การรักษามะเร็งตับ
1) การผ่าตัดรักษามะเร็งตับ เหมาะสำหรับผู้ที่
- ไม่มีตับแข็งหรือมีน้อย
- ก้อนเนื้อไม่ใหญ่ ไม่มีรุกล้ำเส้นเลือด
- ไม่มีมะเร็งแพร่กระจายไปนอกตับ
- ต้องประเมินทั้งความเสี่ยงการผ่าตัดและสภาพตับที่เหลือว่าจะเพียงพอต่อการทำงานได้ปกติหลังผ่าตัดหรือไม่
2) การรักษาด้วยความร้อน (Ablation) – RF/MWA ใช้ในผู้ป่วยที่
- ไม่เหมาะสำหรับการผ่าตัด
- มีก้อนขนาดไม่เกิน 3 – 4 เซนติเมตร จำนวนไม่เกิน 3 ก้อน
- ไม่มีการรุกล้ำเส้นเลือด
- ไม่มีมะเร็งแพร่กระจายไปนอกตับ
การสอดเข็มเล็กลงตำแหน่งก้อนโดยใช้ CT หรืออัลตราซาวนด์นำทางเพื่อเข้าทำลายก้อนโดยตรง
ข้อดีคือ
- ไม่ต้องผ่าตัดใหญ่
- ฟื้นตัวไว นอนโรงพยาบาลเพียง 1 – 2 วัน
- ผลข้างเคียงน้อย

3) การรักษาผ่านหลอดเลือด (Catheter – Based Therapy)
TACE (Transarterial Chemoembolization)
เป็นการให้ยาเคมีบำบัดเฉพาะที่ผ่านสายสวนหลอดเลือดเข้าสู่ก้อนโดยตรง พร้อมอุดเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงก้อน ทำให้ก้อนฝ่อตัวลง เหมาะสำหรับ
- ก้อนขนาดใหญ่หรือมีหลายตำแหน่ง
- ไม่สามารถผ่าตัดหรือทำ Ablation ได้
- ไม่มีการลุกลามไปนอกตับหรืออุดกั้นในหลอดเลือดดำหลักของตับ
หลังทำอาจมีไข้ ปวดตื้อ ๆ ในช่องท้อง คลื่นไส้อาเจียนเล็กน้อย หรือเบื่ออาหาร ซึ่งมักหายภายใน 1 สัปดาห์ การรักษาแบบ TACE ส่วนมากทำทุก 4 สัปดาห์ จนสามารถควบคุมเซลล์มะเร็งได้ หรือทำตามความจำเป็นเมื่อต้องการควบคุมอาการในผู้ป่วยบางราย
TARE หรือ Radioembolization (SIRT)
ใช้สารกัมมันตภาพรังสีชนิด Yttrium-90 ส่งเข้าไปยังเส้นเลือดที่เลี้ยงก้อน เหมาะสำหรับ
- ก้อนขนาดใหญ่
- มีมะเร็งลุกลามเข้าเส้นเลือดดำของตับเพียงบางส่วน
- ผู้ป่วยยังมีการทำงานของตับดีพอสมควร
มีการให้รังสีเฉพาะบริเวณก้อนโดยตรง ผลข้างเคียงมักน้อยกว่าการให้ยาเคมีบำบดผ่านหลอดเลือดและใช้จำนวนครั้งของการรักษาน้อยกว่า
4) การใช้ยาแบบระบบ (Systemic Therapy)
ตามแนวทางปัจจุบัน (ในปี 2024 – 20254) มีการใช้
- ยากลุ่มภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) เช่น Atezolizumab + Bevacizumab
- ยาระงับสัญญาณการเติบโตของมะเร็ง เช่น Sorafenib, Lenvatinib
- การรักษาแบบผสมผสานขึ้นกับดุลยพินิจแพทย์และระยะของโรค
ยาเหล่านี้ช่วยควบคุมโรคในผู้ป่วยที่ไม่สามารถให้การรักษาแบบเฉพาะที่ได้