โรงพยาบาลกรุงเทพ
Caret Right
Search
CTA Curve
ค้นหาแพทย์ icon
ค้นหาแพทย์
ทำนัด icon
ทำนัด
ติดต่อ icon
ติดต่อ
โทร 1719
Menu
  • เลือกโรงพยาบาล

  • Language

Doctor not found
Doctor not found
Doctor not found
Doctor not found
โรงพยาบาลกรุงเทพ
ติดตามข่าวสาร
ดูแผนที่ Google Maps
    นโยบายความเป็นส่วนตัว

    |

    นโยบาย Cookie

    Copyright © 2026 Bangkok Hospital. All right reserved


    เครือข่ายโรงพยาบาลกรุงเทพ
    MEMBER OFBDMS logo

    โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke / สโตรก) - สาเหต อาการ กลุ่มเสี่ยง การรักษา

    9 นาทีในการอ่าน
    ข้อมูลโดย
    โรงพยาบาลกรุงเทพอินเตอร์ฯ เพื่อสมองและกระดูก
    อัปเดตเมื่อ: 11 ธ.ค. 2568
    แพ็กเกจแนะนำ
    Package Image
    ชุดตรวจสุขภาพสมอง Stop Stroke
    โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke / สโตรก) - สาเหต อาการ กลุ่มเสี่ยง การรักษา
    โรงพยาบาลกรุงเทพอินเตอร์ฯ เพื่อสมองและกระดูก
    อัปเดตเมื่อ: 11 ธ.ค. 2568

    สรุปบทความ

    โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับสองของคนไทย รองจากโรคมะเร็ง เกิดจากหลอดเลือดในสมองตีบ ตัน หรือแตก ส่งผลให้สมองขาดออกซิเจนและเสียหาย อาการอาจรุนแรงถึงขั้นอัมพาต การรักษามีหลายวิธี เช่น การให้ยาละลายลิ่มเลือด การขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูน การใช้ขดลวด (Stent) และการทำกายภาพบำบัดเพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพ การรู้เท่าทันและเข้ารับการรักษาอย่างทันท่วงทีช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสฟื้นตัวได้ดี

     

    โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) คืออะไร

    โรคหลอดเลือดสมอง หรือ Stroke สโตรก เกิดขึ้นเมื่อหลอดเลือดในสมองมีการตีบตันหรือแตกอย่างเฉียบพลัน ทำให้การไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงสมองในส่วนนั้นหยุดชะงักลง ส่งผลให้เนื้อสมองถูกทำลาย เนื่องจากการขาดออกซิเจนและสารอาหาร

    โรคหลอดเลือดสมองส่งผลกระทบต่อสมองอย่างไร

    หากเป็นโรคหลอดเลือดสมองจะส่งผลให้สมองเกิดความเสียหายดังต่อไปนี้

    สมองซีกซ้าย

    สมองซีกขวา

    อัมพาตครึ่งตัวด้านขวา อัมพาตครึ่งตัวด้านซ้าย
    ปัญหาการพูด การเข้าใจ ภาษา และการกลืน สูญเสียความสามารถในการประเมินขนาดและประมาณระยะทาง
    สูญเสียการจัดการ การระวังตัว ปฏิกิริยาตอบสนองช้าลง สูญเสียการตัดสินใจทำสิ่งต่าง ๆ โดยไม่วางแผน
    เสียการมองเห็นภาพซีกขวาของตาทั้งสองข้าง เสียการมองเห็นภาพซีกซ้ายของตาทั้งสองข้าง

    ในกรณีที่เกิดความเสียหายต่อสมองส่วนเซรีเบลลัม (Cerebellum) จะทำให้สูญเสียการทรงตัว เวียนศีรษะ เคลื่อนไหวไม่ประสานงานกัน เกิดความเสียหายต่อก้านสมอง ทำให้การหายใจหรือการเต้นของหัวใจผิดปกติหรือหมดสติ ซึ่งสามารถประเมินความรุนแรงของโรคหลอดเลือดสมองได้จากระดับการสูญเสียหน้าที่การทำงานของร่างกาย

    โรคหลอดเลือดสมองเกิดจากอะไร

    ทั้งวัยรุ่นและผู้สูงวัยก็มีความเสี่ยงเกิดโรคหลอดเลือดสมองได้ ด้วยสาเหตุที่ต่างกัน โดยโรคหลอดเลือดสมองเกิดได้จาก 3 สาเหตุหลัก ๆ

