ปวดบิดท้องน้อยอย่างรุนแรงจนทนไม่ไหว ปัสสาวะมีเลือดปน หรือปัสสาวะบ่อยผิดปกติ อาการเหล่านี้คืออาการเตือนที่พบบ่อยที่สุดของนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ ซึ่งเป็นปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อยในคนทุกเพศทุกวัย และมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้หากไม่รู้จักสาเหตุและปรับพฤติกรรมอย่างถูกต้อง
นิ่วในไต เกิดจากอะไร?
การค้นหาสาเหตุของนิ่วต้องอาศัยการวิเคราะห์ชนิดของนิ่วและการตรวจปัสสาวะในห้องปฏิบัติการ เพื่อให้แพทย์สามารถวางแผนการรักษาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย
นิ่วในไต มีกี่ชนิด?
นิ่วในไตแบ่งออกเป็น 4 ชนิดหลัก ได้แก่
-
นิ่วแคลเซียม (Calcium Stones)
เป็นชนิดที่พบบ่อยที่สุด เกิดจากแคลเซียมรวมตัวกับออกซาเลต (Calcium Oxalate) หรือฟอสเฟต (Calcium Phosphate) ในปัสสาวะ โดยปัจจัยและโรคที่เกี่ยวข้องกับนิ่วแคลเซียม ได้แก่
- ปริมาณปัสสาวะน้อย
- ระดับแคลเซียมในปัสสาวะสูง
- ระดับออกซาเลตในปัสสาวะสูง (สำหรับนิ่วแคลเซียมออกซาเลต)
- ค่า pH ของปัสสาวะสูง หรือปัสสาวะเป็นด่าง (สำหรับนิ่วแคลเซียมฟอสเฟต)
- ระดับซิเตรตในปัสสาวะต่ำ
- รับประทานแคลเซียมจากอาหารน้อยเกินไป
- รับประทานวิตามินซีในปริมาณสูง
- โรคไตฟองน้ำ (Medullary Sponge Kidney)
- โรคเกาต์ (Gout)
- ภาวะฮอร์โมนพาราไทรอยด์สูง (Hyperparathyroidism)
- ภาวะอ้วน (Obesity)
- การผ่าตัดลำไส้เนื่องจากโรคลำไส้อักเสบ (Inflammatory Bowel Surgery)
- ภาวะลำไส้สั้น (Short Gut Syndrome)
- การผ่าตัดลดน้ำหนักแบบที่ส่งผลต่อการดูดซึม (Malabsorptive Bariatric Surgery)
- ความผิดปกติของท่อไตส่วนปลาย (Distal Renal Tubular Acidosis)
-
นิ่วสตรูไวท์ (Struvite Stones)
นิ่วสตรูไวท์ประกอบด้วยแมกนีเซียม แอมโมเนียม และฟอสเฟต สามารถมองเห็นได้จากการเอกซเรย์ และหากมีขนาดใหญ่มักมีลักษณะคล้ายเขากวาง นิ่วชนิดนี้มักพบในผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะเรื้อรัง โดยการติดเชื้อจะไม่หายขาดจนกว่าจะนำนิ่วออกได้ทั้งหมด นอกจากนี้นิ่วสตรูไวท์มักทำให้ปัสสาวะมีสภาวะเป็นด่างมากกว่าปกติ
-
นิ่วกรดยูริก (Uric Acid Stones)
นิ่วกรดยูริกมักเกิดจากการรับประทานอาหารที่มีพิวรีนสูง เช่น เนื้อสัตว์ เครื่องในสัตว์ และสัตว์ปีก การรับประทานผักและผลไม้น้อยเกินไปยังทำให้ค่า pH ของปัสสาวะลดลง หรือปัสสาวะมีความเป็นกรดมากขึ้น ซึ่งเอื้อต่อการเกิดนิ่วกรดยูริก ข้อสังเกตสำคัญคือนิ่วชนิดนี้ ไม่สามารถมองเห็นได้จากการเอกซเรย์ทั่วไป จึงต้องอาศัยการตรวจด้วยวิธีอื่น เช่น CT Scan ในการวินิจฉัย
-
นิ่วซิสทีน (Cystine Stones)
นิ่วซิสทีนเกิดจากความบกพร่องทางพันธุกรรมที่ทำให้ร่างกายไม่สามารถดูดซึมกรดอะมิโนซิสทีนได้อย่างถูกต้อง ส่งผลให้ซิสทีนถูกขับออกมาในปัสสาวะในปริมาณสูงผิดปกติ และตกตะกอนกลายเป็นนิ่วในที่สุด นิ่วซิสทีนมักเกิดซ้ำและต้องได้รับการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่องในระยะยาว
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดนิ่วในไตมีอะไรบ้าง?
