การตรวจพบความผิดปกติในมดลูกเป็นสิ่งที่ผู้หญิงหลายคนกังวล โดยเฉพาะเมื่อได้รับการวินิจฉัยว่ามีก้อนเนื้อเจริญเติบโตอยู่ภายใน ซึ่งจากสถิติพบว่าผู้หญิงในช่วงอายุ 30-50 ปี มีโอกาสตรวจพบเนื้องอกมดลูกได้สูงถึงร้อยละ 80 อย่างไรก็ตาม ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ก้าวหน้าในปัจจุบัน การรักษาอาการเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอย่างที่คิด หากเรารู้เท่าทันอาการและเลือกวิธีการผ่าตัดที่เหมาะสมกับร่างกายตนเอง เพื่อคืนความแข็งแรงและคุณภาพชีวิตที่ดีให้กลับมาอีกครั้ง
การผ่าตัดเนื้องอกมดลูก คืออะไร
การผ่าตัดเนื้องอกมดลูก หรือ Myomectomy คือ การผ่าตัดเพื่อนำเฉพาะก้อนเนื้องอกที่เกิดขึ้นบริเวณกล้ามเนื้อมดลูกออกไป โดยศัลยแพทย์จะทำการรักษาและคงเหลือตัวมดลูกส่วนที่ดีเอาไว้ เพื่อวัตถุประสงค์ในการรักษาและคงโอกาสในการตั้งครรภ์สำหรับผู้ที่ต้องการมีบุตรในอนาคต ซึ่งแตกต่างจากการผ่าตัดยกมดลูกออกทั้งหมด
อาการแบบไหนที่ต้องตัดสินใจผ่าตัดเนื้องอกมดลูก
ผู้หญิงจำนวนไม่น้อยมักกังวลเรื่องแผลผ่าตัดเนื้องอกมดลูก รวมถึงระยะเวลาในการหยุดงานเพื่อพักฟื้น แต่หากก้อนเนื้อนั้นเริ่มส่งผลกระทบต่อร่างกายอย่างชัดเจน การพิจารณาผ่าเนื้องอกมดลูกก็เป็นทางเลือกที่แพทย์แนะนำ โดยสัญญาณที่ควรสังเกต มีดังนี้
- มีรอบประจำเดือนที่มามากผิดปกติ หรือระยะเวลาที่มีประจำเดือนยาวนานขึ้นจนทำให้เกิดภาวะซีด
- ปวดท้องน้อยอย่างรุนแรง หรือรู้สึกหน่วงในอุ้งเชิงกรานเรื้อรัง
- เนื้องอกมีขนาดใหญ่จนไปกดทับกระเพาะปัสสาวะทำให้ปัสสาวะบ่อย หรือกดทับลำไส้จนท้องผูก
- มีภาวะมีบุตรยาก หรือแท้งบุตรซ้ำโดยมีสาเหตุจากตำแหน่งก้อนเนื้อที่ขัดขวางการฝังตัวของตัวอ่อน
- เจ็บปวดขณะมีเพศสัมพันธ์ซึ่งส่งผลต่อการใช้ชีวิตคู่
ผ่าตัดเนื้องอกมดลูกมีกี่แบบ เลือกวิธีไหนดีหากไม่อยากมีรอยแผล
ปัจจุบันนวัตกรรมการผ่าตัดช่วยให้การผ่าตัดเนื้องอกในมดลูก มีทางเลือกที่เจ็บน้อยลงและปลอดภัย แพทย์จะพิจารณาจากขนาด ตำแหน่ง และจำนวนของก้อนเนื้อ เพื่อเลือกวิธีผ่าตัดเนื้องอกในท้องที่เหมาะสม สำหรับผู้ป่วยแต่ละราย ซึ่งในปัจจุบันมีอยู่ 4 วิธี ได้แก่
1. การผ่าตัดมดลูกผ่านทางช่องคลอด (Vaginal Hysterectomy)
เป็นเทคนิคการนำมดลูกออกผ่านทางธรรมชาติ โดยไม่มีการเปิดแผลที่ผิวหนังหน้าท้องเลยแม้แต่จุดเดียว วิธีนี้ช่วยให้คนไข้เจ็บแผลน้อย และให้ผลลัพธ์ด้านความสวยงามที่ยอดเยี่ยม เนื่องจากไม่มีแผลผ่าตัดเนื้องอก มดลูกปรากฏภายนอกร่างกาย
2. การผ่าตัดมดลูกผ่านการส่องกล้องช่องท้อง (Laparoscopic Hysterectomy)
