ไส้เลื่อน (Hernia) เป็นภาวะที่เนื้อเยื่อหรืออวัยวะภายใน ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นลำไส้ เกิดการเคลื่อนที่ออกจากตำแหน่งเดิมผ่านช่องว่างหรือผนังกล้ามเนื้อที่อ่อนแอ หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายถึงชีวิตได้ การทำความเข้าใจเกี่ยวกับอาการและการรักษาจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการผ่าตัดไส้เลื่อนอย่างทันท่วงที ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงและช่วยให้กลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้เร็วขึ้น
อาการแบบไหนที่เป็นสัญญาณเตือนว่าต้องผ่าตัดไส้เลื่อน
ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักพบก้อนนูนที่สามารถดันกลับเข้าไปได้ในระยะแรก แต่หากมีอาการดังต่อไปนี้ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนการผ่าตัดไส้เลื่อน
- มีก้อนนูนบริเวณขาหนีบ ถุงอัณฑะ หรือหน้าท้อง และชัดเจนขึ้นเมื่อไอ จาม หรือยกของหนัก
- รู้สึกหน่วงหรือปวดบริเวณก้อน โดยเฉพาะเวลาที่มีการเคลื่อนไหวร่างกาย
- อาการฉุกเฉิน: ก้อนนูนนั้นปวดอย่างรุนแรง แข็ง ดันกลับไม่ได้ มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน และไม่ถ่ายอุจจาระ ซึ่งเป็นสัญญาณของลำไส้อุดตันหรือขาดเลือด
การผ่าตัดไส้เลื่อนมีกี่วิธี?

การรักษาไส้เลื่อนไม่สามารถหายเองได้ด้วยการรับประทานยา แพทย์มักแนะนำการผ่าตัดเพื่อปิดรูรั่วและเสริมความแข็งแรงให้กับผนังหน้าท้องเพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ
การผ่าตัดไส้เลื่อนแบบเปิด (Open Hernia Repair)
การผ่าตัดไส้เลื่อนแบบเปิด เป็นเทคนิคมาตรฐานที่ศัลยแพทย์จะเปิดแผลบริเวณผิวหนังเหนือตำแหน่งที่เป็นไส้เลื่อน โดยมีขนาดแผลประมาณ 6 – 8 เซนติเมตร เพื่อนำอวัยวะกลับเข้าที่และเย็บซ่อมแซมผนังกล้ามเนื้อ มักมีการใช้แผ่นตาข่าย เสริมความแข็งแรงเพื่อลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำ
วิธีนี้ผู้ป่วยอาจรู้สึกเจ็บแผลมากกว่าเนื่องจากมีการตัดผ่านชั้นกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อในบริเวณกว้างกว่าการผ่าตัดแผลเล็ก ทำให้ต้องใช้เวลาพักฟื้นที่โรงพยาบาลประมาณ 2 – 3 วัน และใช้เวลาพักฟื้นร่างกายจนกว่าจะเริ่มกลับไปทำงานเบา ๆ ได้ประมาณ 1 – 2 สัปดาห์
การผ่าตัดไส้เลื่อนผ่านกล้อง (Laparoscopic Hernia Repair)
เป็นเทคนิคการผ่าตัดที่ช่วยให้แพทย์ผ่าไส้เลื่อนผ่านรูขนาดเล็กประมาณ 5 – 10 มิลลิเมตร จำนวน 3 จุด บริเวณหน้าท้อง แผลผ่าตัดจึงมีขนาดเล็กมากและกระจายตัวอยู่หลายจุด ส่งผลให้ผู้ป่วยรู้สึกเจ็บน้อยลงและลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อได้ดีกว่ารูปแบบเดิม
