โรคหลอดเลือดหัวใจตีบเป็นหนึ่งในภัยเงียบที่คุกคามสุขภาพของผู้คนในปัจจุบัน หนึ่งในหลักฐานที่ช่วยบ่งบอกความเสี่ยงของโรคนี้คือการพบคราบหินปูนหรือแคลเซียมสะสมในหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งสัมพันธ์กับภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง บทความนี้จะพาไปเจาะลึกว่าภาวะคราบหินปูนในหลอดเลือดหัวใจเกิดจากอะไร สัญญาณเตือนที่ควรระวัง พร้อมแนวทางการตรวจวินิจฉัยและการดูแลรักษาอย่างถูกวิธี เพื่อลดความเสี่ยงต่อภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดในอนาคต
ภาวะคราบหินปูนหรือแคลเซียมสะสมในเส้นเลือดหัวใจ คืออะไร
ภาวะคราบหินปูนเในเส้นเลือดหัวใจ เป็นหลักฐานสำคัญที่บ่งบอกถึงภาวะหลอดเลือดแดงของหัวใจแข็งตัว (Atherosclerosis of Coronary Artery) ซึ่งเป็นผลมาจากการอักเสบเรื้อรังร่วมกับภาวะหลอดเลือดแดงเสื่อมจากการสะสมของคราบไขมัน แคลเซียม และสารต่าง ๆ บริเวณผนังหลอดเลือดเป็นเวลาหลายปี ทำให้หลอดเลือดสูญเสียความยืดหยุ่น แข็งตัว และตีบแคบลง ส่งผลให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้ลดลง
หินปูนหรือแคลเซียมสะสมในเส้นเลือดหัวใจเกิดจากอะไร?
กลไกการเกิดคราบหินปูนในเส้นเลือดหัวใจเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง (Atherosclerosis) ซึ่งเกิดจากการอักเสบเรื้อรังและการสะสมของคราบไขมัน เซลล์อักเสบ และแคลเซียมบริเวณผนังหลอดเลือด โดยเป็นกระบวนการที่ค่อย ๆ พัฒนาขึ้นเป็นระยะเวลาหลายปี ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน โดยมีปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง ได้แก่
- โรคเบาหวาน
- โรคความดันโลหิตสูง
- โรคไขมันในเลือดสูง
- โรคอ้วน หรือภาวะอ้วนลงพุง
- การสูบบุหรี่
- ปัจจัยทางกรรมพันธุ์ (ประวัติครอบครัวเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ)
ปัจจัยเหล่านี้ทำให้หลอดเลือดเกิดการอักเสบเรื้อรัง และการสะสมของคราบไขมันในผนังหลอดเลือด จนนำไปสู่การสะสมของแคลเซียมหรือหินปูนในหลอดเลือดหัวใจ ทำให้หลอดเลือดสูญเสียความยืดหยุ่นและอาจตีบแคบลง ส่งผลให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจลดลง การบ่งบอกได้ว่าผู้ป่วยมีภาวะหลอดเลือดแข็งนั้นสามารถประเมินและวินิจฉัยได้โดยการส่งตรวจ Computerized Coronary Calcium Scan ซึ่งจะสามารถบอกได้ในผู้ป่วยที่เป็นเรื้อรังเท่านั้น ในคนที่เป็นแบบเฉียบพลันอาจจะไม่สามารถบอกได้ เนื่องจากเป็นรอยโรคใหม่
คราบหินปูนในหลอดเลือดหัวใจ อาการเป็นอย่างไร สังเกตได้อย่างไร
ในระยะแรกของการสะสมคราบหินปูนหรือแคลเซียมในหลอดเลือดหัวใจ ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่มีอาการใด ๆ ทำให้หลายคนไม่ทราบว่าตนเองกำลังมีความเสี่ยง แต่เมื่อคราบหินปูนหนาตัวขึ้นจนทำให้หลอดเลือดตีบแคบลง เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงหัวใจไม่เพียงพอ ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการเจ็บแน่นหน้าอก รู้สึกอึดอัดบริเวณกลางอก หายใจไม่อิ่ม หรือเหนื่อยง่ายผิดปกติเมื่อต้องออกแรง มีอาการเจ็บร้าวไปบริเวณคอ กราม ไหล่ หลัง หรือแขน ซึ่งหากมีอาการเหล่านี้ควรรีบพบแพทย์เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยทันที
ใครบ้างที่ควรตรวจหาหินปูนในหลอดเลือดหัวใจ
การตรวจหาปริมาณหินปูนในหลอดเลือดหัวใจ มีประโยชน์อย่างมากในการประเมินความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจในอนาคต โดยข้อบ่งชี้ของผู้ที่ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองด้วย Coronary Calcium Scan (CAC) ได้แก่
- เพศชายที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป
- เพศหญิงที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่เข้าสู่วัยหมดประจำเดือน
- ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ
- ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง
- ผู้ที่มีภาวะอ้วนลงพุง หรือสูบบุหรี่เป็นประจำ
การตรวจหาคราบหินปูนในหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Artery Calcium Scan หรือ CAC) คืออะไร
การตรวจหาคราบหินปูนในหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Artery Calcium Scan หรือ CAC) เป็นวิธีการตรวจเบื้องต้นที่สะดวกและไม่ต้องฉีดสารทึบรังสี โดยใช้เทคโนโลยีเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ความเร็วสูง (Multidetector Row หรือ Multislice CT Scan) เพื่อประเมินปริมาณและระดับการสะสมของคราบหินปูน (ไขมัน คอเลสเตอรอล แคลเซียม และสารอื่น ๆ) ในผนังหลอดเลือดหัวใจ
ซึ่งการทดสอบการถ่ายภาพนี้ จะช่วยให้แพทย์มองเห็นคราบหินปูน ที่ค่อย ๆ พัฒนาเกาะตัวหนาขึ้นบริเวณผนังหลอดเลือดได้อย่างชัดเจน นำไปสู่การประเมินความเสี่ยงได้อย่างทันท่วงที
จุดสังเกตแคลเซียมหรือหินปูนในหลอดเลือดหัวใจ
สำหรับการตรวจประเมิน พยาธิสภาพของหลอดเลือดหัวใจที่มีแคลเซียมหรือหินปูนเกาะ จะมีจุดสังเกตตามระยะการก่อตัวดังนี้
- ลักษณะของแคลเซียมที่หลอดเลือดหัวใจเริ่มตั้งแต่เป็นจุด (Fine Speckles) กลุ่มของจุดที่กระจาย (Fragmented) เล็ก ๆ (0.5 – 15.0 µm) เป็นรอยโรคที่เกิดใหม่มีความเสี่ยงต่อ Heart Attack หรือกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันหรือโรคหลอดเลือดหัวใจตีบรุนแรงหรือตัน
- เมื่อแคลเซียมเพิ่มมากขึ้น จะเริ่มก่อตัวเป็นเส้นตามแนวหลอดเลือด (Diffuse Calcification)
- เมื่อแคลเซียมเพิ่มมากขึ้นเป็นปื้นหรือแผ่นของแคลเซียม (Sheet of Calcification) ที่ขนาดมากกว่า 3 มิลลิเมตร ซึ่งหมายถึงการเป็นเรื้อรังมานาน
โดยสรุป ลักษณะของคราบหินปูนที่เกิดขึ้นอาจพอบอกได้ว่าเป็นรอยโรคที่เพิ่งเกิดใหม่ หรือเป็นของเก่าที่สะสมมานาน จากการประเมินลักษณะที่เริ่มเป็นจุด เป็นเส้น และกลายเป็นแผ่นหนาขึ้น
ความเสี่ยงจากการตรวจ Coronary Calcium Scan
