โรงพยาบาลกรุงเทพ
Caret Right
Search
CTA Curve
ค้นหาแพทย์ icon
ค้นหาแพทย์
ทำนัด icon
ทำนัด
ติดต่อ icon
ติดต่อ
โทร 1719
Menu
  • เลือกโรงพยาบาล

  • Language

Doctor not found
Doctor not found
Doctor not found
Doctor not found
โรงพยาบาลกรุงเทพ
ติดตามข่าวสาร
ดูแผนที่ Google Maps
    นโยบายความเป็นส่วนตัว

    |

    นโยบาย Cookie

    Copyright © 2026 Bangkok Hospital. All right reserved


    เครือข่ายโรงพยาบาลกรุงเทพ
    MEMBER OFBDMS logo

    ฝากครรภ์ดูแลคัดกรองทุกความเสี่ยง

    8 นาทีในการอ่าน
    ข้อมูลโดย
    โรงพยาบาลกรุงเทพ สำนักงานใหญ่
    อัปเดตเมื่อ: 10 ธ.ค. 2568
    แพ็กเกจแนะนำ
    Package Image
    โปรแกรมดูแลผิวในเดือนเกิด รับส่วนลด 30% Birthday Privilege
    Package Image
    แพ็กเกจยกกระชับใบหน้าโดยไม่ต้องผ่าตัด
    Package Image
    แพ็กเกจตรวจประเมินสุขภาพเด็กที่มีภาวะน้ำหนักเกิน หรือโรคอ้วน
    ฝากครรภ์ดูแลคัดกรองทุกความเสี่ยง
    โรงพยาบาลกรุงเทพ สำนักงานใหญ่
    อัปเดตเมื่อ: 10 ธ.ค. 2568

    การตรวจสุขภาพของมารดาและทารกในครรภ์ซึ่งมีความเสียงสูง เช่น โรคธาลัสซีเมียของทารกในครรภ์ เบาหวานในสตรีตั้งครรภ์ เจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด ครรภ์แฝด ครรภ์เป็นพิษ จัดเป็นภาวะแทรกซ้อนขณะตั้งครรภ์ที่พบบ่อยที่สุด ภาวะนี้หากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาแต่เนิ่น ๆ จะมีผลต่อสุขภาพของมารดาและชีวิตของทารกในครรภ์ ดังนั้นการตรวจวินิจฉัยให้การรักษาและการฝากครรภ์แต่เนิ่น ๆ จึงมีความสำคัญ โดยเฉพาะการตรวจหาสตรีตั้งครรภ์เสี่ยงสูง (High – Risk Pregnancy) ซึ่งเป็นวิธีการตรวจคัดกรองวิธีหนึ่งที่ไม่ควรละเลย


    ตรวจคัดกรองสตรีตั้งครรภ์

    การตรวจคัดกรองสตรีตั้งครรภ์สามารถทำในลักษณะดังนี้ คือ

    1. การตรวจคัดกรองสตรีตั้งครรภ์ทุกราย คือ การตรวจกรองที่ทำในสตรีตั้งครรภ์ทุกรายโดยไม่เลือกว่าเป็นการตั้งครรภ์เสี่ยงสูงหรือไม่ เช่น การตรวจขนาดและลักษณะของเม็ดเลือดแดง การตรวจหมู่เลือด ABO และ Rh การตรวจการติดเชื้อซิฟิลิส เชื้อไวรัสตับอักเสบบี การตรวจเชื้อไวรัสเอดส์ การตรวจปัสสาวะดูไข่ขาวและน้ำตาลกลูโคสในปัสสาวะ เป็นต้น ในประเทศไทยมีความชุกของโรคธาลัสซีเมียสูง จึงควรตรวจกรองโรคธาลัสซีเมียในสตรีตั้งครรภ์ทุกราย

