หลายคู่ที่วางแผนจะมีบุตร แต่พยายามทุกทางแล้วเจ้าตัวน้อยก็ไม่มาสักที หนึ่งในสาเหตุที่พบมาก แต่คุณผู้หญิงอาจมองข้ามไปนั่นคือ เนื้องอกโพรงมดลูก ที่มีผลทำให้มีบุตรยาก เนื่องจากเนื้องอกไปขัดขวางการฝังตัวของตัวอ่อนและเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของมดลูกขณะตั้งครรภ์ และอาจทำให้แท้งได้ง่าย เนื่องจากเนื้องอกส่งผลให้โพรงมดลูกผิดรูป ดังนั้นการตรวจภายในและอัลตราซาวนด์จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม
รู้จักเนื้องอกโพรงมดลูก (Uterine Fibroids)
เนื่องจากก้อนที่พบในมดลูกของผู้หญิงนั้นมีทั้งลักษณะของติ่งเนื้อและเนื้องอก ซึ่งที่พบมากจะเป็นเนื้องอกมดลูก โดยจะแบ่งชนิดตามตำแหน่ง ได้แก่ เนื้องอกบริเวณผิวนอกผนังมดลูก เนื้องอกในเนื้อมดลูกหรือในผนังมดลูก และเนื้องอกในโพรงมดลูก
สำหรับเนื้องอกในโพรงมดลูกเกิดจากการที่เนื้องอกมดลูกปูดเข้าไปในโพรงมดลูกโดยไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด ทำให้เกิดอาการผิดปกติต่าง ๆ ตามมา ส่งผลให้มีบุตรยาก มีโอกาสแท้งได้ง่าย ที่สำคัญผู้หญิงทุกคนทุกวัยสามารถเป็นโรคนี้ได้
ติ่งเนื้อ (Polyp) กับเนื้องอก (Myoma/Fibroid) ต่างกันอย่างไร
หลายคนมักสับสนระหว่างติ่งเนื้อและเนื้องอกในโพรงมดลูก แม้จะทำให้เกิดอาการผิดปกติที่คล้ายคลึงกัน เช่น ประจำเดือนมามาก หรือทำให้มีบุตรยาก แต่รอยโรคทั้งสองชนิดนี้มีความแตกต่างกันที่เนื้อเยื่อต้นกำเนิด ดังนี้
- ติ่งเนื้อในโพรงมดลูก (Endometrial Polyp): เกิดจากการเจริญเติบโตที่ผิดปกติของ “เซลล์เยื่อบุโพรงมดลูก” มักมีลักษณะเป็นก้อนเนื้ออ่อนนุ่มปูดนูนและยื่นเข้ามาในโพรงมดลูก
- เนื้องอกมดลูก (Fibroid): เกิดจากการเจริญเติบโตที่ผิดปกติของ “เซลล์กล้ามเนื้อมดลูก” มักมีลักษณะเป็นก้อนเนื้อที่แข็งและแน่นกว่า สามารถเจริญเติบโตได้ทั้งบริเวณผิวด้านนอกมดลูก แทรกตัวอยู่ในชั้นกล้ามเนื้อ หรือปูดดันเข้ามาในโพรงมดลูก
สาเหตุการเกิดเนื้องอกโพรงมดลูก
แม้ในปัจจุบันทางการแพทย์จะยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของการเกิดเนื้องอกมดลูก แต่พบว่ามีปัจจัยสำคัญที่สัมพันธ์กับการเกิดโรค ดังนี้
- ฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen): ฮอร์โมนเพศหญิงชนิดนี้มีส่วนสำคัญในการกระตุ้นการเจริญเติบโตของเนื้องอกโพรงมดลูกได้
- ภาวะอ้วน: ผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกินเกณฑ์มีความเสี่ยงสูง เนื่องจากไขมันใต้ผิวหนังสามารถเปลี่ยนเป็นฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ไปกระตุ้นให้โพรงมดลูกหนาตัวขึ้น
- พันธุกรรม: ผู้ที่มีประวัติบุคคลในครอบครัวเป็นเนื้องอกมดลูก มีแนวโน้มที่จะตรวจพบภาวะนี้ได้มากกว่าปกติ
