โรงพยาบาลกรุงเทพ
Caret Right
Search
CTA Curve
ค้นหาแพทย์ icon
ค้นหาแพทย์
ทำนัด icon
ทำนัด
ติดต่อ icon
ติดต่อ
โทร 1719
Menu
  • เลือกโรงพยาบาล

  • Language & Currency

Doctor not found
Doctor not found
Doctor not found
Doctor not found
โรงพยาบาลกรุงเทพ
ติดตามข่าวสาร
ดูแผนที่ Google Maps
    นโยบายความเป็นส่วนตัว

    |

    นโยบาย Cookie

    Copyright © 2026 Bangkok Hospital. All right reserved


    เครือข่ายโรงพยาบาลกรุงเทพ
    MEMBER OFBDMS logo
    CHAT

    คำถามพบบ่อยก่อนผ่าตัดกระดูกสันหลัง

    9 นาทีในการอ่าน
    ข้อมูลโดย
    โรงพยาบาลกรุงเทพอินเตอร์ฯ เพื่อสมองและกระดูก
    อัปเดตเมื่อ: 07 ม.ค. 2569
    แพ็กเกจแนะนำ
    แพ็กเกจตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI)
    แพ็กเกจตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI)
    การตรวจอัลตราซาวนด์หลอดเลือดคอที่ไปเลี้ยงสมอง Carotid Doppler Ultrasound
    การตรวจอัลตราซาวนด์หลอดเลือดคอที่ไปเลี้ยงสมอง Carotid Doppler Ultrasound
    แพ็กเกจตรวจความเสี่ยงอัลไซเมอร์
    แพ็กเกจตรวจความเสี่ยงอัลไซเมอร์
    คำถามพบบ่อยก่อนผ่าตัดกระดูกสันหลัง
    โรงพยาบาลกรุงเทพอินเตอร์ฯ เพื่อสมองและกระดูก
    อัปเดตเมื่อ: 07 ม.ค. 2569

    ภาวะกระดูกสันหลังหรือหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อมเกิดขึ้นได้อย่างไร

    หมอนรองกระดูกจะเริ่มเสื่อมตั้งแต่อายุประมาณ 25 ปี และเสื่อมมากขึ้นตามอายุ นอกจากนี้น้ำหนักตัวที่มาก การทำงานที่ต้องรับแรงกระแทก ก้ม ๆ เงย ๆ ยกของหนัก และผู้ที่สูบบุหรี่จัดก็เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคได้เร็วขึ้น นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเรื่องพันธุกรรมเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเป็นอย่างมาก

    จริงหรือที่คนแข็งแรงทั่วไป ก็อาจตรวจพบว่ามีกระดูก หรือหมอนรองกระดูกเสื่อม

    กระดูกและหมอนรองกระดูกเสื่อมเป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ มีงานวิจัยที่นำนักกีฬาที่มีสุขภาพแข็งแรงและไม่มีอาการผิดปกติใด ๆ มาตรวจถ่ายภาพด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือ MRI พบหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อมถึง 23% และในคนที่อายุเกิน 60 ปี จะตรวจพบหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อมได้มากถึง 90%* ดังนั้นจึงไม่ควรวิตกกังวลเมื่อได้รับการวินิจฉัยว่ามีโรคกระดูกสันหลังเสื่อมในร่างกายของท่าน

    * Ref : Lowrence Js. Disc degeneration : its frequency in Relationship to symptoms.
    Annals Rheum Dis 1969;28;121 – 37.

