มีหลายคู่ที่พยายามมีลูกแต่อาจไม่เป็นไปอย่างที่ตั้งใจ หนึ่งในวิธีที่ช่วยให้คนอยากมีลูกได้สมหวังดังใจคือ IUI (Intra – Uterine Insemination) การฉีดเชื้ออสุจิเข้าสู่โพรงมดลูก ซึ่งเป็นวิธีที่นิยมในการรักษาภาวะมีบุตรยากในเบื้องต้น มีความใกล้เคียงวิธีการตั้งครรภ์ตามธรรมชาติและให้ผลค่อนข้างเป็นที่น่าพอใจ
การทำ IUI คืออะไร รู้จักการฉีดเชื้อผสมเทียม IUI
การทำ IUI (Intra – Uterine Insemination) หรือการฉีดน้ำเชื้อเข้าสู่โพรงมดลูกโดยตรง เป็นการฉีดเชื้ออสุจิที่ผ่านการคัดกรองตัวที่แข็งแรงเข้าไปในโพรงมดลูกโดยตรง โดยใช้ท่อพลาสติกขนาดเล็กสอดผ่านปากมดลูกแล้วฉีดเชื้ออสุจิเข้าไปในโพรงมดลูกช่วงที่ไข่ตกหรือใกล้กับเวลาที่มีไข่ตก โดยตัวอสุจิจะว่ายไปปฏิสนธิกับไข่ที่ท่อนำไข่เอง ในการทำ IUI ฝ่ายชายควรมีตัวอสุจิที่แข็งแรงหลังการผ่านการคัดกรองแล้ว 1 ล้านตัวขึ้นไป หากมีน้อยกว่านั้นโอกาสตั้งครรภ์จะน้อยลงมาก
ข้อดีและข้อจำกัดของการทำ IUI
ก่อนตัดสินใจเข้ารับการรักษา คู่สมรสควรทำความเข้าใจถึงข้อดีและข้อจำกัดของเทคโนโลยีนี้ เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ
ข้อดีของการฉีดเชื้อผสมเทียม IUI
- เป็นวิธีการรักษาที่ใกล้เคียงกับการตั้งครรภ์ตามธรรมชาติ
- กระบวนการไม่ซับซ้อน ใช้เวลาไม่นาน และไม่ต้องใช้ยาสลบ
- มีอาการเจ็บปวดน้อย และมีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนต่ำ
- ค่าใช้จ่ายเข้าถึงได้ง่ายกว่าเมื่อเทียบกับเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ขั้นสูง
ข้อจำกัดของการฉีดเชื้อผสมเทียม IUI
- ไม่เหมาะสำหรับผู้หญิงที่มีภาวะท่อนำไข่ตีบตันทั้งสองข้าง
- ไม่เหมาะสำหรับฝ่ายชายที่มีจำนวนอสุจิน้อยมาก เคลื่อนไหวได้ไม่ดี หรือมีรูปร่างผิดปกติขั้นรุนแรง
- โอกาสสำเร็จต่อรอบการรักษาจะต่ำกว่าการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF / ICSI)
การปฏิบัติตัวก่อนฉีดเชื้อผสมเทียม IUI
ก่อนเข้าสู่กระบวนการ ฉีดเชื้อ IUI ทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิงจะต้องมีการเตรียมความพร้อมของร่างกาย ดังนี้
- การดูแลสุขภาพเบื้องต้น: ควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ งดสูบบุหรี่และงดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ฝ่ายหญิงอาจพิจารณารับประทานวิตามินเตรียมตั้งครรภ์ เช่น กรดโฟลิก (Folic Acid) ล่วงหน้าตามคำแนะนำของแพทย์
- ฝ่ายชาย: แพทย์จะนัดเก็บน้ำเชื้ออสุจิของฝ่ายชายในวันที่นัดฉีดเชื้อเข้าสู่โพรงมดลูก ซึ่งการเตรียมตัวจะต้องงดการมีเพศสัมพันธ์หรือหลั่งน้ำอสุจิอย่างน้อย 3 – 7 วัน
