โรคตับเป็นปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อยและเป็นหนึ่งในการเสียชีวิตที่สำคัญของประชากรทั่วโลก โรคตับที่พบบ่อยได้แก่ โรคตับคั่งไขมัน ตับอักเสบจากการดื่มสุรา ไวรัสตับอักเสบจากยา มักไม่แสดงอาการในระยะแรก กว่าผู้ป่วยจะรู้ตัวอาการมักลุกลามรุนแรง เข้าสู่ระยะตับแข็งหรือมีภาวะแทรกซ้อนเป็นมะเร็งตับ การลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคตับและการตรวจสุขภาพโดยการตรวจเลือด ตรวจอัลตราซาวนด์ หรือเพิ่มเติมอื่น ๆ ช่วยวินิจฉัยโรคตับ ซึ่งการรักษาตั้งแต่เริ่มต้นช่วยลดความรุนแรงของโรค
ตับมีหน้าที่อย่างไร
ตับเป็นอวัยวะสำคัญที่ช่วยให้ระบบการทำงานต่าง ๆ ในร่างกายมีประสิทธิภาพ ได้แก่
- กำจัดสารพิษและของเสียออกจากเลือด รวมถึงกำจัดแบคทีเรียและสารพิษออกจากเลือด
- สร้างสารอาหารที่จำเป็น เช่น อัลบูมิน โปรตีนที่รักษาการไหลเวียนของเหลวในระบบไหลเวียนเลือด
- สร้างน้ำดี ช่วยย่อยไขมันและดูดซึมไขมันในลำไส้เล็ก
- สร้างโปรตีนและการแข็งตัวของเลือด
- กักเก็บวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิดเพื่อให้ร่างกายใช้ในเวลาที่จำเป็น
- รักษาระดับน้ำตาลในเลือดและพลังงานอื่น ๆ ในร่างกายให้คงที่
โรคตับคืออะไร
โรคตับ คือ ภาวะที่ตับทำงานผิดปกติ เนื้อเยื่อตับเกิดความเสียหาย ประสิทธิภาพการทำงานลดลง พบได้ในคนทุกเพศทุกวัย การรักษาขึ้นอยู่กับสาเหตุที่พบ หากตรวจเจอตั้งแต่ระยะเแรกเริ่มจะช่วยชะลอความรุนแรง ลดภาวะแทรกซ้อน เพิ่มโอกาสในการรักษา เพราะผู้ป่วยโรคตับมักไม่แสดงอาการชัดเจน จึงควรสังเกตความผิดปกติและตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี

โรคตับมีกี่ชนิด
โดยปกติแล้วโรคตับสามารถแบ่งชนิดได้ตามสาเหตุของการเกิดโรคดังนี้
โรคตับจากไวรัสตับอักเสบ เป็นโรคติดต่อที่สร้างความเสียหายให้ตับร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ ไวรัสตับอักเสบมี 5 ชนิด ได้แก่
- ไวรัสตับอักเสบ A ติดจากการรับประทานอาหารปรุงไม่สุกหรือดิบ หรือรับประทานอาหารร่วมกับผู้ติดเชื้อ อาการที่พบคือ มีไข้ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร อาเจียน ตัวและตาเหลือง
- ไวรัสตับอักเสบ B ติดจากเลือด จากมารดามายังลูกตอนคลอด พบได้บ่อย อาการที่พบคือ ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม จุกแน่นใต้ชายโครงขวา
- ไวรัสตับอักเสบ C ติดจากเลือด จากการใช้เข็มร่วมกัน อาจไม่มีอาการ บางคนรู้สึกอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อ่อนแรง ปวดข้อ
- ไวรัสตับอักเสบ D มักพบร่วมกับไวรัสตับอักเสบบี อาการค่อนข้างรุนแรง อุจจาระสีซีด ปัสสาวะสีเข้ม ปวดท้อง ตัวและตาเหลือง คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร อาจตับอักเสบเฉียบพลันจนเสียชีวิตได้
- ไวรัสตับอักเสบ E มักติดเชื้อจากอาหารปรุงไม่สุกหรือดิบ ผู้ป่วยมักอ่อนเพลียและเป็นดีซ่าน อาจมีอาการรุนแรงในผู้ป่วยตั้งครรภ์
โรคตับจากยาและสารพิษ ทำให้ตับอักเสบเรื้อรัง พังผืดในตับ และกลายเป็นโรคตับแข็ง ซึ่งสารพิษรวมทั้งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยา สมุนไพรชนิดต่าง ๆ