    • หลอดเลือดสมองตีบ (Atherosclerosis) มีโอกาสเกิดได้ถึง 80% จากการที่ลิ่มเลือดก่อตัวขึ้นจากผนังหลอดเลือดสมองที่มีคราบไขมันเกาะจนแข็ง ทำให้หลอดเลือดสมองตีบแคบลงจนอุดตัน 

      • ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ ได้แก่ อายุ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง โดยเฉพาะไขมันชนิดที่ไม่ดี (Low – Density Lipoprotein – LDL) และไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride) โรคอ้วน เพราะคนอ้วนจะสัมพันธ์กับการนอนกรนหรือภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ทำให้มีโอกาสเกิดภาวะเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ รวมถึงการสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ 

    • หลอดเลือดสมองอุดตัน (Embolic) เกิดจากลิ่มเลือดที่ก่อตัวในเส้นเลือดนอกสมอง เช่น ลิ่มเลือดบริเวณหัวใจลอยตามกระแสเลือดไปอุดตันที่หลอดเลือดเล็ก ๆ ในสมอง 

      • ปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ โรคของลิ้นหัวใจ กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หรือภาวะหัวใจโต 

      • สาเหตุอื่น ๆ เช่น  กีฬาหรืออุบัติเหตุที่มีการบิดหรือสะบัดคอแรง ๆ อาจทำให้หลอดเลือดที่คอฉีกขาดได้ อาทิ บันจี้จัมป์หรือกีฬาเอ็กซ์ตรีม 

    • หลอดเลือดสมองแตก (Hemorrhagic) มีโอกาสเกิดได้ 20% จากการที่เลือดออกในสมอง ซึ่งเลือดที่ไหลออกมาทำให้เกิดแรงกดเบียดต่อเนื้อสมอง  

      • ปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ ภาวะความดันโลหิตสูง

      • สาเหตุอื่น ๆ เช่น การรับประทานยาบางชนิด ได้แก่ ยาต้านการแข็งตัวของเลือด (Anticoagulant) ที่เกินความจำเป็น

    โรคหลอดเลือดสมองอาการเป็นอย่างไร

    ผู้ป่วยที่เป็นโรคหลอดเลือดสมองจะมีอาการดังต่อไปนี้

    • สูญเสียการควบคุมอวัยวะบางส่วนจากอาการอ่อนแรงหรืออัมพาต โดยเฉพาะที่แขนและขาด้านใดด้านหนึ่ง
    • การพูดและการมองเห็นไม่ปกติ เช่น กลืนลำบาก ทรงตัวไม่ค่อยได้ ปากเบี้ยว ตามัว เดินเซ
    • มีปัญหาในการควบคุมการทำงานของกระเพาะปัสสาวะและลำไส้ในกรณีที่เป็นรุนแรง

    สังเกตอาการหลอดเลือดสมองด้วย BE FAST

    BE FAST สังเกตสัญญาณเตือนอาการโรคหลอดเลือดสมองแบบเฉียบพลัน ได้แก่

    • B = Balance เวียนหัว เดินเซ ทรงตัวไม่ได้
    • E = Eyes ตามัว มองไม่เห็นเฉียบพลัน
    • F = Face ปากเบี้ยว มุมปากตก
    • A = Arm แขนขาอ่อนแรงซีกเดียว
    • S = Speech พูดไม่ชัด พูดไม่ออก สื่อสารไม่ได้
    • T = Time ควรรีบไปโรงพยาบาลภายใน 4.5 ชั่วโมง

