การตั้งครรภ์คือช่วงเวลาสำคัญของคุณแม่ทุกคน ซึ่งครรภ์เสี่ยง หรือท้องเสี่ยง (High-Risk Pregnancy) เกิดขึ้นได้กับคุณแม่ตั้งครรภ์ ส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่อสุขภาพของมารดาและทารกในครรภ์ การฝากครรภ์และพบแพทย์ตามนัดหมายหมั่นสังเกตความเปลี่ยนแปลงและความผิดปกติของร่างกาย จะช่วยให้คุณแม่ตั้งครรภ์แข็งแรงและคลอดเจ้าตัวเล็กได้อย่างราบรื่น
ภาวะครรภ์เสี่ยงคืออะไร
ภาวะครรภ์เสี่ยง คือ ภาวะความเสี่ยงใด ๆ ก็ตามที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพมารดาและทารกในครรภ์ระหว่างตั้งครรภ์ ขณะคลอด หลังคลอด ซึ่งเป็นอันตรายและอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต ควรต้องได้รับการดูแลจากแพทย์เฉพาะทางอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันความรุนแรงที่จะเกิดขึ้น ยิ่งคุณแม่ตั้งครรภ์อายุมาก ความเสี่ยงจะยิ่งเพิ่มมากขึ้น
ตรวจคัดกรองสตรีตั้งครรภ์
การตรวจคัดกรองสตรีตั้งครรภ์สามารถทำได้ดังนี้ คือ
- การตรวจคัดกรองเฉพาะสตรีตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงสูง คือ การตรวจคัดกรองในสตรีตั้งครรภ์ที่ครรภ์เสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคนั้น ๆ เช่น การตรวจคัดกรองโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ การตรวจประเมินการเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด เป็นต้น
- การตรวจคัดกรองสตรีตั้งครรภ์ทุกคน คือ การตรวจสตรีตั้งครรภ์ทุกคน โดยไม่เลือกว่าเป็นการตั้งครรภ์เสี่ยงสูงหรือไม่ เช่น ตรวจขนาดและลักษณะของเม็ดเลือดแดง การตรวจหมู่เลือด ABO และ Rh ตรวจการติดเชื้อซิฟิลิส เชื้อไวรัสตับอักเสบบี ตรวจเชื้อไวรัส HIV ตรวจปัสสาวะดูไข่ขาวและน้ำตาลกลูโคสในปัสสาวะ เป็นต้น ในประเทศไทยจำนวนผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมียสูงจึงควรตรวจคัดกรองโรคธาลัสซีเมียในสตรีตั้งครรภ์ทุกคน
ลักษณะครรภ์เสี่ยง
- ภาวะครรภ์เสี่ยงจากแม่ ได้แก่ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคไต การติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ มีภาวะอ้วน หรือน้ำหนักเกินเกณฑ์
- ภาวะครรภ์เสี่ยงจากการตั้งครรภ์ ได้แก่ การตั้งครรภ์หลายทารก (แฝด) การตั้งครรภ์ในอายุที่น้อยกว่า 17 ปี หรือมากกว่า 35 ปี มีประวัติการแท้งหรือคลอดก่อนกำหนด การตั้งครรภ์นอกมดลูก
- ภาวะครรภ์เสี่ยงจากปัจจัยภายนอก ได้แก่ การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ การใช้ยาเสพติด การบริโภคอาหารที่ไม่ถูกสุขลักษณะ
อาการภาวะครรภ์เสี่ยง
- ปวดท้องแล้วไม่ดีขึ้น
- ไข้สูง
- ปวดศีรษะบ่อยและรุนแรง
- หน้ามืด เวียนศีรษะหรือเป็นลม
- เจ็บหน้าอก ใจสั่น หายใจลำบาก
- เหนื่อยล้ามาก
- จุกเสียดแน่นท้อง ขนาดท้องเล็กหรือใหญ่กว่าปกติ
- ทารกในครรภ์หยุดเคลื่อนไหวหรือช้าลง
- คลื่นไส้ อาเจียนที่แย่กว่าแพ้ท้องปกติ
- บวมแดงหรือปวดที่ใบหน้าหรือแขนขา
- เลือดออกหรือตกขาวทางช่องคลอด
- ลูกยังไม่ดิ้น เมื่อตั้งครรภ์ได้ 5 – 6 เดือนแล้ว
- อยากทำร้ายตัวเองหรือทารกในครรภ์
ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดภาวะครรภ์เสี่ยง
- ปัจจัยเสี่ยงด้านแม่และสุขภาพ เช่น
- โรคอ้วน
- โรคธาลัสซีเมีย
- โรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคไต และโรคหัวใจ เป็นต้น
- อายุของคุณแม่ขณะตั้งครรภ์มากหรือน้อยเกินไป เช่น ท้องตอนอายุมาก หรือท้องตอนอายุน้อยกว่า 18 ปี
- ปัจจัยเสี่ยงขณะตั้งครรภ์ เช่น
- ท้องแฝด
- แพ้ท้องรุนแรง
- เบาหวานขณะตั้งครรภ์
- ปัจจัยเสี่ยงจากประวัติการตั้งครรภ์ ได้แก่
- ตั้งครรภ์หลายครั้ง
- เคยแท้งมาก่อน โดยแท้งบุตร 2 ครั้งขึ้นไป
- เคยคลอดก่อนกำหนดและคลอดหลังกำหนด
ภาวะแทรกซ้อนครรภ์เสี่ยง
- เบาหวานขณะตั้งครรภ์ จากการที่ฮอร์โมนหรือสารเคมียับยั้งการทำงานของอินซูลิน ทำให้คุณแม่ตั้งครรภ์เสี่ยงครรภ์เป็นพิษ ความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ คลอดก่อนกำหนด ทารกเสี่ยงเสียชีวิตในครรภ์ ทารกตัวโตมากกว่าปกติ ทำให้คลอดยาก โอกาสแท้งเพิ่มขึ้น รวมถึงทารกพิการแต่กำเนิด อาจมีภาวะครรภ์แฝดน้ำ หรือน้ำคร่ำมากผิดปกติ ทำให้ทารกเสี่ยงคลอดก่อนกำหนดและมีโอกาสพิการสูง
- ภาวะคลอดก่อนกำหนด เป็นภาวะที่ทารกคลอดในขณะที่อายุครรภ์น้อยกว่า 37 สัปดาห์ อวัยวะจึงยังทำงานไม่เต็มที่ ทารกมีโอกาสเสียชีวิต เกิดจากความผิดปกติขณะตั้งครรภ์ อาทิ ครรภ์เป็นพิษ ติดเชื้อขณะตั้งครรภ์ โรคเรื้อรัง เป็นต้น ทำให้ทารกเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ติดเชื้อได้ง่ายในกระแสเลือดและระบบทางเดินหายใจ ภาวะหายใจลำบากเสี่ยงปอดเรื้อรังและติดเชื้อที่ปอด เลือดออกในสมอง จอประสาทตาผิดปกติ ภาวะเหลืองหลังคลอด ลำไส้ไม่ทำงาน ซึ่งภาวะคลอดก่อนกำหนดมีโอกาสเกิดซ้ำในครรภ์ต่อไป
- ความดันโลหิตสูงในสตรีตั้งครรภ์ คือ ภาวะที่คุณแม่ตั้งครรภ์มีความดันโลหิตสูง 140/90 มิลลิเมตรปรอทหรือมากกว่า มีโอกาสเกิดขึ้นในผู้หญิงตั้งครรภ์ 20 สัปดาห์ขึ้นไป และอันตรายถึงเสียชีวิตได้ แม้สาเหตุไม่แน่ชัด แต่มีการสันนิษฐานว่าเกิดจากรกผิดปกติ ส่งผลกระทบกับแม่ตั้งครรภ์ คือ ชัก เลือดออกในสมอง รกลอกตัวก่อนกำหนด ถ้าไม่รีบรักษาอาจเสียชีวิตได้ ส่วนทารกในครรภ์จะได้รับเลือดที่ส่งจากรกลดลง ทำให้ทารกโตช้า ผิดปกติ และอาจเสียชีวิตในครรภ์ได้ ที่น่ากังวลคือความดันโลหิตสูงในสตรีตั้งครรภ์มีโอกาสเกิดขึ้นซ้ำและเกิดเพิ่มขึ้นในครรภ์ต่อไป ในบางครั้งแพทย์อาจให้ยุติการตั้งครรภ์เพื่อความปลอดภัย
