โรงพยาบาลกรุงเทพ
Caret Right
Search
CTA Curve
ค้นหาแพทย์ icon
ค้นหาแพทย์
ทำนัด icon
ทำนัด
ติดต่อ icon
ติดต่อ
โทร 1719
Menu
  • เลือกโรงพยาบาล

  • Language

Doctor not found
Doctor not found
Doctor not found
Doctor not found
โรงพยาบาลกรุงเทพ
ติดตามข่าวสาร
ดูแผนที่ Google Maps
    นโยบายความเป็นส่วนตัว

    |

    นโยบาย Cookie

    Copyright © 2026 Bangkok Hospital. All right reserved


    เครือข่ายโรงพยาบาลกรุงเทพ
    MEMBER OFBDMS logo

    หัวใจเต้นช้าแค่ไหนต้องพบแพทย์

    5 นาทีในการอ่าน
    ข้อมูลโดย
    Package Image
    นพ. ธัชยศพัทธ์ อรรฆยากร

    โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ

    อัปเดตเมื่อ: 10 ธ.ค. 2568
    Dr. Thachyossaphat Ukkayagorn
    นพ. ธัชยศพัทธ์ อรรฆยากร
    โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ
    แพ็กเกจแนะนำ
    Package Image
    ชุดตรวจสุขภาพหัวใจโดยการวิ่งสายพาน Superior Heart Screening EST
    หัวใจเต้นช้าแค่ไหนต้องพบแพทย์
    โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ
    อัปเดตเมื่อ: 10 ธ.ค. 2568

    หัวใจเต้นช้ากว่าปกติสามารถเกิดขึ้นได้ สิ่งสำคัญคือการสังเกตตนเอง ไม่ละเลยอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นกับร่างกาย และรีบพบแพทย์เฉพาะทางด้านหัวใจเพื่อทำการตรวจรักษาโดยเร็ว


    หัวใจเต้นช้ากว่าปกติคืออะไร

    ภาวะหัวใจเต้นช้ากว่าปกติ (Bradycardia) หมายถึง ภาวะที่หัวใจเต้นช้ากว่า 60 ครั้งต่อนาที หรือภาวะที่หัวใจเต้นช้ากว่าที่ควรจะเป็น เช่น ภาวะช็อก ความดันต่ำ 80/50 มิลลิลิตรปรอท เมื่อความดันต่ำหัวใจจะเต้นเร็วขึ้น หากหัวใจเต้นช้าหรือเต้นปกติแสดงว่าหัวใจเต้นช้าเกินไป ทำให้ปริมาณเลือดที่ถูกส่งออกจากหัวใจลดลง ออกซิเจนที่ไปเลี้ยงร่างกายไม่เพียงพอ พบได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ แต่ในผู้สูงวัยและผู้ป่วยต้องระวังมากเป็นพิเศษ


    ทำไมหัวใจถึงเต้นช้า

    สาเหตุของภาวะหัวใจเต้นช้ากว่าปกติ (Bradycardia) แบ่งออกเป็น 2 สาเหตุหลัก ได้แก่

    1. สาเหตุจากภายในระบบการนำไฟฟ้าของหัวใจเช่น
      • ความเสื่อมของเซลล์ตามอายุที่เพิ่มขึ้น (Degenerative)
      • โรคหัวใจขาดเลือด
      • โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด
      • โรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบหรือลิ้นหัวใจอักเสบ
      • ภาวะที่เกิดขึ้นหลังผ่าตัดหัวใจ
      • ฯลฯ
    2. สาเหตุจากภายนอกที่มีผลกระทบต่อระบบไฟฟ้าหัวใจเช่น
      • การออกกำลังกายเป็นประจำในนักกีฬา ทำให้หัวใจเต้นช้าลง
      • Vagal Reflex ปฏิกิริยาการตอบสนองของประสาทสมองคู่ที่ 10 เช่น การเบ่งปัสสาวะหรืออุจจาระ การกลืนอาหาร การไอแรง ๆ เป็นต้น
      • ผลจากยาบางชนิด เช่น B-blocker, Verapamil, Diltiazem, Antiarrhythmic และ Digitalis
      • ยาเสพติด เช่น กัญชา, โคเคน
      • ภาวะไฮโปไทรอยด์ (Hypothyroidism)
      • ภาวะตัวเย็นเกิน (Hypothermia)
      • โรคทางสมองที่ทำให้ความดันในสมองเพิ่มขึ้น (Cushing Reflex) หรือเนื้องอกในสมอง
      • ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Obstructive Sleep Apnea: OSA)

