ปวดบิดท้องน้อยรุนแรงจนทนไม่ไหว ปวดร้าวจากบั้นเอวลงไปถึงขาหนีบ หรือปัสสาวะมีเลือดปนโดยไม่ทราบสาเหตุ อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของนิ่วในท่อไตที่กำลังอุดกั้นการไหลของปัสสาวะจากไตสู่กระเพาะปัสสาวะ หากปล่อยไว้โดยไม่รักษา อาจส่งผลกระทบต่อการทำงานของไตในระยะยาว
URSL หรือการส่องกล้องสลายนิ่วในท่อไตด้วยเลเซอร์ คือวิธีรักษามาตรฐานที่ช่วยกำจัดนิ่วได้อย่างมีประสิทธิภาพ บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจขั้นตอนการรักษา การเตรียมตัว การดูแลหลังผ่าตัด ไปจนถึงสัญญาณอันตรายที่ควรรีบไปพบแพทย์
ท่อไตทำหน้าที่อะไร และทำไมนิ่วในท่อไตถึงอันตราย?
ท่อไตเป็นท่อที่ลำเลียงปัสสาวะจากไตไปยังกระเพาะปัสสาวะ หากมีนิ่วอุดตันในท่อไต ผู้ป่วยมักมีอาการปวดบิดไตอย่างรุนแรง (Renal Colic) หรือปวดหน่วงบริเวณบั้นเอว และหากปล่อยไว้โดยไม่รักษา อาจส่งผลให้การทำงานของไตเสื่อมลง จึงจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดรักษา
URSL คืออะไร?
Ureteroscopy with Lithotripsy (URSL) คือการส่องกล้องผ่านทางเดินปัสสาวะเข้าไปยังท่อไต เพื่อสลายนิ่วด้วยเลเซอร์และนำเศษนิ่วออกจากร่างกาย เป็นวิธีรักษานิ่วในท่อไตที่ได้ผลดีและมีความปลอดภัยสูง
ขั้นตอนการผ่าตัดเป็นอย่างไร?
- แพทย์จะสอดกล้องส่องตรวจ (Ureteroscope) ผ่านท่อปัสสาวะและกระเพาะปัสสาวะ เข้าไปยังท่อไต โดยใช้ภาพเอกซเรย์นำทาง
- ใช้เลเซอร์สลายนิ่วในท่อไตให้แตกเป็นชิ้นเล็ก ๆ เพื่อให้สามารถขับออกมาพร้อมปัสสาวะได้เอง
- ในบางกรณีอาจใช้เครื่องมือคีบเศษนิ่วออกโดยตรง
- ใส่สายสวนท่อไต (Ureteral Stent) เพื่อช่วยให้แผลหายดีและระบายปัสสาวะได้สะดวก
- ถอดสายสวนออกด้วยการส่องกล้อง (Cystoscope) ภายใต้ยาชาเฉพาะที่ ประมาณ 2–3 สัปดาห์หลังผ่าตัด
หลังผ่าตัดต้องดูแลตัวเองอย่างไร?
- หลังดมยาสลบ อาจรู้สึกเหนื่อย เวียนศีรษะ หรืออ่อนเพลีย ควรพักรักษาตัวในโรงพยาบาลตามดุลยพินิจของแพทย์
- อาจมีอาการเจ็บคอ ปวดศีรษะ คลื่นไส้ หรือรอยช้ำบริเวณที่แทงเข็มได้บ้าง อาการเหล่านี้จะหายไปเองภายในไม่กี่วัน
- รับประทานยาแก้ปวดตามที่แพทย์สั่ง
- อาจมีอาการปวดหลังหรือแสบขณะปัสสาวะ บางครั้งปัสสาวะอาจมีสีแดงหรือมีลิ่มเลือดปนเศษนิ่วเล็ก ๆ ซึ่งจะหายไปเองภายในไม่กี่วัน
ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ
ศูนย์ศัลยกรรมระบบทางเดินปัสสาวะ โรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา พร้อมให้คำปรึกษาและรักษานิ่วในท่อไตด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยและทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ




