โรคติดเชื้อ RSV ในเด็ก ภัยสุขภาพช่วงฤดูฝนที่ควรเฝ้าระวัง
ในช่วงฤดูฝนถึงต้นฤดูหนาว มักพบการเพิ่มขึ้นของโรคติดเชื้อทางเดินหายใจในเด็ก โดยเฉพาะการติดเชื้อ RSV (Respiratory Syncytial Virus) ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญ
ของโรคหลอดลมฝอยอักเสบและปอดอักเสบในเด็กเล็กแม้ว่าในระยะแรก อาการอาจคล้ายไข้หวัดทั่วไป แต่ในเด็กบางราย โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง อาจมีอาการรุนแรงและจำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากแพทย์
การติดต่อของเชื้อ RSV
เชื้อ RSV สามารถแพร่กระจายได้ง่ายผ่าน เชื้อสามารถอยู่บนพื้นผิวได้นานหลายชั่วโมง จึงพบการระบาดได้ง่ายในสถานที่ที่มีเด็กอยู่รวมกัน เช่น โรงเรียนหรือศูนย์เด็กเล็ก
- ละอองฝอยจากการไอหรือจาม
- การสัมผัสสารคัดหลั่ง เช่น น้ำมูก น้ำลาย
- การสัมผัสพื้นผิวหรือสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อ
อาการของโรค
ระยะเริ่มต้น (1-3วันแรก)
- ไข้ เป็นได้ทั้งไข้ต่ำๆหรือไข้สูง
- น้ำมูก โดยจะมีน้ำมูกมากและใสในช่วงแรก ต่อมาจะเหนียวข้นขึ้น
- ไอมากขึ้น
ระยะที่มีการติดเชื้อในทางเดินหายใจส่วนล่าง
ภาวะดังกล่าวเรียกว่า “หลอดลมฝอยอักเสบ (Bronchiolitis)” ซึ่งพบได้บ่อยในเด็กเล็กที่ติดเชื้อ RSV
- หายใจเร็ว
- หายใจมีเสียงวี้ด
- มีอาการหอบ หรือซี่โครงบุ๋ม
- เหนื่อยง่าย
อาการที่ควรรีบพบแพทย์
- หายใจลำบาก หายใจหอบ หรือมีซี่โครงบุ๋ม
- รับประทานอาหารหรือดื่มนมได้น้อยลงอย่างชัดเจน
- ซึมลง ไม่ค่อยเล่น
- มีอาการเขียวบริเวณริมฝีปากหรือปลายมือปลายเท้า
แนวทางการรักษา
เด็กส่วนใหญ่สามารถหายได้เองภายใน 1–2 สัปดาห์ อย่างไรก็ตาม เด็กบางรายอาจจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ปัจจุบันยังไม่มียาต้านไวรัส RSV ที่ใช้ทั่วไปในเด็ก การรักษาจะเน้นการดูแลแบบประคับประคอง ได้แก่
- การให้ออกซิเจนในรายที่มีภาวะขาดออกซิเจน
- การดูดเสมหะเพื่อลดการอุดกั้นทางเดินหายใจ
- การให้สารน้ำอย่างเพียงพอ
- การเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนอย่างใกล้ชิด
แนวทางการป้องกัน
1. การดูแลสุขอนามัย
- ล้างมืออย่างสม่ำเสมอ
- หลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในสถานที่แออัดในช่วงที่มีการระบาด
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่มีอาการป่วย
- ทำความสะอาดของเล่นและพื้นผิวที่เด็กสัมผัสเป็นประจำ
2. การป้องกันด้วยภูมิคุ้มกัน ปัจจุบันมีทางเลือกในการป้องกัน RSV มากขึ้น ได้แก่
ในหญิงตั้งครรภ์
- วัคซีน RSV สำหรับหญิงตั้งครรภ์ โดยให้ในช่วงอายุครรภ์ 24-36 สัปดาห์ วัคซีนจะกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันของคุณแม่และถ่ายทอดไปยังทารกในครรภ์ ส่งผลให้ลดความเสี่ยงของการเกิดโรครุนแรงในช่วงหกเดือนแรกของชีวิตทารก
ในเด็กเล็ก
การให้ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป (Monoclonal antibody)
- ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป RSV ( Nirsevimab)แตกต่างจากวัคซีน เพราะวัคซีนจะไปกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกัน ส่วนภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปนั้น สามารถต่อสู้กับเชื้อโรคได้ทันทีหลังฉีดและภูมิอยู่ได้นานประมาณ 5 เดือน โดยช่วงเวลาที่ควรฉีดภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป RSV คือช่วงระบาดในเดือนมิถุนายน–ตุลาคมของทุกปี
ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปสามารถฉีดในกลุ่มเด็กแรกเกิด– 2ปี ตามคำแนะนำของราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย แนะนำดังนี้
- หากมารดาไม่ได้รับวัคซีน RSV ระหว่างตั้งครรภ์ แนะนำให้ในทารกแข็งแรงดีทุกราย ที่อายุ ≤ 8 เดือน , ทารกกลุ่มเสี่ยง 8-12 เดือน และอาจพิจารณาฉีดในทารกแข็งแรงดีอายุ 8-12 เดือน
- แนะนำให้ในเด็กอายุ ≤ 19 เดือน ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการติดเชื้อ RSV อย่างรุนแรง และอาจพิจารณาให้ในเด็ก อายุ19-24 เดือน ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการติดเชื้อ RSV อย่างรุนแรง เช่น โรคปอดเรื้อรัง, ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง, โรคหัวใจ
โรคติดเชื้อ RSV เป็นโรคที่พบได้บ่อยในเด็กเล็ก โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน แม้อาการในระยะแรกอาจไม่รุนแรง แต่ในบางรายอาจมีภาวะแทรกซ้อนที่ต้องได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม
การสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด การป้องกันการติดเชื้อ และการปรึกษาแพทย์เมื่อมีข้อสงสัย เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดความเสี่ยงและดูแลสุขภาพของบุตรหลานได้เป็นอย่างดี
หากบุตรหลานมีอาการเข้าข่าย หรืออยู่ในกลุ่มเสี่ยง สามารถเข้ารับคำปรึกษาจากกุมารแพทย์เพื่อประเมินและวางแผนการดูแลได้อย่างเหมาะสม
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
ศูนย์สุขภาพเด็ก โทร 034-219600 ต่อ 8200 -8202
ข้อมูลสุขภาพโดย
พญ.ฉันทนัทธ์ วรานุชิตกุล กุมารเวชศาสตร์
พญ.ปวีณา บุญยะศิลป์ กุมารแพทย์โรคระบบเดินหายใจ