    นอกจากโรคกระดูกสันหลังเสื่อม มีโรคอะไรอีกที่ต้องผ่าตัด

    โรคอื่น ๆ ที่อาจพบได้ที่เป็นสาเหตุต้องผ่าตัด อาทิ โรคเนื้องอกของกระดูกสันหลัง การติดเชื้อในกระดูกสันหลัง การหักยุบจากโรคกระดูกพรุน การคดหรือผิดรูปของกระดูกสันหลัง เป็นต้น

    เมื่อไรจะทราบว่าจำเป็นต้องผ่าตัด

    ข้อบ่งชี้ที่ผู้ป่วยควรเข้ารับการรักษาด้วยการผ่าตัด อาจประกอบด้วยข้อใดข้อหนึ่ง ดังนี้

    • ไม่สามารถทนความเจ็บปวดได้
    • มีอาการแสดงของการทำลายเส้นประสาท เช่น กล้ามเนื้อลีบ หรืออ่อนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ
    • การควบคุมการขับถ่ายสูญเสียไป
    • เมื่อผู้ป่วยได้รับการรักษาวิธีต่าง ๆ แล้วอย่างเต็มที่ 6 – 8 สัปดาห์ แต่ยังไม่บรรเทา หรือไม่สามารถกลับไปดำเนินชีวิตประจำวันได้ตามปกติ

    ไม่ผ่าตัดได้หรือไม่ มีวิธีอื่นที่ไม่ต้องผ่าตัดหรือไม่

    แพทย์มักแนะนำให้รักษาโดยวิธีอื่น ๆ อาทิ การทำกายภาพบำบัด การรักษาแบบอินเตอร์เวนชั่น (intervention spine treatment) ก่อน โดยเฉพาะในกลุ่มโรคกระดูกสันหลังเสื่อม หรือโรคทางกระดูกสันหลังที่ไม่ร้ายแรงนัก เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยได้หายจากอาการปวดโดยไม่ต้องผ่าตัด อย่างไรก็ตามประสิทธิภาพของการรักษาแต่ละวิธีก็ให้ผลแตกต่างกัน เมื่อการดำเนินโรคถึงที่สุดแล้ว การรักษาโดยการผ่าตัดถือเป็นทางเลือกสุดท้ายที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดวิธีหนึ่ง และเป็นมาตรฐานที่ต่างประเทศให้การยอมรับ

    ผ่าตัดแบบแผลเล็กทำได้ทุกเคสหรือไม่

    การผ่าตัดกระดูกสันหลังมีวิธีแตกต่างกันมากมายหลายวิธี การผ่าตัดแบบแผลเล็กเป็นเพียงส่วนหนึ่งของวิธีการผ่าตัดทั้งหมด ศัลยแพทย์กระดูกสันหลัง สถาบันโรคกระดูกสันหลัง โรงพยาบาลกรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนล นิยมเลือกแนวทางการผ่าตัดขนาดแผลเล็กที่สุดเท่าที่จะทำได้ และต้องเป็นการผ่าตัดที่ได้ผลสำเร็จที่ทำให้ผู้ป่วยบาดเจ็บน้อยที่สุด เพื่อให้ผู้ป่วยกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้เร็วที่สุด

    การผ่าตัดผ่านกล้องดีกว่าหรือไม่อย่างไร

    การผ่าตัดผ่านกล้องใช้วิธีขยายภาพในขณะผ่าตัด เพื่อให้การผ่าตัดได้ผลดีกว่าการใช้ตาเปล่า ศัลยแพทย์มองเห็นภาพได้ชัดเจนในขณะผ่าตัด อย่างไรก็ตามการผ่าตัดบางประเภทไม่มีความจำเป็นต้องใช้กล้อง อาทิ การผ่าตัดแก้ไขกระดูกสันหลังคด เป็นต้น กล้องที่ใช้ในการผ่าตัดมีหลายแบบ อาทิ กล้องเอนโดสโคป กล้องไมโครสโคป หรือแม้แต่แว่นขยายที่ติดอยู่ที่แว่นตาก็ทำให้ศัลยแพทย์มองผ่านภาพกำลังขยายได้ชัดเจนขึ้น อย่างไรก็ตามผลการรักษาไม่ได้ขึ้นอยู่เพียงแค่การใช้กล้องหรือไม่เท่านั้น แต่ขึ้นกับการแก้ไขพยาธิสภาพได้เพียงพอเป็นหลักสำคัญ

