ผู้ชายจำนวนไม่น้อยที่มีภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศและต้องเผชิญกับความรู้สึกสูญเสียความมั่นใจ ความกังวลว่าจะทำให้คู่ผิดหวังและความอึดอัดที่ไม่กล้าปรึกษาใคร ยิ่งเมื่อลองกินยาแล้วไม่ได้ผล หรือใช้วิธีอื่นแล้วยังไม่ตอบโจทย์ หลายคนเริ่มรู้สึกว่าหมดทางเลือก แกนองคชาตเทียมจึงเป็นอีกทางเลือกที่แพทย์อาจพิจารณาเมื่อการรักษาอื่นไม่ได้ผล หรือผู้ป่วยต้องการการรักษาที่ให้ผลถาวรและควบคุมได้ด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นหนึ่งในวิธีการรักษาที่ผู้ป่วยพึงพอใจสูงสุด
แกนองคชาตเทียมคืออะไร
แกนองคชาตเทียม (Penile Prosthesis หรือ Penile Implant) คือ อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ใส่ไว้ภายในองคชาตด้วยการผ่าตัด เพื่อทำให้องคชาตแข็งตัวได้เพียงพอต่อการมีเพศสัมพันธ์ตามที่ต้องการ ถือเป็นการรักษาลำดับท้ายและเป็นทางออกที่ชัดเจนที่สุดของโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ โดยใช้ในกรณีที่ยารับประทาน ยาฉีด หรือกระบอกสุญญากาศไม่ได้ผลหรือใช้ไม่ได้
เรื่องที่ควรรู้ก่อนใส่แกนองคชาตเทียม
- อุปกรณ์ถูกฝังไว้ภายในร่างกายทั้งหมดมองจากภายนอกไม่เห็นไม่มีอุปกรณ์ยื่นออกมานอกร่างกายและคนอื่นไม่สามารถสังเกตได้
- การใส่แกนองคชาตเทียมจะเปลี่ยนแปลงเนื้อเยื่อที่ทำให้อวัยวะเพศชายแข็งตัวตามธรรมชาติอย่างถาวร ทำให้หลังผ่าตัดไม่สามารถแข็งตัวเองได้อีก จึงควรพิจารณาอย่างรอบคอบร่วมกับแพทย์ หลังจากได้ลองรักษาวิธีอื่นแล้ว
ใครบ้างที่เหมาะกับการใส่แกนองคชาตเทียม
แพทย์อาจพิจารณาการใส่แกนองคชาตเทียมในผู้ป่วยกลุ่มต่อไปนี้
- ผู้ที่มีภาวะอวัยวะเพศชายไม่แข็งตัวและไม่ตอบสนองต่อยารับประทานกลุ่มยับยั้ง PDE5
- ผู้ที่ใช้ยาฉีดเข้าองคชาตหรือกระบอกสุญญากาศแล้วไม่ได้ผลหรือทนผลข้างเคียงไม่ได้
- ผู้ที่มีข้อห้ามในการใช้ยา เช่น ผู้ที่ต้องใช้ยากลุ่มไนเตรตสำหรับโรคหัวใจ
- ผู้ที่มีภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศรุนแรงจากเบาหวานหรือหลังผ่าตัดต่อมลูกหมาก
- ผู้ที่มีโรคองคชาตคดรุนแรง (Peyronie’s Disease) ร่วมกับภาวะไม่แข็งตัว
- ผู้ที่เคยมีภาวะองคชาตแข็งค้างเป็นเวลานานจนเนื้อเยื่อเสียหาย
- ผู้ที่ต้องการการรักษาที่ให้ผลถาวร ไม่ต้องพึ่งยาหรืออุปกรณ์ทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์
ทั้งนี้ผู้ที่มีการติดเชื้อในร่างกายอยู่ ผู้ที่ควบคุมเบาหวานได้ไม่ดี หรือผู้ที่ยังไม่พร้อมด้านความเข้าใจและความคาดหวัง ควรได้รับการแก้ไขปัจจัยเหล่านี้ให้เรียบร้อยก่อนเข้ารับการผ่าตัด
แกนองคชาตเทียมมีกี่แบบ
แกนองคชาตเทียมมี 3 แบบหลักต่างกันที่กลไกการใช้งานความเป็นธรรมชาติและความซับซ้อนของการผ่าตัด
