เรื่องภายในของคุณผู้หญิงเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจและหมั่นตรวจเช็ก โดยเฉพาะซีสต์รังไข่ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอย่างที่หลายคนคิด เพราะบางครั้งอาจไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า รู้ตัวอีกครั้งแม้จะรักษาได้ก็ส่งผลกระทบกับร่างกายไปมากแล้ว ดังนั้นการเข้าใจเรื่องซีสต์รังไข่และหมั่นสังเกตตนเองจึงเป็นหนทางของการป้องกันและรับมือได้อย่างถูกวิธี
รู้จักรังไข่ให้ดีพอ
รังไข่เป็นอวัยวะขนาดเล็กที่อยู่บริเวณด้านข้างปีกมดลูกทั้ง 2 ข้าง มีหน้าที่ในการสร้างฮอร์โมนต่าง ๆ ของผู้หญิงให้สมดุล โดยเฉพาะฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ช่วยกระตุ้นการมาของประจำเดือน ซึ่งทุก ๆ เดือนรังไข่จะผลิตไข่ใบเล็ก ๆ ออกมา โดยไข่จะเคลื่อนสู่ด่านล่างผ่านท่อนำไข่หรือที่มักเรียกกันว่าการตกไข่ เพื่อให้พร้อมในการผสมกับอสุจิของเพศชาย
ถุงน้ำหรือซีสต์ (Cyst) คืออะไร
ซีสต์ (Cyst) คือ ถุงที่มีลักษณะเป็นเยื่อบาง ๆ ภายในอาจบรรจุของเหลว อากาศ หรือสสารอื่น ๆ ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ในหลายอวัยวะทั่วร่างกาย แต่หากก้อนถุงน้ำนี้ไปเกิดขึ้นบริเวณรังไข่ ซึ่งเป็นอวัยวะที่มีหน้าที่ผลิตไข่และฮอร์โมนเพศหญิง ทางการแพทย์จะเรียกว่า ถุงน้ำในรังไข่ หรือซีสต์รังไข่นั่นเอง
ถุงน้ำเกิดจากอะไร?
ซีสต์มีลักษณะเป็นถุงที่เต็มไปด้วยของเหลว ซึ่งสามารถก่อตัวขึ้นได้ในรังไข่ เมื่อเกิดการตกไข่ผิดปกติจะทำให้เกิดการคั่ง มีถุงน้ำในรังไข่ หรือไข่ไม่ตก ทำให้เกิดเป็นถุงน้ำขนาดเล็กในรังไข่ทั้งสองข้าง หรือมีการแบ่งเซลล์ในรังไข่ที่ผิดปกติไป ทำให้รังไข่มีโอกาสเกิดซีสต์ที่รังไข่ได้บ่อยกว่าอวัยวะอื่น ๆ หากพบในคนอายุน้อยมักจะเป็นซีสต์ปกติที่หายได้ แต่ถ้าพบในคนวัยใกล้หมดประจำเดือนอาจเป็นซีสต์ผิดปกติที่มีโอกาสเป็นหรือไม่เป็นมะเร็งก็ได้
ถุงน้ำรังไข่มีกี่แบบ?