    การผ่าตัดใช้เวลานานเท่าไร

    การผ่าตัดโดยทั่วไปจะใช้เวลา 1 – 2 ชั่วโมง แต่หากเป็นการผ่าตัดที่ต้องใส่โลหะหรือทำผ่าตัดในหลายระดับ จะใช้เวลาประมาณ 3 – 4 ชั่วโมง และอาจใช้เวลามากกว่านั้นสำหรับการผ่าตัดผู้ป่วยที่มีความซับซ้อนของโรคสูง

    ผู้สูงอายุสามารถผ่าตัดได้หรือไม่

    ผู้ป่วยสูงอายุสามารถผ่าตัดได้ แต่จำเป็นต้องได้รับการตรวจโดยละเอียดจากอายุรแพทย์ เพื่อประเมินสุขภาพโดยรวม และการทำงานของอวัยวะสำคัญ เช่น การทำงานของหัวใจ ไต และปอด เป็นต้น หากตรวจพบว่าแข็งแรงพอ แพทย์จะอนุญาตให้เข้ารับการผ่าตัด

    หลังผ่าตัดต้องอยู่โรงพยาบาลกี่วัน

    โดยทั่วไป หากเป็นการผ่าตัดเล็ก ผู้ป่วยอาจพักในโรงพยาบาล 1 – 2 วัน ส่วนการผ่าตัดหลายระดับ ผู้ป่วยอาจต้องพักในโรงพยาบาล 3 – 5 วัน แต่หากผู้ป่วยมีความแข็งแรงของร่างกายน้อย หรือเป็นผู้สูงอายุ มีโรคประจำตัวอื่น ๆ การฟื้นตัวเป็นไปอย่างช้า ๆ หรือจำเป็นต้องทำกายภาพบำบัดต่อเนื่อง อาจต้องพักในโรงพยาบาล 7 – 10 วัน หรือมากกว่า

    ผ่าตัดแล้วจะหายดีหรือไม่

    ผู้ป่วยเกือบทั้งหมดที่ได้รับการผ่าตัดกระดูกสันหลังที่สถาบันโรคกระดูกสันหลัง โรงพยาบาลกรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนล มีความพึงพอใจต่อผลการผ่าตัด อย่างไรก็ตาม ผลการผ่าตัดจะหายดีหรือไม่มากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับ

    • ธรรมชาติและความรุนแรงของโรค โรคทางกระดูกสันหลังบางประเภทสามารถหายได้สนิท เช่น โรคกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท แต่บางประเภทอาจหวังผลเพียงแค่ดีขึ้น เช่น โรคเนื้องอกของกระดูกสันหลัง เป็นต้น
    • ระยะเวลาที่เป็นโรคก่อนมารักษา หากเส้นประสาทถูกทำลายหรือกดเบียดมาเป็นเวลานาน อาจได้ผลดีไม่เท่าผู้ป่วย ซึ่งมีอาการเป็นมาได้ไม่นาน
    • เทคนิควิธีที่เลือกใช้ หากเลือกใช้เทคนิควิธีการผ่าตัดที่เหมาะสมจะส่งผลให้เกิดประโยชน์แก่ผู้ป่วยได้สูง โดยได้รับความเสี่ยงน้อย ศัลยแพทย์จะเป็นผู้ให้ความรู้ในวิธีการรักษาที่เหมาะสม
    • ความชำนาญของแพทย์ แพทย์ผู้ผ่าตัดต้องเป็นผู้ที่มีความชำนาญอย่างแท้จริง มากด้วยประสบการณ์ สามารถตัดสินใจได้อย่างเหมาะสม
    • การดูแลตัวเองหลังการผ่าตัด ความร่วมมือจากผู้ป่วยเองในการทำกายภาพบำบัดออกกำลังกาย หลีกเลี่ยงปัจจัยเสริม ปัจจัยเสี่ยงต่อโรค หลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหวที่ผิดท่า และการยกของหนัก รักษาน้ำหนักตัวให้เหมาะสมไม่ให้อ้วนไป เป็นต้น

