โรงพยาบาลกรุงเทพ
Caret Right
Search
CTA Curve
ค้นหาแพทย์ icon
ค้นหาแพทย์
ทำนัด icon
ทำนัด
ติดต่อ icon
ติดต่อ
โทร 1719
Menu
  • เลือกโรงพยาบาล

  • Language & Currency

Doctor not found
Doctor not found
Doctor not found
Doctor not found
โรงพยาบาลกรุงเทพ
ติดตามข่าวสาร
ดูแผนที่ Google Maps
    นโยบายความเป็นส่วนตัว

    |

    นโยบาย Cookie

    Copyright © 2026 Bangkok Hospital. All right reserved


    เครือข่ายโรงพยาบาลกรุงเทพ
    MEMBER OFBDMS logo
    CHAT

    การทำ ICSI คืออะไร เหมาะกับใคร มีขั้นตอนการทำอย่างไรบ้าง

    7 นาทีในการอ่าน
    ข้อมูลโดย
    โรงพยาบาลกรุงเทพ สำนักงานใหญ่
    อัปเดตเมื่อ: 07 ก.ค. 2569
    แพ็กเกจแนะนำ
    ชุดตรวจสุขภาพก่อนวิวาห์ระดับเอลิท (คัดกรอง SMA โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงในเด็กและธาลัสซีเมีย)
    ชุดตรวจสุขภาพก่อนวิวาห์ระดับเอลิท (คัดกรอง SMA โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงในเด็กและธาลัสซีเมีย)
    ตรวจมะเร็งปากมดลูกโดยสูตินรีแพทย์
    ตรวจมะเร็งปากมดลูกโดยสูตินรีแพทย์
    ตรวจมะเร็งปากมดลูกพร้อมตรวจหาเชื้อไวรัส HPV ที่ทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูก
    ตรวจมะเร็งปากมดลูกพร้อมตรวจหาเชื้อไวรัส HPV ที่ทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูก
    การทำ ICSI คืออะไร เหมาะกับใคร มีขั้นตอนการทำอย่างไรบ้าง
    โรงพยาบาลกรุงเทพ สำนักงานใหญ่
    อัปเดตเมื่อ: 07 ก.ค. 2569

    ภาวะมีบุตรยากเป็นปัญหาที่สร้างความกังวลใจให้กับหลายครอบครัว แต่ในปัจจุบันความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทางการแพทย์ด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการช่วยเติมเต็มความสมบูรณ์ให้กับครอบครัว หนึ่งในเทคโนโลยีที่ได้รับความไว้วางใจและถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายคือการทำ ICSI ซึ่งเป็นวิธีที่ช่วยแก้ปัญหาสำหรับคู่สมรสที่มีข้อจำกัดทางด้านสุขภาพ บทความนี้จะพาไปทำความรู้จักว่าการทำ ICSI คืออะไร มีขั้นตอนการทำอย่างไรบ้าง พร้อมทั้งเปรียบเทียบข้อดีและข้อควรพิจารณาเพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ

    การทำ ICSI (อิ๊กซี่) คืออะไร?

    การทำ ICSI

    การทำ ICSI (Intracytoplasmic Sperm Injection) หรือที่มักเรียกกันว่า อิ๊กซี่ เป็นเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อเพิ่มอัตราการปฏิสนธิ โดยกระบวนการนี้จะทำการคัดเลือกอสุจิของฝ่ายชายที่มีความสมบูรณ์และแข็งแรงเพียง 1 ตัว นำมาฉีดเข้าไปในเซลล์ไข่ของฝ่ายหญิงโดยตรงผ่านเข็มแก้วขนาดเล็กภายใต้กล้องจุลทรรศน์ที่มีกำลังขยายสูง ซึ่งเทคนิคนี้ช่วยลดข้อจำกัดในกรณีที่อสุจิไม่สามารถว่ายไปเจาะเปลือกไข่เพื่อปฏิสนธิได้เองตามธรรมชาติ ถือเป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพสำหรับคู่สมรสที่กำลังวางแผนมีบุตร

    การทำ ICSI เหมาะกับใครบ้าง?