ซีสต์รังไข่มีหลายชนิดและพบบ่อยในช่วงวัยเจริญพันธุ์ (วัยก่อนหมดประจำเดือน) ตั้งแต่ 15 – 49 ปี โดยลักษณะก้อนซีสต์จะมีความแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับสาเหตุการเกิด ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 5 ชนิดหลักที่ควรรู้จัก ได้แก่
- ซีสต์ที่เกิดขึ้นในระหว่างการตกไข่ (Functional Cyst) พบได้บ่อยที่สุดในผู้หญิง เป็นภาวะปกติที่พบได้ในระหว่าางรอบเดือน ยุบเองได้
- ภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ (Polycystic Ovaries) เป็นความผิดปกติของต่อมไร้ท่อหรือสมดุลฮอร์โมนในร่างกายตรวจพบถุงน้ำหรือซีสต์หลายใบในรังไข่ มักมีความผิดปกติของรอบประจำเดือนร่วมด้วย
- โรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ที่รังไข่ (Endometriotic cyst หรือช็อกโกแลตซีสต์) หากเป็นโรคนี้เนื้อเยื่อจากเยื่อบุโพรงมดลูกจะไปเจริญขึ้นในบริเวณอื่นของร่างกายรวมถึงรังไข่ ตรวจพบเลือดเก่าๆ ในรังไข่ (เลือดประจำเดือน) เป็นสาเหตุที่พบบ่อยในภาวะปวดท้องประจำเดือน
- ซีสต์ที่เซลล์บนพื้นผิวรังไข่ (Cystadenomas) ซีสต์ชนิดนี้ส่วนมากจะมีของเหลวอยู่ด้านใน
ซีสต์ที่ภายในมีเนื้อเยื่อลักษณะเหมือนกับเนื้อเยื่อส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย (Dermoid Cysts) เช่น เนื้อเยื่อผิวหนัง ผม ฟัน สะสมอยู่ด้านในซีสต์ อาจทำให้ปวดท้องฉับพลัน หรือตรวจพบโดยบังเอิญจากการทำอัลตราซาวนด์
เดอร์มอยด์ซีสต์ไม่ใช่เรื่องลี้ลับ
หนึ่งในความผิดปกติของซีสต์ที่น่าสนใจคือ เดอร์มอยด์ซีสต์ (Dermoid Cysts) เพราะหลายคนมักเข้าใจว่าลักษณะถุงที่ภายในมีไขมัน ฟัน เส้นผม กระดูก และเนื้อเยื่ออื่น ๆ ปะปนอยู่เกิดจากการที่คนมีวิชาอาคมทำของใส่ตามความเชื่อที่บอกเล่ากันมา ซึ่งความจริงแล้วความผิดปกติที่เกิดขึ้นนั้นเป็นซีสต์อีกประเภทหนึ่งที่มีชื่อว่า เดอร์มอยด์ซีสต์ เกิดจากการที่เนื้อเยื่อที่ต้องเจริญเติบโตไปเป็นเซลล์ที่ผิวหนังนอกร่างกายเจริญเติบโตผิดที่ไปอยู่ที่ช่องท้องบริเวณรังไข่ ทำให้เกิดซีสต์ที่มีลักษณะเป็นถุงเต็มไปด้วยของเหลวมีไขมัน เส้นผม ฟัน หนังศีรษะ ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ทั่วร่างกาย ความน่ากลัวของเดอร์มอยซีสต์คือ ไม่แสดงอาการล่วงหน้าจนกระทั่งปวดท้องรุนแรงเฉียบพลันทนไม่ไหวแล้วมาพบแพทย์ ซึ่งการรักษาสามารถทำได้ด้วยการผ่าตัดและเมื่อเป็นแล้วมีโอกาสกลับมาเป็นได้อีก
อาการต้องสังเกต
ความน่ากลัวของซีสต์รังไข่คือ ส่วนใหญ่มักไม่แสดงอาการจนกระทั่งไปพบแพทย์เพื่อตรวจภายใน ซึ่งทำให้หลายคนสงสัยว่า เมื่อเป็นซีสต์ในรังไข่ อาการจะแสดงออกอย่างไรได้บ้าง โดยสามารถสังเกตอาการของซีสต์เบื้องต้นได้ดังนี้
- ปวดท้องน้อย ตั้งแต่ปวดตามรอบประจำเดือน, ปวดท้องน้อยเรื้อรัง หรือปวดฉับพลันก็ได้
- ปวดปัสสาวะบ่อย ถ่ายปัสสาวะลำบาก จากก้อนซีสต์ไปกดทับ