    ผ่าตัดอย่างไรจะประสบความสำเร็จ

    อุบัติการณ์ที่ผู้ป่วยรับการผ่าตัดแล้วไม่หายพบได้ในทุกโรงพยาบาลทั่วโลกซึ่งจะลดอุบัติการณ์ดังกล่าวได้โดย

    • การเลือกผ่าตัดโดยแพทย์ผู้ชำนาญด้านกระดูกสันหลังอย่างแท้จริง
    • การเลือกเทคนิควิธีผ่าตัดได้ถูกต้อง
    • สถานที่ต้องมีความพร้อมทั้งอุปกรณ์ในการรักษาและมีทีมแพทย์ดูแลอย่างใกล้ชิด

    ทำไมต้องเลือกผ่าตัดที่โรงพยาบาลกรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนล

    สถาบันโรคกระดูกสันหลัง โรงพยาบาลกรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนล ประกอบด้วยทีมแพทย์ซึ่งเป็นผู้ชำนาญเฉพาะทางหลากหลายสาขาของกระดูกสันหลังแต่ละส่วนโดยเฉพาะ หากผู้ป่วยมีความซับซ้อนของโรคสูง ทีมแพทย์จะร่วมประชุมปรึกษา และวางแผนการรักษาอย่างรอบคอบ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ป่วย นอกจากนี้ยังมีเครื่องมือช่วยในการผ่าตัดทางกระดูกสันหลังที่มีคุณภาพเทียบเท่าการผ่าตัดที่ต่างประเทศ จึงเป็นเหตุให้มีผู้ป่วยจากต่างประเทศนิยมเข้ามารับการรักษาที่สถาบันโรคกระดูกสันหลังกรุงเทพมากขึ้นทุกปี

    การผ่าตัดเสียเลือดมากหรือไม่

    การผ่าตัดโดยทั่วไปจะเสียเลือดไม่มากนักและไม่จำเป็นต้องให้เลือดทดแทน แต่ในกรณีที่ต้องมีการตัดกระดูกจำนวนมาก หรือมีการผ่าตัดในหลาย ๆ ระดับ ปริมาณการเสียเลือดจะมากขึ้น ผู้ป่วยจะได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดและจะได้รับสารน้ำหรือโลหิตทดแทน

    แผลผ่าตัดยาวเท่าไร

    แผลผ่าตัดจะยาวมากน้อยขึ้นกับจำนวน ระดับ และเทคนิควิธีที่เลือกใช้ ตลอดจนความหนาของชั้นไขมันใต้ผิวหนัง โดยทั่วไปการผ่าตัด 1 ระดับจะมีแผลยาวประมาณ 2 – 7 ซม. ผ่าตัด 2 ระดับอาจมีแผลยาวประมาณ 10 – 12 ซม. ทั้งนี้ แผลจะเล็กลงหากสามารถใช้เทคนิคการผ่าตัดแบบแผลเล็กในผู้ป่วยท่านนั้น ๆ ได้

    แผลผ่าตัดเจ็บมากหรือไม่

    ธรรมชาติของการปวดแผลมักจะมีอาการปวดในช่วง 1 – 3 วันแรกหลังการผ่าตัด ความเจ็บปวดจะมากหรือน้อยขึ้นกับชนิดของการผ่าตัด และขนาดแผล อย่างไรก็ตามผู้ป่วยทุกรายจะได้รับการให้ยาระงับปวดทั้งในระหว่างการผ่าตัดและหลังการผ่าตัดเสร็จ เพื่อลดความรู้สึกปวดให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยวิสัญญีแพทย์จะเข้ามาร่วมดูแลเรื่องการระงับปวดอย่างใกล้ชิดตลอดระยะเวลาที่พักฟื้นในโรงพยาบาล นอกจากนี้โรงพยาบาลกรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนลมีระบบการให้ยาระงับปวดเข้าเส้นเลือดตลอดเวลาควบคุมด้วยผู้ป่วยเอง (PCA, Patient Controlled Analgesia) ซึ่งได้ผลดีมากในการระงับปวดหลังการผ่าตัดและเป็นมาตรฐานสากล