- ฝ่ายหญิง: แพทย์จะทำการนัดหมายฝ่ายหญิงเพื่อเข้ารับการฉีดเชื้อให้ตรงกับวันตกไข่ตามธรรมชาติหรือภายใต้การกระตุ้นไข่โดยใช้ยาภายใต้คำสั่งของแพทย์ ซึ่งแพทย์จะทำการอัลตราซาวนด์ ติดตามการเจริญเติบโตของไข่ กรณีที่ไข่โตเต็มที่แพทย์จะทำการนัดหมายมาฉีดเชื้ออสุจิ
ถ้ามีการฉีด GLP-1 Receptor agonist (เช่น Ozempic หรือ Monjaro) จะต้องเว้นระยะอย่างน้อย 8 สัปดาห์ก่อนขั้นตอนการฉีดเชื้ออสุจิ
ขั้นตอนการทำ IUI มีกระบวนการอย่างไรบ้าง
ขั้นตอนการทำ IUI ใช้เวลาไม่นานและไม่ซับซ้อน โดยมีกระบวนการดังต่อไปนี้
- ฝ่ายชายเก็บน้ำเชื้ออสุจิ
- นำน้ำเชื้ออสุจิเข้าสู่กระบวนการคัดเลือกตัวอสุจิที่แข็งแรง (ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง)
- ฝ่ายหญิงนอนบนเตียงตรวจทางสูตินรีเวช
- แพทย์ใช้เครื่องมือขยายช่องคลอดเพื่อให้เห็นปากมดลูก จากนั้นต่อสายพลาสติกที่ออกแบบมาเพื่อฉีดน้ำเชื้อเข้ากับกระบอกฉีดยา
- ทำการดูดน้ำเชื้ออสุจิเข้ามาในกระบอกฉีดยา (มักจะมีปริมาตร 0.3 มิลลิลิตร) จากนั้นใส่ปลายสายพลาสติกผ่านปากมดลูกและค่อย ๆ ฉีดเชื้ออสุจิเข้าโพรงมดลูกอย่างช้า ๆ
- ถอดอุปกรณ์ทั้งหมดออกและให้ฝ่ายหญิงนอนพักบนเตียงประมาณ 20 – 30 นาที
- การทดสอบการตั้งครรภ์จะทำหลังจากการฉีดเชื้อประมาณ 2 สัปดาห์
ข้อควรปฏิบัติหลังทำ IUI และอาการหลังทำ IUI ที่อาจพบได้
หลังทำ IUI ผู้ป่วยสามารถดูแลตัวเองและสังเกตอาการเบื้องต้นได้ดังนี้
- ใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ
- สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้ตามปกติ
- อาการหลังทำ IUI ที่อาจพบได้คือ อาจมีอาการปวดหน่วงท้องน้อยคล้ายปวดประจำเดือน หรือมีเลือดออกกะปริบกะปรอยเล็กน้อยทางช่องคลอด ซึ่งสามารถรับประทานยาแก้ปวดได้ แต่หากอาการไม่ดีขึ้น ปวดรุนแรง หรือมีไข้ร่วมด้วย แนะนำให้มาพบแพทย์ทันที
- ในบางกรณีอาจมียาฮอร์โมนที่แพทย์จัดให้รับประทานหรือเหน็บช่องคลอดอาจช่วยในการฝังตัวของตัวอ่อน ควรปฏิบัติตามคำสั่งของแพทย์อย่างเคร่งครัด
ปัจจัยที่ช่วยให้การทำ IUI สำเร็จ
การฉีดน้ำเชื้อเข้าโพรงมดลูกเป็นวิธีการรักษาภาวะมีบุตรยากเบื้องต้นที่ได้รับความนิยมสูง เพราะมีภาวะแทรกซ้อนต่ำ และค่าใช้จ่ายไม่สูงนัก แต่การจะทำ IUI ให้สำเร็จนั้นมีปัจจัยแวดล้อมหลายอย่างที่ส่งผลต่ออัตราความสำเร็จร่วมด้วย ได้แก่
- อายุของฝ่ายหญิง (ยิ่งอายุน้อย โอกาสสำเร็จยิ่งสูง)
- ความสมบูรณ์และคุณภาพของไข่
- ความแข็งแรง ปริมาณ และการเคลื่อนไหวของอสุจิ
- ความหนาของเยื่อบุโพรงมดลูกในวันที่ทำการฉีดเชื้อ