- เจ็บหรือปวดหลังส่วนล่าง
- เจ็บปวดขณะมีเพศสัมพันธ์
- ปวดประจำเดือนมาก มีเลือดออกผิดปกติ
การตรวจวินิจฉัยซีสต์ในรังไข่
การตรวจวินิจฉัยว่าเป็นซีสต์รังไข่สามารถทำได้โดยสูติ-นรีแพทย์ผู้ชำนาญการ ซึ่งวิธีตรวจที่ช่วยให้แพทย์สามารถเห็นรายละเอียดได้ชัดเจน คือ การอัลตราซาวนด์เพื่อดูอวัยวะในอุ้งเชิงกราน โดยสามารถตรวจได้ 3 วิธีคือ ตรวจผ่านทางหน้าท้องหรือทางรูทวารหนักกรณีไม่เคยมีเพศสัมพันธ์มาก่อน หรือผ่านทางช่องคลอด ตรวจผ่านทางช่องคลอด ใช้เวลาไม่นานและไม่รู้สึกเจ็บปวด ที่สำคัญคือบอกขนาด รูปร่าง ตำแหน่ง และจำนวนได้อย่างละเอียด ทำให้แพทย์วินิจฉัยได้อย่างตรงจุดชัดเจนและวางแผนการรักษาได้อย่างถูกต้องเหมาะสม
วิธีรักษาซีสต์ในรังไข่
วิธีรักษาซีสต์ในรังไข่จะขึ้นอยู่กับขนาด ชนิดของซีสต์ และความรุนแรงของอาการที่ผู้ป่วยเผชิญ โดยมีแนวทางหลัก ๆ ดังนี้
การเฝ้าติดตามอาการ
สำหรับซีสต์ที่มีขนาดเล็กและไม่มีอาการรุนแรง แพทย์อาจแนะนำให้เฝ้าติดตามอาการ โดยนัดหมายมาอัลตราซาวนด์ซ้ำเป็นระยะ เพื่อดูว่าก้อนซีสต์ยุบลงเองหรือไม่
การใช้ยา
แพทย์อาจพิจารณาให้ยาเม็ดคุมกำเนิดหรือยาปรับฮอร์โมน เพื่อช่วยลดขนาดของซีสต์และป้องกันไม่ให้เกิดก้อนซีสต์ใหม่ในอนาคต
การผ่าตัดส่องกล้องแผลเล็ก (Minimal Invasive Surgery)
หากก้อนซีสต์มีขนาดใหญ่ ไม่ยุบลง หรือมีอาการปวดรุนแรง แพทย์จะพิจารณาการผ่าตัด ปัจจุบันเทคโนโลยีการผ่าตัดส่องกล้องเป็นที่นิยมอย่างมาก เนื่องจากช่วยให้แผลผ่าตัดมีขนาดเล็ก ผู้ป่วยเจ็บน้อย ฟื้นตัวไว และสามารถกลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้รวดเร็วขึ้น การผ่าตัดมีทั้งเลาะเฉพาะก้อนซีสต์ออกเก็บรักษารังไข่ไว้ หรืออาจตัดทิ้งรังไข่ข้างนั้นๆ ขึ้นอยู่กับพยาธิสภาพของโรค
ศูนย์สุขภาพสตรี โรงพยาบาลกรุงเทพ พร้อมดูแลสุขภาพผู้หญิง
การดูแลสุขภาพภายในเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ควรได้รับการดูแลจากแพทย์ผู้ชำนาญการ ศูนย์สุขภาพสตรี โรงพยาบาลกรุงเทพ มีความพร้อมในการให้บริการตรวจวินิจฉัยและรักษาความผิดปกติของรังไข่ทุกชนิด ดูแลโดยทีมสูติ-นรีแพทย์เฉพาะทาง และทีมสหสาขาวิชาชีพ พร้อมด้วยเทคโนโลยีอัลตราซาวนด์และการผ่าตัดส่องกล้องแผลเล็ก (Minimally Invasive Surgery) เพื่อประเมินและวางแผนการรักษาที่เหมาะสมกับสภาวะของผู้ป่วยแต่ละราย โดยคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นสำคัญ เพื่อช่วยให้ผู้หญิงทุกคนคลายความกังวลและกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดี
สรุปบทความ
