โรงพยาบาลกรุงเทพ
Caret Right
Search
CTA Curve
ค้นหาแพทย์ icon
ค้นหาแพทย์
ทำนัด icon
ทำนัด
ติดต่อ icon
ติดต่อ
โทร 1719
Menu
  • เลือกโรงพยาบาล

  • Language & Currency

Doctor not found
Doctor not found
Doctor not found
Doctor not found
โรงพยาบาลกรุงเทพ
ติดตามข่าวสาร
ดูแผนที่ Google Maps
    นโยบายความเป็นส่วนตัว

    |

    นโยบาย Cookie

    Copyright © 2026 Bangkok Hospital. All right reserved


    เครือข่ายโรงพยาบาลกรุงเทพ
    MEMBER OFBDMS logo
    CHAT

    การทำ ICSI คืออะไร เหมาะกับใคร มีขั้นตอนการทำอย่างไรบ้าง

    7 นาทีในการอ่าน
    ข้อมูลโดย
    โรงพยาบาลกรุงเทพ สำนักงานใหญ่
    อัปเดตเมื่อ: 20 พ.ค. 2569
    แพ็กเกจแนะนำ
    Package Image
    ชุดตรวจคัดกรองโรคตับ
    Package Image
    การตรวจไขมันสะสมในตับ
    Package Image
    ชุดตรวจสุขภาพหัวใจ Exclusive Echo plus EKG
    การทำ ICSI คืออะไร เหมาะกับใคร มีขั้นตอนการทำอย่างไรบ้าง
    โรงพยาบาลกรุงเทพ สำนักงานใหญ่
    อัปเดตเมื่อ: 20 พ.ค. 2569

    ภาวะมีบุตรยากเป็นปัญหาที่สร้างความกังวลใจให้กับหลายครอบครัว แต่ในปัจจุบันความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทางการแพทย์ด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการช่วยเติมเต็มความสมบูรณ์ให้กับครอบครัว หนึ่งในเทคโนโลยีที่ได้รับความไว้วางใจและถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายคือการทำ ICSI ซึ่งเป็นวิธีที่ช่วยแก้ปัญหาสำหรับคู่สมรสที่มีข้อจำกัดทางด้านสุขภาพ บทความนี้จะพาไปทำความรู้จักว่าการทำ ICSI คืออะไร มีขั้นตอนการทำอย่างไรบ้าง พร้อมทั้งเปรียบเทียบข้อดีและข้อควรพิจารณาเพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ

    การทำ ICSI (อิ๊กซี่) คืออะไร?

    การทำ ICSI

    การทำ ICSI (Intracytoplasmic Sperm Injection) หรือที่มักเรียกกันว่า อิ๊กซี่ เป็นเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อเพิ่มอัตราการปฏิสนธิ โดยกระบวนการนี้จะทำการคัดเลือกอสุจิของฝ่ายชายที่มีความสมบูรณ์และแข็งแรงเพียง 1 ตัว นำมาฉีดเข้าไปในเซลล์ไข่ของฝ่ายหญิงโดยตรงผ่านเข็มแก้วขนาดเล็กภายใต้กล้องจุลทรรศน์ที่มีกำลังขยายสูง ซึ่งเทคนิคนี้ช่วยลดข้อจำกัดในกรณีที่อสุจิไม่สามารถว่ายไปเจาะเปลือกไข่เพื่อปฏิสนธิได้เองตามธรรมชาติ ถือเป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพสำหรับคู่สมรสที่กำลังวางแผนมีบุตร

    การทำ ICSI เหมาะกับใครบ้าง?