1) แบบแกนดัดหรือกึ่งแข็ง (Malleable / Semi – Rigid)
แบบที่เรียบง่ายที่สุด ประกอบด้วยแกนแข็งที่ดัดงอได้ 2 แท่ง ใส่ไว้ในโพรงองคชาตทั้งสองข้าง ผู้ใช้ดัดองคชาตขึ้นเมื่อต้องการมีเพศสัมพันธ์ และดัดลงแนบลำตัวเมื่อใช้ชีวิตประจำวัน
2) แบบพองลม 2 ชิ้น (Two – Piece Inflatable)
ประกอบด้วยกระบอกพองลม 2 อันในองคชาต ต่อกับปั๊มที่รวมกระเปาะน้ำไว้ในชิ้นเดียวกันบริเวณถุงอัณฑะจึงไม่ต้องวางกระเปาะน้ำแยกในช่องท้อง
3) แบบพองลม 3 ชิ้น (Three – Piece Inflatable)
ถือเป็นมาตรฐานที่นิยมที่สุดในปัจจุบัน ประกอบด้วย 3 ส่วน คือกระบอกพองลม 2 อันในองคชาต ปั๊มควบคุมที่ถุงอัณฑะ และกระเปาะบรรจุน้ำเกลือที่วางไว้หลังกระดูกหัวหน่าว ให้ผลใกล้เคียงธรรมชาติที่สุดทั้งขณะแข็งตัวและขณะอ่อนตัว
แกนองคชาตเทียมแต่ละแบบต่างกันอย่างไร
ความแตกต่างของแกนองคชาตเทียมทั้ง 3 แบบ มีรายละเอียดดังต่อไปนี้
|
หัวข้อ |
แบบแกนดัด (กึ่งแข็ง) |
แบบพองลม 2 ชิ้น |
แบบพองลม 3 ชิ้น |
|
การใช้งาน |
ดัดขึ้น – ลงด้วยมือ |
บีบปั๊มที่ถุงอัณฑะ |
บีบปั๊มที่ถุงอัณฑะ |
|
ความเป็นธรรมชาติ |
กึ่งแข็งตลอดเวลา |
เป็นธรรมชาติปานกลาง |
เป็นธรรมชาติมากที่สุด |
|
ความแข็งและความอวบ |
แข็งคงที่ |
น้อยกว่าแบบ 3 ชิ้น |
ดีที่สุด |
|
กระเปาะน้ำในช่องท้อง |
ไม่มี |
ไม่มี (รวมที่ถุงอัณฑะ) |
มี (หลังกระดูกหัวหน่าว) |
|
ความซับซ้อนการผ่าตัด |
น้อยที่สุด |
ปานกลาง |
มากที่สุด |
|
ความทนทานเชิงกลไก |
สูงมาก (ไม่มีชิ้นส่วนเคลื่อนไหว) |
ดี |
ดี (เฉลี่ยราว 20 ปี) |
|
ผู้ที่เหมาะกับการรักษา |
ผู้ที่ใช้มือได้จำกัดหรืองบจำกัด |
ผู้ที่ต้องเลี่ยงกระเปาะในช่องท้อง |
ผู้ที่ต้องการผลธรรมชาติที่สุด |
โดยสรุปแบบแกนดัดมีข้อดีที่ผ่าตัดง่าย ทนทานสูง เพราะไม่มีชิ้นส่วนเคลื่อนไหว เหมาะกับผู้ที่ใช้มือบีบปั๊มได้ไม่สะดวก เช่น ผู้ที่มีข้ออักเสบรุนแรงหรือบาดเจ็บไขสันหลัง แต่มีข้อจำกัดคือ องคชาตจะกึ่งแข็งตลอดเวลา ซึ่งบางคนเก็บใต้เสื้อผ้าได้ยาก และดูเป็นธรรมชาติน้อยกว่า
ส่วนแบบพองลม 3 ชิ้นให้ผลเป็นธรรมชาติมากที่สุด ทั้งความแข็งขณะใช้งานและสภาพอ่อนตัวขณะปกติ และให้ความพึงพอใจสูงสุด แต่ผ่าตัดซับซ้อนกว่า ขณะที่แบบ 2 ชิ้นเป็นทางเลือกกลางสำหรับผู้ที่ต้องการอุปกรณ์แบบพองลม แต่ควรเลี่ยงการวางกระเปาะน้ำในช่องท้อง เช่น ผู้ที่เคยผ่าตัดอุ้งเชิงกราน เคยฉายรังสี หรือปลูกถ่ายไต
มีข้อมูลที่น่าสนใจคือ ผู้ที่เริ่มด้วยแบบแกนดัดราว 7.7% เลือกเปลี่ยนมาใช้แบบพองลม 3 ชิ้นในภายหลัง ขณะที่มีเพียงราว 0.2% ที่เปลี่ยนในทางกลับกัน สะท้อนความพึงพอใจที่สูงกว่าของแบบพองลม อย่างไรก็ตามแบบแกนดัดยังเป็นทางเลือกที่ดีและเชื่อถือได้สำหรับผู้ป่วยที่เหมาะสม การเลือกชนิดจึงควรพิจารณาร่วมกับแพทย์ตามกายวิภาค โรคประจำตัว ความคล่องของมือ ประวัติการผ่าตัด และงบประมาณ
แกนองคชาตเทียมทำงานอย่างไร
- แบบแกนดัด แกนที่ใส่ไว้จะคงความแข็งอยู่เสมอ แต่ดัดงอได้ตามต้องการ เมื่อจะมีเพศสัมพันธ์ให้ใช้มือดัดองคชาตขึ้น และเมื่อเสร็จกิจกรรมให้ดัดลงแนบลำตัวเพื่อความเรียบร้อยในชีวิตประจำวัน ไม่ต้องมีขั้นตอนการปั๊มหรือปล่อยน้ำ
- แบบพองลม ภายในระบบจะบรรจุน้ำเกลือปลอดเชื้อไว้ในกระเปาะ เมื่อต้องการให้องคชาตแข็งตัว ผู้ใช้จะบีบปั๊มเล็ก ๆ ที่ซ่อนอยู่ในถุงอัณฑะหลายครั้ง น้ำเกลือจะถูกดันเข้าไปในกระบอกที่อยู่ในองคชาต ทำให้องคชาตขยายและแข็งตัว เมื่อเสร็จกิจกรรมให้กดวาล์วปล่อยน้ำที่ปั๊ม น้ำเกลือจะไหลกลับเข้ากระเปาะ องคชาตจึงกลับสู่สภาพอ่อนตัวตามปกติ
การควบคุมทั้งหมดทำได้ด้วยตัวผู้ป่วยเอง สามารถเลือกเวลาและระยะเวลาที่ต้องการได้ โดยไม่ต้องรอฤทธิ์ยาและไม่จำกัดจำนวนครั้ง แพทย์และพยาบาลจะสอนวิธีใช้งานอุปกรณ์ให้อย่างละเอียดก่อนเริ่มใช้จริง ซึ่งผู้ป่วยส่วนใหญ่ใช้งานได้คล่องภายในเวลาไม่นาน
เตรียมตัวก่อนใส่แกนองคชาตเทียม
การเตรียมตัวที่ดีมีผลโดยตรงต่อความสำเร็จของการผ่าตัดและช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน สิ่งที่แพทย์จะดำเนินการและสิ่งที่ผู้ป่วยควรเตรียม ได้แก่
- การให้คำปรึกษาและตั้งความคาดหวังให้ตรงกัน แพทย์จะอธิบายชนิดของอุปกรณ์ วิธีใช้งาน ผลลัพธ์ที่คาดหวังได้จริงในเรื่องความแข็งและความยาว รวมถึงข้อจำกัดว่าจะไม่สามารถแข็งตัวเองตามธรรมชาติได้อีก ขั้นตอนนี้สำคัญมาก และแนะนำให้คู่ของผู้ป่วยเข้าร่วมรับฟังด้วย
- ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ผู้ป่วยเบาหวานควรควบคุมระดับน้ำตาลให้ดีก่อนผ่าตัด เนื่องจากมีข้อมูลว่าระดับ HbA1c ที่สูงราว 8 – 8.5% ขึ้นไปสัมพันธ์กับความเสี่ยงติดเชื้อที่เพิ่มขึ้น
- ตรวจหาและรักษาการติดเชื้อ ต้องไม่มีการติดเชื้อในร่างกาย โดยเฉพาะการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ แพทย์อาจตรวจปัสสาวะและเพาะเชื้อก่อนผ่าตัด
- งดสูบบุหรี่และควบคุมน้ำหนัก การสูบบุหรี่และภาวะอ้วนเพิ่มความเสี่ยงต่อการหายของแผลและการติดเชื้อ
- ทบทวนยาที่ใช้ประจำ แจ้งแพทย์เรื่องยาทุกชนิดที่ใช้ โดยเฉพาะยาต้านการแข็งตัวของเลือดหรือยาละลายลิ่มเลือด ซึ่งอาจต้องหยุดชั่วคราวตามคำแนะนำของแพทย์
- การเตรียมความสะอาดและยาปฏิชีวนะ แพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะป้องกันก่อนผ่าตัด ทำความสะอาดผิวหนังบริเวณผ่าตัดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ และอาจแนะนำให้โกนขนบริเวณผ่าตัดในวันผ่าตัด
- งดน้ำงดอาหารตามกำหนดเวลาก่อนเข้าห้องผ่าตัด และควรมีผู้ดูแลมารับกลับบ้านหลังจำหน่ายออกจากโรงพยาบาล
ขั้นตอนการผ่าตัดใส่แกนองคชาตเทียม
การผ่าตัดใส่แกนองคชาตเทียมทำโดยศัลยแพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะที่มีความชำนาญเฉพาะทาง โดยทั่วไปมีขั้นตอนดังนี้
- ให้ยาระงับความรู้สึก อาจเป็นการดมยาสลบหรือการฉีดยาชาเข้าไขสันหลัง ขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์และวิสัญญีแพทย์
- ลงแผลผ่าตัดขนาดเล็ก ตำแหน่งที่นิยมคือบริเวณรอยต่อระหว่างโคนองคชาตกับถุงอัณฑะ (Penoscrotal) หรือบริเวณเหนือหัวหน่าว (Infrapubic) แผลมักมีขนาดไม่ใหญ่และซ่อนอยู่ในบริเวณที่สังเกตได้ยาก
- เปิดเข้าสู่โพรงเนื้อเยื่อองคชาตทั้งสองข้าง ค่อย ๆ ขยายโพรง และวัดขนาดความยาวของโพรงอย่างละเอียด เพื่อเลือกขนาดกระบอกหรือแกนที่พอดีกับผู้ป่วยแต่ละราย
- ใส่กระบอกหรือแกนเข้าไปในโพรงองคชาตทั้งสองข้าง จัดตำแหน่งให้อยู่ในแนวที่เหมาะสม
- กรณีเป็นแบบพองลม จะวางปั๊มควบคุมไว้ในถุงอัณฑะ และสำหรับแบบ 3 ชิ้นจะวางกระเปาะบรรจุน้ำเกลือไว้หลังกระดูกหัวหน่าว จากนั้นต่อระบบท่อให้เรียบร้อย
- ทดสอบการทำงานของอุปกรณ์ด้วยการพองและปล่อยน้ำหลายครั้งในห้องผ่าตัด เพื่อยืนยันว่าทำงานได้ดีและได้รูปทรงที่เหมาะสม
- เย็บปิดแผลเป็นชั้น ๆ และปล่อยอุปกรณ์ไว้ในสภาพที่แพทย์กำหนด อาจใส่สายสวนปัสสาวะไว้ชั่วคราวในระยะแรก
การผ่าตัดใช้เวลาประมาณ 1 – 2 ชั่วโมง ผู้ป่วยส่วนใหญ่พักในโรงพยาบาลประมาณ 1 – 2 วันแล้วกลับบ้านได้ ทั้งนี้ความชำนาญของศัลยแพทย์มีผลต่อผลลัพธ์อย่างชัดเจน โดยมีข้อมูลว่าศัลยแพทย์ที่ทำหัตถการนี้จำนวนมากขึ้นจะได้ผลลัพธ์ดีขึ้น จนถึงประมาณ 15 รายต่อปี
ดูแลหลังผ่าตัดใส่แกนองคชาตเทียม
การปฏิบัติตัวตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัดจะช่วยให้ฟื้นตัวได้ราบรื่นและลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน
- ช่วง 1 – 2 สัปดาห์แรกอาจมีอาการบวมและเจ็บบริเวณผ่าตัดซึ่งเป็นเรื่องปกติ บรรเทาได้ด้วยยาแก้ปวดตามที่แพทย์สั่ง ประคบเย็นตามคำแนะนำ พักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการยกของหนักและการออกแรงมาก
- ดูแลแผล รักษาความสะอาดและความแห้งของแผลตามคำแนะนำ รับประทานยาปฏิชีวนะให้ครบตามที่แพทย์สั่ง สังเกตอาการผิดปกติ เช่น แผลแดงมากขึ้น มีน้ำหนองไหล ปวดมากขึ้นผิดปกติ หรือมีไข้ ควรมาพบแพทย์ทันที
- การใช้งานอุปกรณ์ โดยทั่วไปแพทย์จะให้รอประมาณ 4 – 6 สัปดาห์จนแผลหายดีและอาการบวมลดลง ก่อนเริ่มสอนการใช้งานอุปกรณ์และเปิดใช้งานจริง ไม่ควรเริ่มใช้เองก่อนได้รับอนุญาตจากแพทย์
- การกลับไปมีเพศสัมพันธ์ จะเริ่มหลังจากแพทย์ประเมินว่าแผลหายดีและได้สอนการใช้อุปกรณ์เรียบร้อยแล้ว ซึ่งมักอยู่ในช่วงประมาณ 6 สัปดาห์หลังผ่าตัด