    การรักษาภาวะมีบุตรยากด้วยการทำ ICSI ไม่ได้จำกัดเพียงแค่ผู้ที่มีปัญหาสุขภาพเฉพาะทางเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงคู่สมรสที่มีเงื่อนไขต่าง ๆ โดยกลุ่มที่เหมาะสมกับการรักษาด้วยวิธีนี้ ได้แก่

    • ฝ่ายชายที่มีปัญหาคุณภาพน้ำเชื้อ เช่น อสุจิมีปริมาณน้อย รูปร่างผิดปกติ หรือเคลื่อนที่ช้า
    • ฝ่ายชายที่เป็นหมัน หรือมีความจำเป็นต้องเจาะเก็บอสุจิโดยตรงจากอัณฑะ (TESE)
    • ฝ่ายหญิงที่มีเปลือกไข่หนา ทำให้อสุจิเจาะเข้าไปปฏิสนธิได้ยาก
    • คู่สมรสที่เคยผ่านการรักษาด้วยวิธี IUI หรือ IVF แบบดั้งเดิมแล้วยังไม่ประสบความสำเร็จ
    • คู่สมรสที่มีความจำเป็นต้องตรวจคัดกรองความผิดปกติทางพันธุกรรมของตัวอ่อน (PGT) ก่อนทำการย้ายตัวอ่อนเข้าสู่โพรงมดลูก

    การทำ ICSI (อิ๊กซี่) มีข้อดีและข้อควรพิจารณาอย่างไรบ้าง

    การเลือกใช้วิธีช่วยเจริญพันธุ์ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์อย่างการทำ ICSI เป็นแนวทางที่ได้รับความนิยมสูงในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม เพื่อการวางแผนที่รอบคอบ ผู้เข้ารับบริการควรทำความเข้าใจทั้งด้านความโดดเด่นและปัจจัยที่ต้องนำมาประเมินร่วมกัน ดังนี้

    ข้อดีของการทำ ICSI

    • เพิ่มโอกาสการปฏิสนธิ: เนื่องจากเป็นการคัดเลือกอสุจิที่แข็งแรงที่สุดเพียงตัวเดียวฉีดเข้าไปในไข่โดยตรง จึงช่วยแก้ปัญหาอสุจิไม่สามารถเจาะผนังไข่เองได้
    • แก้ปัญหาปัจจัยฝ่ายชายได้อย่างตรงจุด: เหมาะสำหรับฝ่ายชายที่มีจำนวนอสุจิน้อยมาก การเคลื่อนที่ผิดปกติ หรือมีรูปร่างอสุจิที่ไม่สมบูรณ์
    • รองรับกรณีที่ทำเด็กหลอดแก้วแบบปกติไม่สำเร็จ: สำหรับคู่สมรสที่เคยรักษาด้วยวิธีเด็กหลอดแก้วแบบทั่วไปแล้วไข่ไม่ปฏิสนธิ วิธีนี้จะช่วยเพิ่มโอกาสความสำเร็จในรอบถัดไปได้
    • สามารถตรวจคัดกรองพันธุกรรมได้: เมื่อเกิดการปฏิสนธิเป็นตัวอ่อนแล้ว แพทย์สามารถตรวจคัดกรองความผิดปกติทางโครโมโซมของตัวอ่อนก่อนทำการย้ายกลับเข้าสู่โพรงมดลูก เพื่อลดความเสี่ยงของโรคทางพันธุกรรม

