มะเร็งเต้านมระยะแรกมักไม่เจ็บ ทำให้ผู้หญิงจำนวนมากละเลยสัญญาณเตือนจนโรคลุกลาม แต่หากตรวจพบตั้งแต่ระยะ 0 – 1 อัตราการรอดชีวิต 5 ปีสูงกว่า 99% การรู้จัก “5 อาการเริ่มต้น” จึงเป็นเรื่องที่ผู้หญิงทุกคนควรรู้
ทำไมต้องสังเกตอาการตั้งแต่เนิ่น ๆ?
ยิ่งตรวจพบเร็ว ยิ่งรักษาง่ายและโอกาสหายขาดสูง เพราะมะเร็งระยะแรกมักยังไม่ลุกลาม ทำให้:
- รักษาง่ายขึ้น มักผ่าตัดสงวนเต้านมได้ ไม่ต้องตัดทั้งเต้า
- ผลการรักษาดีกว่า อัตรารอดชีวิตในระยะแรกสูงกว่าระยะลุกลามอย่างชัดเจน
- ลดความรุนแรงของการรักษา อาจไม่ต้องใช้เคมีบำบัดเข้มข้น
ปัญหาคือ มะเร็งเต้านมระยะแรกมักไม่มีอาการเจ็บ ผู้ป่วยจึงต้องอาศัยการสังเกตการเปลี่ยนแปลงด้วยตัวเองเป็นหลัก
5 อาการเริ่มต้นที่ผู้หญิงไม่ควรละเลย
1. คลำพบก้อนที่เต้านมหรือรักแร้
เป็นอาการที่พบบ่อยที่สุด มักเป็นก้อนแข็ง ขอบไม่เรียบ และมักไม่เจ็บในระยะแรก อาจพบที่เต้านมหรือบริเวณรักแร้ (ต่อมน้ำเหลือง) แม้ก้อนส่วนใหญ่จะไม่ใช่มะเร็ง แต่ทุกก้อนควรได้รับการตรวจ
2. รูปร่างหรือขนาดของเต้านมเปลี่ยนไป
เต้านมข้างหนึ่งใหญ่ขึ้น เล็กลง หรือรูปทรงเปลี่ยนไปจากเดิมโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน โดยเฉพาะหากเกิดขึ้นข้างเดียวและสังเกตได้ในเวลาไม่นาน
3. ผิวหนังบริเวณเต้านมผิดปกติ
ผิวหนังบุ๋ม ย่น ดึงรั้ง หรือมีลักษณะคล้ายผิวเปลือกส้ม รวมถึงรอยแดง ร้อน หรือบวมผิดปกติ ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของมะเร็งเต้านมอักเสบ
4. ความผิดปกติของหัวนม
หัวนมบุ๋มเข้าด้านในทั้งที่ปกติไม่เป็น มีของเหลวไหลออกมาเอง โดยเฉพาะหากเป็นเลือดหรือออกข้างเดียว หรือมีผื่น สะเก็ด คันบริเวณหัวนมที่ไม่หาย
5. อาการเจ็บหรือบวมที่ไม่หายไป
แม้มะเร็งระยะแรกมักไม่เจ็บ แต่หากมีอาการเจ็บหรือบวมเฉพาะจุดที่ไม่สัมพันธ์กับรอบประจำเดือนและไม่หายไปในเวลาหลายสัปดาห์ ก็ควรได้รับการตรวจเช่นกัน
|
สำคัญ: อย่ารอให้เจ็บ มะเร็งเต้านมระยะแรกส่วนใหญ่ “ไม่เจ็บ” การรอจนมีอาการปวดอาจทำให้พบโรคในระยะที่ลุกลามแล้ว หากสังเกตพบความผิดปกติแม้เพียงข้อเดียวข้างต้น ไม่ควรนิ่งนอนใจ ควรพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยโดยเร็ว สถาบันมะเร็งกรุงเทพภูเก็ต ให้คำปรึกษาและตรวจวินิจฉัยทุกวัน 09.00 – 17.00 น. |
อาการแบบนี้ใช่มะเร็งเสมอไปไหม?
ไม่เสมอไป ก้อนในเต้านมกว่า 80% เป็นเนื้องอกชนิดไม่ร้าย เช่น ถุงน้ำ (Cyst) หรือ เนื้องอกเต้านม และอาการหลายอย่างอาจเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนหรือการอักเสบทั่วไป แต่เนื่องจากแยกด้วยตาเปล่าไม่ได้ ทุกความผิดปกติจึงควรให้แพทย์ตรวจวินิจฉัยเพื่อความแน่ใจ ไม่ควรวินิจฉัยหรือปลอบใจตัวเองว่าไม่เป็นไร
ควรทำอย่างไรเมื่อพบอาการ?