หลายคนอาจมีความกังวลเรื่องรังสี แต่ในความเป็นจริงการตรวจคราบหินปูนในหลอดเลือดหัวใจด้วยวิธีนี้ใช้เทคโนโลยีเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ความเร็วสูงที่มีปริมาณรังสีค่อนข้างต่ำ (ประมาณ 1 Millisievert) และใช้เวลาในการตรวจเพียง 10-15 นาที โดยไม่ต้องฉีดสารทึบรังสี และไม่ต้องเตรียมตัวซับซ้อน
การเตรียมตัวก่อนเข้ารับการตรวจ
- ไม่ต้องงดน้ำหรืออาหารก่อนรับการตรวจ
- หลีกเลี่ยงยาหรือสารที่กระตุ้นหัวใจให้ชีพจรเร็วขึ้น ได้แก่ งดชา กาแฟ หรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนเป็นส่วนประกอบ
- งดสูบบุหรี่อย่างน้อย 4 ชั่วโมงก่อนตรวจ
- เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดคลุมของโรงพยาบาล
- ถอดเครื่องประดับรอบคอหรือแผ่นต่าง ๆ ที่ติดบริเวณหน้าอก
ขั้นตอนระหว่างทำ Coronary Calcium Scan
- แพทย์จะตรวจ / บันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG หรือ EKG) ซึ่งจะบันทึกการเต้นของหัวใจในระหว่างการทำ Coronary Calcium Scan
- ท่านอนจะต้องนอนหงายและต้องกลั้นหายใจนิ่งเพื่อให้ภาพมีความชัดเจน โดยผู้ป่วยอาจจะต้องกลั้นหายใจประมาณ 2 – 10 วินาที ในช่วงที่ถ่ายภาพ
- กรณีที่อัตราการเต้นของหัวใจผู้ป่วยเต้นเร็วมาก แพทย์อาจพิจารณาให้ยาควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจเพื่อให้หัวใจเต้นในเกณฑ์ปกติ
- ขั้นตอนทั้งหมดใช้เวลาประมาณ 10 – 15 นาที
การปฏิบัติตัวหลังทำ Coronary Calcium Scan
ไม่มีข้อควรระวังเป็นพิเศษหลังทำ Coronary Calcium Scan สามารถขับรถกลับบ้านได้และทำกิจวัตรประจำวันต่าง ๆ ได้ตามปกติ
การแปลผล Coronary Calcium Scan
การแปลผลปริมาณหินปูนมีความสัมพันธ์กับโอกาสเป็นโรคหลอดเลือดแดงหัวใจตีบหรืออุดตัน โดยใช้การแปลผลจากคะแนน Agatston Score ดังนี้
- คะแนน 0 ไม่มีความเสี่ยง: หมายความว่า ไม่มีแคลเซียมที่หลอดเลือดแดงหัวใจ แสดงว่าโอกาสต่ำในการเกิด Heart Attack หรือกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันหรือโรคหลอดเลือดหัวใจตีบรุนแรงหรือตันในอนาคตน้อย ควรดูแลสุขภาพ ทานอาหารที่มีประโยชน์ และรักษาวิถีชีวิตที่ดีต่อไป
- คะแนน 1 – 100 ความเสี่ยงน้อย: หมายความว่า มีแคลเซียมที่หลอดเลือดแดงหัวใจน้อย มีความเสี่ยงน้อยที่จะเกิด Heart Attack หรือกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน หรือโรคหลอดเลือดหัวใจตีบรุนแรงหรือตัน ควรเริ่มให้ความสำคัญกับการดูแลเรื่องอาหารการกินและการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
- คะแนน 101 ถึง 400 ความเสี่ยงปานกลางถึงสูง: หมายความว่า มีแคลเซียมที่หลอดเลือดแดงหัวใจระดับปานกลาง มีความเสี่ยงปานกลางถึงสูงที่จะเป็นในการเกิด Heart Attack หรือกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน หรือโรคหลอดเลือดหัวใจตีบรุนแรงหรือตัน ต้องได้รับคำแนะนำจากแพทย์เพื่อพิจารณาในการตรวจรักษา