    2. การตรวจคัดกรองเฉพาะสตรีตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงสูง คือ การตรวจคัดกรองที่ทำในสตรีตั้งครรภ์เฉพาะรายที่เป็นการตั้งครรภ์เสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคนั้น ๆ เช่น การตรวจคัดกรองโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ การทำนายการเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด เป็นต้น

     

    โรคธาลัสซีเมีย

    โรคธาลัสซีเมียเป็นโรคพันธุกรรมที่พบบ่อยที่สุดของประเทศ อุบัติการณ์ของประชากรไทยมีพาหะของโรคนี้ประมาณร้อยละ 30 – 40 และผู้ป่วยด้วยโรคนี้ร้อยละ 1 หรือประมาณ 600,000 คนต่อประชากร 60 ล้านคน โดยมีผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้นมากกว่า 12,000 คนต่อปี ผู้ป่วยจะมีอาการซีดมาก เหลือง ตับม้ามโตตั้งแต่เด็ก บางคนจะเริ่มมีอาการตั้งแต่อายุ 1 – 2 เดือน ร่างกายเจริญเติบโตช้ากว่าปกติ ภาวะซีดมากเรื้อรัง  ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงในไขกระดูก โดยเฉพาะที่ใบหน้า การให้เลือดทดแทนจะช่วยให้ชีวิตผู้ป่วยยืนยาวขึ้น ผู้ป่วยพวกนี้มีภาวะเหล็กเกิน โรคแทรกซ้อนที่สำคัญอันหนึ่งคือ ภาวะหัวใจวาย ภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ได้แก่ ตับแข็ง เบาหวาน เป็นต้น การรักษาผู้ป่วยเหล่านี้ส่วนใหญ่มักเป็นการรักษาตามอาการหรือประคับประคองแบบเรื้อรังไปตลอดชีวิต

    โรคเหล่านี้สามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด ซึ่งถ้าในมารดากำลังตั้งครรภ์อยู่ มีความเป็นไปได้ว่าเนื้อเยื่อของคนน้องจะเข้ากับคนพี่ได้อย่างน้อยร้อยละ 25 ซึ่งถ้าเข้ากันได้ การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดที่มาจากเลือดจากรกของคนน้องอาจช่วยรักษาโรคให้คนพี่ได้ ความสำเร็จของการป้องกันโรคธาลัสซีเมียขึ้นกับความสามารถตรวจคัดกรองพาหะหรือคู่สมรสเสี่ยง โดยทั่วไปพาหะของธาลัสซีเมียมักมีสุขภาพปกติ แต่มีเม็ดเลือดแดงผิดปกติ ซึ่งไม่มีผลต่อสุขภาพ การให้คำปรึกษาแนะนำทางพันธุศาสตร์และการวินิจฉัยทารกก่อนคลอดสามารถลดอุบัติการณ์ของโรคธาลัสซีเมียได้ เนื่องจากพาหะของธาลัสซีเมียในประเทศไทยมีเป็นจำนวนมาก การตรวจคัดกรองจึงควรทำในสตรีตั้งครรภ์ทุกราย (Universal Screening)

     

    เบาหวานขณะตั้งครรภ์

    ภาวะเบาหวานในขณะตั้งครรภ์ ทำให้พบภาวะแทรกซ้อน ครรภ์เป็นพิษ คลอดก่อนกำหนดในมารดาเพิ่มขึ้น และพบทารกเสียชีวิตในครรภ์ในระหว่าง 4 – 8 สัปดาห์สุดท้ายของการตั้งครรภ์ ภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ที่ไม่รุนแรงจะไม่เพิ่มอัตราเสียชีวิตของทารกก่อนกำเนิด แต่พบทารกตัวโตและคลอดยาก ทำให้ตกเลือดหลังคลอดได้ ครรภ์แฝดน้ำ (เข้าใจว่าเกิดจากทารกปัสสาวะมาก) พบภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำหลังคลอด ตัวเหลือง และภาวะแคลเซียมในเลือดต่ำเพิ่มขึ้น ผลกระทบของภาวะเบาหวานในระยะยาวจะเพิ่มอัตราเสี่ยงของการเกิดเบาหวานหลังคลอดเพิ่มขึ้น รวมทั้งสามารถถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ ทำให้ลูกหลานมีความเสี่ยงต่อโรคอ้วนและเบาหวนเพิ่มขึ้น

    การตรวจคัดกรองและการวินิจฉัยเบาหวานขณะตั้งครรภ์ตั้งแต่แรกเริ่มและให้การดูแลรักษาจะช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ที่จะตามมาได้ โดยทำการตรวจคัดกรองเบื้องต้นครั้งแรกด้วยการให้ดื่มน้ำตาลกลูโคสขนาด 50 กรัม แล้วตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดภายหลังดื่มน้ำตาลกลูโคส 1 ชั่วโมง  (50-g Glucose Challenge Test) ถ้าหากพบว่าผิดปกติ ระดับน้ำตาลในเลือดมากกว่าหรือเท่ากับ 140 มก./ดล. จึงค่อยทำการตรวจวินิจฉัยด้วย 100-gram OGTT (3-Hour) โดยให้ผู้ป่วยงดน้ำและอาหาร 10 – 12 ชั่วโมง และให้ดื่มน้ำตาลกลูโคสในขนาด 100 กรัม ตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดที่เวลาก่อนดื่มน้ำตาลและหลังดื่มน้ำตาลกลูโคส

     

    เจ็บครรภ์และคลอดก่อนกำหนด

    การเจ็บครรภ์และการคลอดก่อนกำหนดเป็นภาวะแทรกซ้อนที่ก่อให้เกิดภาวะทุพพลภาพและเป็นสาเหตุการตายของทารกแรกเกิดที่พบบ่อย ภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด หมายถึง การเจ็บครรภ์และคลอดตั้งแต่สัปดาห์ที่ 28 ไปจนก่อนครบสัปดาห์ที่ 37 ภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนดโดยทั่วไปพบได้ร้อยละ 9 – 10 ของการคลอด ส่วนมากแล้วจะไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด และมีโอกาสเกิดซ้ำในครรภ์ถัดไป ปัจจัยเสี่ยงที่พบ ได้แก่ การติดเชื้อที่ปากมดลูกหรือในน้ำคร่ำ ครรภ์เป็นพิษ รกเกาะต่ำหรือลอกตัวก่อนกำหนด ครรภ์แฝดและครรภ์แฝดน้ำ ปากมดลูกอ่อนแอจากการบาดเจ็บจากการแท้งหรือคลอด หรือผ่าตัดที่บริเวณปากมดลูก ตัวมดลูกผิดปกติ ความเครียด ความวิตกกังวล ภาวะทุพโภชนาการ รวมทั้งการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ มีผลทำให้มารดาคลอดก่อนกำหนด

    การวินิจฉัยจากการตรวจพบมีการหดรัดตัวของมดลูกและการเปลี่ยนแปลงของปากมดลูก โดยที่มีการหดรัดตัวของมดลูกอย่างน้อย 4 ครั้งใน 20 นาที หรือ 8 ครั้งใน 60 นาที ร่วมกับมีปากมดลูกบางตัวอย่างน้อยร้อยละ 80 และปากมดลูกต้องเปิดมากกว่า 1 เซนติเมตร  อาจมีอาการปวดหลัง ปวดคล้ายปวดประจำเดือน ตกขาวใสหรือตกขาวมีเลือดปน ซึ่งต้องแยกให้ออกจาการเจ็บครรภ์หลอก ซึ่งการหดรัดตัวของมดลูกจะไม่สม่ำเสมอ และอาจจะมีอาการเจ็บปวดได้เล็กน้อยหรือไม่มีก็ได้

     

    ทำนายการเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด  

    1. การตรวจภายในเพื่อประเมินการขยายและการบางตัวของปากมดลูกเป็นวิธีที่ง่ายและประหยัด แต่มีความผันแปรได้มากและมีความไวต่ำ
    2. การใช้อัลตราซาวนด์วัดความยาวของแกนมดลูก โดยแกนปกติเมื่ออายุครรภ์ 24 สัปดาห์ ความยาวของปากมดลูกเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 35 มม. ถ้าพบว่าความยาวลดลงเรื่อย ๆ จะมีโอกาสคลอดก่อนกำหนดได้สูงขึ้น มีความถูกต้องในการประเมินความเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนดมากกว่าการตรวจภายใน
    3. การตรวจสาร Fetal Fibronectin จากช่องคลอด พบว่ามีความไวสูงและอาจช่วยลดการได้รับยาหรือการรักษาที่ไม่จำเป็น

     

    การดูแลรักษา

    หลักสำคัญของการรักษาก็คือ พยายามยืดระยะเวลาการคลอดโดยเฉพาะก่อนอายุ 34 สัปดาห์ก็จะช่วยลดโอกาสเกิดภาวะการทำงานของปอดทารกล้มเหลว

    การดูแลภาวะเจ็บครรภ์ก่อนกำหนด ต้องยืนยันการวินิจฉัยที่แน่นอนว่าเป็นการเจ็บครรภ์จริง ต้องยืนยันอายุครรภ์โดยอาศัยประวัติ การตรวจร่างกาย และการตรวจคลื่นเสียงความถี่สูงเพื่อหาสาเหตุของการเจ็บครรภ์ก่อนกำหนด  ตรวจสภาวะสุขภาพของทารกในครรภ์ เลือกการให้ยาระงับการหดรัดตัวของมดลูก การใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ เร่งการกระตุ้นการทำงานของปอดทารก

     

    ความดันโลหิตสูงในสตรีตั้งครรภ์

    ความดันโลหิตสูงในสตรีตั้งครรภ์ หมายถึง ความดันโลหิต Systolic ตั้งแต่ 140 มิลลิเมตรปรอท หรือความดันโลหิต Diastolic ตั้งแต่ 90 มิลลิเมตรปรอท Preeclampsia คือ ความดันโลหิตตั้งแต่ 140/90 มิลลิเมตรปรอท และมีโปรตีนในปัสสาวะ

     

    ครรภ์เป็นพิษ 

    ครรภ์เป็นพิษ (Preeclampsia) คือ ภาวะชัก ซึ่งหาสาเหตุอื่นไม่พบ ในผู้ป่วยครรภ์เป็นพิษที่รุนแรง มีอาการชัก เป็นกลุ่มอาการที่พบเฉพาะสตรีตั้งครรภ์ โดยพบปริมาณเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ลดน้อยลง ก่อนตรวจพบความดันโลหิตสูง ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีน้ำหนักตัวเพิ่มมากกว่าปกติ อาจพบการบวมที่ผิดปกติหรือขาบวมอย่างมาก ต่อมาจึงตรวจพบความดันโลหิตสูง การตรวจพบโปรตีนในปัสสาวะมักพบภายหลังและแสดงถึงความรุนแรงของโรคที่เพิ่มขึ้น หากมีอาการปวดหัว ตามัว หรือจุกแน่นลิ้นปี่ แสดงว่าผู้ป่วยมีโอกาสเกิดการชักได้สูง ภาวะชักอาจเกิดขึ้นได้ทั้งในระยะก่อนคลอด ระยะเจ็บครรภ์คลอด หรือระยะหลังคลอด

    • ภาวะแทรกซ้อนต่อมารดาที่สำคัญ ได้แก่ มีเลือดออกในสมอง รกลอกตัวก่อนกำหนด ความผิดปกติของระบบประสาท ปอดอักเสบจากอาหารสำลัก และปอดบวมน้ำ
    • ภาวะแทรกซ้อนต่อทารกที่สำคัญ ได้แก่ ภาวะการขาดออกซิเจนจากรกลอกตัวก่อนกำหนด