- ครรภ์เป็นพิษ คือ ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงในหญิงตั้งครรภ์ที่มีอายุครรภ์ 20 สัปดาห์ขึ้นไป เลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ในปริมาณที่ลดลง พบมากในสตรีครรภ์แรกที่มีอายุน้อย มีตั้งแต่ไม่รุนแรงมากคือ ความดันโลหิตสูง 140/90 mmHg อาการครรภ์เป็นพิษ เริ่มจากบวมปานกลาง ไม่มีภาวะแทรกซ้อน ระดับรุนแรง ความดันโลหิตสูง 160/110 mmHg จะมีอาการปวดศีรษะมาก ตามัว จุกเสียดแน่นลิ้นปี่ เกล็ดเลือดต่ำ และระดับรุนแรงที่สุดคือ ชัก เกร็ง หมดสติหลังครรภ์เป็นพิษรุนแรง ภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญต่อคุณแม่คือ เลือดออกในสมอง รกลอกตัวก่อนกำหนด ระบบประสาทผิดปกติ ปอดอักเสบ ปอดบวมน้ำ ส่วนทารกอาจขาดออกซิเจนจากรกลอกตัวก่อนกำหนด อาจถึงขั้นเสียชีวิตทั้งแม่และทารกในครรภ์
- ภาวะทารกโตช้าในครรภ์ คือ ภาวะที่ทารกมีน้ำหนักตัวน้อยกว่าปกติ ตัวเล็ก มีโอกาสเสียชีวิตสูง มักมีสาเหตุจากรกเสื่อม พันธุกรรมมารดา การติดเชื้อขณะตั้งครรภ์ ส่งผลให้ออกซิเจนและน้ำตาลในเลือดต่ำ อุณหภูมิในร่างกายผิดปกติ ภูมิต้านทานต่ำ ระบบหายใจมีปัญหา เพิ่มโอกาสทารกพิการแต่กำเนิด หากรุนแรงอาจเสียชีวิตในครรภ์หรือระหว่างแม่คลอด
ตรวจวินิจฉัยครรภ์เสี่ยง
- ประวัติการฝากครรภ์ แพทย์จะทำการซักประวัติอย่างละเอียดเพื่อคัดกรองคุณแม่ตั้งครรภ์ที่เป็นกลุ่มเสี่ยงครรภ์เสี่ยงสูงเพื่อตรวจติดตามอย่างใกล้ชิด
- การตรวจความสูงของยอดมดลูก การใช้สายวัดจากยอดมดลูกถึงเหนือกระดูกหัวหน่าวเป็นวิธีคัดกรองทารกโตช้าในครรภ์ ก่อนทำการตรวจยืนยันด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง
- อัลตราซาวนด์เฉพาะจุด (Targeted Ultrasound) ตรวจอัลตราซาวนด์ความละเอียดสูง เพื่อประเมินโครงสร้างและพัฒนาการของทารกในครรภ์อย่างละเอียด เพื่อค้นหาความผิดปกติแต่กำเนิด และติดตามการเจริญเติบโตของทารกในกลุ่มครรภ์เสี่ยง
- ตรวจคัดกรอง Cell-Free DNA Screening ตรวจพันธุกรรมจากเลือดมารดาเพื่อประเมินความเสี่ยงจากความผิดปกติทางโครโมโซมของทารก เช่น กลุ่มอาการดาวน์ซินโดรม (Trisomy 21) เอ็ดเวิร์ดซินโดรม (Trisomy 18) พาทัวซินโดรม (Trisomy 13) รวมถึงความผิดปกติของโครโมโซมกำหนดเพศ (X และ Y)
- เจาะน้ำคร่ำและตัดชิ้นรก โดยเจาะน้ำคร่ำช่วงไตรมาสที่ 2 และตัดชิ้นเนื้อรก ในช่วง 10 – 12 สัปดาห์ของการตั้งครรภ์ไปตรวจ เพื่อคัดตรวจหาความผิดปกติของโครโมโซมและโรคทางพันธุกรรม เช่น โลหิตจาง ธาลัสซีเมีย
- ตรวจวัดความยาวปากมดลูก เพื่อประเมินความเสี่ยงภาวะคลอดก่อนกำหนด โดยเฉพาะในคุณแม่ที่มีความเสี่ยงสูงหรือมีอาการผิดปกติ
- ตรวจอัลตราซาวนด์เพื่อติดตามพัฒนาการและสุขภาพทารกในครรภ์ ประเมินการเติบโต การเคลื่อนไหว อัตราการเต้นของหัวใจ ปริมาณน้ำคร่ำ การดิ้นของทารก ตำแหน่งของทารก เพื่อให้มั่นใจว่าทารกมีพัฒนาการที่เหมาะสมในทุกช่วงอายุครรภ์
- ตรวจทางห้องปฏิบัติการ เพื่อตรวจการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ ซิฟิลิส เอชไอวี
ดูแลรักษาภาวะครรภ์เสี่ยงสูง
