อาการหลงลืมในผู้สูงอายุอาจเป็นสัญญาณเตือนภาวะสมองเสื่อม! ร่วมเจาะลึกสาเหตุ อาการ วิธีสังเกตความผิดปกติ พร้อมแนวทางการรักษาและการป้องกัน เพื่อการดูแลคนที่คุณรักได้อย่างทันท่วงที
ภาวะสมองเสื่อมคืออะไร
ภาวะสมองเสื่อม (Dementia) คือ ภาวะที่การทำงานของสมองและระบบประสาทถดถอยเสื่อมลง เกิดจากจำนวนเซลล์สมองทำงานลดลงและการสูญเสียเซลล์สมองในหลายส่วน ทำให้ผู้ป่วยสูญเสียการทำงานของสมอง เช่น ความจำหรือการใช้ภาษา
โดยส่วนใหญ่มักเริ่มจากความจำระยะสั้น ตามมาด้วยความบกพร่องทางความจำระยะยาว ความคิด การตัดสินใจ การวางแผน การเรียนรู้ การเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ การเข้าสังคม ซึ่งไม่ใช่แค่หลงลืมตามวัย แต่นำไปสู่การสูญเสียความจำรุนแรงจนส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิต
ภาวะสมองเสื่อมพบได้บ่อยในผู้สูงอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป แต่ในผู้ที่มีโรคพันธุกรรมบางอย่าง เช่น ดาวน์ซินโดรม (Down’s Syndrome) หรือมีโรคทางสมองที่ทำให้เสียการทำงาน เช่น โรคหลอดเลือดสมอง โรคติดเชื้อในระบบประสาท ภาวะบาดเจ็บทางสมองจากอุบัติเหตุ อาจทำให้มีภาวะสมองเสื่อมตั้งแต่อายุยังน้อยได้เช่นกัน
โรคสมองเสื่อมเกิดจากอะไร
ทางการแพทย์พบว่า สาเหตุของภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุ และบุคคลทั่วไป สามารถเกิดได้จากหลายปัจจัย ดังนี้
- การเสื่อมของระบบประสาท (Neurodegeneration) พบมากในคนอายุมากกว่า 65 ปี โดยโรคที่พบบ่อยในกลุ่มนี้คือ โรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer’s Disease) โรคอื่น ๆ ที่พบได้ในกลุ่มนี้ เช่น สมองเสื่อมในกลุ่มอาการพาร์กินสัน โรคสมองส่วนหน้าเสื่อม (Frontotemporal Dementia)
- โรคหลอดเลือดสมอง พบในผู้สูงวัยที่มีโรคประจำตัวที่ทำให้หลอดเลือดมีปัญหา เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง ฯลฯ
- โรคทางศัลยกรรมระบบประสาท เช่น ภาวะเลือดคั่งในสมองหรือเยื่อหุ้มสมอง โรคมะเร็งหรือเนื้องอกในสมอง ภาวะน้ำเกินในโพรงสมอง (Normal Pressure Hydrocephalus)
- การติดเชื้อไวรัสหรือเชื้อแบคทีเรียในระบบประสาทส่วนกลาง เช่น โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ โรคสมองอักเสบ
- ภาวะขาดวิตามินบี 12 โดยพบในผู้ที่การดูดซึมบกพร่อง เช่น โรคหรือยาบางอย่างที่ทำให้ไม่สามารถดูดซึมวิตามินได้ เคยมีการผ่าตัดกระเพาะอาหารมาก่อน หรือพบในผู้ที่ได้รับวิตามินจากอาหารไม่เพียงพอ เช่น การรับประทานมังสวิรัติ
- ภาวะที่มีการทำงานผิดปกติของระบบต่าง ๆ ในร่างกาย เช่น ภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานผิดปกติ ภาวะตับวาย โรคไตเรื้อรัง
- การได้รับสารพิษ เช่น ยาบางชนิด หรือสารเสพติด
- โรคทางจิตเวชบางอย่าง เช่น ภาวะซึมเศร้า (Depression) โรคอารมณ์สองขั้ว (Bipolar Disorder)