    ครรภ์เป็นพิษพบมากในสตรีครรภ์แรก อายุน้อย ซี่งแตกต่างจากผู้ป่วยความดันโลหิตสูงเรื้อรัง ซึ่งส่วนใหญ่อายุมากกว่า 35 ปี และเป็นการตั้งครรภ์หลังปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ที่สำคัญ ได้แก่ ความอ้วน การตั้งครรภ์แฝด ภาวะเกล็ดเลือดต่ำเป็นความผิดปกติที่พบบ่อยที่สุด อาจพบการแตกของเม็ดเลือดแดง พบการทำงานผิดปกติของไต ตับ และสมอง


    การดูแลรักษา

    การทำให้การตั้งครรภ์สิ้นสุดลงเป็นการรักษาหลัก แนวทางการดูแลรักษาผู้ป่วยคือ ป้องกันการชัก ควบคุมระดับความดันโลหิตสูง ทำให้การตั้งครรภ์สิ้นสุดลง เมื่อครรภ์ครบกำหนด มารดามีอาการโรครุนแรง หรือ ตรวจพบสุขภาพของทารกผิดปกติ

     

    ทารกโตช้าในครรภ์

    ภาวะทารกโตช้าในครรภ์บ่งชี้ถึงภาวะที่ทารกในครรภ์ไม่สามารถเจริญเติบโตได้ตามศักยภาพที่กำหนดไว้แล้วในทางพันธุกรรม แพทย์ต้องทราบอายุครรภ์ที่ถูกต้องของทารกในครรภ์ เนื่องจากน้ำหนักของทารกเปลี่ยนตามอายุครรภ์

     

    สาเหตุ

    1. ปัจจัยทางมารดา (Maternal Causes)
      • มารดาที่มีรูปร่างเล็ก (Constitutionally Small) มักให้กำเนิดบุตรที่มีขนาดเล็ก มารดาที่มีน้ำหนักก่อนคลอดน้อยกว่า 45 กิโลกรัม มีโอกาสคลอดทารกที่มีขนาดเล็กกว่าปกติ 2 เท่า
      • ภาวะน้ำหนักของมารดาไม่เพิ่มขึ้นขณะตั้งครรภ์ ในมารดาที่มีน้ำหนักมาก มีสุขภาพปกติและไม่มีโรคแทรกซ้อน การที่น้ำหนักมารดาเพิ่มขึ้นไม่ถึงเกณฑ์เฉลี่ยมักไม่ส่งผลต่อน้ำหนักของทารกในครรภ์ หากมารดามีน้ำหนักน้อยหรือปานกลาง การที่น้ำหนักของมารดาไม่เพิ่มขึ้นตลอดการตั้งครรภ์จะส่งผลให้มีภาวะทารกโตช้าในครรภ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากน้ำหนักมารดาไม่เพิ่มขึ้นช่วงไตรมาสที่ 2
      • การติดเชื้อในมารดา การติดเชื้อไวรัส แบคทีเรีย และโปรโตซัว อาจส่งผลให้มีการติดเชื้อของรกและทารกในครรภ์และทำให้เกิดภาวะทารกโตช้า  
      • โรคของมารดาที่ส่งผลให้เกิดความผิดปกติของเส้นเลือดในรก ได้แก่ ภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ ความดันโลหิตสูงเรื้อรัง ภาวะเบาหวานที่เป็นมาก โรคของเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน โรคไตเรื้อรัง โรคที่ทำให้มารดามีระดับออกซิเจนในเลือดต่ำ เช่น  Obstructive Lung Disease โรคหัวใจบางชนิด โรคโลหิตจางที่รุนแรงก็ทำให้เกิดภาวะทารกโตช้าได้เช่นกัน สำหรับมารดาที่มีภาวะ Antibody Syndrome จะตรวจพบ Antibody ต่อ Cardiolipin หรือ Anticoagulant จะทำให้เกิดการเกาะตัวของเกล็ดเลือด และทำให้เกิดการอุดตันของเส้นเลือดของรก ส่งผลให้เกิดการแท้งซ้ำซาก ทารกตายในครรภ์ ครรภ์เป็นพิษ รวมถึงภาวะทารกโตช้าในครรภ์ด้วย  
      • ปัจจัยแวดล้อมของมารดา มารดาที่สูบบุหรี่ ใช้สารเสพติด เช่น แอลกอฮอล์ โคเคน ฝิ่น ส่งผลให้เกิดทารกโตช้าได้ การฝากครรภ์ไม่ดี ภาวะทุพโภชนาการก็อาจมีส่วนเกี่ยวข้อง การใช้ยาบางอย่างประจำ เช่น ยากันชัก ยาห้ามการแข็งตัวของเลือดบางชนิด
    2. ปัจจัยจากทารก (Fetal Causes) ความผิดปกติของทารกในครรภ์ที่อาจทำให้เกิดภาวะโตช้าในครรภ์ อาจเป็นได้ทั้งความผิดปกติทางโครงสร้างและความผิดปกติทางโครโมโซม
    3. ปัจจัยจากรก (Placental Causes) อาจมีความผิดปกติทั้งทางโครงสร้างหรือการทำงานของรก