    การรักษาภาวะมีบุตรยากด้วยการทำ ICSI ไม่ได้จำกัดเพียงแค่ผู้ที่มีปัญหาสุขภาพเฉพาะทางเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงคู่สมรสที่มีเงื่อนไขต่าง ๆ โดยกลุ่มที่เหมาะสมกับการรักษาด้วยวิธีนี้ ได้แก่

    • ฝ่ายชายที่มีปัญหาคุณภาพน้ำเชื้อ เช่น อสุจิมีปริมาณน้อย รูปร่างผิดปกติ หรือเคลื่อนที่ช้า
    • ฝ่ายชายที่เป็นหมัน หรือมีความจำเป็นต้องเจาะเก็บอสุจิโดยตรงจากอัณฑะ (TESE)
    • ฝ่ายหญิงที่มีเปลือกไข่หนา ทำให้อสุจิเจาะเข้าไปปฏิสนธิได้ยาก
    • คู่สมรสที่เคยผ่านการรักษาด้วยวิธี IUI หรือ IVF แบบดั้งเดิมแล้วยังไม่ประสบความสำเร็จ
    • คู่สมรสที่มีความจำเป็นต้องตรวจคัดกรองความผิดปกติทางพันธุกรรมของตัวอ่อน (PGT) ก่อนทำการย้ายตัวอ่อนเข้าสู่โพรงมดลูก

    การทำ ICSI (อิ๊กซี่) มีข้อดีและข้อควรพิจารณาอย่างไรบ้าง

    การเลือกใช้วิธีช่วยเจริญพันธุ์ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์อย่างการทำ ICSI เป็นแนวทางที่ได้รับความนิยมสูงในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม เพื่อการวางแผนที่รอบคอบ ผู้เข้ารับบริการควรทำความเข้าใจทั้งด้านความโดดเด่นและปัจจัยที่ต้องนำมาประเมินร่วมกัน ดังนี้

    ข้อดีของการทำ ICSI

    • เพิ่มโอกาสการปฏิสนธิ: เนื่องจากเป็นการคัดเลือกอสุจิที่แข็งแรงที่สุดเพียงตัวเดียวฉีดเข้าไปในไข่โดยตรง จึงช่วยแก้ปัญหาอสุจิไม่สามารถเจาะผนังไข่เองได้
    • แก้ปัญหาปัจจัยฝ่ายชายได้อย่างตรงจุด: เหมาะสำหรับฝ่ายชายที่มีจำนวนอสุจิน้อยมาก การเคลื่อนที่ผิดปกติ หรือมีรูปร่างอสุจิที่ไม่สมบูรณ์
    • รองรับกรณีที่ทำเด็กหลอดแก้วแบบปกติไม่สำเร็จ: สำหรับคู่สมรสที่เคยรักษาด้วยวิธีเด็กหลอดแก้วแบบทั่วไปแล้วไข่ไม่ปฏิสนธิ วิธีนี้จะช่วยเพิ่มโอกาสความสำเร็จในรอบถัดไปได้
    • สามารถตรวจคัดกรองพันธุกรรมได้: เมื่อเกิดการปฏิสนธิเป็นตัวอ่อนแล้ว แพทย์สามารถตรวจคัดกรองความผิดปกติทางโครโมโซมของตัวอ่อนก่อนทำการย้ายกลับเข้าสู่โพรงมดลูก เพื่อลดความเสี่ยงของโรคทางพันธุกรรม

    ข้อควรพิจารณาในการรักษา

    • กระบวนการมีความซับซ้อนและต้องใช้ความชำนาญสูง: การทำอิ๊กซี่จำเป็นต้องอาศัยนักวิทยาศาสตร์เลี้ยงตัวอ่อนที่มีประสบการณ์สูง รวมถึงห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐานระดับสากลเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
    • ค่าใช้จ่าย: เนื่องจากต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและอุปกรณ์เฉพาะทางที่ละเอียดอ่อน ทำให้มีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าการรักษาด้วยวิธีพื้นฐานอื่น ๆ
    • โอกาสในการปฏิสนธิไม่ใช่ 100%: แม้จะเป็นการฉีดอสุจิเข้าไปในไข่โดยตรง แต่โอกาสในการปฏิสนธิจนเป็นตัวอ่อนที่สมบูรณ์ยังคงขึ้นอยู่กับคุณภาพของไข่และอสุจิของผู้เข้ารับบริการแต่ละราย
    • การเตรียมตัวด้านร่างกาย: ฝ่ายหญิงจำเป็นต้องเข้ารับการกระตุ้นไข่และการเก็บไข่ ซึ่งต้องมีการติดตามผลอย่างใกล้ชิดภายใต้การดูแลของแพทย์เฉพาะทาง