โรคตับจากพันธุกรรม ผลข้างเคียงคือทำให้ตับทำงานผิดปกติ เช่น ธาตุเหล็กเกิน ธาตุทองแดงเกิน ตับไม่สามารถกำจัดส่วนเกินได้ เกิดการสะสมแร่ธาตุ หากปล่อยไว้อวัยวะภายในจะค่อย ๆ เสื่อมสภาพลงอย่างรวดเร็ว
มะเร็งตับ เซลล์ตับทำงานผิดปกติจนกลายเป็นเซลล์มะเร็ง อาการที่พบคือ เบื่ออาหาร อาเจียน น้ำหนักลด ดีซ่าน หากปล่อยไว้จนเรื้อรังอาจทำให้ตับวายและอันตรายถึงขั้นเสียชีวิต

สาเหตุของโรคตับคืออะไร
- กินอาหารที่มีไขมันสูง แป้ง และน้ำตาล
- ขาดการออกกำลังกาย ปัจจัยเสี่ยงต่อภาวะ โรคตับคั่งไขมัน
- ภาวะน้ำหนักเกินเกณฑ์
- ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ เกิดการอักเสบเฉียบพลันและเรื้อรัง
- ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาจตับอักเสบเฉียบพลันหรือเรื้อรัง ปล่อยไว้อาจตับแข็งและตับวาย
- ตับอักเสบจากสารพิษ เช่น ใช้ยาเกินขนาด ได้รับสารเคมีมากเกินไป
- ไขมันพอกตับจากโรคอ้วน น้ำตาลในเลือดสูง ภาวะไขมันในเลือดสูง
- โรคแพ้ภูมิตัวเอง ภูมิคุ้มกันทำลายเซลล์ตับ ตับอักเสบและบวมขึ้น หากเรื้อรังอาจเกิดแผลเป็นในตับ
กลุ่มเสี่ยงโรคตับคือใคร
- ผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ
- ผู้ที่มีภาวะอ้วนหรือโรคอ้วนลงพุง
- ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2
- ผู้ที่มีไขมันในเลือดสูง
- ผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ
- ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคตับหรือมะเร็งตับ
- ผู้ที่ใช้ยาหรือสมุนไพรบางชนิดติดต่อกันเป็นเวลานาน
- ผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น ใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน สักหรือเจาะร่างกายไม่ได้มาตรฐาน มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน สัมผัสเลือดและสารคัดหลั่งที่ปนเปื้อนเชื้อ

อาการโรคตับที่สังเกตได้
- คลื่นไส้ อาเจียน
- อ่อนเพลีย
- ตัวเหลือง ตาเหลือง ดีซ่าน
- ปัสสาวะสีเข้มกว่าปกติ
- ท้องอืด แน่นท้อง มีแก๊สในกระเพาะบ่อย ๆ
- ปวดท้องรุนแรงที่ชายโครงขวา
- คันตามผิวหนัง
ความรุนแรงของโรคตับเป็นอย่างไร
โรคตับส่งผลต่อการทำงานของตับ โดยความรุนแรงและความเสียหายแบ่งออกเป็น 4 ระยะ ได้แก่
- ระยะที่ 1 ตับอักเสบ ระยะนี้ตับพยายามกำจัดสารพิษ ฟื้นฟูรักษาเนื้อเยื่อ หากอักเสบเฉียบพลัน เช่น ไวรัสตับอักเสบ ตับจะรักษาตัวเองได้ แต่หากรักษาไม่ได้จะเกิดการอักเสบเรื้อรัง ทำให้เกิดพังผืดในตับ
- ระยะที่ 2 พังผืดในตับ ระยะที่แผลในเนื้อเยื่อตับเรื้อรังมากขึ้น พังผืดลดการไหลเวียนขอบเลือดในตับ ออกซิเจนและสารอาหารเข้าสู่ตับลดลง จุดเริ่มต้นของโรคตับแข็ง
- ระยะที่ 3 ตับแข็ง ระยะที่พังผืดไม่สามารถรักษาตัวเองได้ เริ่มส่งผลต่อการทำงานของตับอย่างรุนแรง
- ระยะที่ 4 ตับวาย ระยะที่ตับไม่สามารถทำหน้าที่ได้ การทำงานค่อย ๆ เสื่อมลงจนตับวายเรื้อรัง หากไม่ปลูกถ่ายตับอาจอันตรายถึงชีวิต

ตรวจวินิจฉัยโรคตับอย่างไร
การตรวจวินิจฉัยโรคตับขึ้นอยู่กับการประเมินโดยแพทย์เฉพาะทาง ซึ่งมีหลายวิธี ได้แก่