- มาพบแพทย์ตามนัดหมายทุกครั้ง เพื่อประเมินการหายของแผล การทำงานของอุปกรณ์ และฝึกการใช้งานให้คล่อง
ข้อดีของแกนองคชาตเทียม
- ความพึงพอใจสูงที่สุดในบรรดาการรักษาภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ โดยความพึงพอใจของผู้ป่วยอยู่ที่ราว 75% ถึงมากกว่า 90% และความพึงพอใจของคู่สูงถึงราว 88% ซึ่งสูงที่สุดเมื่อเทียบกับการรักษาภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศวิธีอื่น
- ได้ผลแน่นอนและควบคุมได้เอง แข็งตัวได้ทุกครั้งที่ต้องการ ไม่ต้องรอฤทธิ์ยา ไม่ต้องฉีดยาก่อนมีเพศสัมพันธ์ และไม่จำกัดระยะเวลาหรือจำนวนครั้ง
- เป็นส่วนตัวและมองไม่เห็นจากภายนอกอุปกรณ์ฝังอยู่ภายในร่างกายทั้งหมดไม่มีส่วนใดยื่นออกมา
- ไม่มีผลข้างเคียงจากยา เช่น ปวดศีรษะ หน้าแดง คัดจมูก ใช้ได้ในผู้ที่มีข้อห้ามใช้ยา เช่น ผู้ใช้ยากลุ่มไนเตรต
- อยู่ได้นานและรักษาในระยะยาว อุปกรณ์แบบพองลมสมัยใหม่มีอายุการใช้งานเฉลี่ยราว 20 ปี โดยราว 87% ยังใช้งานได้ที่ 5 ปี และ 77% ที่ 10 ปี ส่วนแบบแกนดัดทนทานมากเพราะไม่มีชิ้นส่วนเคลื่อนไหว
- แก้ปัญหาร่วมได้ ในผู้ที่มีโรคองคชาตคดร่วมด้วย การใส่แกนเทียมช่วยแก้ความโค้งผิดรูปไปพร้อมกันได้
- ฟื้นความมั่นใจและคุณภาพชีวิต ให้กลับมามีความสัมพันธ์ที่ดีกับคู่และลดความกังวลเรื่องสมรรถภาพ
ความเสี่ยงหรือภาวะแทรกซ้อนที่พบเมื่อใส่แกนองคชาตเทียม
ด้วยอุปกรณ์และเทคนิคการผ่าตัดที่ทันสมัยในปัจจุบัน ทำให้โอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงพบได้ไม่บ่อย แต่ผู้ป่วยควรทราบข้อมูลให้ครบถ้วนก่อนตัดสินใจ
- ติดเชื้อ ภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญที่สุด เพราะหากเกิดขึ้นมักต้องนำอุปกรณ์ออก อุปกรณ์รุ่นใหม่ที่เคลือบยาปฏิชีวนะช่วยลดอัตราการติดเชื้อลงราวครึ่งหนึ่ง จากราว 2.3% เหลือราว 0.9% การศึกษาส่วนใหญ่รายงานอัตราต่ำกว่า 5% และข้อมูลจากการใช้งานจริงขนาดใหญ่อยู่ที่ราว 1.5 – 3% ความเสี่ยงสูงขึ้นในผู้ที่ควบคุมเบาหวานได้ไม่ดี ผู้ที่มีภาวะอ้วน ผู้ที่บาดเจ็บไขสันหลัง และการผ่าตัดแก้ไขซ้ำ
- ปัญหาเชิงกลไกของอุปกรณ์ พบได้ในอุปกรณ์แบบพองลมซึ่งมีชิ้นส่วนเคลื่อนไหว เช่น การรั่วของน้ำหรือปั๊มทำงานผิดปกติ โดยแบบ 3 ชิ้นมีโอกาสต้องผ่าตัดแก้ไขในระยะยาวราว 5.5% หากอุปกรณ์เสื่อมสภาพสามารถผ่าตัดเปลี่ยนใหม่ได้
- เสียดสีทะลุเนื้อเยื่อ อุปกรณ์กดเบียดเนื้อเยื่อจนบางลงหรือทะลุออก พบไม่บ่อยโดยส่วนใหญ่ต่ำกว่า 5% และพบมากขึ้นเล็กน้อยในแบบแกนดัด โดยเฉพาะในผู้ที่การรับความรู้สึกบริเวณองคชาตลดลง
- พองตัวเองโดยไม่ตั้งใจ พบได้น้อยในอุปกรณ์แบบพองลม และลดลงมากด้วยวาล์วล็อกในอุปกรณ์รุ่นใหม่