- พฤติกรรมการใช้ชีวิต: การรับประทานอาหารประเภทเนื้อแดงหรืออาหารที่มีไขมันสูงอย่างต่อเนื่อง รวมถึงความเครียดสะสม อาจส่งผลต่อสมดุลของฮอร์โมนในร่างกาย
ทำไมเนื้องอกโพรงมดลูกถึงทำให้มีลูกยากหรือแท้งง่าย
ในทางการแพทย์ เนื้องอกในโพรงมดลูกถือเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเจริญพันธุ์ด้วยสาเหตุหลัก ดังนี้
- ขัดขวางการฝังตัวของตัวอ่อน: ตัวอ่อนที่ได้รับการผสมแล้วจำเป็นต้องหาพื้นที่ที่สมบูรณ์ในโพรงมดลูกเพื่อฝังตัว หากมีก้อนเนื้องอกขวางตำแหน่งที่เหมาะสม จะทำให้ตัวอ่อนฝังตัวไม่สำเร็จ
- ทำให้โพรงมดลูกผิดรูป: เนื้องอกที่โตขึ้นจะดันให้โพรงมดลูกบิดเบี้ยวหรือแคบลง ทำให้พื้นที่ในการเจริญเติบโตของทารกไม่เพียงพอ และเพิ่มความเสี่ยงในการแท้งบุตร
- แย่งเลือดและสารอาหาร: ก้อนเนื้องอกใช้เลือดในการเจริญเติบโตเช่นกัน ทำให้ปริมาณเลือดที่ควรจะไปหล่อเลี้ยงผนังมดลูกหรือตัวอ่อนลดลง ส่งผลต่อการเติบโตของตัวอ่อน
- สร้างสภาวะที่ไม่เหมาะสมในมดลูก: เนื้องอกอาจกระตุ้นให้เกิดการอักเสบเรื้อรังบริเวณเยื่อบุโพรงมดลูก ซึ่งเป็นสภาวะที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการฝังตัวและการอยู่รอดของตัวอ่อน
เนื้องอกในโพรงมดลูกอาการเป็นอย่างไร
ผู้หญิงหลายคนอาจมีภาวะนี้ซ่อนอยู่โดยไม่รู้ตัว การสังเกตความผิดปกติของร่างกายจึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยอาการที่มักแสดงออกและเป็นสัญญาณเตือนให้ควรไปพบแพทย์ มีดังนี้
- ประจำเดือนมามาก
- ประจำเดือนมีลิ่มเลือด
- ประจำเดือนมาเกิน 1 สัปดาห์หรือนานผิดปกติ
- ปวดท้องประจำเดือนรุนแรง
- เลือดออกผิดปกติในช่วงที่ไม่มีประจำเดือน
- ปัสสาวะบ่อย
*ในผู้ป่วยบางรายไม่มีการแสดงอาการ
การตรวจวินิจฉัยเนื้องอกโพรงมดลูก
เพื่อให้เห็นตำแหน่งและขนาดของเนื้องอกที่ชัดเจน แพทย์จะใช้วิธีการตรวจวินิจฉัยที่มีประสิทธิภาพ ดังนี้
- การตรวจภายในและอัลตราซาวนด์ทางช่องคลอด: เป็นการตรวจเบื้องต้นที่ช่วยให้เห็นเนื้องอกในมดลูกได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะในช่วงที่ไข่กำลังโตแต่ยังไม่ตก (ประมาณวันที่ 12 ของรอบเดือน) จะช่วยให้ได้ผลการตรวจที่ชัดเจนขึ้น
- การส่องกล้องตรวจโพรงมดลูก (Hysteroscopy): วิธีนี้มีความสำคัญมาก เนื่องจากช่วยให้แพทย์เห็นสภาพภายในโพรงมดลูกผ่านทางกล้องขนาดเล็ก เพื่อวินิจฉัยรอยโรคและประเมินแนวทางการรักษาที่ถูกต้อง
- การฉีดสารทึบรังสีหรือน้ำเกลือเข้าโพรงมดลูก: เพื่อช่วยขยายโพรงมดลูกให้เห็นขอบเขตของเนื้องอกชัดเจนขึ้นเมื่อมองผ่านอัลตราซาวนด์
เนื้องอกในโพรงมดลูกอันตรายไหม