- อย่าตื่นตระหนก แต่อย่าเพิกเฉย นัดพบแพทย์เพื่อตรวจให้เร็วที่สุด
- จดบันทึกว่าพบความผิดปกติเมื่อใด ลักษณะอย่างไร และเปลี่ยนแปลงหรือไม่
- เตรียมประวัติครอบครัวเรื่องมะเร็งเต้านมและรังไข่ไปแจ้งแพทย์
- ไม่ซื้อยาหรือใช้สมุนไพรรักษาก้อนเอง เพราะอาจทำให้ล่าช้าและโรคลุกลาม
|
สรุป 5 อาการที่ไม่ควรละเลย 1) ก้อนที่เต้านมหรือรักแร้ 2) รูปร่างหรือขนาดเต้านมเปลี่ยน 3) ผิวหนังบุ๋ม ย่น แดง คล้ายผิวส้ม 4) หัวนมบุ๋มหรือมีของเหลวไหลผิดปกติ 5) เจ็บหรือบวมเฉพาะจุดที่ไม่หาย พบข้อใดข้อหนึ่ง ควรพบแพทย์ |
การตรวจคัดกรองช่วยจับความผิดปกติก่อนแสดงอาการ
นอกจากสังเกตอาการด้วยตัวเอง การตรวจคัดกรองตามวัยช่วยพบมะเร็งก่อนที่จะคลำเจอก้อน แนวทางทั่วไปแนะนำ แมมโมแกรมตั้งแต่อายุ 40 ปีขึ้นไป และเริ่มเร็วกว่านั้นในกลุ่มเสี่ยงสูง ควบคู่กับการตรวจเต้านมด้วยตัวเองทุกเดือน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q: คลำเจอก้อนที่เต้านมแปลว่าเป็นมะเร็งไหม?
A: ไม่เสมอไป ก้อนกว่า 80% เป็นเนื้องอกชนิดไม่ร้าย เช่น ถุงน้ำหรือเนื้องอกเต้านม แต่เพราะแยกด้วยตัวเองไม่ได้ ทุกก้อนควรให้แพทย์ตรวจวินิจฉัย
Q: มะเร็งเต้านมระยะแรกเจ็บไหม?
A: ส่วนใหญ่ไม่เจ็บ นี่คือเหตุผลที่หลายคนละเลย จึงไม่ควรรอให้มีอาการปวดก่อนไปพบแพทย์ ควรสังเกตการเปลี่ยนแปลงและตรวจคัดกรองสม่ำเสมอ
Q: มีของเหลวออกจากหัวนม อันตรายไหม?
A: ของเหลวที่ออกเองโดยไม่บีบ โดยเฉพาะเป็นเลือดหรือออกข้างเดียว ควรพบแพทย์เพื่อตรวจ ส่วนของเหลวสองข้างที่สัมพันธ์กับฮอร์โมนมักไม่ร้ายแรง แต่ก็ควรปรึกษาแพทย์
Q: ควรตรวจเต้านมด้วยตัวเองบ่อยแค่ไหน?
A: เดือนละครั้ง ช่วงหลังหมดประจำเดือน 7 – 10 วัน ผู้ที่หมดประจำเดือนแล้วให้กำหนดวันที่จำง่ายเป็นประจำ เพื่อให้คุ้นเคยและสังเกตการเปลี่ยนแปลงได้เร็ว
|
สถาบันมะเร็งกรุงเทพภูเก็ต พร้อมดูแลคุณทุกขั้นตอน ทีมแพทย์สหสาขาวิชาชีพจาก 3 โรงพยาบาลชั้นนำในเครือ BDMS เทคโนโลยีการวินิจฉัยและรักษาระดับมาตรฐานสากล บริการทั้งผู้ป่วยชาวไทยและผู้ป่วยชาวต่างชาติ เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 09.00 – 17.00 น. | ชั้น 3 โรงพยาบาลกรุงเทพภูเก็ต นัดหมายได้ที่ bangkokhospital.com หรือโทร 1719 |
เอกสารอ้างอิง (References)
- Koo, M. M., von Wagner, C., Abel, G. A., et al. (2017). Typical and atypical presenting symptoms of breast cancer and their associations with diagnostic intervals. Cancer Epidemiology, 48, 140–146. https://doi.org/10.1016/j.canep.2017.04.010
- McDonald, E. S., Clark, A. S., Tchou, J., et al. (2016). Clinical diagnosis and management of breast cancer. Journal of Nuclear Medicine, 57(Suppl 1), 9S–16S. https://doi.org/10.2967/jnumed.115.157834
- Oeffinger, K. C., Fontham, E. T. H., Etzioni, R., et al. (2015). Breast cancer screening for women at average risk: 2015 guideline update from the American Cancer Society. JAMA, 314(15), 1599–1614. https://doi.org/10.1001/jama.2015.12783
- Saslow, D., Boetes, C., Burke, W., et al. (2023). American Cancer Society guidelines for breast screening with MRI as an adjunct to mammography. CA: A Cancer Journal for Clinicians, 73(1), 23–43. https://doi.org/10.3322/caac.21731
- SEER Database. (2023). Cancer stat facts: Female breast cancer. National Cancer Institute. https://seer.cancer.gov/statfacts/html/breast.html
- Siegel, R. L., Miller, K. D., Wagle, N. S., & Jemal, A. (2024). Cancer statistics, 2024. CA: A Cancer Journal for Clinicians, 74(1), 12–49. https://doi.org/10.3322/caac.21820
- World Health Organization. (2023). Breast cancer. WHO. https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/breast-cancer
บทความนี้จัดทำโดย สถาบันมะเร็งกรุงเทพภูเก็ต | โรงพยาบาลกรุงเทพภูเก็ต | BDMS | bangkokhospital.com/phuket
ข้อมูลในบทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อการให้ความรู้เท่านั้น ไม่สามารถทดแทนคำแนะนำของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้