- คะแนนตั้งแต่ 400 ขึ้นไป ความเสี่ยงสูงมาก มีภาวะตีบแอบแฝง: หลอดเลือดแดงหัวใจอาจมีภาวะหลอดเลือดตีบแอบแฝงอยู่ มีความเสี่ยงต่อการเกิดหลอดเลือดหัวใจตีบสูงมาก รวมทั้ง Heart Attack หรือกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน หรือโรคหลอดเลือดหัวใจตีบรุนแรงหรือตัน แม้ว่าจะมีอาการหรือไม่ก็ตาม ซึ่งต้องได้รับคำแนะนำจากแพทย์เพื่อพิจารณาในการตรวจรักษาเพิ่มเติม
| CAC Score | 10 – Year Mortality Risk | Guidance Reassure |
| 0 | ต่ำมาก (<1%) | ให้ความมั่นใจแก่ผู้ป่วย เน้นดูแลเรื่องอาหารที่เหมาะสมและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ |
| 1 – 100 | ต่ำ (<10%) | เน้นควบคุมปัจจัยเสี่ยง ดูแลเรื่องอาหาร และการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ |
| 101 – 400 | ปานกลาง (10–20%) | อาจพิจารณาการใช้ยาต้านเกล็ดเลือด เช่น แอสไพริน และพิจารณาการใช้ยากลุ่ม Statin ตามความเหมาะสมและการประเมินของแพทย์ |
| 101 – 400 (>75th centile) |
ค่อนข้างสูง (15-20%) | จัดอยู่ในกลุ่มความเสี่ยงสูง อาจพิจารณาการรักษาด้วยยา เช่น แอสไพรินในบางราย หลังประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดเลือดออก และพิจารณาใช้ยาลดไขมันสแตติน ตามดุลยพินิจของแพทย์ |
| มากกว่า 400 | สูง (>20%) | พิจารณาการรักษาเพื่อลดระดับไขมันเลว LDL-Cholesterol เช่น การให้ยาลดไขมันสแตตินเพื่อให้ระดับ LDL ต่ำกว่า 2.0 mmol/L (ประมาณ 77 mg/dL) หรือ ในผู้ป่วยความเสี ่ยงสูงมาก ควรลด < 55 mg/dL (1.4 mmol/L) และอาจพิจารณาการตรวจประเมินการทำงานของหัวใจเพิ่มเติม ตามความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละราย |
| *แนวทางการดูแลรักษาที่แนะนำตามผลตรวจ CAC สำหรับผู้ป่วยที่ยังไม่มีอาการ | ||
Source: 2017 CSANZ Calcium Score Position Statement
วิธีลดความเสี่ยงและชะลอการสะสมหินปูนหรือแคลเซียมในเส้นเลือดหัวใจ
แม้การเกิดคราบหินปูนในหลอดเลือดหัวใจจะเกี่ยวข้องกับอายุและพันธุกรรม แต่สามารถลดความเสี่ยงและชะลอการดำเนินของภาวะหลอดเลือดแดงแข็งได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น คุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน เลือกรับประทานอาหารที่มีกากใย หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูงและรสจัด ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ งดการสูบบุหรี่ จัดการกับความเครียด นอนพักผ่อนให้เพียงพอ และที่สำคัญคือการเข้ารับการตรวจสุขภาพประจำปี ร่วมกับควบคุมปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ คุมระดับน้ำตาลในเลือด ความดันโลหิต และไขมันในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ตามคำแนะนำของแพทย์
คลินิกรักษาหัวใจผ่านสายสวน โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ พร้อมดูแลสุขภาพหัวใจด้วยเทคโนโลยีและทีมแพทย์เฉพาะทาง