โดยทั่วไปแล้ว เนื้องอกมดลูกมักเป็นเนื้องอกชนิดธรรมดาที่ไม่ใช่เนื้อร้าย โอกาสที่จะพัฒนากลายเป็นมะเร็งนั้นมีน้อยมาก แต่อันตรายของภาวะนี้มักจะมาจากการรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันและสุขภาพโดยรวม เช่น การสูญเสียเลือดปริมาณมากช่วงมีประจำเดือนจนอาจทำให้เกิดภาวะโลหิตจาง (ภาวะซีด) อาการปวดท้องรุนแรง หรือเนื้องอกที่มีขนาดใหญ่ไปกดเบียดอวัยวะใกล้เคียงจนทำงานผิดปกติ
ความรุนแรงของเนื้องอกโพรงมดลูก
ความรุนแรงของโรคนี้จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบสืบพันธุ์และการตั้งครรภ์ หากปล่อยทิ้งไว้และไม่รีบรักษาโดยเร็วอาจส่งผลให้เกิดภาวะต่าง ๆ ดังนี้
- ท้องยาก
- แท้งง่าย
- คลอดก่อนกำหนด
- การฝังตัวของรกผิดตำแหน่ง
- ตกเลือดหลังคลอด
วิธีรักษาเนื้องอกโพรงมดลูก
วิธีการรักษาเนื้องอกโพรงมดลูกสามารถทำได้โดยการผ่าตัดเนื้องอกผ่านกล้องทางช่องคลอด ซึ่งปัจจุบันด้วยการผ่าตัดส่องกล้องขั้นสูง (MIS – Advanced Minimally Invasive Surgery) ทำให้ไม่จำเป็นต้องกังวลกับการผ่าตัดเปิดหน้าท้อง ลดภาวะแทรกซ้อนจากการติดเชื้อ ฟื้นตัวเร็ว และกลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้ภายใน 1-3 สัปดาห์ โดยหลังผ่าตัดผู้ป่วยจะต้องคุมกำเนิดเป็นเวลาอย่างน้อย 1 เดือนก่อนกลับมามีบุตร
แม้จะทำการผ่าตัดรักษาเนื้องอกโพรงมดลูกไปแล้วก็สามารถกลับมาเป็นอีกได้ ดังนั้นในผู้ที่ต้องการมีบุตรควรตรวจอัลตราซาวนด์ทางช่องคลอดกับสูติ-นรีแพทย์เพื่อเช็กเนื้องอกโพรงมดลูกในช่วงที่ไข่กำลังโตแต่ยังไม่ตก นั่นคือวันที่ 12 ของการมีรอบเดือน นับจากวันแรกที่มีรอบเดือนเพื่อผลการตรวจที่แน่ชัด ที่สำคัญควรใส่ใจการตรวจภายในเป็นประจำทุกปี โดยเฉพาะผู้หญิงที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไปไม่ควรละเลยอย่างเด็ดขาด
การดูแลตัวเองเพื่อลดโอกาสเกิดเนื้องอกโพรงมดลูก
ถึงแม้จะไม่สามารถป้องกันได้ทั้งหมด แต่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสามารถช่วยลดความเสี่ยงหรือชะลอความรุนแรงของโรคได้ ดังนี้
- ควบคุมน้ำหนักตัว: ให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน เพื่อลดการสะสมของไขมันที่จะเปลี่ยนเป็นฮอร์โมนเอสโตรเจน
- รับประทานอาหารที่มีประโยชน์: เน้นผัก ผลไม้ และธัญพืช หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูงและเนื้อแดงในปริมาณที่มากเกินไป
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ: เพื่อช่วยรักษาสมดุลของระบบฮอร์โมนในร่างกาย
- ตรวจภายในเป็นประจำทุกปี: โดยเฉพาะผู้หญิงที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่วางแผนจะมีบุตร เพื่อให้พบความผิดปกติและรักษาได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยาก โรงพยาบาลกรุงเทพ พร้อมดูแลทุกปัญหาสุขภาพผู้หญิง