ปัจจุบันการรักษาซีสต์รังไข่สามารถทำได้โดยการผ่าตัดส่องกล้องแผลเล็ก (Minimal Invasive Surgery) ซึ่งข้อดีของวิธีการผ่าตัดแบบนี้คือ ช่วยให้แผลเล็ก เจ็บน้อย ฟื้นตัวไว กลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้ดังเดิม แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือการหมั่นสังเกตความผิดปกติของร่างกายและอย่าละเลยการตรวจภายในเป็นประจำอย่างน้อยปีละครั้งกับสูติ-นรีแพทย์ในผู้ที่ยังไม่เคยเป็น และสำหรับผู้ที่เคยเป็นซีสต์รังไข่แล้ว แนะนำให้พบสูติ-นรีแพทย์ทุก 1 เดือน 3 เดือน 6 เดือน และ 1 ปี เพื่อจะได้รับมือได้อย่างทันท่วงที
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับซีสต์ในรังไข่
1. ซีสต์และถุงน้ำคือโรคเดียวกันไหม
คือสิ่งเดียวกัน คำว่า “ซีสต์” (Cyst) เป็นภาษาอังกฤษที่มีความหมายแปลว่า “ถุงน้ำ” เมื่อก้อนถุงน้ำนี้เกิดขึ้นที่บริเวณรังไข่ แพทย์จึงมักอธิบายให้คนไข้เข้าใจได้ง่าย ๆ ว่าเป็นภาวะถุงน้ำในรังไข่
2. เป็นซีสต์รังไข่ สามารถมีลูกได้หรือไม่
ผู้ป่วยส่วนใหญ่ยังสามารถตั้งครรภ์ได้ตามปกติ แต่หากเป็นซีสต์บางชนิด เช่น โรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (ช็อกโกแลตซีสต์) หรือภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ (PCOS) อาจส่งผลให้มีบุตรยาก ควรปรึกษาสูติ-นรีแพทย์เพื่อรับการรักษาและวางแผนครอบครัวอย่างเหมาะสม
3. ก้อนซีสต์รังไข่ มีโอกาสกลายเป็นมะเร็งได้หรือไม่
ส่วนใหญ่ก้อนซีสต์ที่พบในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์มักเป็นถุงน้ำธรรมดาที่ไม่ใช่มะเร็ง แต่ก้อนซีสต์ที่พบในผู้หญิงวัยใกล้หมดประจำเดือนหรือหมดประจำเดือนไปแล้ว อาจมีความเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังสูงกว่า โดยแพทย์จะทำการอัลตราซาวนด์หรือเจาะเลือดตรวจเพิ่มเติมเพื่อประเมินความเสี่ยงอย่างละเอียด
4. ผ่าตัดซีสต์รังไข่ผ่านการส่องกล้อง ต้องพักฟื้นกี่วัน
การผ่าตัดผ่านการส่องกล้องมีจุดเด่นคือแผลมีขนาดเล็ก โดยทั่วไปผู้ป่วยจะใช้เวลาพักฟื้นในโรงพยาบาลเพียง 1-2 วัน และพักฟื้นต่อที่บ้านอีกระยะสั้น ๆ ก็สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันและทำงานได้ตามปกติ ทั้งนี้ระยะเวลาอาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของผู้ป่วยแต่ละบุคคล
5. ถ้าซีสต์แตกจะเกิดอะไรขึ้น
หากปล่อยทิ้งไว้จนก้อนซีสต์มีขนาดใหญ่มาก หรือเกิดการบิดขั้วของก้อนซีสต์ อาจส่งผลให้ซีสต์แตกได้ ซึ่งถือเป็นภาวะฉุกเฉิน อาการที่พบคือ ผู้ป่วยจะปวดท้องน้อยอย่างรุนแรงเฉียบพลัน อาจมีเลือดออกในช่องท้อง มีไข้ วิงเวียนศีรษะ และหน้ามืด ซึ่งเป็นภาวะอันตรายที่ต้องได้รับการช่วยเหลือทางการแพทย์อย่างเร่งด่วน
6. เป็นซีสต์หายเองได้ไหม
ขึ้นอยู่กับชนิดของซีสต์ หากเป็นกลุ่ม Functional Cyst ที่เกิดจากการตกไข่ตามธรรมชาติ ส่วนใหญ่มักจะค่อย ๆ ยุบและหายไปได้เองภายในเวลาไม่กี่รอบเดือน แต่หากเป็นซีสต์ชนิดอื่น ๆ เช่น ช็อกโกแลตซีสต์ หรือเดอร์มอยด์ซีสต์ จะไม่สามารถหายเองได้ และจำเป็นต้องพึ่งพาการรักษาทางการแพทย์