โรคหลอดเลือดหัวใจสามารถรับมือและวางแผนป้องกันได้หากรู้เท่าทัน คลินิกรักษาหัวใจผ่านสายสวน โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ มีความพร้อมในการให้บริการตรวจประเมินความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจด้วยเทคโนโลยี Coronary Calcium Scan ที่ได้มาตรฐาน พร้อมให้การดูแลผู้ป่วยอย่างครอบคลุมตั้งแต่การประเมิน วินิจฉัย รักษา และติดตามผล โดยทีมอายุรแพทย์โรคหัวใจ ศัลยแพทย์หัวใจและทรวงอกที่มีประสบการณ์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์สหสาขาวิชาชีพ เพื่อให้คำปรึกษาและออกแบบแนวทางการรักษาที่เหมาะสมแก่ผู้่ป่วยแต่ละบุคคล ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัย เพื่อมุ่งหวังให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีเป็นสำคัญ
สรุปบทความ
การสะสมของคราบหินปูนในหลอดเลือดหัวใจเป็นกระบวนการที่ใช้เวลาหลายปีและมักไม่แสดงอาการในระยะแรก การตรวจ Coronary Calcium Scan จึงเป็นเครื่องมือที่ช่วยประเมินความเสี่ยงและค้นหาความผิดปกติก่อนเกิดโรคร้ายแรง การรู้ตัวเร็วและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมภายใต้การดูแลของแพทย์ คือกุญแจสำคัญในการรักษาสุขภาพหลอดเลือดหัวใจให้แข็งแรงในระยะยาว
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับคราบหินปูนในหลอดเลือดหัวใจ
1. หินปูนในหลอดเลือดหัวใจเกิดจากอะไร สามารถสลายเองได้หรือไม่
คราบหินปูนในหลอดเลือดหัวใจเกิดจากกระบวนการสะสมของคราบไขมัน การอักเสบเรื้อรัง และแคลเซียมภายในผนังหลอดเลือด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง (Atherosclerosis) ที่ค่อย ๆ พัฒนาขึ้นเป็นระยะเวลาหลายปี โดยทั่วไป คราบหินปูนที่เกิดขึ้นแล้วมักไม่หายไปเอง การดูแลรักษาจึงมุ่งเน้นที่การควบคุมปัจจัยเสี่ยงไม่ให้หินปูนเกาะเพิ่มขึ้นและลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนจากโรคหลอดเลือดหัวใจในอนาคต
2. ตรวจ Coronary Calcium Scan ต้องฉีดสีหรือไม่
การตรวจด้วยวิธีนี้ไม่ต้องฉีดสารทึบรังสี ไม่ต้องดมยา และไม่จำเป็นต้องงดน้ำหรืออาหารก่อนรับการตรวจ ใช้เวลาเพียง 10-15 นาที
3. หากพบหินปูนในหลอดเลือดหัวใจ จำเป็นต้องผ่าตัดเสมอไปหรือไม่
ไม่จำเป็นเสมอไป การพบหินปูนในหลอดเลือดหัวใจไม่ได้หมายความว่าต้องเข้ารับการผ่าตัดหรือทำหัตถการทุกราย แนวทางการดูแลขึ้นอยู่กับระดับความเสี่ยง อาการของผู้ป่วย ผลการตรวจเพิ่มเติม และการประเมินของแพทย์ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต การควบคุมโรคประจำตัว และการใช้ยาตามคำแนะนำของแพทย์ อาจเป็นแนวทางที่เหมาะสมในการลดความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจ
4. ผู้ที่ไม่มีอาการ ควรตรวจหาแคลเซียมเกาะเส้นเลือดหัวใจหรือไม่
ผู้ที่ไม่มีอาการแต่มีปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจ เช่น อายุที่เพิ่มขึ้น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง การสูบบุหรี่ ภาวะอ้วนลงพุง หรือมีประวัติครอบครัวเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ อาจเหมาะสมที่จะเข้ารับการประเมินความเสี่ยงด้วย Coronary Calcium Scan เนื่องจากโรคหลอดเลือดหัวใจตีบในระยะแรกมักจะไม่มีอาการแสดงใด ๆ ให้เห็น