    หัวใจเต้นช้ามีอาการอย่างไร

    • วูบ
    • หน้ามืด
    • เวียนศีรษะ
    • เหนื่อยง่ายเวลาออกแรง
    • เป็นลม หมดสติ
    • หัวใจล้มเหลว น้ำท่วมปอดได้

    หัวใจเต้นช้าบอกโรคอะไร

    หัวใจเต้นช้าสามารถแบ่งตามตำแหน่งความผิดปกติของการนำไฟฟ้าในหัวใจ 2 ตำแหน่งสำคัญ ได้แก่

    1) Sinus Node Dysfunction: SA Node อยู่บริเวณหัวใจห้องบนขวา เกิดจากความผิดปกติของ Sinus Node หรือการล้มเหลวของการสร้างกระแสไฟฟ้าของ Sinus Node หรือความผิดปกติของการนำกระแสไฟฟ้าออกจาก Sinus Node สู่หัวใจห้องบน (Atrium) อาจเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า Sick Sinus Syndrome ได้

    นอกจากนี้ยังพบความผิดปกติของคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) ได้หลายแบบ เช่น

    • Sinus Bradycardia คือ หัวใจเต้นช้ากว่าปกติ
    • Sinus Pause หรือ Sinus Arrest คือ SA Node หยุดทำงานไปดื้อ ๆ หัวใจเต้นอยู่แล้วหยุดไป
    • Sinoatrial Exit Block คือ SA Node สร้าง Impulse แต่จังหวะส่งสัญญาณไปที่กล้ามเนื้อหัวใจอื่น ๆ โดน Block ทำให้เกิดการหยุดของคลื่นไฟฟ้าหัวใจคือหยุดการหดตัวของกล้ามเนื้อหัวใจทั้งหมดเลือดจึงอาจไม่ไปเลี้ยงสมอง
    • Tachycardia – Bradycardia Syndrome คือ หัวใจเต้นเร็วสลับกับหัวใจเต้นช้า มักพบในผู้ป่วยที่มีหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว (Atrial Fibrillation) ซึ่งหัวใจจะเต้นเร็วเรื่อย ๆ ก่อนที่จะหยุดเต้นเป็นระยะเวลาหนึ่ง ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นจังหวะปกติ (Sinus Rhythm) ที่มีอัตราการเต้นหัวใจที่ช้าลง

    หัวใจเต้นช้าแค่ไหนต้องพบแพทย์

    2) Atrioventricular Node: AV Node อยู่บริเวณกึ่งกลางระหว่างหัวใจห้องบนและหัวใจห้องล่าง เกิดจากการสกัดกั้นกระแสไฟฟ้าบริเวณ Atrioventricular Node ทำให้การนำไฟฟ้าจากหัวใจห้องบน (Atrium) ไม่สามารถลงมาสู่หัวใจห้องล่าง (Ventricle) ได้

    โดยจะพบความผิดปกติของคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrocardiography หรือ EKG) ได้ดังต่อไปนี้

    • First Degree AV Block ไม่มีอาการ อาจไม่จำเป็นต้องรักษา
    • Second Degree AV Block อาจต้องใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจ แบ่งเป็น
      • Mobitz Type 1
      • Mobitz Type 2
      • 2:1 AV Block
      • High Grade AV Block
    • Third Degree AV Block หรือเรียกอีกชื่อว่า Complete Heart Block อัตราการเต้นของหัวใจช้ามาก อาจจำเป็นต้องใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจแบบถาวร

    หัวใจเต้นช้าแค่ไหนต้องพบแพทย์


    หัวใจเต้นช้าแบบไหนควรพบแพทย์

    ผู้ป่วยที่มีหัวใจเต้นช้ากว่า 60 ครั้งต่อนาทีร่วมกับมีอาการต่าง ๆ เช่น เหนื่อยง่ายเวลาออกแรง อ่อนเพลีย วูบ หน้ามืด เวียนศีรษะ เป็นลมหมดสติ หรือมีอาการหัวใจล้มเหลว น้ำท่วมปอด หรือในผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว เป็นโรคหัวใจอยู่ก่อนแล้ว ควรมาพบแพทย์เฉพาะทางหัวใจโดยเร็วที่สุด สิ่งสำคัญนอกจากหัวใจเต้นช้ากว่าปกติคือต้องมีอาการร่วมด้วย หากหัวใจเต้นช้ากว่าปกติเพียงอย่างเดียวอาจมีลักษณะเหมือนนักกีฬาที่หัวใจเต้นช้ากว่าคนทั่วไปแต่ไม่เป็นอันตราย