    การเตรียมตัวก่อนทำ ICSI ต้องทำอย่างไร?

    การเตรียมความพร้อมของร่างกายทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิงเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยให้กระบวนการดำเนินไปได้อย่างราบรื่น โดยก่อนเริ่มต้นทำ ICSI ควรมีการเตรียมตัวดังนี้

    • เข้ารับการตรวจสุขภาพโดยละเอียด ตรวจความสมบูรณ์ของระบบสืบพันธุ์ มดลูก และระดับฮอร์โมน
    • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ครบ 5 หมู่ เพื่อบำรุงร่างกายและเสริมสร้างคุณภาพของเซลล์ไข่และอสุจิ
    • พักผ่อนให้เพียงพอ บริหารจัดการความเครียด และออกกำลังกายอย่างเหมาะสม ไม่หักโหมจนเกินไป
    • งดเว้นการสูบบุหรี่และการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างเด็ดขาด เนื่องจากมีผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพของเซลล์สืบพันธุ์

    ขั้นตอนการทำ ICSI มีอะไรบ้าง?

    ขั้นตอนการทำ ICSI

    สำหรับคู่สมรสที่กำลังเตรียมตัวเข้ารับการรักษา การทำความเข้าใจขั้นตอนการทำ ICSI ในภาพรวม จะช่วยให้สามารถวางแผนเวลาและเตรียมพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจได้ดีขึ้น โดยกระบวนการทั้งหมดมีรายละเอียดดังนี้

    1. การกระตุ้นรังไข่

    แพทย์จะทำการประเมินและสั่งจ่ายยากระตุ้นรังไข่ ซึ่งมักจะเป็นรูปแบบยาฉีด เพื่อกระตุ้นให้มีฟองไข่เจริญเติบโตพร้อมกันหลายใบ โดยในระหว่างนี้แพทย์จะนัดหมายเพื่ออัลตราซาวนด์และตรวจเลือดดูระดับฮอร์โมนเป็นระยะ เพื่อติดตามการเจริญเติบโตของฟองไข่และปรับขนาดยาให้เหมาะสม เมื่อไข่มีขนาดที่ได้เกณฑ์ แพทย์จะทำการฉีดยาเพื่อให้ไข่สุกเต็มที่ก่อนถึงกำหนดการเก็บไข่

    2. การเก็บไข่และการเก็บอสุจิ

    การเก็บไข่จะทำผ่านทางช่องคลอดโดยใช้เข็มดูดน้ำในฟองไข่ออกมาภายใต้การนำทางด้วยอัลตราซาวนด์ ซึ่งขั้นตอนนี้จะมีการให้ยานอนหลับเพื่อไม่ให้ผู้ป่วยรู้สึกเจ็บปวด ในวันเดียวกันนั้น ฝ่ายชายจะต้องทำการเก็บน้ำเชื้ออสุจิ หรือเจาะเก็บจากอัณฑะในกรณีที่มีปัญหาเฉพาะ เพื่อนำไปเข้าสู่กระบวนการคัดกรองอสุจิที่แข็งแรงเตรียมพร้อมสำหรับการปฏิสนธิ