    ผลข้างเคียงของการผ่าตัดทางกระดูกสันหลังมีอะไรบ้าง

    เช่นเดียวกับการผ่าตัดใหญ่ทั่วไปที่อาจเกิดผลข้างเคียงได้ในหลาย ๆ ระบบ ดังนี้

    • ผลข้างเคียงจากการดมยาสลบ อาจมีอาการเจ็บคอ เสียงแหบ มึนงง ปวดศีรษะ
    • ผลข้างเคียงจากระบบการไหลเวียนโลหิต เช่น ความดันโลหิตไม่คงที่ การเกิดลิ่มเลือดอุดตัน
    • ผลข้างเคียงจากยาที่ใช้ในระหว่างการรักษา เช่น การแพ้ยา
    • ผลข้างเคียงในระบบทางเดินหายใจ เช่น มีเสมหะคั่งในระบบทางเดินหายใจ การติดเชื้อ หรือปอดบวม
    • การติดเชื้อในบริเวณแผลผ่าตัด  เสียเลือดมาก หรือมีเลือดคั่ง
    • ผลข้างเคียงจากโลหะ หรือสิ่งเทียมอวัยวะ ที่ใส่ในร่างกาย มีการเคลื่อนคลอน หรือมีการแตกหัก
    • ผลข้างเคียงต่อเนื้อเยื่อและเส้นประสาท ทำให้เกิดอาการชา หรือกล้ามเนื้ออ่อนแรง
    • การเชื่อมข้อไม่ประสบความสำเร็จ ทำให้มีอาการปวดและอาจต้องรับการผ่าตัดซ้ำ

    อย่างไรก็ตาม การเลือกผ่าตัดโดยทีมแพทย์ที่มีความชำนาญในสถานที่ซึ่งมีอุปกรณ์ทางการแพทย์ทันสมัย มีทีมแพทย์คอยดูแลและรักษาตามมาตรฐาน พร้อมทั้งการได้รับความร่วมมือจากผู้ป่วยเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้โอกาสเกิดปัญหาเหล่านี้มีน้อยที่สุด การรักษาพยาบาล หรือแม้แต่การใช้ชีวิตประจำวันในทุกวันนี้ล้วนมีความเสี่ยงทั้งสิ้น อย่างไรก็ตาม การผ่าตัดโรคทางกระดูกสันหลัง ในปัจจุบันมีความเสี่ยง หรือผลแทรกซ้อนน้อยลงเรื่อย ๆ เนื่องจากมีแพทย์ผู้มีความชำนาญเฉพาะทางหลากหลายสาขาร่วมกันดูแลผู้ป่วย นอกจากนี้ยังมีแนวทางการปฏิบัติเพื่อลดผลข้างเคียงต่าง ๆ ให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ปัจจุบันความเสี่ยงต่อโรคแทรกซ้อนในการผ่าตัดโรคทางกระดูกสันหลังต่ำกว่าในอดีตมากจนอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ

    โลหะที่ใช้ดามกระดูกสันหลังมีกี่ชนิด แตกต่างกันอย่างไร มีข้อดีข้อเสียอย่างไร

    ผู้ป่วยบางรายอาจได้รับคำแนะนำให้ใส่โลหะดามกระดูกสันหลัง ซึ่งหากแบ่งตามประเทศผู้ผลิต จะแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ โลหะที่ผลิตจากต่างประเทศ และผลิตในประเทศ หากแบ่งตามวัสดุที่นำมาผลิตจะแบ่งเป็นโลหะประเภทสแตนเลสตีลและโลหะไททาเนียม   ซึ่งเป็นที่ยอมรับว่า โลหะไททาเนียมมีคุณสมบัติที่เหนือกว่าโลหะสแตนเลสตีล ในปัจจุบันแพทย์จึงมักนิยมใช้โลหะไททาเนียมเนื่องจากแข็งแรงกว่าและสามารถตรวจด้วยเครื่อง MRI อีกครั้งได้ การเลือกใช้สกรูเพื่อยึดตรึงกระดูกสันหลัง แพทย์จะอธิบายให้ผู้ป่วยทราบเพื่อพิจารณาร่วมกันในการเลือกใช้ให้เหมาะสม สกรูโลหะทำหน้าที่ยึดตรึงกระดูกสันหลังให้มั่นคงเพื่อรอให้ร่างกายสร้างเสริมการเชื่อมข้อแบบถาวร ปกติการเชื่อมข้อโดยไม่ใส่โลหะมีโอกาสประสบความสำเร็จอยู่ที่ประมาณร้อยละ 60 – 70 แต่เมื่อใส่วัสดุยึดตรึงกระดูกแล้วมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในการเชื่อมข้อสูงขึ้นเป็น 90 – 100%

    ผลแทรกซ้อนของการใส่โลหะดามกระดูกสันหลังอาจเกิดอะไรได้บ้าง

    • โลหะอยู่ผิดตำแหน่ง ทำให้กดเบียดเส้นประสาทและเนื้อเยื่อใกล้เคียง
    • โลหะเคลื่อนหรือคลอน หลุดจากตำแหน่งที่ใส่ไว้หลังการผ่าตัดไประยะหนึ่ง
    • โลหะแตกหัก หลังจากใช้มาเป็นเวลานาน และการเชื่อมข้อไม่สำเร็จ อย่างไรก็ตาม การใช้เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ O-ARM สร้างภาพสามมิติขณะผ่าตัดพร้อมระบบนำวิถี Stealth Navigation System จะช่วยให้หลีกเลี่ยงอุบัติการณ์ของการใส่โลหะผิดตำแหน่งได้และมีผลแทรกซ้อนต่อเส้นประสาทลดลง

    การใส่โลหะนาน ๆ จะมีปัญหาหรือไม่  โลหะมีอายุใช้งานนานเพียงใด ต้องเอาออกหรือไม่ หากไม่เอาออก โลหะจะเป็นสนิมหรือไม่

    โลหะที่จะใส่ในร่างกายต้องผ่านการศึกษาทดลองแล้วว่าไม่ส่งผลกระทบกับร่างกาย สามารถอยู่ในร่างกายได้ตลอดชีวิตโดยไม่ก่อให้เกิดอันตราย

    การใส่สกรูโลหะอยู่ในร่างกาย เวลาอากาศเย็นจะเป็นอย่างไร

    อาจเคยได้ยินว่าหลังผ่าตัดจะรู้สึกเย็นเมื่อใส่โลหะในร่างกาย โดยเฉพาในเวลาอากาศเย็น อย่างไรก็ตาม มีการศึกษาแล้วว่าการใส่โลหะในร่างกายจะไม่มีผลทำให้เกิดความผิดปกติใด ๆ ในเรื่องอุณหภูมิของร่างกาย