    หากมีอาการอย่างใดอย่างหนึ่งควรรีบพบแพทย์โดยเร็วที่สุด

    ปัจจัยเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง

    • ปัจจัยเสี่ยงด้านพฤติกรรมและการใช้ชีวิต
      • รับประทานอาหารไขมันสูงเช่น ของทอด ของมัน 
      • การสูบบุหรี่หรือได้รับควันบุหรี่เป็นเวลานาน
      • ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ
    • ปัจจัยเสี่ยงจากความผิดปกติของหลอดเลือดและจากโรคประจำตัว
      • โรคเบาหวาน
      • ภาวะความดันโลหิตสูง
      • ภาวะไขมันในเลือดสูง
      • โรคอ้วน
      • ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ
      • โรคหัวใจ เช่น ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ (Atrial Fibrillation), โรคลิ้นหัวใจผิดปกติ (Aortic Valve Stenosis) เป็นต้น
      • โรคหลอดเลือดแดงที่คอตีบ (Severe Carotid or Vertebral Stenosis)
      • ภาวะเลือดแดงผิดปกติ (Polycythemia vera หรือ PV) หรือ ภาวะเกล็ดเลือดผิดปกติ  (Essential Thrombocythemia หรือ ET)
      • การแข็งตัวของเลือดผิดปกติ (Coagulopathy)
      • การเซาะตัวของผนังหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง (Carotid or Vertebral Artery Dissection)
    • ปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ที่ไม่สามารถควบคุมได้
      • อายุที่มากขึ้น ตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไป
      • เชื้อชาติ ชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันมีความเสี่ยงเป็นโรคหลอดเลือดสมองสูงกว่าชาติอื่น ๆ 
      • เพศ เพศชายมีความเสี่ยงเป็นโรคหลอดเลือดสมองสูงกว่าเพศหญิง แต่เมื่อผู้หญิงอายุมากขึ้นพบว่ามักจะเป็นโรคหลอดเลือดสมองและเสียชีวิตมากกว่าเพศชาย
      • พันธุกรรม คนในครอบครัวมีประวัติโรคหลอดเลือดสมอง
      • การใช้ฮอร์โมน ผู้ใช้ยาคุมกำเนิดหรือเคยบำบัดด้วยฮอร์โมนทดแทนที่มีส่วนประกอบของฮอร์โมนเอสโตรเจน เพิ่มความเสี่ยงเป็นโรคสมองมากขึ้นในเพศหญิง

    ภาวะแทรกซ้อนจากโรคหลอดเลือดสมอง

    ภาวะแทรกซ้อนอาจเกิดขึ้นชั่วคราวหรือถาวร โดยความรุนแรงขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่สมองขาดเลือดหรือบริเวณที่สมองได้รับผลกระทบ

    • มีอาการชา ปวด ส่วนที่ได้รับผลกระทบจากโรคหลอดเลือดสมอง เช่น เจ็บแขนซ้าย ชาแขนขาข้างซ้าย ชาด้านซ้าย ชาครึ่งตัว ชาแขนข้างเดียว
    • การพูดหรือการกลืนมีปัญหา กลืนอาหารลำบากเนื่องจากกล้ามเนื้อที่เกี่ยวกับการกลืนอ่อนแรงลง จึงทำให้สำลักได้ง่าย ความสามารถในการพูดคุยกับผู้อื่นลดลง 
    • ปัญหาด้านอารมณ์  มีอารมณ์แปรปรวนหรือไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ อาจเสี่ยงภาวะซึมเศร้า 
    • สูญเสียความทรงจำหรือมีปัญหาทางสมอง ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การเข้าใจ หรือการตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ ลดลง
    • อัมพาต อาจเป็นเฉพาะส่วนใดส่วนหนึ่งในร่างกายหรือด้านใดด้านหนึ่งของใบหน้าหรือแขน
    • ภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ เช่น ข้อไหล่เคลื่อน แผลกดทับ ภาวะปอดติดเชื้อ ปัญหาในการควบคุมปัสสาวะ เป็นต้น

    การป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง

    ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม 

    • ลดอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูงและอาหารรสเค็ม
    • ควบคุมปัจจัยเสี่ยง เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดให้อยู่ในระดับปกติ
    • ควบคุมน้ำหนักไม่ให้เกินเกณฑ์ โดยคำนวณดัชนีมวลกาย หรือ BMI (Body Mass Index) นำน้ำหนักหารด้วยความสูงที่เป็นเมตรสองครั้ง เกณฑ์มาตรฐานอยู่ที่ 18.5 – 22.9 หากเกินจากนี้ถือว่าน้ำหนักเกินเกณฑ์ 
    • งดสูบบุหรี่
    • งดดื่มแอลกอฮอล์
    • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

