละเอียด
    ชุดตรวจคัดกรองโรคตับชุดตรวจคัดกรองโรคตับ
    ชุดตรวจคัดกรองโรคตับ

    9,900 บาท

    20,410 บาท

    รายละเอียด
    การตรวจไขมันสะสมในตับการตรวจไขมันสะสมในตับ
    การตรวจไขมันสะสมในตับ

    3,900 บาท

    4,950 บาท

    รายละเอียด
    ดูแพ็กเกจอื่น ๆ

    ข้อมูลสุขภาพ

    ดูข้อมูลสุขภาพอื่น ๆ

    ข้อมูลสุขภาพ

    ค่าตับสูงเกิดจากอะไร รู้ทันอาการ การรักษา และวิธีดูแลตับให้กลับมาแข็งแรง Image
    ค่าตับสูงเกิดจากอะไร รู้ทันอาการ การรักษา และวิธีดูแลตับให้กลับมาแข็งแรง
    โรคตับแข็ง (Liver Cirrhosis) คืออะไร รู้จักสาเหตุ อาการ แนวทางรักษา Image
    โรคตับแข็ง (Liver Cirrhosis) คืออะไร รู้จักสาเหตุ อาการ แนวทางรักษา
    การผ่าตัดตับ (Hepatectomy) ข้อมูลที่ควรรู้ แนวทางการรักษา และการดูแลตัวเอง Image
    การผ่าตัดตับ (Hepatectomy) ข้อมูลที่ควรรู้ แนวทางการรักษา และการดูแลตัวเอง
    ดูข้อมูลสุขภาพอื่น ๆ