ข้อดีที่โดดเด่นคือช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็วขึ้นอย่างมาก โดยส่วนใหญ่มักพักฟื้นที่โรงพยาบาลเพียง 1 – 2 วัน และสามารถกลับไปใช้ชีวิตตามปกติหรือทำงานที่ไม่ใช้แรงหนักได้ภายใน 1 สัปดาห์หลังการผ่าตัด
การผ่าตัดไส้เลื่อนโดยใช้หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด (Da Vinci Xi)
เป็นเทคโนโลยีหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด Da Vinci ที่ช่วยให้ศัลยแพทย์ทำการผ่าตัดไส้เลื่อนในจุดที่ละเอียดอ่อนและซับซ้อน ผ่านจอภาพ 3 มิติความละเอียดสูง แผลผ่าตัดมีขนาดเล็กเพียง 8 มิลลิเมตร จำนวน 3 – 4 จุด ช่วยลดการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อและเสียเลือดน้อยลงกว่าวิธีอื่น
ผู้ป่วยจะรู้สึกเจ็บน้อยลงอย่างเห็นได้ชัดและฟื้นตัวได้เร็วขึ้น โดยมักพักฟื้นที่โรงพยาบาลเพียง 1 วัน และสามารถกลับไปใช้ชีวิตปกติได้เร็วกว่าการผ่าตัดรูปแบบเดิม ภายใต้การดูแลจากทีมศัลยแพทย์ผู้ชำนาญการ
ผ่าตัดไส้เลื่อนพักฟื้นกี่วัน

คำถามที่หลายคนกังวลคือ ผ่าไส้เลื่อนพักฟื้นกี่วัน จึงจะกลับไปทำงานได้ตามปกติ? ซึ่งระยะเวลาในการฟื้นตัวจะแตกต่างกันไปตามเทคนิคที่ศัลยแพทย์เลือกใช้เพื่อให้เหมาะสมกับพยาธิสภาพของโรคในผู้ป่วยแต่ละราย
- กรณีผ่าตัดแผลเล็กผ่านกล้อง หรือใช้หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด: ผู้ป่วยมักใช้เวลาพักฟื้นที่โรงพยาบาลเพียง 1 – 2 วัน และสามารถกลับไปทำงานที่ใช้แรงไม่มากได้ภายใน 1 สัปดาห์ เนื่องจากแผลมีขนาดเล็กมากและมีการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อน้อย
- กรณีการผ่าตัดไส้เลื่อนแบบเปิด: ผู้ป่วยอาจต้องใช้เวลาพักฟื้นที่โรงพยาบาลประมาณ 2 – 3 วัน และควรพักฟื้นที่บ้านเพิ่มเติมประมาณ 1 – 2 สัปดาห์ก่อนเริ่มกลับไปทำงานเบา ๆ เนื่องจากแผลผ่าตัดมีขนาดใหญ่กว่าวิธีส่องกล้อง ทำให้มีอาการตึงหรือเจ็บแผลในช่วงแรกได้มากกว่า
วิธีดูแลตัวเองหลังผ่าตัดไส้เลื่อน
เพื่อให้การผ่าตัดไส้เลื่อนได้ผลลัพธ์ที่ดีและแผลสมานตัวได้อย่างสมบูรณ์ ผู้ป่วยควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดในช่วงระยะฟื้นตัว ดังนี้
- ในช่วง 4 – 6 สัปดาห์แรก ควรงดยกของหนักหรืองดการออกกำลังกายที่ต้องเกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้องอย่างรุนแรง เพื่อให้เนื้อเยื่อและแผ่นตาข่ายสมานตัวเข้ากับร่างกายได้ดีและลดความเสี่ยงในการเกิดไส้เลื่อนซ้ำ
- ระวังไม่ให้แผลผ่าตัดโดนน้ำตามระยะเวลาที่แพทย์กำหนด เพื่อป้องกันการอักเสบหรือติดเชื้อบริเวณแผล
- รับประทานอาหารที่มีกากใยสูงและดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ เพื่อป้องกันอาการท้องผูกซึ่งจะทำให้ต้องออกแรงเบ่งอุจจาระและส่งผลกระทบต่อแผลผ่าตัด
- หากมีอาการผิดปกติ เช่น แผลบวมแดง มีไข้ หรือปวดท้องอย่างรุนแรง ควรกลับมาพบแพทย์เพื่อตรวจเช็กอาการทันที