     

    การวินิจฉัย

    1. ประวัติการฝากครรภ์ การคัดกรองกลุ่มเสี่ยงเป็นจุดเริ่มต้นของการวินิจฉัยภาวะทารกโตช้าในครรภ์ มารดาที่มีโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง โรคไต มารดาที่เคยคลอดบุตรที่มีภาวะโตช้าในครรภ์จะมีความเสี่ยงสูงขึ้น มารดาที่มีน้ำหนักน้อยขณะตั้งครรภ์และน้ำหนักไม่เป็นตามเกณฑ์ที่ควรเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยง ดังนั้นแพทย์ควรตรวจติดตามความสูงของยอดมดลูกและส่งตรวจคลื่นเสียงความถี่สูงเพื่อยืนยันต่อไป
    2. การตรวจความสูงของยอดมดลูก การใช้สายวัดจากยอดมดลูกถึงเหนือกระดูกหัวหน่าวเป็นวิธีที่ง่ายจึงยังเป็นวิธีที่นิยมใช้กันอยู่อย่างแพร่หลายในการคัดกรองทารกโตช้าในครรภ์ เพื่อทำการตรวจยืนยันด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงต่อไป
    3. การตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง ในสตรีที่มีความเสี่ยงสูงจากประวัติหรือการตรวจร่างกายก็ตาม ควรได้รับการตรวจคลื่นเสียงความถี่สูงเพื่อยืนยันอายุครรภ์ ประเมินความผิดปกติ และประเมินการเจริญเติบโตของทารกในช่วงอายุครรภ์ 16 – 20 สัปดาห์ และอาจตรวจติดตามการเจริญเติบโตอีกครั้งเมื่ออายุครรภ์ 32 – 34 สัปดาห์ การประเมินขนาดของทารกประกอบด้วยการวัดตัว วัดมาตรฐานต่าง ๆ และการคำนวณน้ำหนักทารกในครรภ์

     