    3. การปฏิสนธิในห้องปฏิบัติการ

    หลังจากได้เซลล์ไข่และอสุจิมาแล้ว นักวิทยาศาสตร์เพาะเลี้ยงตัวอ่อน (Embryologist) จะทำการคัดเลือกอสุจิที่มีรูปร่างปกตินำมาดูดใส่เข็มแก้ว แล้วฉีดเจาะทะลุเปลือกไข่เข้าไปในเซลล์ไข่โดยตรง เพื่อช่วยให้เกิดการปฏิสนธิขึ้นภายในห้องปฏิบัติการที่ควบคุมสภาพแวดล้อมอย่างเข้มงวด

    4. การเพาะเลี้ยงตัวอ่อน 

    เมื่อเซลล์ไข่และอสุจิเกิดการปฏิสนธิจนกลายเป็นตัวอ่อนแล้ว ตัวอ่อนจะถูกนำไปเพาะเลี้ยงในตู้ที่ควบคุมอุณหภูมิ ความชื้น และก๊าซ โดยนักวิทยาศาสตร์จะเฝ้าติดตามการแบ่งเซลล์อย่างใกล้ชิด ซึ่งโดยทั่วไปจะเพาะเลี้ยงไปจนถึงระยะบลาสโตซิสต์ (Blastocyst) หรือประมาณวันที่ 5-6 ซึ่งเป็นระยะที่ตัวอ่อนมีความสมบูรณ์พร้อมสำหรับการฝังตัว

    5. การย้ายตัวอ่อนเข้าสู่โพรงมดลูก

    เมื่อตัวอ่อนเจริญเติบโตถึงระยะที่เหมาะสมและผนังมดลูกของฝ่ายหญิงมีความพร้อม แพทย์จะทำการย้ายตัวอ่อนกลับเข้าสู่โพรงมดลูกโดยใช้สายยางขนาดเล็กสอดผ่านปากมดลูก ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ไม่จำเป็นต้องดมยาสลบ หลังจากย้ายตัวอ่อนเรียบร้อยแล้ว แพทย์จะแนะนำให้พักดูอาการช่วงสั้น ๆ ก่อนอนุญาตให้กลับไปพักผ่อนต่อที่บ้าน

    การดูแลตัวเองหลังทำ ICSI และหลังย้ายตัวอ่อน

    หลังจากผ่านกระบวนการย้ายตัวอ่อนกลับเข้าสู่โพรงมดลูก การดูแลสุขภาพอย่างถูกวิธีจะช่วยเสริมสร้างสภาวะที่เหมาะสมต่อการฝังตัวของตัวอ่อน โดยมีข้อแนะนำในการปฏิบัติตัวดังนี้

    • ใช้ยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด ทั้งยารับประทาน ยาฉีด หรือยาสอดช่องคลอด เพื่อช่วยเตรียมผนังมดลูกและประคองการตั้งครรภ์
    • งดการทำกิจกรรมที่ต้องออกแรงมาก การยกของหนัก หรือการออกกำลังกายที่กระทบกระเทือนหน้าท้อง
    • หลีกเลี่ยงการเดินขึ้นลงบันไดบ่อย ๆ ในช่วงแรกหลังย้ายตัวอ่อน เพื่อให้ร่างกายได้พักผ่อนอย่างเต็มที่
    • รับประทานอาหารที่ปรุงสุก สะอาด ย่อยง่าย และหลีกเลี่ยงอาหารรสจัดเพื่อป้องกันภาวะท้องเสีย

    การทำ ICSI โอกาสสำเร็จมีมากน้อยแค่ไหน?