    การเตรียมจิตใจก่อนผ่าตัด

    • ต้องมีจิตใจยอมรับ มีความเข้าใจในโรคที่เป็นอยู่ ควรทราบทางเลือกของการรักษา ตลอดจนความจำเป็นที่ต้องเข้ารับการผ่าตัด
    • ควรทราบรายละเอียดขั้นตอนการผ่าตัด สิ่งที่จะพบทั้งก่อนและหลังผ่าตัดอย่างครบถ้วน เมื่อแพทย์หรือพยาบาลบอกหรือขอให้ทำสิ่งใดก็จะมีความพร้อมที่จะร่วมมือ
    • ท่านอาจจะถูกถามชื่อ – นามสกุลซ้ำ ๆ จากเจ้าหน้าที่หลายครั้ง เพื่อป็นมาตรฐานการบ่งชี้ผู้ป่วยที่ดีก่อนทำหัตถการ เช่น การเจาะเลือด การให้เลือดหรือสารน้ำ การทำหมายก่อนผ่าตัด เป็นต้น
    • มอบความไว้วางใจให้ทีมแพทย์และเจ้าหน้าที่พยาบาลปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ เนื่องจากแพทย์และเจ้าหน้าที่ทุกท่านได้รับการฝึกอบรมมาให้ดูแลผู้ป่วยประดุจญาติมิตร
    • ท่านอาจได้รับการกระตุ้นให้ยืนหรือเดินทั้ง ๆ ที่ยังมีอาการปวดมากอยู่ ทั้งนี้เพื่อเป็นการป้องกันและลดความเสี่ยงต่อโรคแทรกซ้อนอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้น
    • ผู้ป่วยเกือบทั้งหมดที่เข้ารับการผ่าตัดจะได้รับความพึงพอใจและได้ผลดี กรณีเป็นโรคที่มีความซับซ้อน คนไข้ผ่านการผ่าตัดแล้วมาแก้ไขอีกครั้ง หรือเป็นเรื้อรังมานาน มีพยาธิสภาพที่มาก หรือเส้นประสาทมีพยาธิสภาพที่ถาวร การผ่าตัดก็จะไม่สามารถแก้ปัญหาทั้งหมดได้

    เตรียมร่างกายอย่างไรก่อนผ่าตัด

    • นอนหลับให้เต็มที่ก่อนผ่าตัด งดสูบบุหรี่ หรือดื่มแอลกอฮอล์ก่อนมาโรงพยาบาล
    • มีญาติที่สามารถดูแลผู้ป่วยและประสานกับเจ้าหน้าที่ได้คอยดูแล
    • นำยาเดิมที่รับประทานมาด้วยทุกครั้ง และหากท่านมีอาการแพ้ยาใดต้องแจ้งให้เจ้าหน้าที่หรือแพทย์ทราบ
    • ไม่นำของมีค่ามาโรงพยาบาล ขณะเข้ารับการผ่าตัดผู้ป่วยจะต้องถอดเครื่องประดับต่าง ๆ ออก
    • ใส่เสื้อผ้ารองเท้าหลวม ๆ สวม และถอดง่าย
    • ทำความสะอาดร่างกาย อาบน้ำ สระผม แปรงฟัน ตัดเล็บ เช็ดยาทาเล็บออก
    • เว้นการแต่งหน้า ติดกิ๊บ หรือใส่คอนแทคเลนส์
    • ถอดฟันปลอมฝากญาติไว้ ผู้ป่วยที่มีฟันโยกควรแจ้งให้แพทย์ทราบด้วยทุกครั้ง
    • งดน้ำ และอาหารก่อนผ่าตัดอย่างน้อย 6 – 8 ชั่วโมง

    ยาที่รับประทานประจำต้องงดด้วยหรือไม่

    • ยาที่ต้องรับประทานต่อเนื่องจนถึงเช้าวันผ่าตัด ได้แก่
      • ยาลดความดันโลหิตสูง
      • ยาขยายหลอดเลือดหัวใจ
      • ยาขยายหลอดลม เป็นต้น
    • ยาที่ต้องงดก่อนผ่าตัด ได้แก่
      • ยารักษาโรคเบาหวาน ควรงดเช้าวันผ่าตัด
      • ยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือดทุกชนิด เช่น แอสไพริน, Plavix, Coumadin, Heparin เป็นต้น ตลอดจนยาสมุนไพร เมล็ดแปะก๊วย โสม ต้องงดก่อนรับการผ่าตัดอย่างน้อย 7 วัน

