“บางครั้ง การดูแลในช่วงท้ายของชีวิต ไม่ได้หมายถึงการทำทุกอย่างเพื่อยื้อเวลาให้ยาวที่สุด แต่อาจหมายถึงการช่วยให้เวลาที่เหลืออยู่ ไม่เจ็บ ไม่กลัว และไม่ต้องทุกข์ทรมานเกินจำเป็น”
ผู้ป่วยท่านหนึ่งเป็นมะเร็งระยะแพร่กระจาย ผ่านการรักษามาหลายแห่ง ทั้งในต่างประเทศและในประเทศไทย ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา เขาและครอบครัวพยายามอย่างเต็มที่มาตลอด
ครั้งแรกที่เราได้พบกันเมื่อประมาณสามถึงสี่เดือนก่อน เป้าหมายสำคัญของเขาคือ อยากกลับไปรักษาที่ต่างประเทศอีกครั้ง ที่นั่นคือบ้านเดิมของเขา และเขาอยากลองดูเป็นครั้งสุดท้าย
แต่เมื่อโรคดำเนินมาถึงจุดหนึ่ง ร่างกายเริ่มไม่เอื้ออำนวย ความเจ็บป่วยซับซ้อนขึ้น การเดินทางที่เคยเป็นความหวังก็ค่อย ๆ กลายเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้
ในช่วงสองเดือนสุดท้าย อาการของโรคทำให้เขาต้องเผชิญกับความทุกข์ทรมานมากขึ้น ทั้งจากโรค ทั้งจากความปวด อ่อนเพลีย หายใจลำบาก และความเหนื่อยล้าจากการรักษาที่ต่อเนื่องมายาวนาน
ทีมของเราถูกปรึกษาให้เข้ามาช่วยดูแลเรื่องอาการปวด ซึ่งเป็นอาการที่ค่อนข้างยาก เราค่อย ๆ ปรับยามอร์ฟีนและยาร่วมอื่น ๆ ให้เหมาะกับอาการของผู้ป่วย เป้าหมายไม่ใช่เพียงทำให้ปวดลดลง แต่คือการหาสมดุลที่ดีที่สุด ให้เขาสบายที่สุด โดยมีผลข้างเคียงน้อยที่สุด และพยายามหลีกเลี่ยงอาการง่วงซึมมากเกินไปหรือสับสน
การปรับยาในช่วงเวลานั้น มีเป้าหมายเพื่อบรรเทาความเจ็บปวดและความทุกข์ทรมาน ให้ผู้ป่วยสบายที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อเร่งการจากไป
วันที่เข้าไปเยี่ยม มีประโยคหนึ่งที่ยังติดอยู่ในใจ
“ผมทรมานมามากแล้ว หมอช่วยฉีดยาให้ผมหลับไปได้ไหม… ผมอยากพัก”
เขาพูดประโยคนี้กับแพทย์ท่านอื่นมาหลายครั้งแล้ว…
แต่สำหรับลูก ๆ ที่รักพ่อมาก การได้ยินคำพูดเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะไม่มีใครอยากคิดว่าคนที่เรารักกำลังยอมแพ้ หรือกำลังจะจากไป
วันนั้น หลังจากผู้ป่วยพูดจบ เขาหันไปมองหน้าลูก ๆ สบตากันอยู่ครู่หนึ่ง
และลูกพยักหน้า
เป็นการพยักหน้าที่ไม่ได้แปลว่า “ไม่รัก”
ไม่ได้แปลว่า “ยอมแพ้”
แต่คือการยอมรับว่า พ่อได้ต่อสู้อย่างเต็มที่แล้ว
เราอธิบายกับผู้ป่วยและครอบครัวอย่างตรงไปตรงมาว่า เราจะพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้เขาไม่เจ็บ ไม่ปวด ไม่หอบ ไม่กระสับกระส่าย และได้พักอย่างสงบที่สุด
แต่เราไม่สามารถให้ยาเพื่อเร่งให้ชีวิตจบลงเร็วขึ้นตามความต้องการนั้นได้
สิ่งที่เราทำได้ คือดูแลอาการอย่างเต็มที่ตามหลักการแพทย์ประคับประคอง ให้ยาบรรเทาความทุกข์ทรมานอย่างเหมาะสม
และรักษาศักดิ์ศรีของเขาในทุกช่วงเวลาที่ยังเหลืออยู่
หลังจากนั้น เราออกมาพูดคุยกับครอบครัวอีกครั้งอย่างละเอียด
ครอบครัวตัดสินใจร่วมกันว่า จะไม่เพิ่มการรักษาที่มีเป้าหมายเพียงเพื่อยื้อเวลา หากไม่ได้ช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตของพ่อ
และขอเพียงให้ช่วงเวลาสุดท้ายของพ่อสบายที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
เมื่อปรับยาอย่างเหมาะสม ผู้ป่วยเริ่มพักได้ หลับได้ ไม่ปวด และไม่กระสับกระส่ายเหมือนก่อน
ในช่วงกลางคืน ความดันเริ่มลดลง การหายใจช้าลง ร่างกายกำลังค่อย ๆ บอกเราว่าเขาเดินทางมาใกล้ถึงปลายทางแล้ว
มีการพูดคุยกันอีกครั้งระหว่างครอบครัวและทีมดูแลว่า เราจะเพิ่มการรักษาบางอย่างเพื่อพยุงความดัน ยื้อเวลา หรือช่วยให้หัวใจทำงานต่อไปได้นานขึ้นหรือไม่
คำตอบของครอบครัวในวันนั้นคือ
“ไม่ต้องยื้อแล้ว ขอให้พ่อสบาย”
หลังจากนั้นประมาณ 6 ชั่วโมง เขาจากไปอย่างสงบ
ไม่มีภาพของการทุรนทุราย
ไม่มีความปวดที่ควบคุมไม่ได้
ไม่มีความกลัวในแววตา
มีเพียงการหลับพักของคนคนหนึ่ง ที่ได้ต่อสู้มาอย่างเต็มที่แล้ว
สำหรับครอบครัว ภาพจำสุดท้ายอาจกลายเป็นสิ่งที่อยู่กับเขาไปอีกนาน
และสำหรับทีมดูแล ภาพจำที่ดีที่สุดไม่ใช่ภาพของการรักษาที่ทำได้มากที่สุดเสมอไป
แต่อาจเป็นภาพของผู้ป่วยที่จากไปอย่างสงบ ได้รับการเคารพในความต้องการของตนเอง และมีคนที่รักอยู่ข้าง ๆ โดยไม่ต้องเจ็บปวดเกินจำเป็น
การยอมรับการตัดสินใจของคนที่เรารักในวาระสุดท้าย ไม่ใช่การปล่อยมือเพราะหมดหวัง
บางครั้ง มันคือความรักในรูปแบบที่อ่อนโยนที่สุด