    การทำ ICSI

    เมื่อเข้าสู่กระบวนการรักษา คำถามสำคัญคือ การทำ ICSI มีโอกาสสำเร็จมีมากน้อยเพียงใด ซึ่งในความเป็นจริงความสำเร็จของการตั้งครรภ์จากเทคโนโลยีนี้ไม่ได้มีตัวเลขที่ตายตัวสำหรับทุกคน แต่จะขึ้นอยู่กับปัจจัยเฉพาะบุคคลหลายประการ ได้แก่

    • อายุของฝ่ายหญิง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพและจำนวนของเซลล์ไข่
    • ความสมบูรณ์ของเซลล์ไข่และคุณภาพของตัวอสุจิจากฝ่ายชาย
    • ความพร้อมและความหนาของผนังมดลูกที่เหมาะสมต่อการฝังตัวของตัวอ่อน
    • เทคโนโลยีของห้องปฏิบัติการเพาะเลี้ยงตัวอ่อนและความชำนาญของทีมแพทย์และนักวิทยาศาสตร์

    เติมเต็มครอบครัวให้สมบูรณ์ ที่ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยาก โรงพยาบาลกรุงเทพ

    หากครอบครัวใดกำลังเผชิญกับภาวะมีบุตรยากและกำลังมองหาทางเลือกในการรักษา ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยาก โรงพยาบาลกรุงเทพ มีความพร้อมในการดูแลทุกครอบครัวด้วยทีมแพทย์ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ ที่ทำงานร่วมกับทีมนักวิทยาศาสตร์เพาะเลี้ยงตัวอ่อน (Embryologist) อย่างใกล้ชิด ผสานการใช้เทคโนโลยีและห้องปฏิบัติการที่ทันสมัย เพื่อวางแผนการรักษาแบบเฉพาะบุคคล ตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุอย่างตรงจุด และดูแลความปลอดภัยในทุกขั้นตอน เพื่อช่วยเสริมสร้างโอกาสในการตั้งครรภ์และสานฝันในการมีบุตรให้เป็นจริง

    สรุปบทความ

    การทำ ICSI คือเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ที่ถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่มโอกาสในการปฏิสนธิ โดยเฉพาะในกลุ่มคู่สมรสที่ฝ่ายชายมีปัญหาด้านอสุจิ หรือเคยผ่านการรักษาด้วยวิธีอื่นมาแล้ว กระบวนการนี้ครอบคลุมตั้งแต่การกระตุ้นรังไข่ การเก็บเซลล์ไข่และอสุจิ การฉีดอสุจิเข้าสู่ไข่โดยตรง ไปจนถึงการเพาะเลี้ยงและย้ายตัวอ่อนกลับสู่มดลูก การเตรียมตัวอย่างถูกต้องและการดูแลตัวเองภายใต้คำแนะนำของแพทย์ รวมถึงการเลือกสถานพยาบาลที่มีมาตรฐาน จะช่วยส่งเสริมให้กระบวนการรักษาเป็นไปอย่างราบรื่น

    คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับการทำ ICSI

    1. ขั้นตอนการเก็บไข่ในการทำ ICSI เจ็บไหม?

    กระบวนการเก็บไข่จะไม่รู้สึกเจ็บปวด เนื่องจากแพทย์จะมีการให้ยานอนหลับและยาแก้ปวดทางหลอดเลือดดำ หลังฟื้นขึ้นมาอาจมีอาการหน่วงบริเวณท้องน้อยคล้ายช่วงมีประจำเดือนเล็กน้อย ซึ่งสามารถรับประทานยาแก้ปวดเพื่อบรรเทาอาการได้ 

    2. ใช้เวลาทั้งหมดในกระบวนการทำ ICSI นานเท่าไร?

    โดยปกติจะใช้เวลาประมาณ 2-3 สัปดาห์นับจากวันที่เริ่มฉีดยากระตุ้นไข่ ไปจนถึงขั้นตอนการย้ายตัวอ่อน ทั้งนี้ หากจำเป็นต้องแช่แข็งตัวอ่อนเพื่อเตรียมความพร้อมของผนังมดลูกในรอบเดือนถัดไป ระยะเวลาอาจมีการปรับเปลี่ยนตามแผนการรักษาของแพทย์

    3. หลังใส่ตัวอ่อนสามารถเดินหรือทำงานได้ตามปกติหรือไม่?

