เมื่อผลตรวจคัดกรองพบ “เซลล์ผิดปกติ” หรือ “ดิสพลเซีย (Dysplasia)” หลายคนอาจรู้สึกกังวลและเข้าใจว่าเป็นมะเร็งแล้ว แต่ในความเป็นจริง ภาวะดิสพลเซียยังไม่ถือเป็นมะเร็ง เซลล์เพียงมีการเปลี่ยนแปลงที่ผิดไปจากปกติและอาจมีความเสี่ยงพัฒนาเป็นมะเร็งในอนาคตหากไม่ได้รับการติดตามหรือดูแลอย่างเหมาะสม
ข่าวดีคือ ภาวะนี้มักถูกตรวจพบได้จากการคัดกรองก่อนที่จะกลายเป็นมะเร็งจริง ทำให้แพทย์สามารถติดตามอาการหรือให้การรักษาได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น การตรวจพบดิสพลเซียจึงถือเป็นโอกาสสำคัญในการป้องกันมะเร็ง มากกว่าการเป็นสัญญาณว่ามะเร็งได้เกิดขึ้นแล้ว.
ภาวะดิสพลเซียคืออะไร?
ดิสพลเซีย (Dysplasia) หรือที่ทางการแพทย์เรียกว่า Cervical Intraepithelial Neoplasia (CIN) คือภาวะที่เซลล์บริเวณปากมดลูกมีการเปลี่ยนแปลงผิดปกติแต่ ยังไม่ใช่มะเร็งและยังไม่ลุกลาม ส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อ HPV สายพันธุ์ความเสี่ยงสูงแบบเรื้อรัง ภาวะนี้เป็น “ช่วงเปลี่ยนผ่าน” ที่อาจหายเอง คงที่ หรือค่อย ๆ พัฒนาไปเป็นมะเร็งในเวลาหลายปีหากไม่ได้รับการดูแล
ระดับความรุนแรงของดิสพลเซีย
ระดับต่ำ (Low-grade / CIN 1)
เซลล์ผิดปกติเล็กน้อย ส่วนใหญ่สัมพันธ์กับการติดเชื้อ HPV ชั่วคราว มีโอกาสสูงที่จะหายเองโดยไม่ต้องรักษา แพทย์มักใช้วิธีติดตามอย่างใกล้ชิด
ระดับสูง (High-grade / CIN 2–3)
เซลล์ผิดปกติมากขึ้นและมีโอกาสพัฒนาเป็นมะเร็งสูงกว่าหากไม่รักษา มักแนะนำให้รักษาด้วยการกำจัดบริเวณที่ผิดปกติเพื่อป้องกันการลุกลาม
|
ดิสพลเซีย ≠ มะเร็ง ภาวะดิสพลเซียเป็นระยะก่อนเป็นมะเร็ง ไม่ใช่มะเร็ง การพบในระยะนี้ถือเป็นข่าวดี เพราะรักษาได้ผลดีมากและสามารถป้องกันไม่ให้พัฒนาเป็นมะเร็งได้ จึงไม่ควรตื่นตระหนกแต่ก็ไม่ควรละเลยการติดตาม |
ดิสพลเซียมีอาการไหม?
ส่วนใหญ่ ไม่มีอาการ จึงไม่สามารถรู้ได้ด้วยตัวเองว่ามีภาวะนี้หรือไม่ การตรวจคัดกรอง เช่น Pap smear และการตรวจ HPV เป็นวิธีเดียวที่ตรวจพบได้ตั้งแต่ยังไม่มีอาการ ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่การคัดกรองสม่ำเสมอช่วยชีวิตได้
การวินิจฉัยและการรักษา
การวินิจฉัยยืนยัน
หากผลคัดกรองผิดปกติ แพทย์มักส่องกล้องตรวจปากมดลูก (Colposcopy) และเก็บชิ้นเนื้อบริเวณที่สงสัยไปตรวจทางพยาธิวิทยา เพื่อยืนยันระดับความรุนแรงของดิสพลเซีย
แนวทางการดูแลตามระดับ
- ระดับต่ำ (CIN 1): มักติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะหลายรายหายเอง
- ระดับสูง (CIN 2–3): มักรักษาด้วยการกำจัดบริเวณผิดปกติ เช่น การจี้หรือการตัดด้วยห่วงไฟฟ้า (LEEP) ซึ่งได้ผลดีและป้องกันการพัฒนาเป็นมะเร็ง
หลังการรักษายังต้องติดตามตามแผนของแพทย์ เพราะมีโอกาสกลับมาผิดปกติได้ในบางราย
ทำไมการตรวจพบในระยะดิสพลเซียจึงสำคัญมาก?