- ส่วนปลายองคชาตตก เกิดจากส่วนปลายไม่ได้รับการรองรับอย่างเหมาะสม แก้ไขได้ด้วยการผ่าตัดเพิ่มเติม
- ปวดเรื้อรังหรือการรับความรู้สึกเปลี่ยนแปลง พบได้ไม่บ่อย โดยทั่วไปอาการปวดจะดีขึ้นภายใน 4 – 6 สัปดาห์ แต่ในผู้ป่วยบางราย เช่น ผู้ป่วยเบาหวานอาจใช้เวลานานกว่า
- ความรู้สึกว่าองคชาตสั้นลง ผู้ป่วยบางรายรู้สึกว่าองคชาตสั้นลงเล็กน้อย มักเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อที่มีอยู่เดิมก่อนผ่าตัดมากกว่าเกิดจากการผ่าตัด จึงต้องพูดคุยเรื่องความคาดหวังก่อนการผ่าตัด
การเลือกสถานพยาบาล ศัลยแพทย์ที่มีความชำนาญ และเตรียมตัวก่อนผ่าตัดให้พร้อมมีความสำคัญอย่างยิ่ง
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q: แกนองคชาตเทียมทำให้ขนาดองคชาตใหญ่ขึ้นหรือไม่
A: การใส่แกนองคชาตเทียมไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มขนาดองคชาตและไม่ทำให้องคชาตใหญ่หรือยาวขึ้นกว่าเดิม แต่ช่วยให้องคชาตแข็งตัวได้เพียงพอต่อการมีเพศสัมพันธ์ โดยแพทย์จะวัดขนาดโพรงเนื้อเยื่อองคชาตอย่างละเอียดในห้องผ่าตัดเพื่อเลือกอุปกรณ์ที่พอดีกับผู้ป่วยแต่ละราย ผลลัพธ์ที่ได้จะใกล้เคียงกับขนาดขณะแข็งตัวเดิมของผู้ป่วย การที่ผู้ป่วยบางรายอาจรู้สึกว่าองคชาตสั้นลงเล็กน้อยหลังผ่าตัด มักเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อที่เกิดขึ้นก่อนการผ่าตัดอยู่แล้ว เช่น จากภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศที่เป็นมานาน โรคองคชาตคด หรือหลังผ่าตัดต่อมลูกหมาก มากกว่าจะเกิดจากตัวอุปกรณ์ ดังนั้นการพูดคุยกับแพทย์เรื่องความคาดหวังขนาดก่อนผ่าตัดจึงมีความสำคัญมาก
Q: การใส่แกนองคชาตเทียมมีผลกับการถึงจุดสุดยอดหรือไม่
A: โดยหลักการแกนองคชาตเทียมทำหน้าที่ให้องคชาตแข็งตัวเท่านั้น ไม่ได้รบกวนเส้นประสาทรับความรู้สึกหรือระบบฮอร์โมน จึงไม่กระทบการถึงจุดสุดยอด โดยการใส่แกนองคชาตเทียมส่งผลดังต่อไปนี้
- ความรู้สึกทางเพศบริเวณผิวหนังเหมือนเดิม เพราะเส้นประสาทที่รับความรู้สึกบริเวณผิวหนังองคชาตและส่วนปลายเป็นเส้นประสาทคนละชุดกับโพรงเนื้อเยื่อที่ใส่อุปกรณ์ ผู้ป่วยส่วนใหญ่จึงรับความรู้สึกได้ตามปกติ อาจมีความรู้สึกเปลี่ยนแปลงชั่วคราวในช่วงหลังผ่าตัดซึ่งมักดีขึ้นเมื่อแผลหายสนิท
- ความต้องการทางเพศไม่เปลี่ยนแปลง เพราะความต้องการทางเพศถูกควบคุมโดยฮอร์โมนเพศชายและสมอง ซึ่งการผ่าตัดไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยว ในทางปฏิบัติผู้ป่วยหลายรายรู้สึกว่าความต้องการทางเพศดีขึ้น เพราะความมั่นใจกลับมาและลดความกังวลเรื่องการแข็งตัว