- ตรวจการทำงานของตับ (Liver Function Tests) ผ่านการตรวจเลือดในห้องปฏิบัติการทางการแพทย์
- ตรวจเอนไซม์ AST (SGOT – Serum Glutamic Oxaloacetic Transaminase) หากมีมากแสดงว่าเกิดความเสียหายในเซลล์ตับ ใช้ตรวจเพื่อยืนยันอาการผิดปกติของตับ ติดตามผลลัพธ์หรือผลข้างเคียงจากการรักษาตับ
- ตรวจเอนไซม์ ALT (SGPT – Serum Glutamate-Pyruvate Transaminase) หากพบปริมาณมากแสดงว่าตับมีปัญหา ใช้ตรวจสอบความรุนแรงที่เกิดกับตับ ยืนยันโรคทางตับ ผลข้างเคียงจากการใช้ยารักษาตับ
- ตรวจเอนไซม์ ALP (Alkaline Phosphatase) ที่อวัยวะผลิตขึ้นเมื่อเกิดความผิดปกติ เพื่อตรวจหาความผิดปกติหรือโรคที่เกี่ยวกับตับ ท่อทางเดินน้ำดี และกระดูก มักตรวจพร้อม ALT และ AST เพื่อยืนยันโรคสำคัญ
- ตรวจเอนไซม์ GGT (Gamma GT) เพื่อหาค่า ALP (Alkaline Phosphatase) ว่ามาจากอวัยวะใดมากเกินไป หากพบว่าค่าสูงแสดงถึงความเสี่ยงโรคตับและโรคท่อทางเดินน้ำดี
- ตรวจค่า Total Bilirubin ซึ่งค่าบิลิรูบินมีอยู่ 2 ชนิด คือ Indirect Bilirubin สารเหลืองที่ยังไปไม่ถึงตับ และ Direct Bilirubin สารเหลืองที่ผ่านตับและทำปฏิกิริยาแล้ว เพื่อหาความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับตับและเม็ดเลือดแดง รวมถึงอวัยวะอื่น ๆ ช่วยหาความเสี่ยงอาการที่เกี่ยวข้องกับตับ และวินิจฉัยหาแนวทางรักษาโรคทางตับ
- ตรวจค่า Direct Bilirubin ที่ทำปฏิกิริยาเพื่อให้ตับและไตนำไปกำจัด หากค่าน้อยแสดงว่าร่างกายมีสุขภาพดี สามารถนำสาร Direct bilirubin ไปใช้จนเกิดประโยชน์สูงสุด
- ตรวจค่า Albumin ที่มีถึงร้อยละ 60 ของโปรตีนทั้งหมดในร่างกายและมาจากตับเท่านั้น หากมีปริมาณน้อยหรือมากเกินไปอาจมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคตับหรือไต
- ตรวจค่า Globulin โปรตีนที่เกี่ยวกับเม็ดเลือดขาว ช่วยกำจัดสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย หากมีปริมาณมากเกินไปอาจเป็นสัญญาณว่าร่างกายกำลังพยายามกำจัดเชื้อร้ายบางอย่าง
- ตรวจเชื้อไวรัสตับอักเสบ B (HBsAg) และ C (Anti – HCV) ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคตับเรื้อรัง
- ตรวจสารบ่งชี้มะเร็งตับ (AFP – Alpha Fetoprotein) ในเลือด ประเมินความเสี่ยงมะเร็งตับ ผู้ป่วยมะเร็งตับประมาณ 40% มีค่า AFP สูงผิดปกติ
- ตรวจอัลตราซาวนด์ช่องท้อง ด้วยคลื่นเสียงเพื่อเช็กโครงสร้างตับและอวัยวะข้างเคียง สามารถตรวจพบก้อนเนื้อหรือความผิดปกติในตับได้
- Fibro Scan เทคโนโลยีคลื่นเสียงวัดความแข็งและปริมาณไขมันในตับ เหมาะกับผู้ที่มีความเสี่ยงตับแข็ง ไขมันพอกตับ หรือภาวะตับเสื่อม
- ตรวจอื่นๆ เพิ่มเติม เช่น CT Scan, MRI, ERCP, MRCP ตามคำแนะนำของแพทย์เฉพาะทาง
แนวทางรักษาโรคตับ
การรักษาโรคตับขึ้นอยู่กับชนิดของโรคและความรุนแรงที่พบ แบ่งออกเป็น
- ปรับพฤติกรรม
- ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม
- งดสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์
- เลี่ยงอาหารปิ้งย่าง อาหารไขมันสูง
- ระวังการรับประทานน้ำตาลมากเกินไป
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