    ตรวจเช็กโรคหลอดเลือดสมอง

    • การตรวจดูการไหลเวียนของเลือดในหลอดเลือดสมองช่วยให้สามารถเฝ้าระวังและติดตามความผิดปกติของหลอดเลือดสมองได้อย่างทันท่วงที ได้แก่
      • การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI: Magnetic Resonance Imaging)
      • การตรวจหลอดเลือดสมองด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan: Computerized Tomography Scan)
      • การฉีดสีหลอดเลือดสมอง (Cerebral Angiography)
    • การตรวจหลอดเลือดโดยใช้คลื่นเสียงความถี่สูงแบ่งออกเป็น 2 ประเภท
    • การตรวจหลอดเลือดในกะโหลกศีรษะ (Transcranial Doppler Ultrasound – TCD) เป็นการใช้คลื่นเสียงความถี่สูงตรวจหลอดเลือดแดงสมองใต้ฐานสมองภายในกะโหลกศีรษะ โดยส่งคลื่นเสียงความถี่สูงผ่านบริเวณกระดูกขมับ (Temporal Window) ที่มีความบาง ด้วยการใช้หัวตรวจความถี่ต่ำเพียง 2 เมกะเฮิรตซ์ เพื่อตรวจหาความเร็ว ทิศทาง และลักษณะการไหลเวียนของเลือดในหลอดเลือดสมอง ทำให้ระบุตำแหน่งที่ตีบหรือตันของหลอดเลือดได้จากรูปแบบการไหลของเลือด
    • การตรวจหลอดเลือดใหญ่บริเวณคอ (Carotid Duplex Ultrasound) เป็นการตรวจหลอดเลือดแดงที่คอทั้ง 2 ข้าง เพื่อดูหลอดเลือดใหญ่ Carotid (หลอดเลือดแดงด้านหน้า) และหลอดเลือด Vertebral (หลอดเลือดแดงด้านหลัง) โดยใช้คลื่นเสียงความถี่สูง เพื่อตรวจดูการไหลเวียนของเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง ดูคราบหินปูนหรือคราบไขมัน (Plaque) ที่เกาะภายในหลอดเลือด โดยสามารถวัดความหนาของผนังหลอดเลือด วัดความเร็วของการไหลเวียนเลือดในหลอดเลือด

    ลิ้งค์แพ็กเกจที่เกี่ยวข้อง

    แพ็กเกจตรวจหลอดเลือดสมอง STOP STROKE

    วิธีการรักษาโรคหลอดเลือดสมอง

    การรักษาโรคหลอดเลือดสมองอย่างทันท่วงทีจะช่วยป้องกันการเป็นซ้ำและภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งแพทย์จะเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมกับความรุนแรงและอาการ ได้แก่

    • การถ่างขยายหลอดเลือด แพทย์จะสอดเครื่องมือเข้าทางหลอดเลือดใหญ่บริเวณขาแล้วถ่างขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูนที่ทำหน้าที่เหมือนการขูดตะกรันในท่อน้ำ หรือใส่อุปกรณ์ถ่างขยายที่ทำจากขดลวด (Stent) เหมือนตะแกรงที่ช่วยป้องกันไม่ให้หลอดเลือดตีบซ้ำในตำแหน่งที่หลอดเลือดตีบ ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลาในการพักฟื้น
    • การผ่าตัด การผ่าตัดแบบแผลเล็ก Minimal Invasive โดยใส่สายสวนที่ขาหนีบเพื่อเปิดหลอดเลือดสมองที่อุดตัน ช่วยให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงสมองที่ยังไม่ตายได้ทัน โดยมี Biplane DSA (Biplane Digital Subtraction Angiography) เครื่องเอกซเรย์ตรวจวินิจฉัยและรักษาโรคหลอดเลือดชนิดสองระนาบที่สามารถถ่ายภาพหลอดเลือดทั้งด้านหน้าและด้านข้างในเวลาเดียวกัน ช่วยให้แพทย์ใส่สายสวนหลอดเลือดขนาดเล็กได้ตรงตามตำแหน่งที่ต้องการในเวลาอันรวดเร็ว 

    หากลิ่มเลือดมีขนาดเล็กสามารถฉีดยาละลายลิ่มเลือดเพื่อละลายลิ่มเลือดอุดตันได้โดยตรง หรือหากลิ่มเลือดมีขนาดใหญ่ แพทย์สามารถใช้เครื่องมือเกี่ยวดึงลิ่มเลือดออกจากจุดที่อุดตัน ทำให้เลือดเลี้ยงสมองได้ทันเวลา นอกจากช่วยลดการใช้สารทึบรังสีที่ผู้ป่วยต้องได้รับยังช่วยลดระยะเวลาที่ใช้ในการผ่าตัด