    ข้อควรพิจารณาในการรักษา

    • กระบวนการมีความซับซ้อนและต้องใช้ความชำนาญสูง: การทำอิ๊กซี่จำเป็นต้องอาศัยนักวิทยาศาสตร์เลี้ยงตัวอ่อนที่มีประสบการณ์สูง รวมถึงห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐานระดับสากลเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
    • ค่าใช้จ่าย: เนื่องจากต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและอุปกรณ์เฉพาะทางที่ละเอียดอ่อน ทำให้มีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าการรักษาด้วยวิธีพื้นฐานอื่น ๆ
    • โอกาสในการปฏิสนธิไม่ใช่ 100%: แม้จะเป็นการฉีดอสุจิเข้าไปในไข่โดยตรง แต่โอกาสในการปฏิสนธิจนเป็นตัวอ่อนที่สมบูรณ์ยังคงขึ้นอยู่กับคุณภาพของไข่และอสุจิของผู้เข้ารับบริการแต่ละราย
    • การเตรียมตัวด้านร่างกาย: ฝ่ายหญิงจำเป็นต้องเข้ารับการกระตุ้นไข่และการเก็บไข่ ซึ่งต้องมีการติดตามผลอย่างใกล้ชิดภายใต้การดูแลของแพทย์เฉพาะทาง

    การเตรียมตัวก่อนทำ ICSI ต้องทำอย่างไร?

    การเตรียมความพร้อมของร่างกายทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิงเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยให้กระบวนการดำเนินไปได้อย่างราบรื่น โดยก่อนเริ่มต้นทำ ICSI ควรมีการเตรียมตัวดังนี้

    • เข้ารับการตรวจสุขภาพโดยละเอียด ตรวจความสมบูรณ์ของระบบสืบพันธุ์ มดลูก และระดับฮอร์โมน
    • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ครบ 5 หมู่ เพื่อบำรุงร่างกายและเสริมสร้างคุณภาพของเซลล์ไข่และอสุจิ
    • พักผ่อนให้เพียงพอ บริหารจัดการความเครียด และออกกำลังกายอย่างเหมาะสม ไม่หักโหมจนเกินไป
    • งดเว้นการสูบบุหรี่และการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างเด็ดขาด เนื่องจากมีผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพของเซลล์สืบพันธุ์

    ขั้นตอนการทำ ICSI มีอะไรบ้าง?

    ขั้นตอนการทำ ICSI

    สำหรับคู่สมรสที่กำลังเตรียมตัวเข้ารับการรักษา การทำความเข้าใจขั้นตอนการทำ ICSI ในภาพรวม จะช่วยให้สามารถวางแผนเวลาและเตรียมพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจได้ดีขึ้น โดยกระบวนการทั้งหมดมีรายละเอียดดังนี้

    1. การกระตุ้นรังไข่

    แพทย์จะทำการประเมินและสั่งจ่ายยากระตุ้นรังไข่ ซึ่งมักจะเป็นรูปแบบยาฉีด เพื่อกระตุ้นให้มีฟองไข่เจริญเติบโตพร้อมกันหลายใบ โดยในระหว่างนี้แพทย์จะนัดหมายเพื่ออัลตราซาวนด์และตรวจเลือดดูระดับฮอร์โมนเป็นระยะ เพื่อติดตามการเจริญเติบโตของฟองไข่และปรับขนาดยาให้เหมาะสม เมื่อไข่มีขนาดที่ได้เกณฑ์ แพทย์จะทำการฉีดยาเพื่อให้ไข่สุกเต็มที่ก่อนถึงกำหนดการเก็บไข่

    2. การเก็บไข่และการเก็บอสุจิ

    การเก็บไข่จะทำผ่านทางช่องคลอดโดยใช้เข็มดูดน้ำในฟองไข่ออกมาภายใต้การนำทางด้วยอัลตราซาวนด์ ซึ่งขั้นตอนนี้จะมีการให้ยานอนหลับเพื่อไม่ให้ผู้ป่วยรู้สึกเจ็บปวด ในวันเดียวกันนั้น ฝ่ายชายจะต้องทำการเก็บน้ำเชื้ออสุจิ หรือเจาะเก็บจากอัณฑะในกรณีที่มีปัญหาเฉพาะ เพื่อนำไปเข้าสู่กระบวนการคัดกรองอสุจิที่แข็งแรงเตรียมพร้อมสำหรับการปฏิสนธิ