    สามารถเดินและกลับไปใช้ชีวิตประจำวันหรือทำงานเบา ๆ ได้ตามปกติ แต่ในช่วงแรกควรหลีกเลี่ยงการยกของหนัก การออกกำลังกายที่กระทบกระเทือนหน้าท้อง และการเดินขึ้นลงบันไดบ่อย ๆ เพื่อให้ร่างกายเอื้อต่อการฝังตัวของตัวอ่อน

    4. ฝ่ายชายต้องงดหลั่งอสุจิก่อนเก็บน้ำเชื้อกี่วัน?

    แพทย์จะแนะนำให้ฝ่ายชายงดการมีเพศสัมพันธ์หรือหลั่งอสุจิประมาณ 3-7 วันก่อนถึงกำหนดวันเก็บน้ำเชื้อ เพื่อให้ได้ปริมาณและคุณภาพของอสุจิที่มีความสมบูรณ์และเคลื่อนที่ได้ดีที่สุดสำหรับนำมาใช้งาน

    5. การทำ ICSI กับ IVF แตกต่างกันอย่างไร?

    การทำเด็กหลอดแก้ว หรือ IVF จะเป็นการนำเซลล์ไข่และอสุจิจำนวนหนึ่งมาวางรวมกันในจานเพาะเลี้ยง แล้วปล่อยให้อสุจิว่ายเข้าไปเจาะเปลือกไข่เพื่อปฏิสนธิกันเองตามธรรมชาติ ในขณะที่การทำ ICSI จะเป็นกระบวนการที่คัดเลือกอสุจิที่แข็งแรงเพียง 1 ตัว แล้วใช้เข็มขนาดเล็กฉีดอสุจิตัวนั้นเข้าไปในเซลล์ไข่โดยตรง

    แพ็กเกจและโปรโมชั่น

    ชุดตรวจคัดกรองโรคตับชุดตรวจคัดกรองโรคตับ
    ชุดตรวจคัดกรองโรคตับ

    11,900 บาท

    20,410 บาท

    รายละเอียด
    การตรวจไขมันสะสมในตับการตรวจไขมันสะสมในตับ
    การตรวจไขมันสะสมในตับ

    4,100 บาท

    4,950 บาท

    รายละเอียด
    ชุดตรวจสุขภาพหัวใจ Exclusive Echo plus EKGชุดตรวจสุขภาพหัวใจ Exclusive Echo plus EKG
    ชุดตรวจสุขภาพหัวใจ Exclusive Echo plus EKG

    7,500 บาท

    8,120 บาท

    รายละเอียด
    ดูแพ็กเกจอื่น ๆ

    ข้อมูลสุขภาพ

    ดูข้อมูลสุขภาพอื่น ๆ

    ข้อมูลสุขภาพ

    คู่มือเตรียมผนังมดลูกก่อนใส่ตัวอ่อน ขั้นตอน ระยะเวลา และเทคนิคเพิ่มโอกาสสำเร็จ Image
    คู่มือเตรียมผนังมดลูกก่อนใส่ตัวอ่อน ขั้นตอน ระยะเวลา และเทคนิคเพิ่มโอกาสสำเร็จ
    ผ่าตัดส่องกล้องติ่งเนื้อในโพรงมดลูก ต่างจากวิธีอื่นยังไง มีข้อดีอะไรบ้าง Image
    ผ่าตัดส่องกล้องติ่งเนื้อในโพรงมดลูก ต่างจากวิธีอื่นยังไง มีข้อดีอะไรบ้าง
    ไส้เลื่อน เกิดจากอะไร เช็กปัจจัยเสี่ยงและแนวทางการรักษา Image
    ไส้เลื่อน เกิดจากอะไร เช็กปัจจัยเสี่ยงและแนวทางการรักษา
    ดูข้อมูลสุขภาพอื่น ๆ