ปัญหาสุขภาพผู้หญิงและภาวะมีบุตรยากเป็นเรื่องที่ต้องได้รับการดูแลอย่างเข้าใจ ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยาก โรงพยาบาลกรุงเทพ มีความพร้อมในการให้บริการตรวจวินิจฉัยวางแผนมีบุตร และรักษาโรคทางนรีเวชอย่างครบวงจร รวมถึงการผ่าตัดส่องกล้องเนื้องอกโพรงมดลูก โดยทีมสูติ-นรีแพทย์ผู้ชำนาญการและเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ได้มาตรฐาน มุ่งเน้นการดูแลรักษาที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้ผู้หญิงทุกคนมีสุขภาพที่แข็งแรงและพร้อมสำหรับการมีบุตร
สรุปบทความ
เนื้องอกโพรงมดลูกเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะมีบุตรยากและเสี่ยงต่อการแท้งบุตร การทำความเข้าใจสาเหตุ สังเกตอาการผิดปกติ และเข้ารับการตรวจวินิจฉัยอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นสิ่งจำเป็น การตรวจพบเร็วจะช่วยให้แพทย์วางแผนการรักษาได้อย่างเหมาะสม ช่วยเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์และลดความเสี่ยงจากการแท้งได้ในอนาคต
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับเนื้องอกโพรงมดลูก
1. เนื้องอกโพรงมดลูกสามารถกลายเป็นมะเร็งได้หรือไม่
โอกาสที่เนื้องอกมดลูกจะกลายเป็นมะเร็งนั้นพบได้น้อยมาก โดยส่วนใหญ่เป็นเนื้องอกชนิดธรรมดา อย่างไรก็ตาม หากพบว่าเนื้องอกมีขนาดโตเร็วผิดปกติ แพทย์จะพิจารณาตรวจเพิ่มเติมอย่างละเอียดเพื่อความปลอดภัย
2. หากมีเนื้องอกแต่ไม่มีอาการ จำเป็นต้องผ่าตัดหรือไม่
ในกรณีที่เนื้องอกมีขนาดเล็กและไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพหรือการใช้ชีวิต แพทย์อาจแนะนำให้ติดตามอาการและตรวจอัลตราซาวนด์เป็นระยะ แต่สำหรับผู้ที่วางแผนจะมีบุตร แพทย์อาจพิจารณาผ่าตัดออกเพื่อลดโอกาสการแท้งและเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์
3. หลังผ่าตัดส่องกล้องเนื้องอกโพรงมดลูก ต้องพักฟื้นนานแค่ไหน
ผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดส่องกล้องมักฟื้นตัวได้เร็ว สามารถกลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้ภายใน 1 สัปดาห์ แต่ควรหลีกเลี่ยงการยกของหนักในช่วงแรก และควรคุมกำเนิดตามระยะเวลาที่แพทย์กำหนดก่อนเริ่มตั้งครรภ์
4. มีเนื้องอกโพรงมดลูกสามารถออกกำลังกายได้หรือไม่
สามารถออกกำลังกายได้ตามปกติและการออกกำลังกายยังช่วยรักษาสมดุลฮอร์โมนอีกด้วย ยกเว้นในกรณีที่มีอาการปวดท้องรุนแรงหรือมีเลือดออกผิดปกติมาก ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับคำแนะนำที่เหมาะสมเกี่ยวกับระดับการออกกำลังกาย