- งดการสูบบุหรี่ในช่วงที่ร่างกายกำลังซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ เนื่องจากสารในบุหรี่จะทำให้แผลหายช้าและอาจกระตุ้นให้เกิดอาการไอซึ่งส่งผลเสียต่อแผลผ่าไส้เลื่อนได้
การเตรียมตัวและการดูแลตนเองเพื่อลดความเสี่ยงการเป็นไส้เลื่อน

การปรับพฤติกรรมทั้งก่อนและหลังผ่าตัดไส้เลื่อน มีส่วนสำคัญอย่างมากในการลดความเสี่ยงและช่วยให้การรักษาได้ผลลัพธ์ที่ดีในระยะยาว
- ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม: เพื่อลดแรงดันภายในช่องท้องซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผนังหน้าท้องอ่อนแอและเกิดไส้เลื่อนได้ง่ายขึ้น
- รับประทานอาหารที่มีกากใยสูง: เน้นผัก ผลไม้ และดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอเพื่อป้องกันอาการท้องผูก ซึ่งจะช่วยลดการออกแรงเกร็งหน้าท้องขณะขับถ่ายที่อาจส่งผลกระทบต่อแผลหลังผ่าตัดไส้เลื่อน
- งดสูบบุหรี่อย่างเด็ดขาด: เนื่องจากนิโคตินส่งผลให้แผลหายช้ากว่าปกติและเป็นสาเหตุสำคัญของอาการไอเรื้อรัง ซึ่งแรงกระแทกจากการไอจะเพิ่มแรงดันในช่องท้องอย่างรุนแรงและเสี่ยงต่อการเกิดไส้เลื่อนซ้ำได้
- หลีกเลี่ยงการยกของหนัก: ในกลุ่มผู้ที่มีภาวะเสี่ยงหรือหลังรับการรักษา ควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ต้องใช้แรงเบ่งหน้าท้องมากเกินไป
- รักษาโรคประจำตัวที่ทำให้เกิดแรงดันในช่องท้อง: เช่น โรคต่อมลูกหมากโตที่ต้องเบ่งปัสสาวะ หรือโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โดยควรปรึกษาแพทย์เพื่อควบคุมอาการอย่างใกล้ชิด
โรงพยาบาลที่ชำนาญการผ่าตัดไส้เลื่อน
ศูนย์ศัลยกรรม โรงพยาบาลกรุงเทพ พร้อมดูแลผู้ป่วยไส้เลื่อนด้วยทีมศัลยแพทย์ผู้ชำนาญการและทีมสหสาขาวิชา ภายใต้มาตรฐานการดูแลระดับสากล JCI เรามอบประสบการณ์การรักษาอย่างเป็นระบบตั้งแต่การวินิจฉัยไปจนถึงโปรแกรมการผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด (da Vinci Xi) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยให้ศัลยแพทย์ทำการผ่าตัดในจุดที่ละเอียดอ่อนและซับซ้อนได้ดียิ่งขึ้น
โดยแขนกลหุ่นยนต์จะทำงานภายใต้การควบคุมของศัลยแพทย์ตลอดเวลา ช่วยให้แผลเล็ก เจ็บน้อยลง และเสียเลือดน้อย เรามีทีมแพทย์เฉพาะทางดูแลร่วมกับทีมอายุรวัฒน์สำหรับผู้ป่วยสูงวัย เพื่อวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคลให้มั่นใจว่าผู้ป่วยจะสามารถกลับไปใช้ชีวิตปกติได้อีกครั้งภายใน 5 วัน
สรุปบทความ
การหมั่นสังเกตความผิดปกติของร่างกายเป็นสิ่งสำคัญ หากพบก้อนนูนหรือมีอาการเจ็บหน่วงบริเวณหน้าท้องและขาหนีบ ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้จนกลายเป็นภาวะฉุกเฉิน การรีบเข้าพบแพทย์เพื่อวางแผนการผ่าตัดไส้เลื่อน ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจะช่วยลดความเสี่ยงของภาวะลำไส้ติดค้างหรือขาดเลือด ซึ่งในปัจจุบันเทคโนโลยีทางการแพทย์ก้าวหน้าไปมาก ทำให้การผ่าไส้เลื่อนไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวลอย่างที่คิด โดยเฉพาะหากเลือกการรักษาที่เหมาะสมกับสภาพร่างกาย จะช่วยให้คุณกลับมาเคลื่อนไหวได้อย่างมั่นใจอีกครั้ง