ดังนั้น การเข้ารับการปรึกษาและรักษากับแพทย์เฉพาะทางร่วมกับทีมสหสาขาวิชาชีพ ในโรงพยาบาลที่มีเครื่องมือและห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐาน ย่อมเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ได้เป็นอย่างดี
ความแตกต่างระหว่างการฉีดเชื้อผสมเทียม IUI กับ IVF และ ICSI
สำหรับผู้ที่เผชิญภาวะตั้งครรภ์ยากกำลังพิจารณาแนวทางการรักษาภาวะมีบุตรยาก ตารางนี้จะช่วยเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างการทำ IUI และการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF / ICSI) เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจนยิ่งขึ้น
|
IUI (ฉีดเชื้อเข้าโพรงมดลูก) |
IVF / ICSI (เด็กหลอดแก้ว) |
|
|
กระบวนการปฏิสนธิ |
เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติภายในร่างกาย (บริเวณท่อนำไข่) |
เกิดขึ้นภายนอกร่างกาย (นำไข่และอสุจิมาผสมในห้องปฏิบัติการ) |
|
ความเหมาะสมเบื้องต้น |
อสุจิปกติหรืออ่อนแอเล็กน้อย, ท่อนำไข่ปกติต้องไม่ตัน, ภาวะมีบุตรยากเบื้องต้น |
อสุจิอ่อนแอมาก, ท่อนำไข่ตัน, ฝ่ายหญิงอายุมาก, หรือผ่านการทำ IUI แล้วไม่สำเร็จ |
|
ความซับซ้อน / การเจ็บตัว |
ซับซ้อนน้อย กระบวนการคล้ายตรวจภายใน ไม่ต้องดมยาสลบ |
ซับซ้อนกว่า มีขั้นตอนการเจาะดูดเก็บไข่ผ่านทางช่องคลอดซึ่งต้องใช้ยาสลบ |
|
ค่าใช้จ่าย |
เข้าถึงได้ง่ายและประหยัดกว่า |
สูงกว่า เนื่องจากใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและห้องปฏิบัติการในการเลี้ยงตัวอ่อน |
ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยาก โรงพยาบาลกรุงเทพ ให้บริการฉีดเชื้อผสมเทียม IUI
ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยาก โรงพยาบาลกรุงเทพ มีความพร้อมในการให้คำปรึกษา ตรวจวินิจฉัย และให้บริการรักษาภาวะมีบุตรยากครอบคลุมทุกกระบวนการ รวมถึงการทำ IUI โดยทีมแพทย์ผู้ชำนาญการเฉพาะทางด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ พร้อมด้วยห้องปฏิบัติการเลี้ยงตัวอ่อนที่ได้มาตรฐาน ควบคุมคุณภาพอย่างรัดกุม เพื่อช่วยดูแลทุกขั้นตอนของการรักษาอย่างใกล้ชิดและเพิ่มโอกาสให้คุณได้สร้างครอบครัวที่สมบูรณ์
สรุปบทความ
การฉีดเชื้ออสุจิเข้าสู่โพรงมดลูกโดยตรง (IUI) เป็นวิธีการรักษาเบื้องต้นที่ได้รับความนิยมสำหรับคนที่มีลูกยาก เพราะมีภาวะแทรกซ้อนต่ำ และอัตราความสำเร็จดีพอสมควร ค่าใช้จ่ายไม่สูง แต่ก็มีปัจจัยต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อความสำเร็จร่วมด้วย ไม่ว่าจะเป็น อายุของฝ่ายหญิง ความสมบูรณ์ของไข่ ความแข็งแรงของอสุจิ ตลอดจนความหนาของเยื่อบุโพรงมดลูกในวันที่ฉีดเชื้อ เพราะฉะนั้นการเข้ารับการรักษากับแพทย์ที่มีความชำนาญและทีมสหสาขาวิชาชีพในโรงพยาบาลที่ได้มาตรฐานระดับสากลย่อมช่วยเพิ่มโอกาสในการมีลูกได้ดี