- การบาดเจ็บของสมองอย่างรุนแรง เช่น ภาวะขาดออกซิเจน ภาวะชักต่อเนื่อง ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำเป็นระยะเวลานาน ภาวะบาดเจ็บทางสมองจากอุบัติเหตุ
อาการหลงลืมทั่วไป VS อาการสมองเสื่อม ต่างกันอย่างไร
หลายครอบครัวมักสับสนว่าอาการที่เกิดขึ้นคือความเสื่อมตามวัยหรือเป็นโรคกันแน่ ความแตกต่างที่สังเกตได้ชัดเจนคือ
- อาการหลงลืมทั่วไปตามวัย: มักจะลืมเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น นึกชื่อคนไม่ออกชั่วคราว ลืมว่าวางแว่นตาไว้ไหน แต่เมื่อเวลาผ่านไปหรือมีคนใบ้ให้ก็สามารถ “นึกออกได้เอง” และยังสามารถใช้ชีวิต ทำกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ
- อาการสมองเสื่อม: ผู้ป่วยมักจะลืมเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นแบบลบเลือนไปเลย จำไม่ได้แม้จะมีคนคอยเตือน ลืมวิธีทำกิจวัตรประจำวันที่เคยทำได้ และที่สำคัญคือ “ผู้ป่วยมักไม่รู้ตัวว่าตนเองกำลังหลงลืม”

8 อาการเตือนโรคสมองเสื่อม ที่ลูกหลานควรสังเกต
จากประสบการณ์ที่แพทย์มักได้รับฟังจากญาติผู้ป่วย อาการสมองเสื่อมมักไม่ได้เริ่มจากการจำลูกหลานไม่ได้ แต่เริ่มจากพฤติกรรมเล็ก ๆ ที่เปลี่ยนไป เช่น “คุณพ่อเคยทำกับข้าวอร่อยมาก แต่จู่ ๆ ก็ลืมลำดับวิธีทำ ใส่เครื่องปรุงผิดแปลกไป” หรือ “คุณแม่เดินออกไปซื้อของหน้าปากซอยที่ไปทุกวัน แต่กลับบ้านไม่ถูก” หากลูกหลานพบ 8 สัญญาณเตือนนี้ ควรรีบพาผู้สูงวัยมาพบแพทย์
- สูญเสียความจำระยะสั้นอย่างชัดเจน มักถามซ้ำ ๆ เล่าเรื่องเดิมซ้ำไปซ้ำมาในเวลาไล่เลี่ยกัน
- สับสนเวลาและสถานที่ หลงวันเวลา หลงทิศทางแม้ในสถานที่ที่คุ้นเคย
- มีปัญหาในการใช้ภาษาและการสื่อสาร นึกคำพูดไม่ออก เรียกชื่อสิ่งของเครื่องใช้ในบ้านไม่ถูก พูดตะกุกตะกัก
- วางของผิดที่ผิดทางในที่แปลกประหลาด เช่น เอารีโมตทีวีไปไว้ในตู้เย็น เอาเตารีดไปไว้ในตู้กับข้าว
- บกพร่องในการตัดสินใจ ตัดสินใจผิดพลาดบ่อยครั้ง หรือถูกหลอกลวงได้ง่ายขึ้น
- อารมณ์และบุคลิกภาพเปลี่ยนแปลง จากคนใจเย็นกลายเป็นคนหงุดหงิด โมโหง่าย ก้าวร้าว หรือหวาดระแวงว่าจะมีคนมาขโมยของ
- ซึม ไม่กระตือรือร้น นิ่งเฉย ขาดแรงจูงใจในการทำกิจกรรมที่เคยชอบทำ ไม่สามารถเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ได้ สมาธิไม่ดี ไม่สามารถจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้นาน
- สูญเสียการช่วยเหลือตัวเองในด้านต่าง ๆ เช่น การอาบน้ำ การรับประทานอาหาร การขับถ่าย หรือ ไม่สามารถทำงานหรือกิจกรรมที่ตนเองเคยทำได้มาก่อน เช่น การขับรถ การวางแผนงาน การจัดยาทานเอง การตัดสินใจสิ่งต่าง ๆ ด้วยตัวเอง
ภาวะสมองเสื่อมมีกี่ระยะ
ภาวะสมองเสื่อมแบ่งออกเป็น 4 ระยะ ตามการทำงานสมองและอาการคนไข้ ได้แก่
- ระยะที่ 1 ภาวะสมองเสื่อมระยะเริ่มต้น สูญเสียความสามารถในการทำสิ่งที่ซับซ้อน แต่ระยะนี้ผู้ป่วยยังสามารถดูแลตนเองขั้นพื้นฐานได้ เช่น การอาบน้ำ แต่งตัว ทานข้าว เข้าห้องน้ำ อาจมีปัญหาด้านอารมณ์ เช่น ภาวะซึมเศร้า หงุดหงิดง่ายร่วมด้วยได้