    ตรวจวินิจฉัยหัวใจเต้นช้าได้อย่างไร

    1. การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ 12-Lead EKG เหมาะกับผู้ป่วยที่มีอาการหัวใจเต้นช้า เช่น วูบ หน้ามืด เป็นลม นานพอในขณะที่ทำการตรวจ
    2. 24 – 48 hr. Holter Monitor เหมาะกับผู้ป่วยที่มีอาการทุกวันหรือเกือบทุกวัน โดยแพทย์จะตรวจดูอาการหัวใจเต้นช้าร่วมกับคลื่นไฟฟ้าหัวใจผิดปกติ
    3. Event Recorder เหมาะกับผู้ป่วยที่มีอาการไม่มากนัก เช่น 1 – 2 ครั้งต่อเดือน
    4. Implantable Loop Recorder เหมาะกับผู้ป่วยที่มีอาการนาน ๆ ครั้ง เช่น 1 – 2 ครั้งต่อปี เป็นอุปกรณ์ที่ฝังใต้ผิวหนังบริเวณหน้าอกผู้ป่วย โดยจะบันทึก EKG ได้นาน 12 – 18 เดือน
    5. Exercise Stress Test (EST) ประเมินจากอัตราการเต้นของหัวใจผู้ป่วยที่ไม่สามารถเร็วขึ้นถึง 85% ของ Maximal Predicted Heart Rate (คำนวณจาก 220 – อายุ) ที่ Peak Exercise อัตราหัวใจเต้นเร็วที่สุด โดยที่ผู้ป่วยไม่ได้รับประทานยากดการทำงานของ Sinus Node หากเกิดร่วมกับอาการเหนื่อยขณะเดินสายพานถือว่าผิดปกติ ในกรณีที่ผู้ป่วยรับประทานยากดการทำงานของ Sinus Node ต้องงดยาก่อนเข้ารับการตรวจ 5 วัน
    6. Electrophysiology Study (EP Study) ทำในผู้ป่วยที่ไม่สามารถตรวจหาสาเหตุที่พบจากการตรวจชนิดอื่นที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้น

    หัวใจเต้นช้าแค่ไหนต้องพบแพทย์


    หัวใจเต้นช้ารักษาได้อย่างไร

    การรักษาภาวะหัวใจเต้นช้าขึ้นอยู่กับสาเหตุเป็นสำคัญ โดยแพทย์จะทำการประเมินอย่างละเอียดเพื่อหาวิธีการรักษาและระยะเวลาในการรักษาที่เหมาะสม

    1. หาสาเหตุของหัวใจเต้นช้าและรักษาตามสาเหตุ เช่น ผู้ป่วยรับประทานยากดการทำงานของ Sinus Node หรือ AV node ได้แก่ ยากลุ่ม B – blocker, Diltiazem, Verapamil, Antiarrhythmic และ Digitalis ให้หยุดยาดังกล่าวทันที หรือถ้าผู้ป่วยมีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันก็ให้ผู้ป่วยไปทำการสวนหลอดเลือดหัวใจเพื่อใช้ขดลวดถ่างขยายหลอดเลือดหัวใจ เป็นต้น
    2. บริหารยากระตุ้นหัวใจผ่านทางหลอดเลือดดำ เช่น Atropine, Epinephrine, Dopamine เป็นต้น เพื่อรักษาภาวะหัวใจเต้นช้าผิดปกติแบบเฉียบพลัน
    3. Transcutaneous Pacing ติดเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจชั่วคราวนอกร่างกาย ใช้งานได้ดีในภาวะฉุกเฉิน แต่ไม่สามารถใช้ได้ในระยะยาว เนื่องจากผู้ป่วยจะกระตุกและบาดเจ็บจากการกระตุกบริเวณกลางหน้าอกผู้ป่วยตลอดเวลา
    4. Transvenous Temporary Pacing การใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจชนิดชั่วคราวทางหลอดเลือดดำ โดยใส่ Lead ทางหลอดเลือดดำ (Jugular Vein) หรือหลอดเลือดดำใต้กระดูกไหปลาร้า (Subclavian Vein) ให้ปลายสายอยู่ในหัวใจห้องล่างขวา (Right Ventricle)
    5. Permanent Pacemaker Implantation การฝังเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติแบบถาวร
      • ใส่ในผู้ป่วย Sinus Node Dysfunction ที่มีอาการขณะที่หัวใจเต้นช้า
      • ใส่ในผู้ป่วย Advanced 2nd degree AVB หรือ Complete Heart Block

    อันตรายอย่างไรเมื่อหัวใจเต้นช้า

    • เป็นลมหมดสติ แล้วทำให้ศีรษะกระแทกพื้น มีเลือดคั่งในสมอง
    • หอบเหนื่อยมากจากการที่หัวใจล้มเหลวเฉียบพลันแล้วทำให้เกิดน้ำท่วมปอด
    • ถ้าเกิดจากกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเป็นบริเวณกว้างจะทำให้อัตราการเสียชีวิตสูงขึ้น