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับการฉีดเชื้อผสมเทียม IUI
1. การฉีดเชื้อ IUI เจ็บไหม
การทำ IUI เป็นกระบวนการที่ไม่จำเป็นต้องดมยาสลบหรือฉีดยาชา ความรู้สึกในขณะทำจะคล้ายคลึงกับการตรวจภายในหรือการตรวจมะเร็งปากมดลูก อาจมีความรู้สึกหน่วง ๆ บริเวณท้องน้อยเล็กน้อยขณะที่สอดท่อพลาสติก แต่โดยทั่วไปแล้วผู้ป่วยมักไม่รู้สึกเจ็บปวดรุนแรง
2. น้ำเชื้ออสุจิต้องมีปริมาณเท่าไหร่จึงจะเหมาะกับการทำ IUI
เพื่อให้กระบวนการ IUI มีโอกาสประสบความสำเร็จ น้ำเชื้อของฝ่ายชายหลังจากผ่านกระบวนการปั่นล้างและคัดกรองในห้องปฏิบัติการแล้ว ควรมีจำนวนอสุจิที่เคลื่อนไหวได้ดีอย่างน้อย 1 ล้านตัวขึ้นไป หากปริมาณอสุจิที่แข็งแรงมีน้อยกว่าเกณฑ์นี้ แพทย์อาจพิจารณาแนะนำวิธีการรักษาอื่นที่เหมาะสมกว่า เช่น การทำเด็กหลอดแก้ว (IVF) หรือ ICSI
3. ทำ IUI เลือกเพศได้ไหม
มีหลายคนสงสัยว่า ทำ IUI เลือกเพศได้ไหม คำตอบคือ “ไม่สามารถทำได้” ครับ เนื่องจากกระบวนการ IUI เป็นเพียงการคัดกรองอสุจิที่แข็งแรงฉีดเข้าไปในมดลูก เพื่อให้อสุจิว่ายไปผสมกับไข่เองตามธรรมชาติ จึงไม่สามารถคัดแยกโครโมโซมของอสุจิเพื่อกำหนดเพศของทารกได้ ซึ่งสอดคล้องกับข้อกฎหมายและจริยธรรมทางการแพทย์ของประเทศไทยด้วย
4. หากทำ IUI ไม่สำเร็จควรทำอย่างไรต่อไป
โดยทั่วไปแพทย์จะแนะนำให้ลองทำ IUI ได้สูงสุดถึง 6 รอบ หากยังไม่ประสบความสำเร็จในการตั้งครรภ์ แพทย์จะทำการประเมินหาสาเหตุเพิ่มเติม และอาจพิจารณาปรับเปลี่ยนแผนการรักษาไปใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ขั้นสูง เช่น การทำเด็กหลอดแก้ว (IVF) หรือการทำอิ๊กซี่ (ICSI) ต่อไป
5. หากอายุเริ่มมากขึ้น แต่ยังไม่พร้อมมีบุตร ควรทำอย่างไร?
เนื่องจากอายุที่เพิ่มขึ้นส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพและปริมาณของไข่ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จในการตั้งครรภ์ (รวมถึงการทำ IUI) หากคุณยังไม่พร้อมมีบุตรในปัจจุบัน แพทย์มักจะแนะนำทางเลือกในการฝากไข่ (Egg Freezing) เพื่อเก็บรักษาเซลล์ไข่ที่สมบูรณ์ในช่วงที่อายุน้อยไว้ใช้ในอนาคต (อย่างไรก็ตาม เซลล์ไข่ที่ถูกแช่แข็งไว้ เมื่อละลายออกมาจะต้องเข้าสู่กระบวนการทำเด็กหลอดแก้ว หรือ IVF/ICSI ต่อไป