- การแข็งตัว เกิดจากกลไกของอุปกรณ์แทนกลไกธรรมชาติ ทำให้แข็งตัวได้ทุกครั้งที่ต้องการโดยไม่ต้องรอสิ่งเร้าหรือฤทธิ์ยา แต่หลังผ่าตัดจะไม่สามารถแข็งตัวเองตามธรรมชาติได้อีก
- การถึงจุดสุดยอด ยังเกิดขึ้นได้เป็นปกติ เพราะการถึงจุดสุดยอดเป็นกลไกของระบบประสาทและสมอง ไม่ได้ขึ้นกับการแข็งตัว ผู้ป่วยที่เคยถึงจุดสุดยอดได้ก่อนผ่าตัดจะยังถึงจุดสุดยอดได้เช่นเดิม
- การหลั่ง ไม่ได้รับผลกระทบจากอุปกรณ์ เพราะการหลั่งอาศัยต่อมลูกหมาก ถุงน้ำอสุจิ และท่อปัสสาวะ ซึ่งไม่ถูกรบกวนจากการผ่าตัด อย่างไรก็ตามหากผู้ป่วยมีปัญหาการหลั่งอยู่ก่อน เช่น หลั่งย้อนกลับหรือไม่มีการหลั่งหลังผ่าตัดต่อมลูกหมาก ปัญหานั้นจะยังคงอยู่เหมือนเดิม เนื่องจากเป็นคนละสาเหตุกัน
- ภาวะมีบุตร การใส่แกนองคชาตเทียมไม่ได้ทำให้เป็นหมันและไม่กระทบการสร้างอสุจิที่อัณฑะหรือระดับฮอร์โมนเพศชาย ผู้ป่วยที่มีการหลั่งปกติจึงยังมีโอกาสมีบุตรได้ตามศักยภาพเดิมของตนเอง ในผู้ที่วางแผนจะมีบุตร ควรแจ้งแพทย์เพื่อประเมินภาวะเจริญพันธุ์ควบคู่กันไป
Q: ใส่แกนองคชาตเทียมแล้วเจ็บไหม
A: ระหว่างผ่าตัดจะไม่รู้สึกเจ็บ เพราะได้รับยาระงับความรู้สึกทั้งการดมยาสลบหรือการฉีดยาชาเข้าไขสันหลัง หลังผ่าตัดมักมีอาการบวมและเจ็บบริเวณแผลในช่วง 1 – 2 สัปดาห์แรก ซึ่งเป็นเรื่องปกติและควบคุมได้ดีด้วยยาแก้ปวดที่แพทย์สั่ง โดยทั่วไปอาการจะทุเลาลงชัดเจนภายใน 4 – 6 สัปดาห์ ในผู้ป่วยบางกลุ่ม เช่น ผู้ป่วยเบาหวาน อาจใช้เวลาฟื้นตัวและมีอาการเจ็บนานกว่าปกติ ส่วนอาการปวดเรื้อรังหลังผ่าตัดพบได้ไม่บ่อย หากมีอาการปวดมากขึ้นผิดปกติ แผลบวมแดงมากขึ้น มีน้ำหนองไหล หรือมีไข้ ควรพบแพทย์ทันทีเพราะอาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อ
Q: แกนองคชาตเทียมอยู่ได้นานแค่ไหน
A: อุปกรณ์แบบพองลมสมัยใหม่มีอายุการใช้งานเฉลี่ยราว 20 ปี โดยมีข้อมูลว่าราว 87% ยังทำงานได้ดีที่ 5 ปี และราว 77% ที่ 10 ปี ส่วนอุปกรณ์รุ่นใหม่มีแนวโน้มอยู่ได้นานขึ้น ขณะที่แบบแกนดัดมีความทนทานสูงมากเพราะไม่มีชิ้นส่วนที่เคลื่อนไหว หากอุปกรณ์เสื่อมสภาพหรือทำงานผิดปกติในอนาคต สามารถผ่าตัดเปลี่ยนอุปกรณ์ใหม่ได้ โดยการมาตรวจตามนัดอย่างสม่ำเสมอและใช้งานอุปกรณ์ตามที่แพทย์แนะนำจะช่วยยืดอายุการใช้งานและตรวจพบปัญหาได้เร็ว
บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้ทั่วไป ไม่สามารถใช้แทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล หากมีปัญหาการแข็งตัวหรือกำลังพิจารณาการรักษา ควรปรึกษาแพทย์ผู้ชำนาญการ
เอกสารอ้างอิง
- Levine LA, Becher EF, Bella AJ, et al. Penile prosthesis surgery: current recommendations from the International Consultation on Sexual Medicine. J Sex Med. 2016;13(4):489-518.
