มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่พบบ่อยที่สุดในผู้หญิงทั่วโลก และเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งในผู้หญิง ที่สำคัญคือ ผู้หญิงที่ไม่มีประวัติครอบครัวก็สามารถเป็นมะเร็งเต้านมได้ โดยประมาณ 80% ของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมเกิดขึ้นในผู้หญิงที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยงเฉพาะอื่น ๆ นอกเหนือจากการเป็นผู้หญิงและอายุที่เพิ่มขึ้น
ใครบ้างที่ควรใส่ใจเป็นพิเศษ?
ปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านม ได้แก่ อายุที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผู้หญิงอายุมากกว่า 40 ปี รวมถึงผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านม โดยเฉพาะญาติสายตรง เช่น คุณแม่ พี่สาว น้องสาว หรือลูกสาว
นอกจากนี้ยังมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับฮอร์โมน เช่น มีประจำเดือนตั้งแต่อายุน้อยมาก มีประจำเดือนหรือหมดประจำเดือนช้า มีบุตรคนแรกหลังอายุ 30 ปี หรือไม่เคยตั้งครรภ์ รวมถึงผู้ที่เคยได้รับรังสีบริเวณทรวงอกตั้งแต่อายุน้อย เคยมีรอยโรคในเต้านมบางชนิดที่มีความเสี่ยงสูง ภาวะอ้วนในวัยหลังหมดประจำเดือน ตลอดจนการดื่มแอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่
อย่างไรก็ตาม แม้ไม่มีปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่เป็นมะเร็งเต้านม จึงไม่ควรมองข้ามการตรวจคัดกรองตามความเหมาะสม
ระยะแรกอาจไม่มีอาการ จึงไม่ควรรอให้พบก้อน
สิ่งที่น่ากังวลของมะเร็งเต้านมคือ ในระยะแรกเริ่มโรคอาจ ไม่มีอาการเลย ไม่เจ็บ ไม่ปวด และอาจคลำไม่พบก้อน เนื่องจากก้อนมะเร็งอาจมีขนาดเล็กเกินกว่าจะตรวจพบได้ด้วยการคลำ
นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ “การตรวจคัดกรอง” มีบทบาทอย่างมาก เพราะเป็นการค้นหาโรคก่อนที่จะแสดงอาการ
สำหรับผู้หญิงที่สังเกตพบความผิดปกติของเต้านม ควรเข้าพบแพทย์เพื่อรับการประเมิน โดยสัญญาณที่ควรให้ความสนใจ ได้แก่ คลำพบก้อนใหม่ เต้านมมีรูปร่างหรือผิวหนังเปลี่ยนแปลง มีรอยบุ๋มหรือรอยดึงรั้ง หัวนมบุ๋มหรือมีสารคัดหลั่งออกจากหัวนม รวมถึงผิวหนังบริเวณเต้านมที่มีลักษณะคล้ายเปลือกส้ม
การสังเกตเต้านมด้วยตัวเองก็สำคัญ
เนื่องจากเต้านมเป็นอวัยวะที่สามารถมองเห็นและสัมผัสได้ ผู้หญิงจึงสามารถสังเกตความเปลี่ยนแปลงของเต้านมด้วยตัวเองเป็นประจำได้
การรู้จักลักษณะปกติของร่างกายตัวเองจะช่วยให้สังเกตเห็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นใหม่ได้เร็วขึ้น และหากพบสิ่งผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจประเมินอย่างเหมาะสม
อย่างไรก็ตาม การไม่พบความผิดปกติจากการสังเกตหรือคลำด้วยตัวเอง ไม่ได้แปลว่าไม่มีมะเร็งเต้านม เพราะมะเร็งในระยะแรกอาจยังไม่สามารถคลำพบได้
“แมมโมแกรม” และ “อัลตราซาวด์” ต่างกันอย่างไร?
การตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมมีเครื่องมือหลายรูปแบบ โดย แมมโมแกรม (Mammogram) เป็นการตรวจเอกซเรย์เต้านม สามารถช่วยตรวจพบก้อนขนาดเล็ก รวมถึงความผิดปกติของเนื้อเยื่อและหินปูนขนาดเล็กบางชนิด ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของมะเร็งเต้านมระยะเริ่มแรกหรือระยะศูนย์ได้
ส่วน อัลตราซาวด์เต้านม (Ultrasound) ใช้คลื่นเสียง ไม่มีรังสี และมักใช้เป็นการตรวจเพิ่มเติมเพื่อช่วยประเมินลักษณะของก้อนหรือความผิดปกติที่พบ โดยเฉพาะในกรณีที่แพทย์ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมจากการตรวจทางภาพ
ดังนั้น การเลือกตรวจด้วยวิธีใด หรือจำเป็นต้องตรวจร่วมกันหรือไม่ จะขึ้นอยู่กับ อายุ ความเสี่ยง อาการ และการประเมินของแพทย์ในแต่ละบุคคล
อย่ารอให้มีอาการ เพราะการรู้เร็วมีความหมาย
มะเร็งเต้านมเป็นโรคที่ผู้หญิงทุกคนควรให้ความสำคัญ แม้จะไม่มีประวัติครอบครัวหรือไม่มีปัจจัยเสี่ยงที่ชัดเจนก็ตาม
สิ่งสำคัญคือ อย่ารอให้คลำพบก้อนหรือมีอาการก่อนจึงค่อยตรวจ เพราะมะเร็งเต้านมในระยะแรกอาจไม่มีสัญญาณเตือนใด ๆ การตรวจคัดกรองตามความเหมาะสม ร่วมกับการสังเกตความผิดปกติของเต้านมอย่างสม่ำเสมอ จึงเป็นอีกหนึ่งวิธีสำคัญในการดูแลสุขภาพของผู้หญิง
รู้จักความเสี่ยง รู้จักร่างกายตัวเอง และตรวจคัดกรองอย่างเหมาะสม เพราะการรู้เร็ว อาจเปลี่ยนผลลัพธ์ของการรักษาได้
ฝากถึงผู้หญิงทุกคน
การดูแลสุขภาพไม่ใช่เรื่องของผู้หญิงเพียงคนเดียว แต่ทุกคนสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อความห่วงใยได้ โดยเฉพาะคนในครอบครัวหรือคนใกล้ตัว
หากมีคุณแม่ พี่สาว น้องสาว ภรรยา แฟน หรือคนที่คุณรักที่มีอายุ 35–40 ปีขึ้นไปและยังไม่เคยตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม ชวนกันมาใส่ใจสุขภาพตั้งแต่วันนี้
เพราะการตรวจในวันที่ยังไม่มีอาการ อาจเป็นก้าวสำคัญของการดูแลตัวเองและคนที่เรารัก