- ระยะที่ 2 ภาวะสมองเสื่อมระยะกลาง เริ่มมีการสูญเสียการดูแลตัวเองขั้นพื้นฐานบ้างเล็กน้อย มีปัญหาด้านความเข้าใจ บกพร่องทางการเรียนรู้ เริ่มสูญเสียความสามารถในการตัดสินใจบางอย่าง อาจมีอาการทางจิตได้ในบางครั้ง เช่น การหลงผิด ภาวะหูแว่วหรือเห็นภาพหลอน ฯลฯ
- ระยะที่ 3 ภาวะสมองเสื่อมระยะรุนแรง สูญเสียความสามารถทางสมองเกือบทั้งหมด ทำกิจวัตรประจำวันต่าง ๆ ขั้นพื้นฐานด้วยตัวเองไม่ได้ กลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระไม่ได้ จำเป็นต้องมีผู้ดูแลอย่างใกล้ชิด
- ระยะที่ 4 ภาวะสมองเสื่อมระยะติดเตียงหรือระยะสุดท้าย ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ทั้งการเคลื่อนไหว การรับประทานอาหาร การสื่อสาร อาจมีภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ เช่น ภาวะขาดสารอาหาร ภาวะติดเชื้อในระบบต่าง ๆ มีความเสี่ยงต่อการเกิดแผลกดทับ

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคสมองเสื่อม
- อายุที่มากขึ้น
- พันธุกรรมบางอย่าง
- ผู้ที่มีโรคประจำตัวที่เพิ่มความเสี่ยงด้านหลอดเลือด เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง โรคตับหรือไตเรื้อรัง
- รับประทานยาบางอย่างที่มีผลต่อการทำงานของสมอง เช่น ยาที่มีฤทธิ์ต้านโคลิเนอจิก (Anticholinergic Drugs) ยาเสพติด
- การดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมาก (มากกว่า 21 ยูนิตต่อสัปดาห์; 1 unit = 8 กรัม แอลกอฮอล์)
- การสูบบุหรี่
- ภาวะบาดเจ็บทางสมองรุนแรง
- การได้รับมลภาวะทางอากาศ โดยเฉพาะ PM 2.5
- ภาวะหูตึงหรือการมองเห็นที่ไม่ดี
- ภาวะซึมเศร้า
- การไม่มีกิจกรรมทางกาย (Physical Inactivity) เช่น การไม่ค่อยขยับ ไม่ออกกำลังกาย ฯลฯ
- การเก็บตัวหรือไม่มีการพบปะผู้คนหรือเข้าสังคม เช่น สถานการณ์โควิด-19 ที่ต้องกักตัว ฯลฯ
ตรวจวินิจฉัยสมองเสื่อมได้อย่างไร
แพทย์จะทำการประเมินอย่างละเอียดผ่านกระบวนการต่าง ๆ ได้แก่
- การซักประวัติ ตรวจร่างกาย โดยมีผู้ใกล้ชิดผู้ป่วยร่วมให้ประวัติด้วย
- การตรวจการทำงานของระบบประสาท เช่น ความจำ สมาธิ การมองมิติสัมพันธ์ การคิด การใช้ภาษา รวมถึงตรวจภาวะทางด้านอารมณ์ เช่น ซึมเศร้า ด้วยแบบทดสอบต่าง ๆ
- การตรวจเลือดเพื่อหาสาเหตุของภาวะสมองเสื่อม เช่น การทำงานของต่อมไทรอยด์ ระดับเกลือแร่ ค่าตับ ค่าไต ระดับวิตามินในเลือด ฯลฯ
- สแกนภาพสมองด้วยเครื่องมือพื้นฐาน เช่น คอมพิวเตอร์สแกนสมอง (CT Scan) หรือสแกนสมองด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI Scan)
- ในบางครั้งอาจจำเป็นต้องมีการตรวจพิเศษเพิ่มเติม เช่น การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง (Electroencephalogram – EEG) การตรวจน้ำไขสันหลัง การตรวจสแกนสมองด้วยเครื่องถ่ายภาพรังสีโพสิตรอน (PET Scan)