เป็นการผ่าตัดแผลเล็กโดยการเจาะรูขนาดเล็กประมาณ 0.5-1 เซนติเมตร บริเวณหน้าท้องเพื่อสอดกล้องและเครื่องมือเข้าไปจัดการกับเนื้องอก วิธีนี้ช่วยลดการกระทบกระเทือนต่ออวัยวะภายใน ทำให้ฟื้นตัวได้เร็วกว่าการ ผ่าตัดเนื้องอกมดลูกเปิดหน้าท้อง
3. การผ่าตัดมดลูกผ่านทางหน้าท้องแบบแผลเล็ก (Minimal laparotomy Hysterectomy)
เทคนิคที่พัฒนามาเพื่อช่วยลดขนาดรอยแผล โดยแพทย์จะเปิดแผลหน้าท้องขนาดเล็กเพียงประมาณ 6 เซนติเมตรหรือน้อยกว่านั้นเพื่อนำเนื้องอกออก วิธีนี้เหมาะสำหรับเนื้องอกที่มีขนาดปานกลางและต้องการลดระยะเวลาการพักฟื้น
4. การผ่าตัดมดลูกผ่านทางหน้าท้อง (Abdominal Hysterectomy)
การผ่าตัดเนื้องอกมดลูกแบบเปิดหน้าท้อง เป็นวิธีเดิมที่จำเป็นในกรณีที่เนื้องอกมีขนาดใหญ่มาก มีพังผืดหนาในช่องท้อง หรือมีความซับซ้อนสูงที่การส่องกล้องไม่สามารถทำได้ ซึ่งจะทำให้เห็นรอยแผลผ่าตัดเนื้องอกมดลูกบริเวณหน้าท้องชัดเจนกว่าวิธีอื่น
ผ่าตัดมดลูกผ่านทางช่องคลอด ทางเลือกที่ดี แบบไร้รอยแผล
สำหรับผู้ที่ต้องการเลี่ยงรอยแผลเป็น การผ่าตัดเนื้องอกผ่านช่องคลอด (Vaginal Hysterectomy) เป็นนวัตกรรมที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะไม่เสียความมั่นใจเรื่องรูปร่างหน้าท้องแล้ว ยังเป็นวิธีที่ร่างกายฟื้นตัวได้รวดเร็วในกลุ่มการรักษาโรคเนื้องอกชนิดที่ไม่ใช่มะเร็ง
ข้อดีของการเลือกผ่าตัดมดลูกผ่านทางช่องคลอด
- เจ็บน้อย: การผ่าตัดมดลูกผ่านทางช่องคลอดมีแผลเดียว คนไข้จึงเจ็บน้อยลงเมื่อเทียบกับการผ่าตัดส่องกล้องแบบหลายแผล
- ไร้รอยแผล: แผลจะอยู่ในสะดือแผลเดียว หลังผ่าประมาณ 5 สัปดาห์ แผลจะหายสนิทและแทบมองไม่เห็นรอยแผล
- ฟื้นตัวไว: พักฟื้นประมาณ 1 – 3 วัน แล้วกลับมาใช้ชีวิตตามปกติ
- ปลอดภัยสูง: ทุกขั้นตอนมีแพทย์ผู้ชำนาญการดูแลใกล้ชิด โดยเฉพาะการตรวจก่อนผ่าตัดอย่างละเอียดตามมาตรฐานการตรวจภายในภายใต้ยาระงับความรู้สึก (EUA-Examination Under Anesthesia) ช่วยให้แพทย์ได้ข้อมูลของผู้ป่วยอย่างละเอียดก่อนทำการผ่าตัด
จากงานวิจัยของ Cochrane Collaboration องค์กรที่ทำการศึกษาทางการแพทย์ ซึ่งข้อมูลน่าเชื่อถือเป็นอันดับ 1 ข้อมูลล่าสุดปี 2015 พบว่า การผ่าตัดมดลูกผ่านทางช่องคลอดให้ผลดีกว่าในทุกตัวชี้วัดและมีข้อแนะนำให้เลือกวิธีนี้เป็นอันดับแรกในการพิจารณาผ่าตัดมดลูกในกรณีที่ไม่ใช่มะเร็ง
ข้อจำกัดของการผ่าตัดมดลูกผ่านทางช่องคลอด
- ผู้ป่วยมีขนาดมดลูกใหญ่เกิน 1,500 กรัม
- ผู้ป่วยผ่านการผ่าตัดหลายครั้งหรือมีพังผืดหนาในอุ้งเชิงกราน
- ผู้ป่วยเป็นมะเร็งรังไข่หรือมะเร็งมดลูกหรือปากมดลูก
- ขณะทำการผ่าตัดแพทย์ไม่สามารถเข้าถึงเส้นเลือดที่มาเลี้ยงมดลูกได้
- ทักษะและความชำนาญของแพทย์ผู้ทำการผ่าตัดคือหัวใจสำคัญที่ช่วยให้การผ่าตัดเป็นไปอย่างราบรื่นทุกขั้นตอน โดยเฉพาะอาการบาดเจ็บน้อยและความสวยงามของแผล