    ทำไมต้องพบแพทย์ผู้ชำนาญด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟูและนักกายภาพบำบัดก่อนการผ่าตัด

    เพื่อเรียนรู้

    • การเตรียมตัวก่อนผ่าตัด โดยเฉพาะการฝึกขยายปอดให้ถูกต้อง ป้องกันภาวะแทรกซ้อนหลังการผ่าตัด
    • ลักษณะท่าทางและกิจกรรมการใช้หลังที่ถูกต้องเหมาะสม สำหรับผู้ป่วยผ่าตัดกระดูกสันหลังในทุก ๆ อิริยาบถ ยืน เดิน นั่ง นอนในชีวิตประจำวันและการทำงาน  การใส่อุปกรณ์พยุงหลังที่เหมาะสมในแต่ละคน หรือฝึกใช้อุปกรณ์ช่วยเดินต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้อง ปลอดภัย พร้อมทั้งการดูแลรักษาอุปกรณ์เหล่านั้น

    เพื่อลด

    • อาการปวดที่เกิดขึ้นจากพยาธิ สภาพของกระดูกสันหลัง กล้ามเนื้อ และเส้นประสาท ด้วยเทคนิค วิธีการ และเครื่องมือทางกายภาพบำบัด

    เพื่อเพิ่ม

    • ความสมดุลด้านความแข็งแรง ความทนทาน และความยืดหยุ่นกับกล้ามเนื้อให้สามารถปฏิบัติกิจวัตรประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถูกต้อง และต่อเนื่อง

    สอบถามเพิ่มเติม
    โทร. 0 2310 3000 หรือ โทร. 1719
    Email: [email protected] 

    แพ็กเกจและโปรโมชั่น

    แพ็กเกจตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI)แพ็กเกจตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI)
    แพ็กเกจตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI)

    10,000 - 15,900 บาท

    รายละเอียด
    การตรวจอัลตราซาวนด์หลอดเลือดคอที่ไปเลี้ยงสมอง Carotid Doppler Ultrasoundการตรวจอัลตราซาวนด์หลอดเลือดคอที่ไปเลี้ยงสมอง Carotid Doppler Ultrasound
    การตรวจอัลตราซาวนด์หลอดเลือดคอที่ไปเลี้ยงสมอง Carotid Doppler Ultrasound

    4,700 บาท

    5,290 บาท

    รายละเอียด
    แพ็กเกจตรวจความเสี่ยงอัลไซเมอร์แพ็กเกจตรวจความเสี่ยงอัลไซเมอร์
    แพ็กเกจตรวจความเสี่ยงอัลไซเมอร์

    38,100 บาท

    41,970 บาท

    รายละเอียด
    ดูแพ็กเกจอื่น ๆ

    ข้อมูลสุขภาพ

    ดูข้อมูลสุขภาพอื่น ๆ

    ข้อมูลสุขภาพ

    ปวดศีรษะคลัสเตอร์ (Cluster Headache) คืออะไร สาเหตุ อาการ และวิธีการรักษา Image
    ปวดศีรษะคลัสเตอร์ (Cluster Headache) คืออะไร สาเหตุ อาการ และวิธีการรักษา
    เยื่อหุ้มสมองอักเสบ (Meningitis) อาการเตือน สาเหตุ แนวทางการรักษา Image
    เยื่อหุ้มสมองอักเสบ (Meningitis) อาการเตือน สาเหตุ แนวทางการรักษา
    เอ็นร้อยหวายฉีกขาด สาเหตุ อาการ วิธีรักษา ฟื้นฟูไม่ให้เป็นซ้ำ Image
    เอ็นร้อยหวายฉีกขาด สาเหตุ อาการ วิธีรักษา ฟื้นฟูไม่ให้เป็นซ้ำ
    ดูข้อมูลสุขภาพอื่น ๆ