    • การใช้ยา ประกอบไปด้วย
      • ยาป้องกันการแข็งตัวของเลือด (Anticoagulants) ลดความหนืดของเลือดและป้องกันการเกิดลิ่มเลือด
      • ยาต้านเกล็ดเลือด (Antiplatelets) ป้องกันการจับตัวของเกล็ดเลือดที่ทำให้เกิดลิ่มเลือด
      • ยาปิดกั้นตัวรับแคลเซียม (Calcium Channel Blockers) ป้องกันการทำลายระบบประสาทที่เกิดหลังจากเลือดออกใต้กะโหลกศีรษะ (Subarachnoid Hemorrhage)
      • ยาละลายลิ่มเลือด (Thrombolytics) ใช้ในกรณีฉุกเฉินเพื่อละลายลิ่มเลือดที่อุดตันหลอดเลือดสมองอย่างเฉียบพลัน

    ในกรณีที่ผู้ป่วยมีโรคหรือภาวะที่เป็นอยู่ก่อนแล้ว ได้แก่ โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน และไขมันในเลือดสูงควรได้รับการรักษาควบคู่ไปกับโรคหลอดเลือดสมองด้วยยาที่เหมาะสม

    MAGIC NUMBER 4.5 เวลาทองของโรคหลอดเลือดสมอง

    เวลาทองของโรคหลอดเลือดสมอง (Golden Time) หรือเมจิกนัมเบอร์ 4.5 (Magic Number 4.5) คือ ระยะเวลาที่ผู้ป่วยที่มีอาการโรคหลอดเลือดสมองควรถูกนำส่งโรงพยาบาลภายใน 4.5 ชั่วโมง หากผู้ป่วยได้รับการรักษาภายใน 4.5 ชั่วโมงจะช่วยเพิ่มโอกาสรอดและลดความเสี่ยงเป็นอัมพฤกษ์อัมพาต

    • ไม่เกิน 4.5 ชั่วโมงหลังจากพบอาการ ถ้าผู้ป่วยมาถึงโรงพยาบาลภายในช่วงเวลานี้นับตั้งแต่สังเกตเห็นอาการ เบื้องต้นแพทย์จะทำ MRI เอกซเรย์สนามแม่เหล็กตรวจดูความเสียหายของเนื้อสมองและหลอดเลือดที่อุดตันว่ามีขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ แพทย์จะให้ยาละลายลิ่มเลือดทางหลอดเลือดดำในผู้ป่วยที่มีภาวะสมองขาดเลือดและไม่พบภาวะเลือดออกในสมองจะช่วยให้เลือดไปเลี้ยงสมองได้ทัน
    • เกิน 4.5 ชั่วโมง แต่ไม่เกิน 24 ชั่วโมงหลังเกิดอาการ และตรวจวินิจฉัยแล้วว่าเซลล์สมองยังไม่ตายจากการอุดตันของลิ่มเลือดขนาดใหญ่ การให้ยาละลายลิ่มเลือดอาจไม่ทำให้อาการดีขึ้น ต้องอาศัยการใส่สายสวนหลอดเลือดสมอง แพทย์รังสีร่วมรักษาจะเข้ามาช่วยดูแลเพื่อพิจารณาว่าผู้ป่วยเหมาะสมที่จะรักษาด้วยการลากลิ่มเลือดออกจากหลอดเลือดสมองหรือไม่

    ดูแลผู้ป่วยหลังรักษาโรคหลอดเลือดสมองอย่างไร

    การดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตั้งแต่อยู่ใน ICU หรือระยะเฉียบพลัน (Early Rehabilitation) จะช่วยให้การฟื้นตัวทางด้านสมองและกำลังกล้ามเนื้อเร็วขึ้น และยังสามารถป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ อาทิ ภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรงจากการนอนบนเตียงนาน ๆ เสมหะอุดกั้นทางเดินหายใจ โรคติดเชื้อทางปอด โรคลิ่มเลือดอุดตันในเส้นเลือดดำ เป็นต้น การฟื้นตัวที่ดีจำเป็นต้องทำงานร่วมกันเป็นทีมระหว่างคนไข้ ญาติหรือผู้ดูแล ทีมแพทย์ และทีม Stroke Coordinator เพื่อให้ผู้ป่วยฝึกและเรียนรู้ทักษะบางอย่างใหม่ สามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติมากที่สุด