- ฝากครรภ์กับสูตินรีแพทย์เพื่อดูแล ลดปัจจัยเสี่ยงของคุณแม่ตั้งครรภ์และเสริมสร้างการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์อย่างเหมาะสม
- ถ้ามีโรคประจำตัวตอนท้องต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด
- นับจำนวนครั้งการดิ้นของทารก โดยควรดิ้นตั้งแต่ 10 ครั้งขึ้นไปในเวลา 12 ชั่วโมงของแต่ละวัน
- พบสูติ-นรีแพทย์ตามนัดหมายทุกครั้งเพื่อตรวจติดตามการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์และอาการอื่น ๆ ระหว่างตั้งครรภ์ ติดตามและควบคุมโรคประจำตัวที่เป็นอยู่
- ตรวจวัดความดันโลหิตที่บ้านอย่างสม่ำเสมอ
- หากมารดาและบุตรอยู่ในภาวะที่เป็นอันตรายถึงชีวิต แพทย์อาจแนะนำให้กระตุ้นการคลอดหรือผ่าตัดคลอด
การป้องกันภาวะครรภ์เสี่ยง
- ก่อนตั้งครรภ์ คุณแม่และคุณพ่อต้องตรวจสุขภาพอย่างละเอียด หากมีปัญหาสุขภาพต้องทำการรักษาหรือควบคุมโรคก่อนวางแผนตั้งครรภ์ เช่น ผู้ที่มีความดันโลหิตสูงต้องควบคุมให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ หากน้ำหนักเกินเกณฑ์ต้องลดน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน เป็นต้น
- รับประทานกรดโฟลิกล่วงหน้า 2 – 3 เดือนก่อนตั้งครรภ์เพื่อป้องกันความผิดปกติในทารก เช่น กระดูกสันหลังแหว่งในเด็ก
- เมื่อทราบว่าตั้งครรภ์ต้องฝากครรภ์กับสูติ – นรีแพทย์ทันที แจ้งประวัติส่วนตัวและประวัติสุขภาพให้แพทย์ทราบอย่างละเอียดเพื่อวางแผนการดูแลรักษาและมาพบแพทย์ตามนัดทุกครั้ง
- ระหว่างตั้งครรภ์ควรสังเกตความเปลี่ยนแปลงของร่างกายอยู่เสมอ หากเกิดความผิดปกติควรรีบพบแพทย์ทันที
ครรภ์เสี่ยงสูงที่ควรพบหมอ MFM
- แพ้ท้องรุนแรง น้ำหนักลดเยอะ ทานอาหารไม่ได้
- เลือดออกทางช่องคลอด
- ปวดท้องน้อยมาก
- ไข้สูง
- ลูกดิ้นน้อยหรือไม่ดิ้น
- น้ำเดิน น้ำใส ๆ ไหลออกจากช่องคลอด ถุงน้ำคร่ำแตก
- ตัวบวม จุกแน่นลิ้นปี่ ตาพร่ามัว ปวดศีรษะมาก
- เจ็บครรภ์คลอดก่อนอายุครรภ์ 37 สัปดาห์
ข้อดีของการฝากครรภ์กับหมอ MFM
- ชำนาญการดูแลครรภ์เสี่ยงสูง โดยเฉพาะในคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ตอนอายุมาก, คุณแม่ตั้งครรภ์ที่มีโรคประจำตัว อย่างโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ, คุณแม่ที่มีประวัติคลอดก่อนกำหนด เคยแท้งบุตร เคยครรภ์เป็นพิษ
- ชำนาญการใช้เครื่องอัลตราซาวนด์ความละเอียดสูง ตรวจเช็กโครงสร้าง อวัยวะภายในทารกอย่างละเอียด ประเมินการไหลเวียนเลือดของรกและสายสะดือ
- ชำนาญการตรวจคัดกรองและวินิจฉัยความผิดปกติทางพันธุกรรมขั้นสูง อาจต้องตรวจเพิ่มเติมโดยการเจาะน้ำคร่ำ เจาะชิ้นเนื้อรก เจาะเลือดสายสะดือทารก
- ชำนาญการรักษาทารกตั้งแต่อยู่ในท้อง กรณีที่ตรวจพบความผิดปกติสามารถวางแผนรักษาหรือทำหัตถการกับทารกได้ตั้งแต่ยังไม่คลอด เช่น ทารกมีภาวะบวมน้ำ หัวใจเต้นผิดจังหวะ