การเตรียมตัวก่อนการผ่าตัดเนื้องอกมดลูก
เพื่อให้ร่างกายพร้อมที่สุดสำหรับการรักษา การเตรียมตัวก่อนผ่าตัดมดลูก อย่างถูกต้องจะมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงได้ ดังนี้
- เข้ารับการตรวจประเมินความพร้อมของร่างกาย: ทั้งการตรวจเลือด ปอด และหัวใจ อย่างละเอียด
- เตรียมตัวก่อนผ่าตัดมดลูก: โดยงดน้ำและอาหารอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมงก่อนผ่าตัด เพื่อความปลอดภัยในการรับยาระงับความรู้สึก
- แจ้งประวัติการแพ้ยาและหยุดยาประจำตัวบางชนิด: เช่น แอสไพริน หรืออาหารเสริมที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือดอย่างน้อย 1 สัปดาห์
- พักผ่อนให้เพียงพอและงดสูบบุหรี่ล่วงหน้า: เพื่อช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดและออกซิเจนในร่างกายดีขึ้นสำหรับการสมานแผล
ขั้นตอนการดูแลตัวเองหลังผ่าตัดเนื้องอกมดลูก
เมื่อการผ่าตัดเนื้องอกมดลูกผ่านพ้นไปด้วยดี ขั้นตอนการดูแลตนเองที่บ้านถือเป็นเรื่องสำคัญ โดยแนวทางที่ผู้ป่วยควรปฏิบัติเบื้องต้น มีดังนี้
- ดูแลความสะอาดของแผลผ่าตัดตามวิธีที่พยาบาลแนะนำ และระวังไม่ให้แผลเปียกน้ำในช่วงแรก
- พยายามเคลื่อนไหวร่างกายหรือเดินเบา ๆ เพื่อช่วยให้ระบบลำไส้กลับมาทำงานปกติ และลดความเสี่ยงลิ่มเลือดอุดตัน
- หลีกเลี่ยงการยกของหนัก การวิ่ง หรือกิจกรรมที่ต้องเกร็งหน้าท้องอย่างน้อย 4-6 สัปดาห์
- งดการมีเพศสัมพันธ์ในช่วง 6-8 สัปดาห์แรก เพื่อให้รอยเย็บภายในสมานตัวได้อย่างสมบูรณ์
ผ่าตัดเนื้องอกมดลูกต้องพักฟื้นกี่วัน
หากเป็นการผ่าตัดไร้แผลหรือส่องกล้อง ผู้ป่วยมักพักในโรงพยาบาลเพียง 1-2 วัน แต่หากเป็นการผ่าตัดมดลูกแบบเปิดหน้าท้อง อาจต้องพักดูอาการ 3-5 วัน ส่วนการกลับไปทำงานปกติ (พักฟื้นที่บ้าน) โดยรวมจะใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์หากผ่าตัดแบบส่องกล้อง และประมาณ 1 เดือน หากผ่าตัดแบบเปิดหน้าท้อง เพื่อให้ร่างกายกลับมาฟิตสมบูรณ์
หลังผ่าตัดเนื้องอกมดลูกห้ามกินอะไร
ในช่วงสัปดาห์แรกควรเลี่ยงอาหารหมักดอง เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และอาหารที่ทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะปริมาณมาก เพราะอาจทำให้แน่นท้องและปวดแผลจากการเกร็งช่องท้องขณะขับถ่ายได้ นอกจากนี้ควรเน้นอาหารโปรตีนสูงเพื่อช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อ
ผ่าตัดแล้วเนื้องอกมดลูกจะเป็นได้อีกไหม