- การตรวจเลือดเพื่อหาสารเกี่ยวกับโรคอัลไซเมอร์ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ เพิ่งมีการใช้ในประเทศไทยเมื่อปี 2567 ที่ผ่านมา โดยจะทำเพียงบางกรณีเท่านั้น
โรคสมองเสื่อม วิธีรักษามีอะไรบ้าง
ในทางการแพทย์ ต้องอธิบายตามความเป็นจริงว่า ภาวะสมองเสื่อมที่เกิดจากความเสื่อมของระบบประสาท ปัจจุบันยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่การพาผู้ป่วยมาพบแพทย์ตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยชะลออาการ ลดปัญหาพฤติกรรม และประคับประคองคุณภาพชีวิตได้ โดยวิธึรักษาโรคสมองเสื่อมจะขึ้นอยู่กับสาเหตุ อาการ และความรุนแรงเป็นสำคัญ สามารถแบ่งการรักษาออกเป็น
- รักษาผู้ป่วยสมองเสื่อมโดยไม่ใช้ยา เน้นการฝึกกระตุ้นบริหารสมอง เช่น เล่นเกม ปรับพฤติกรรม ออกกำลังกาย ปรับที่สภาพแวดล้อม โดยมีการให้ความรู้กับผู้ดูแลหรือครอบครัวผู้ป่วยเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง เตรียมพร้อมสำหรับการรับมืออาการต่าง ๆ ของผู้ป่วย
- รักษาผู้ป่วยสมองเสื่อมโดยการใช้ยา ขึ้นอยู่กับแพทย์เป็นสำคัญ โดยยาส่วนใหญ่ให้เพื่อรักษาตามอาการและเป็นการชะลอการเสื่อมของสมอง โดยใช้ยาตามที่แพทย์แนะนำเท่านั้น
- รักษาผู้ป่วยสมองเสื่อมโดยการผ่าตัด ในบางกรณีแพทย์อาจพิจารณาผ่าตัด หากพบว่ามีสาเหตุของสมองเสื่อมจากโรคทางศัลยกรรมระบบประสาทดังที่กล่าวมา

การดูแลผู้สูงอายุสมองเสื่อม อย่างเข้าใจและปลอดภัย
การดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อมต้องอาศัยความเข้าใจและความอดทนสูงมาก แนวทางการดูแลผู้สูงอายุสมองเสื่อมในเบื้องต้น ที่ช่วยลดความเครียดทั้งผู้ดูแลและผู้ป่วย มีดังนี้
- สื่อสารด้วยความใจเย็น: พูดช้า ๆ ชัดเจน สบตาผู้ป่วย และไม่ควรโต้เถียงหรือพยายามเอาชนะเมื่อผู้ป่วยมีความเชื่อที่ผิดเพี้ยนไป (หลีกเลี่ยงคำพูดว่า “บอกแล้วไงว่าอย่าทำ” หรือ “จำไม่ได้เหรอ”)
- จัดสภาพแวดล้อมให้ปลอดภัย: เก็บของมีคมให้มิดชิด ทำบ้านให้สว่าง พื้นไม่ลื่น ป้องกันการพลัดตกหกล้ม
- สร้างกิจวัตรประจำวันที่สม่ำเสมอ: ให้ผู้ป่วยตื่นนอน ทานอาหาร และทำกิจกรรมในเวลาเดิมทุกวัน เพื่อลดความสับสน
- ดูแลเรื่องโภชนาการและการขับถ่าย: สังเกตการทานอาหาร และพาไปเข้าห้องน้ำเป็นเวลาเพื่อป้องกันการกลั้นไม่อยู่
ป้องกันสมองเสื่อมได้อย่างไร
การป้องกันภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุสามารถทำได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อดูแลสมองให้แข็งแรง ดังนี้
- ควบคุมเบาหวาน ความดัน ไขมันให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
- แก้ไขภาวะหูตึงหรือการมองเห็นที่ผิดปกติ
- หลีกเลี่ยงยาหรือสารต่าง ๆ ที่เป็นอันตรายต่อสมอง ซึ่งรวมถึงฝุ่น PM 2.5 ด้วย
- ฝึกบริหารสมอง ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พบปะผู้คน เข้าสังคมไม่เก็บตัวอยู่กับบ้าน