สำหรับการดูแลรักษาที่ศูนย์ศัลยกรรม โรงพยาบาลกรุงเทพ เราพร้อมให้บริการด้วยมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล โดยทีมศัลยแพทย์ผู้ชำนาญการจะประเมินแนวทางการรักษาที่เหมาะสมเฉพาะบุคคล ไม่ว่าจะเป็น การผ่าตัดไส้เลื่อนแบบเปิด หรือการผ่าตัดแผลเล็กผ่านกล้อง รวมถึงเทคโนโลยีหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด ที่ช่วยให้ผู้ป่วยเจ็บน้อยลง ฟื้นตัวได้ไว และกลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้อย่างมีคุณภาพ
- ค้นหาแพทย์: https://www.bangkokhospital.com/th/bangkok/doctor
- ทำนัด: https://www.bangkokhospital.com/th/bangkok/appointment/step1
- ติดต่อเรา: https://www.bangkokhospital.com/th/bangkok/contact
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับไส้เลื่อน (FAQ)
1. ไส้เลื่อนถ้าไม่ผ่าตัดจะเป็นอันตรายไหม?
หากทิ้งไว้ไส้เลื่อนอาจมีขนาดใหญ่ขึ้น และเสี่ยงต่อภาวะไส้เลื่อนติดค้าง (Incarcerated Hernia) ซึ่งลำไส้ถูกบีบรัดจนขาดเลือดหล่อเลี้ยง ทำให้ลำไส้เน่าและติดเชื้อในกระแสเลือดได้
2. ผ่าตัดไส้เลื่อนพักฟื้นกี่วันถึงจะออกกำลังกายได้?
โดยทั่วไปสามารถเดินเบา ๆ ได้ทันทีหลังผ่าตัด แต่สำหรับการออกกำลังกายหนักหรือการยกน้ำหนัก ควรขอคำปรึกษาจากแพทย์และมักจะเริ่มทำได้หลังจากผ่าตัดไส้เลื่อนไปแล้วประมาณ 6 – 8 สัปดาห์
3. การผ่าตัดไส้เลื่อนแบบเปิดเหมาะกับใคร?
การผ่าตัดไส้เลื่อนแบบเปิด เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีไส้เลื่อนขนาดใหญ่มาก หรือผู้ที่มีข้อจำกัดในการดมยาสลบซึ่งทำให้ไม่สามารถใช้วิธีผ่าตัดผ่านกล้องได้ โดยแพทย์ผู้ชำนาญการจะประเมินวิธีที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย
4. หลังผ่าตัดไส้เลื่อนแล้ว มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้อีกหรือไม่?
มีโอกาสเกิดขึ้นได้แต่ค่อนข้างน้อย โดยเฉพาะหากมีการใช้แผ่นตาข่ายเสริมความแข็งแรงร่วมกับการปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด จะช่วยลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำได้อย่างมาก
5. ผ่าตัดไส้เลื่อนเจ็บมากไหม?
ปัจจุบันด้วยเทคนิคการผ่าตัดแผลเล็กและการใช้หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด รวมถึงโปรแกรมการจัดการความปวด ช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกเจ็บน้อยลงและสามารถลุกเดินได้เร็วขึ้นหลังเข้ารับการรักษา