    3. การปฏิสนธิในห้องปฏิบัติการ

    หลังจากได้เซลล์ไข่และอสุจิมาแล้ว นักวิทยาศาสตร์เพาะเลี้ยงตัวอ่อน (Embryologist) จะทำการคัดเลือกอสุจิที่มีรูปร่างปกตินำมาดูดใส่เข็มแก้ว แล้วฉีดเจาะทะลุเปลือกไข่เข้าไปในเซลล์ไข่โดยตรง เพื่อช่วยให้เกิดการปฏิสนธิขึ้นภายในห้องปฏิบัติการที่ควบคุมสภาพแวดล้อมอย่างเข้มงวด

    4. การเพาะเลี้ยงตัวอ่อน 

    เมื่อเซลล์ไข่และอสุจิเกิดการปฏิสนธิจนกลายเป็นตัวอ่อนแล้ว ตัวอ่อนจะถูกนำไปเพาะเลี้ยงในตู้ที่ควบคุมอุณหภูมิ ความชื้น และก๊าซ โดยนักวิทยาศาสตร์จะเฝ้าติดตามการแบ่งเซลล์อย่างใกล้ชิด ซึ่งโดยทั่วไปจะเพาะเลี้ยงไปจนถึงระยะบลาสโตซิสต์ (Blastocyst) หรือประมาณวันที่ 5-6 ซึ่งเป็นระยะที่ตัวอ่อนมีความสมบูรณ์พร้อมสำหรับการฝังตัว

    5. การย้ายตัวอ่อนเข้าสู่โพรงมดลูก

    เมื่อตัวอ่อนเจริญเติบโตถึงระยะที่เหมาะสมและผนังมดลูกของฝ่ายหญิงมีความพร้อม แพทย์จะทำการย้ายตัวอ่อนกลับเข้าสู่โพรงมดลูกโดยใช้สายยางขนาดเล็กสอดผ่านปากมดลูก ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ไม่จำเป็นต้องดมยาสลบ หลังจากย้ายตัวอ่อนเรียบร้อยแล้ว แพทย์จะแนะนำให้พักดูอาการช่วงสั้น ๆ ก่อนอนุญาตให้กลับไปพักผ่อนต่อที่บ้าน

    การดูแลตัวเองหลังทำ ICSI และหลังย้ายตัวอ่อน

    หลังจากผ่านกระบวนการย้ายตัวอ่อนกลับเข้าสู่โพรงมดลูก การดูแลสุขภาพอย่างถูกวิธีจะช่วยเสริมสร้างสภาวะที่เหมาะสมต่อการฝังตัวของตัวอ่อน โดยมีข้อแนะนำในการปฏิบัติตัวดังนี้

    • ใช้ยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด ทั้งยารับประทาน ยาฉีด หรือยาสอดช่องคลอด เพื่อช่วยเตรียมผนังมดลูกและประคองการตั้งครรภ์
    • งดการทำกิจกรรมที่ต้องออกแรงมาก การยกของหนัก หรือการออกกำลังกายที่กระทบกระเทือนหน้าท้อง
    • หลีกเลี่ยงการเดินขึ้นลงบันไดบ่อย ๆ ในช่วงแรกหลังย้ายตัวอ่อน เพื่อให้ร่างกายได้พักผ่อนอย่างเต็มที่
    • รับประทานอาหารที่ปรุงสุก สะอาด ย่อยง่าย และหลีกเลี่ยงอาหารรสจัดเพื่อป้องกันภาวะท้องเสีย

    การทำ ICSI โอกาสสำเร็จมีมากน้อยแค่ไหน?

    การทำ ICSI

    เมื่อเข้าสู่กระบวนการรักษา คำถามสำคัญคือ การทำ ICSI มีโอกาสสำเร็จมีมากน้อยเพียงใด ซึ่งในความเป็นจริงความสำเร็จของการตั้งครรภ์จากเทคโนโลยีนี้ไม่ได้มีตัวเลขที่ตายตัวสำหรับทุกคน แต่จะขึ้นอยู่กับปัจจัยเฉพาะบุคคลหลายประการ ได้แก่

    • อายุของฝ่ายหญิง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพและจำนวนของเซลล์ไข่
    • ความสมบูรณ์ของเซลล์ไข่และคุณภาพของตัวอสุจิจากฝ่ายชาย
    • ความพร้อมและความหนาของผนังมดลูกที่เหมาะสมต่อการฝังตัวของตัวอ่อน
    • เทคโนโลยีของห้องปฏิบัติการเพาะเลี้ยงตัวอ่อนและความชำนาญของทีมแพทย์และนักวิทยาศาสตร์