- จัดการความเครียดอย่างเหมาะสม นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
- ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ หลีกเลี่ยงสารเสพติด หลีกเลี่ยงการบาดเจ็บทางสมอง
แพทย์ผู้ชำนาญการรักษาสมองเสื่อม
นพ.ชัยศักดิ์ ดำริการเลิศ แพทย์อายุรกรรมระบบประสาทและแพทย์ผู้ชำนาญการด้านพฤติกรรมประสาทวิทยาและโรคสมองเสื่อม โรงพยาบาลเพื่อสมองและกระดูก
สามารถคลิกที่นี่เพื่อทำนัดหมายได้ด้วยตนเอง
โรงพยาบาลที่ชำนาญด้านการรักษาสมองเสื่อม
โรงพยาบาลเพื่อสมองและกระดูก พร้อมค้นหาสาเหตุ ดูแลรักษา ฟื้นฟูและป้องกันโรคสมองเสื่อม ด้วยทีมแพทย์เฉพาะด้านสมอง ทีมพยาบาล ทีมสหสาขาวิชาชีพ และเทคโนโลยีการรักษาที่ทันสมัย เพื่อลดความรุนแรงและช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจ
สรุปบทความ
ภาวะสมองเสื่อมไม่ใช่เพียงแค่อาการหลงลืมตามวัย แต่เป็นโรคที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตอย่างมหาศาล แม้หลายสาเหตุจะยังรักษาไม่หายขาด แต่การสังเกตความผิดปกติตั้งแต่เนิ่น ๆ การรับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง รวมถึงการปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมให้ปลอดภัยด้วยความเข้าใจ จะช่วยให้ผู้ป่วยและครอบครัวสามารถรับมือและใช้ชีวิตร่วมกันได้อย่างมีคุณภาพที่สุด
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับภาวะสมองเสื่อม
1. สมองเสื่อม กับ อัลไซเมอร์ ต่างกันอย่างไร
ภาวะสมองเสื่อม (Dementia) เป็นคำกว้าง ๆ ที่ใช้เรียกกลุ่มอาการที่มีทำงานของสมองที่ถดถอยลง ส่วนโรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer’s Disease) เป็นโรคหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดภาวะสมองเสื่อมนั่นเอง
2. จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นภาวะสมองเสื่อม หรือแค่หลงลืมตามวัย
การหลงลืมตามวัยมักจะลืมรายละเอียดเล็กน้อยและสามารถนึกออกได้ในภายหลัง ไม่กระทบการใช้ชีวิต แต่ภาวะสมองเสื่อม ผู้ป่วยมักจะลืมเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น ทำกิจวัตรประจำวันที่เคยทำไม่ได้ และมักไม่รู้ตัวว่าตนเองมีอาการหลงลืม
3. โรคสมองเสื่อม สามารถรักษาให้หายขาดได้หรือไม่
หากเกิดจากความเสื่อมของเซลล์สมอง (เช่น อัลไซเมอร์) จะไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ทำได้เพียงให้ยาชะลออาการ แต่หากเกิดจากสาเหตุที่แก้ไขได้ เช่น ขาดวิตามินบี 12 หรือภาวะน้ำเกินในโพรงสมอง เมื่อรักษาที่ต้นเหตุ อาการก็สามารถกลับมาเป็นปกติได้
4. คนอายุน้อยมีโอกาสเป็นโรคสมองเสื่อมหรือไม่
มีโอกาสครับ แม้จะพบได้น้อย แต่การเกิดอุบัติเหตุทางสมองรุนแรง การติดเชื้อในระบบประสาท โรคหลอดเลือดสมอง หรือปัจจัยทางพันธุกรรมบางชนิด ก็สามารถกระตุ้นให้เกิดภาวะสมองเสื่อมก่อนวัยอันควรได้