    การดูแลรักษา

    หลักการใหญ่ ๆ ในการดูแลทารกโตช้าในครรภ์

    1. ฝากครรภ์ เพื่อค้นหาและลดปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้สุขภาพทารกในครรภ์เลวลง และการเสริมสร้างการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์
    2. การฝากครรภ์หรือการตรวจเฝ้าระวังสุขภาพของทารกในครรภ์อย่างใกล้ชิด การนับจำนวนครั้งการดิ้นของทารก เป็นวิธีที่ง่ายและสะดวกในการประเมินสุขภาพทารกในครรภ์ ทารกปกติควรดิ้นตั้งแต่ 10 ครั้งขึ้นไปในเวลา 12 ชั่วโมงในแต่ละวัน  การใช้การตรวจคลื่นเสียงความถี่สูง Biophysical Profile และคลื่นเสียงความถี่สูงดอปเลอร์ และการตรวจติดตามอัตราการเต้นของหัวใจทารกโดยคลื่นไฟฟ้าเป็นวิธีมาตรฐานที่นิยมใช้เฝ้าระวังสุขภาพทารกในครรภ์ การตรวจโดยทั่วไปมักตรวจสัปดาห์ละครั้ง
    3. การฝากครรภ์และการกำหนดเวลาคลอดที่เหมาะสม ศูนย์สุขภาพสตรี โรงพยาบาลกรุงเทพ พร้อมให้บริการดูแลรักษาสตรีตั้งครรภ์แบบองค์รวม มีมาตรฐานทันต่อความก้าวหน้าทางวิชาการและเทคโนโลยี โดยเน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง ดูแลทารกจากครรภ์มารดาสู่โลกภายนอก ตั้งแต่กระบวนการการวินิจฉัยก่อนคลอดเพื่อตรวจหาภาวะผิดปกติ รวมทั้งการดูแลรักษาระหว่างตั้งครรภ์และหลังคลอดที่ดี เพื่อให้ลูกน้อยสุขภาพสมบูรณ์และแข็งแรง

    แพ็กเกจและโปรโมชั่น

    โปรแกรมดูแลผิวในเดือนเกิด รับส่วนลด 30% Birthday Privilegeโปรแกรมดูแลผิวในเดือนเกิด รับส่วนลด 30% Birthday Privilege
    โปรแกรมดูแลผิวในเดือนเกิด รับส่วนลด 30% Birthday Privilege

    1,000 - 126,000 บาท

    รายละเอียด
    แพ็กเกจยกกระชับใบหน้าโดยไม่ต้องผ่าตัดแพ็กเกจยกกระชับใบหน้าโดยไม่ต้องผ่าตัด
    แพ็กเกจยกกระชับใบหน้าโดยไม่ต้องผ่าตัด

    39,000 - 97,000 บาท

    รายละเอียด
    แพ็กเกจตรวจประเมินสุขภาพเด็กที่มีภาวะน้ำหนักเกิน หรือโรคอ้วนแพ็กเกจตรวจประเมินสุขภาพเด็กที่มีภาวะน้ำหนักเกิน หรือโรคอ้วน
    แพ็กเกจตรวจประเมินสุขภาพเด็กที่มีภาวะน้ำหนักเกิน หรือโรคอ้วน

    12,000 - 23,000 บาท

    รายละเอียด
    ดูแพ็กเกจอื่น ๆ

    ข้อมูลสุขภาพ

    ดูข้อมูลสุขภาพอื่น ๆ

    ข้อมูลสุขภาพ

    โรคเมตาบอลิก ภัยเงียบเสี่ยงความดัน ไขมัน เบาหวาน อ้วนลงพุง ข้ออักเสบ ไต Image
    โรคเมตาบอลิก ภัยเงียบเสี่ยงความดัน ไขมัน เบาหวาน อ้วนลงพุง ข้ออักเสบ ไต
     เสริมอกปุ๊บ ชีวิตอัปเวล มั่นใจขึ้น Image
    เสริมอกปุ๊บ ชีวิตอัปเวล มั่นใจขึ้น
    ภาวะมดลูกแตก อาการ สาเหตุ การรักษาที่ต้องรู้ก่อนคลอด Image
    ภาวะมดลูกแตก อาการ สาเหตุ การรักษาที่ต้องรู้ก่อนคลอด
    ดูข้อมูลสุขภาพอื่น ๆ