    เติมเต็มครอบครัวให้สมบูรณ์ ที่ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยาก โรงพยาบาลกรุงเทพ

    หากครอบครัวใดกำลังเผชิญกับภาวะมีบุตรยากและกำลังมองหาทางเลือกในการรักษา ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยาก โรงพยาบาลกรุงเทพ มีความพร้อมในการดูแลทุกครอบครัวด้วยทีมแพทย์ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ ที่ทำงานร่วมกับทีมนักวิทยาศาสตร์เพาะเลี้ยงตัวอ่อน (Embryologist) อย่างใกล้ชิด ผสานการใช้เทคโนโลยีและห้องปฏิบัติการที่ทันสมัย เพื่อวางแผนการรักษาแบบเฉพาะบุคคล ตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุอย่างตรงจุด และดูแลความปลอดภัยในทุกขั้นตอน เพื่อช่วยเสริมสร้างโอกาสในการตั้งครรภ์และสานฝันในการมีบุตรให้เป็นจริง

    สรุปบทความ

    การทำ ICSI คือเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ที่ถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่มโอกาสในการปฏิสนธิ โดยเฉพาะในกลุ่มคู่สมรสที่ฝ่ายชายมีปัญหาด้านอสุจิ หรือเคยผ่านการรักษาด้วยวิธีอื่นมาแล้ว กระบวนการนี้ครอบคลุมตั้งแต่การกระตุ้นรังไข่ การเก็บเซลล์ไข่และอสุจิ การฉีดอสุจิเข้าสู่ไข่โดยตรง ไปจนถึงการเพาะเลี้ยงและย้ายตัวอ่อนกลับสู่มดลูก การเตรียมตัวอย่างถูกต้องและการดูแลตัวเองภายใต้คำแนะนำของแพทย์ รวมถึงการเลือกสถานพยาบาลที่มีมาตรฐาน จะช่วยส่งเสริมให้กระบวนการรักษาเป็นไปอย่างราบรื่น

    คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับการทำ ICSI

    1. ขั้นตอนการเก็บไข่ในการทำ ICSI เจ็บไหม?

    กระบวนการเก็บไข่จะไม่รู้สึกเจ็บปวด เนื่องจากแพทย์จะมีการให้ยานอนหลับและยาแก้ปวดทางหลอดเลือดดำ หลังฟื้นขึ้นมาอาจมีอาการหน่วงบริเวณท้องน้อยคล้ายช่วงมีประจำเดือนเล็กน้อย ซึ่งสามารถรับประทานยาแก้ปวดเพื่อบรรเทาอาการได้ 

    2. ใช้เวลาทั้งหมดในกระบวนการทำ ICSI นานเท่าไร?

    โดยปกติจะใช้เวลาประมาณ 2-3 สัปดาห์นับจากวันที่เริ่มฉีดยากระตุ้นไข่ ไปจนถึงขั้นตอนการย้ายตัวอ่อน ทั้งนี้ หากจำเป็นต้องแช่แข็งตัวอ่อนเพื่อเตรียมความพร้อมของผนังมดลูกในรอบเดือนถัดไป ระยะเวลาอาจมีการปรับเปลี่ยนตามแผนการรักษาของแพทย์

    3. หลังใส่ตัวอ่อนสามารถเดินหรือทำงานได้ตามปกติหรือไม่?

    สามารถเดินและกลับไปใช้ชีวิตประจำวันหรือทำงานเบา ๆ ได้ตามปกติ แต่ในช่วงแรกควรหลีกเลี่ยงการยกของหนัก การออกกำลังกายที่กระทบกระเทือนหน้าท้อง และการเดินขึ้นลงบันไดบ่อย ๆ เพื่อให้ร่างกายเอื้อต่อการฝังตัวของตัวอ่อน

    4. ฝ่ายชายต้องงดหลั่งอสุจิก่อนเก็บน้ำเชื้อกี่วัน?