    • กายภาพบำบัด (Physical Therapy) ฝึกกำลังแขนขา การทรงตัว การเคลื่อนไหว การเดิน
    • กิจกรรมบำบัด (Occupational Therapy) ฟื้นฟูกำลังกล้ามเนื้อการใช้งานของแขนและมือ ฝึกกลืน ฝึกการขับถ่ายปัสสาวะและอุจจาระ ฝึกทำกิจวัตรประจำวัน
    • อรรถบำบัด (Speech Therapy) ฝึกการพูด การหายใจ
    • ฟื้นฟูกระบวนการรับรู้ ความคิด และความจำ (Cognitive Function)
    • ฟื้นฟูภาวะซึมเศร้าและปัญหาด้านสภาพจิตใจ (Depression and Psychosocial)

    หลังจากการรักษา ผู้ป่วยแต่ละรายจะได้รับการดูแลที่แตกต่างกันตามคำแนะนำของแพทย์

    แพทย์ผู้ชำนาญการรักษาหลอดเลือดสมอง

    นพ.ชาญพงค์ ตังคณะกุล ผู้อำนวยการศูนย์โรคหลอดเลือดสมอง โรงพยาบาลเพื่อสมองและกระดูก

    สามารถคลิกที่นี่เพื่อทำนัดหมายได้ด้วยตนเอง

    โรงพยาบาลที่ชำนาญด้านการรักษาหลอดเลือดสมอง

    โรงพยาบาลเพื่อสมองและกระดูก พร้อมค้นหาสาเหตุ ดูแลรักษา และป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง ด้วยทีมแพทย์เฉพาะด้านสมอง ทีมพยาบาล ทีมสหสาขาวิชาชีพ และเทคโนโลยีการรักษาที่ทันสมัย เพื่อลดความรุนแรงและช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตได้ดีขึ้น

    มาตรฐานการรักษาระดับสากล JCI

    โรงพยาบาลเพื่อสมองและกระดูก ได้รับการรับรองมาตรฐานการรักษาระดับสากล “การดูแลรักษาพยาบาลเฉพาะโรค” โรคหลอดเลือดสมอง (Primary Stroke Program) จากสถาบัน JCI (Joint Commission International) สหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ปี 2551 – 2565 ด้วยมาตรฐานการรักษาและกระบวนการจัดการที่มีประสิทธิภาพสูงของทีมแพทย์และพยาบาล ผสานเทคโนโลยีการแพทย์ที่ทันสมัยในการรักษาโรคเฉพาะทาง

    สอบถามเพิ่มเติมที่

    ศูนย์สมองและระบบประสาท

    ชั้น 1 และชั้น 2 โรงพยาบาลกรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนล

    ทุกวัน

    จันทร์ - ศุกร์ 07:00 - 18:00 น.

    เสาร์ - อาทิตย์ 07:00 - 17.00 น.

    0 2310 3011

    1719

    [email protected]

    @bhqneuroscience

    แพทย์ที่เกี่ยวข้อง

    ดูแพทย์ทั้งหมด

    แพ็กเกจและโปรโมชั่น

    ชุดตรวจสุขภาพสมอง Stop Strokeชุดตรวจสุขภาพสมอง Stop Stroke
    ชุดตรวจสุขภาพสมอง Stop Stroke

    29,000 บาท

    43,055 บาท

    รายละเอียด
    ดูแพ็กเกจอื่น ๆ

    ข้อมูลสุขภาพ

    ดูข้อมูลสุขภาพอื่น ๆ

    ข้อมูลสุขภาพ

    โรคหลอดเลือดสมองตีบ แตก ตัน Image
    โรคหลอดเลือดสมองตีบ แตก ตัน
    ฝุ่น PM 2.5 กับโรคสมอง Image
    ฝุ่น PM 2.5 กับโรคสมอง
    หลอดเลือดสมองอุดตัน รักษาไว ไม่เป็นอัมพาต Image
    หลอดเลือดสมองอุดตัน รักษาไว ไม่เป็นอัมพาต
    ดูข้อมูลสุขภาพอื่น ๆ