- รักษาด้วยยา อาทิ ยาต้านไวรัสตับอักเสบ B และ C ยากดภูมิคุ้มกันสำหรับโรคตับ ยาขับปัสสาวะ
- รักษาด้วยการผ่าตัด ได้แก่ ผ่าตัดส่องกล้องเพื่อรักษาตับ ปลูกถ่ายตับ

ภาวะแทรกซ้อนของโรคตับ
- ตับแข็ง
- ตับวาย
- มะเร็งตับ
- ความดันโลหิตสูงในหลอดเลือดดำของตับ
โรคตับรักษาหายไหม
โรคตับสามารถรักษาให้หายได้ โดยโรคตับแต่ละชนิดมีแนวทางการรักษาที่แตกต่างกัน เช่น
- ตับอักเสบเฉียบพลัน ส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัสหรือสารพิษบางชนิด หากวินิจฉัยเร็วรักษาถูกต้องหายขาดได้
- ตับอักเสบเรื้อรัง หากรักษาต่อเนื่องอาจควบคุมไวรัสได้
- ตับแข็ง ไม่สามารถฟื้นฟูให้เหมือนเดิม แต่รักษาเพื่อชะลอความเสื่อม ลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนได้
- ไขมันพอกตับ ถ้าอยู่ในระยะเริ่มแรก ไม่มีพังผืดในตับ ปรับพฤติกรรมให้ตับกลับมาแข็งแรงได้
โรคตับติดต่อได้หรือไม่
โรคตับที่ติดต่อได้เกิดจากไวรัส เช่น ไวรัสตับอักเสบ A และ E โดยติดต่อผ่านการรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อ ไวรัสตับอักเสบ B C และ D ติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน ใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน สัก เจาะหู การรับเลือด ถ่ายทอดจากแม่สู่ลูกขณะคลอด ส่วนโรคตับที่ติดต่อไม่ได้เกิดจากพฤติกรรม พันธุกรรม หรือภูมิต้านทานของร่างกาย เช่น โรคตับจากแอลกอฮอล์ ไขมันในเลือดสูง น้ำตาลในเลือดสูง โรคอ้วน ตับอักเสบจากภูมิต้านทานตนเอง มะเร็งตับ ตับแข็ง

ป้องกันโรคตับได้อย่างไร
- ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ
- ดัชนีมวลกายต้องไม่เกินเกณฑ์ที่กำหนด ระวังโรคอ้วน
- เลี่ยงบริโภคไขมันอิ่มตัว เช่น เนื้อสัตว์ติดมัน เนื้อสัตว์แปรรูป น้ำมันจากสัตว์ กะทิ เนย
- เลี่ยงอาหารที่มีอะฟลาทอกซินปนเปื้อน เช่น ถั่วลิสง พริกป่น
- งดกินปลาดิบ อาหารสุก ๆ ดิบ ๆ ป้องกันพยาธิใบไม้ในตับ
- ดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอ งดดื่มแอลกอฮอล์
- เน้นอาหารที่มีกรดไขมันชนิดโอเมก้า-3 เส้นใยอาหารสูง ลดอาหารและเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลฟรุกโตส
- ออกกำลังกายอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์
- ระวังการกินยาหรืออาหารเสริมที่อาจมีผลข้างเคียงต่อตับ
- ตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี
โรงพยาบาลที่ชำนาญโรคตับ
ศูนย์โรคทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลกรุงเทพ พร้อมให้การตรวจเช็กสุขภาพตับ ค่าตับที่เหมาะสม ตลอดจนตรวจวินิจฉัยและดูแลรักษาโรคตับ โดยแพทย์เฉพาะทางที่มีความชำนาญ พยาบาล และทีมสหสาขา ด้วยอุปกรณ์และเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อให้มีสุขภาพตับที่แข็งแรงในระยะยาว
แพทย์ที่ชำนาญการโรคตับ
พญ.ธนินี ประสพโภคากร อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหาร ศูนย์โรคทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลกรุงเทพ
สามารถคลิกที่นี่เพื่อทำนัดหมายได้ด้วยตนเอง