    ดูแลตนเองอย่างไรเมื่อหัวใจเต้นช้า

    ถ้าหัวใจเต้นช้าร่วมกับมีอาการอ่อนเพลีย วูบ หน้ามืด เป็นลมหมดสติ หรือเหนื่อยง่ายเวลาออกแรง ควรรีบมาพบอายุรแพทย์โรคหัวใจ เพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างถูกต้อง และให้การรักษาอย่างทันท่วงที เพื่อลดโอกาสการเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันและการเสียชีวิตกะทันหัน


    แพทย์ผู้ชำนาญด้านการรักษาภาวะหัวใจเต้นช้า

    นพ.ยศวีร์ อรรฆยากร อายุรแพทย์โรคหัวใจและผู้ชำนาญการด้านสรีรไฟฟ้าหัวใจ โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ

    สามารถคลิกที่นี่เพื่อทำนัดหมายได้ด้วยตนเอง


    โรงพยาบาลที่ชำนาญด้านการรักษาภาวะหัวใจเต้นช้า

    คลินิกหัวใจเต้นผิดจังหวะ โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ พร้อมให้การดูแลรักษาภาวะหัวใจเต้นช้า โดยแพทย์เฉพาะทางที่มีความชำนาญและทีมสหสาขาที่มากด้วยประสบการณ์ ตลอดจนอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ทันสมัย เพื่อให้ผู้ป่วยกลับมามีหัวใจที่แข็งแรง

    ข้อมูลโดย

    Doctor Image

    นพ. ธัชยศพัทธ์ อรรฆยากร

    อายุรศาสตร์

    อายุรศาสตร์โรคหัวใจ

    นพ. ธัชยศพัทธ์ อรรฆยากร

    อายุรศาสตร์

    อายุรศาสตร์โรคหัวใจ
    Doctor profileDoctor profile

    สอบถามเพิ่มเติมที่

    คลินิกหัวใจเต้นผิดจังหวะ

    ชั้น 2 อาคาร H โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ

    0 2755 1487

    0 2755 1488

    1719

    [email protected]

    แพทย์ที่เกี่ยวข้อง

    ดูแพทย์ทั้งหมด

    แพ็กเกจและโปรโมชั่น

    ชุดตรวจสุขภาพหัวใจโดยการวิ่งสายพาน Superior Heart Screening ESTชุดตรวจสุขภาพหัวใจโดยการวิ่งสายพาน Superior Heart Screening EST
    ชุดตรวจสุขภาพหัวใจโดยการวิ่งสายพาน Superior Heart Screening EST

    9,900 บาท

    15,775 บาท

    รายละเอียด
    ชุดตรวจสุขภาพหัวใจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง Superior Heart Screening Echoชุดตรวจสุขภาพหัวใจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง Superior Heart Screening Echo
    ชุดตรวจสุขภาพหัวใจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง Superior Heart Screening Echo

    9,900 บาท

    16,045 บาท

    รายละเอียด
    แพ็กเกจตรวจคราบหินปูนหลอดเลือดหัวใจ (CT Coronary Calcium Score)แพ็กเกจตรวจคราบหินปูนหลอดเลือดหัวใจ (CT Coronary Calcium Score)
    แพ็กเกจตรวจคราบหินปูนหลอดเลือดหัวใจ (CT Coronary Calcium Score)

    5,200 บาท

    7,400 บาท

    รายละเอียด
    ดูแพ็กเกจอื่น ๆ

    ข้อมูลสุขภาพ

    ดูข้อมูลสุขภาพอื่น ๆ

    ข้อมูลสุขภาพ

    จี้ไฟฟ้าหัวใจด้วยเทคโนโลยี PFA  ทางเลือกใหม่รักษาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ AF Image
    จี้ไฟฟ้าหัวใจด้วยเทคโนโลยี PFA ทางเลือกใหม่รักษาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ AF
    หัวใจเต้นเร็วหรือภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ Image
    หัวใจเต้นเร็วหรือภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ
    ผู้หญิงกับโรคหัวใจ วัยสาวเสี่ยงหัวใจเต้นผิดจังหวะ วัยทองโอกาสหัวใจตีบสูง  Image
    ผู้หญิงกับโรคหัวใจ วัยสาวเสี่ยงหัวใจเต้นผิดจังหวะ วัยทองโอกาสหัวใจตีบสูง
    ดูข้อมูลสุขภาพอื่น ๆ