- Goodstein T, Jenkins LC. A narrative review on malleable and inflatable penile implants: choosing the right implant for the right patient. Int J Impot Res. 2023;35(7):599-606.
- Ancha N, Eldin M, Woodle T, et al. Current devices, outcomes, and pain management considerations in penile implant surgery: an updated review of the literature. Asian J Androl. 2024;26(4):345-352.
- Cocci A, Capogrosso P, Minhas S, et al. Penile prosthesis implantation: a systematic review of intraoperative and postoperative complications. Int J Impot Res. 2026;38(2).
- Çayan S, Aşcı R, Efesoy O, et al. Comparison of long-term results and couples’ satisfaction with penile implant types and brands: lessons learned from 883 patients. J Sex Med. 2019;16(7):1092-1099.
- Capogrosso P, Pescatori E, Caraceni E, et al. Satisfaction rate at 1-year follow-up in patients treated with penile implants: data from the multicentre prospective registry INSIST-ED. BJU Int. 2019;123(2):353-359.
- Miller LE, Khera M, Bhattacharyya S, et al. Long-term survival rates of inflatable penile prostheses: systematic review and meta-analysis. Urology. 2022;166:51-57.
- Mandava SH, Serefoglu EC, Freier MT, Wilson SK, Hellstrom WJ. Infection retardant coated inflatable penile prostheses decrease the incidence of infection: a systematic review and meta-analysis. J Urol. 2012;188(5):1855-1860.
- Habous M, Tal R, Tealab A, et al. Defining a glycated haemoglobin (HbA1c) level that predicts increased risk of penile implant infection. BJU Int. 2018;121(2):293-300.
- Brant W, Sato R, Rojanasarot S, et al. Infection rates and risk factors following inflatable penile prosthetic implantation: an analysis of real-world hospital data. J Sex Med. 2025;22(11).
- Byrne ER, Ungerer GN, Ziegelmann MJ, Kohler TS. Complications and troubleshooting in primary penile prosthetic surgery — a review. Int J Impot Res. 2023;35(7):607-614.
- Van Huele A, Lenaers M, Renterghem KV. Preoperative counseling for penile implant surgery: standardized approach in a high-volume center of excellence. Int J Impot Res. 2025;37(1):18-24.
- Burnett AL, Nehra A, Breau RH, et al. Erectile dysfunction: AUA guideline. J Urol. 2018;200(3):633-641.
- Salonia A, Bettocchi C, Carvalho J, et al. EAU Guidelines on Sexual and Reproductive Health. European Association of Urology; 2025.
โรงพยาบาลที่ชำนาญการดูแลรักษาภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ
ศูนย์โรคทางเดินปัสสาวะ โรงพยาบาลกรุงเทพ พร้อมให้การดูแลรักษาภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ ด้วยทางเลือกการรักษาอย่างการใส่แกนองคชาตเทียม โดยทีมแพทย์เฉพาะทางที่มากด้วยประสบการณ์ เครื่องมือที่ทันสมัย และทีมสหสาขาที่พร้อมดูแลให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด เพื่อให้กลับมามั่นใจในสุขภาพเพศชายในทุกวัน
แพทย์ที่ชำนาญการดูแลรักษาภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ
นพ.สรวีร์ วีระโสภณ ศัลยแพทย์ยูโรวิทยา ศูนย์โรคทางเดินปัสสาวะ โรงพยาบาลกรุงเทพ ชำนาญด้านสุขภาพเพศชายและเวชศาสตร์ทางเพศ ครอบคลุมภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ ความผิดปกติของฮอร์โมนเพศชาย โรคองคชาตคด (Peyronie’s) และการผ่าตัดใส่แกนองคชาตเทียม รวมถึงการผ่าตัดผ่านกล้องและผ่านหุ่นยนต์
สามารถคลิกที่นี่เพื่อทำนัดหมายได้ด้วยตนเอง
ออกตรวจวันจันทร์ – พฤหัสบดี เวลา 08.00 – 18.00 น.


