    แพทย์จะแนะนำให้ฝ่ายชายงดการมีเพศสัมพันธ์หรือหลั่งอสุจิประมาณ 3-7 วันก่อนถึงกำหนดวันเก็บน้ำเชื้อ เพื่อให้ได้ปริมาณและคุณภาพของอสุจิที่มีความสมบูรณ์และเคลื่อนที่ได้ดีที่สุดสำหรับนำมาใช้งาน

    5. การทำ ICSI กับ IVF แตกต่างกันอย่างไร?

    การทำเด็กหลอดแก้ว หรือ IVF จะเป็นการนำเซลล์ไข่และอสุจิจำนวนหนึ่งมาวางรวมกันในจานเพาะเลี้ยง แล้วปล่อยให้อสุจิว่ายเข้าไปเจาะเปลือกไข่เพื่อปฏิสนธิกันเองตามธรรมชาติ ในขณะที่การทำ ICSI จะเป็นกระบวนการที่คัดเลือกอสุจิที่แข็งแรงเพียง 1 ตัว แล้วใช้เข็มขนาดเล็กฉีดอสุจิตัวนั้นเข้าไปในเซลล์ไข่โดยตรง

    สอบถามเพิ่มเติมที่

    ศูนย์สุขภาพสตรี

    ชั้น 2 อาคาร D โรงพยาบาลกรุงเทพ

    เปิดบริการทุกวัน เวลา 08.00 - 20.00 น.

    0 2310 3005

    0 2755 1005

    0 2310 3000

    1719

    0 2755 1685

    [email protected]

    เลือกปรึกษากับแพทย์เฉพาะทาง

    ดูแพทย์ทั้งหมด

    แพ็กเกจและโปรโมชั่น

    ชุดตรวจสุขภาพก่อนวิวาห์ระดับเอลิท (คัดกรอง SMA โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงในเด็กและธาลัสซีเมีย)ชุดตรวจสุขภาพก่อนวิวาห์ระดับเอลิท (คัดกรอง SMA โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงในเด็กและธาลัสซีเมีย)
    ชุดตรวจสุขภาพก่อนวิวาห์ระดับเอลิท (คัดกรอง SMA โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงในเด็กและธาลัสซีเมีย)

    รายละเอียด
    ตรวจมะเร็งปากมดลูกโดยสูตินรีแพทย์ตรวจมะเร็งปากมดลูกโดยสูตินรีแพทย์
    ตรวจมะเร็งปากมดลูกโดยสูตินรีแพทย์

    2,600 บาท

    2,990 บาท

    รายละเอียด
    ตรวจมะเร็งปากมดลูกพร้อมตรวจหาเชื้อไวรัส HPV ที่ทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูกตรวจมะเร็งปากมดลูกพร้อมตรวจหาเชื้อไวรัส HPV ที่ทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูก
    ตรวจมะเร็งปากมดลูกพร้อมตรวจหาเชื้อไวรัส HPV ที่ทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูก

    5,000 บาท

    5,890 บาท

    รายละเอียด
    ดูแพ็กเกจอื่น ๆ

    ข้อมูลสุขภาพ

    ดูข้อมูลสุขภาพอื่น ๆ

    ข้อมูลสุขภาพ

    วัยทองผู้หญิงคืออะไร รู้จักอาการ สาเหตุ และวิธีรับมืออย่างเข้าใจ Image
    วัยทองผู้หญิงคืออะไร รู้จักอาการ สาเหตุ และวิธีรับมืออย่างเข้าใจ
    ภาวะมดลูกแตก อาการ สาเหตุ การรักษาที่ต้องรู้ก่อนคลอด Image
    ภาวะมดลูกแตก อาการ สาเหตุ การรักษาที่ต้องรู้ก่อนคลอด
    วัคซีน RSV คุณแม่ตั้งครรภ์ทำไมต้องฉีด Image
    วัคซีน RSV คุณแม่ตั้งครรภ์ทำไมต้องฉีด
    ดูข้อมูลสุขภาพอื่น ๆ