เพราะนี่คือ ช่วงเวลาทองของการป้องกันมะเร็งปากมดลูก การพบและจัดการดิสพลเซีย โดยเฉพาะระดับสูง ก่อนที่มันจะพัฒนาเป็นมะเร็ง ช่วยให้รักษาได้ง่าย ผลดี และป้องกันมะเร็งได้จริง นี่คือเหตุผลที่มะเร็งปากมดลูกถือเป็นมะเร็งที่ป้องกันได้ หากเข้ารับการคัดกรองและติดตามตามคำแนะนำ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q: ตรวจเจอดิสพลเซียแปลว่าเป็นมะเร็งแล้วใช่ไหม?
A: ไม่ใช่ ดิสพลเซียเป็นระยะก่อนเป็นมะเร็ง ไม่ใช่มะเร็ง การพบในระยะนี้ถือเป็นข่าวดี เพราะรักษาได้ผลดีมากและป้องกันไม่ให้พัฒนาเป็นมะเร็งได้
Q: ดิสพลเซียหายเองได้ไหม?
A: ได้ในหลายราย โดยเฉพาะระดับต่ำ (CIN 1) ที่สัมพันธ์กับการติดเชื้อ HPV ชั่วคราว แพทย์จึงมักใช้วิธีติดตาม ส่วนระดับสูงมักแนะนำให้รักษาเพื่อป้องกันการพัฒนาเป็นมะเร็ง
Q: ดิสพลเซียมีอาการไหม?
A: ส่วนใหญ่ไม่มีอาการ จึงไม่สามารถรู้ได้ด้วยตัวเอง การตรวจคัดกรอง เช่น Pap smear และการตรวจ HPV เป็นวิธีเดียวที่ตรวจพบได้ตั้งแต่ยังไม่มีอาการ
Q: รักษาดิสพลเซียระดับสูงอย่างไร?
A: มักรักษาด้วยการกำจัดบริเวณผิดปกติ เช่น การจี้หรือการตัดด้วยห่วงไฟฟ้า (LEEP) ซึ่งได้ผลดีและป้องกันการพัฒนาเป็นมะเร็ง หลังรักษายังต้องติดตามตามแผนของแพทย์
|
สถาบันมะเร็งกรุงเทพภูเก็ต พร้อมดูแลคุณทุกขั้นตอน ทีมแพทย์สหสาขาวิชาชีพจาก 3 โรงพยาบาลชั้นนำในเครือ BDMS เทคโนโลยีการวินิจฉัยและรักษาระดับมาตรฐานสากล บริการทั้งผู้ป่วยชาวไทยและผู้ป่วยชาวต่างชาติ เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 09.00 – 17.00 น. | ชั้น 3 โรงพยาบาลกรุงเทพภูเก็ต นัดหมายได้ที่ [email protected] หรือโทร 1719 |
เอกสารอ้างอิง (References)
- Schiffman, M., Doorbar, J., Wentzensen, N., et al. (2016). Carcinogenic human papillomavirus infection. Nature Reviews Disease Primers, 2, 16086. https://doi.org/10.1038/nrdp.2016.86
- Cohen, P. A., Jhingran, A., Oaknin, A., & Denny, L. (2019). Cervical cancer. The Lancet, 393(10167), 169–182. https://doi.org/10.1016/S0140-6736(18)32470-X
- de Sanjosé, S., Brotons, M., & Pavón, M. A. (2018). The natural history of human papillomavirus infection. Best Practice & Research Clinical Obstetrics & Gynaecology, 47, 2–13. https://doi.org/10.1016/j.bpobgyn.2017.08.015
- Fontham, E. T. H., Wolf, A. M. D., Church, T. R., et al. (2020). Cervical cancer screening for individuals at average risk: 2020 guideline update from the American Cancer Society. CA: A Cancer Journal for Clinicians, 70(5), 321–346. https://doi.org/10.3322/caac.21628
- World Health Organization. (2023). Cervical cancer fact sheet. WHO. https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/cervical-cancer
- Siegel, R. L., Miller, K. D., Wagle, N. S., & Jemal, A. (2024). Cancer statistics, 2024. CA: A Cancer Journal for Clinicians, 74(1), 12–49. https://doi.org/10.3322/caac.21820