สำหรับการผ่าตัดมดลูกเมื่อผ่าแล้วจะไม่กลับมาเป็นอีก แต่ถ้าผ่าตัดเอาแค่เนื้องอกออก (เก็บมดลูกไว้) มีการศึกษาพบว่าภายใน 5 ปี มีโอกาสกลับมาเป็นอีกได้ 30% และผู้ที่มีเนื้องอกหลาย ๆ ก้อนมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำมากกว่าผู้ที่พบเพียงก้อนเดียว แต่ผู้ที่กลับมาเป็นซ้ำแล้วต้องมาผ่าตัดมีเพียงส่วนน้อยเท่านั้น
ผ่าตัดเนื้องอกมดลูกแบบไร้รอยแผลกับทีมแพทย์โรงพยาบาลกรุงเทพ
ศูนย์สุขภาพสตรี โรงพยาบาลกรุงเทพ ให้ความสำคัญกับการรักษาที่เน้นความปลอดภัยและความพึงพอใจของผู้ป่วยเป็นหลัก เรามีความชำนาญในการผ่าตัดส่องกล้องขั้นสูง และแบบไร้แผลผ่านช่องคลอด ช่วยให้การผ่าตัดที่เคยดูน่ากลัวกลายเป็นเรื่องง่ายและฟื้นตัวได้ไว ด้วยทีมแพทย์และพยาบาลเฉพาะทางที่พร้อมดูแลตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมเครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัย ได้มาตรฐาน
- ค้นหาแพทย์: https://www.bangkokhospital.com/th/bangkok/doctor
- ทำนัด: https://www.bangkokhospital.com/th/bangkok/appointment/step1
- ติดต่อเรา: https://www.bangkokhospital.com/th/bangkok/contact
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการผ่าตัดเนื้องอกมดลูก
หลังผ่าตัดมดลูกแล้วจะส่งผลต่อความรู้สึกทางเพศหรือไม่
การผ่าตัดมดลูกไม่ส่งผลต่ออารมณ์หรือความรู้สึกทางเพศ เนื่องจากจุดรับความรู้สึกส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ที่ตัวมดลูก หากร่างกายพักฟื้นจนแผลสมานตัวสมบูรณ์แล้ว ผู้ป่วยสามารถมีกิจกรรมทางเพศได้ตามปกติ
หากผ่าตัดเอาแค่เนื้องอกออก แผลที่มดลูกจะมีผลต่อการคลอดลูกไหม
ผู้ที่เคยผ่าตัดเฉพาะเนื้องอกออก (Myomectomy) เมื่อตั้งครรภ์แพทย์มักแนะนำให้ “ผ่าคลอด” เท่านั้น เพื่อป้องกันความเสี่ยงมดลูกปริแตกขณะรอคลอดธรรมชาติ เนื่องจากเคยมีรอยแผลที่กล้ามเนื้อมดลูกมาก่อน
หลังผ่าตัดมดลูกออกไปแล้ว ร่างกายจะดูแก่เร็วหรือผิวพรรณเหี่ยวไหม
หากยังเก็บรังไข่ไว้อย่างน้อย 1 ข้าง ร่างกายจะยังได้รับฮอร์โมนเอสโตรเจนตามปกติ ผิวพรรณและสภาพร่างกายจึงยังคงเดิม ไม่ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงเหมือนคนวัยทอง
มีโอกาสที่ก้อนเนื้องอกจะกลายเป็นมะเร็งในภายหลังหรือไม่
โอกาสที่เนื้องอกมดลูกชนิดธรรมดาจะกลายเป็นมะเร็งนั้นพบได้น้อยมาก (ต่ำกว่า 1%) อย่างไรก็ตาม แพทย์จะนำชิ้นเนื้อที่ผ่าตัดออกมาส่งตรวจทางพยาธิวิทยาทุกเคสเพื่อยืนยันความปลอดภัยให้ผู้ป่วยเสมอ
หลังผ่าตัดมดลูกต้องฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก (HPV) อีกไหม
หากแพทย์ไม่ได้ตัดปากมดลูกออก (ผ่าตัดมดลูกแบบกึ่งทั้งหมด) ยังจำเป็นต้องฉีดวัคซีนและตรวจแปปสเมียร์ตามปกติ แต่ถ้าตัดมดลูกรวมถึงปากมดลูกออกไปแล้ว ความเสี่ยงจะลดลงมาก
.jpeg)