ปัจจัยเสี่ยงแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม
1.ปัจจัยเสี่ยงที่ปรับเปลี่ยนได้
ปัจจัยด้านปัสสาวะ
ความผิดปกติทางชีวเคมีของปัสสาวะบางประการอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดนิ่ว ตัวอย่างของความผิดปกติเหล่านี้ ได้แก่
- ปริมาณปัสสาวะน้อย ทำให้สารต่าง ๆ ในปัสสาวะมีความเข้มข้นสูงขึ้นและตกตะกอนเป็นนิ่วได้ง่าย
- แคลเซียมในปัสสาวะสูง (Hypercalciuria) เพิ่มความเสี่ยงนิ่วแคลเซียม
- กรดยูริกในปัสสาวะสูง (Hyperuricosuria) เพิ่มความเสี่ยงนิ่วกรดยูริก
- ออกซาเลตในปัสสาวะสูง (Hyperoxaluria) เพิ่มความเสี่ยงนิ่วแคลเซียมออกซาเลต
- ซิเตรตในปัสสาวะต่ำ (Hypocitraturia) ซิเตรตทำหน้าที่ยับยั้งการตกตะกอนของแคลเซียม หากระดับต่ำจะเพิ่มความเสี่ยงนิ่วแคลเซียม
- การคั่งค้างของปัสสาวะ (Urinary Stasis) เมื่อปัสสาวะไหลไม่สะดวกหรือค้างอยู่ในระบบทางเดินปัสสาวะนานเกินไป สารต่าง ๆ มีโอกาสตกผลึกและก่อตัวเป็นนิ่วได้มากขึ้น
- ค่า pH ของปัสสาวะ ค่าความเป็นกรด-ด่างของปัสสาวะส่งผลต่อชนิดของนิ่วที่เกิดขึ้น เช่น ปัสสาวะที่มีความเป็นกรดสูงจะเอื้อต่อการเกิดนิ่วกรดยูริก ในขณะที่ปัสสาวะที่เป็นด่างจะเอื้อต่อการเกิดนิ่วแคลเซียมฟอสเฟต
ความผิดปกติเหล่านี้มักเชื่อมโยงกับพฤติกรรมการรับประทานอาหารหรือโรคประจำตัวบางชนิด ซึ่งอาจทำให้ระดับสารในปัสสาวะสูงหรือต่ำผิดปกติ หรือทำให้ค่า pH เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
ปัจจัยด้านอาหาร
พฤติกรรมการรับประทานอาหารเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลโดยตรงต่อการเกิดนิ่ว
- ดื่มน้ำน้อยเกินไป ทำให้ปัสสาวะเข้มข้นขึ้นและเพิ่มความเสี่ยงนิ่วทุกชนิด
- แคลเซียมและโพแทสเซียมต่ำ การรับประทานแคลเซียมและโพแทสเซียมไม่เพียงพออาจเพิ่มความเสี่ยงนิ่วแคลเซียมได้ เพราะแคลเซียมจากอาหารช่วยจับออกซาเลตในลำไส้ก่อนที่จะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด
- ออกซาเลตสูง อาหารที่มีออกซาเลตสูง เช่น ผักโขม ช็อกโกแลต ถั่ว และชา จะเพิ่มระดับออกซาเลตในปัสสาวะและเสี่ยงต่อนิ่วแคลเซียมออกซาเลต
- โซเดียมสูง อาหารเค็มทำให้ไตขับแคลเซียมออกมาในปัสสาวะมากขึ้น
- วิตามินซีสูง การรับประทานวิตามินซีในปริมาณมากอาจถูกเปลี่ยนเป็นออกซาเลตในร่างกาย ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงนิ่วแคลเซียมออกซาเลต
- โปรตีนจากสัตว์สูง การรับประทานเนื้อสัตว์ เครื่องในสัตว์ และอาหารที่มีพิวรีนสูงในปริมาณมาก จะเพิ่มระดับกรดยูริกในปัสสาวะและเพิ่มความเสี่ยงนิ่วกรดยูริก
ยาบางชนิดที่เพิ่มความเสี่ยง
ยาบางประเภทอาจส่งผลต่อองค์ประกอบของปัสสาวะและเพิ่มโอกาสเกิดนิ่ว ตัวอย่างที่พบบ่อย ได้แก่
- Topiramate ยากันชักที่ใช้รักษาโรคลมชักและไมเกรน
- Acetazolamide ยาขับปัสสาวะที่ใช้รักษาต้อหินและโรคแพ้ความสูง
- Indinavir ยาต้านไวรัสสำหรับผู้ป่วย HIV
- Triamterene ยาขับปัสสาวะชนิดหนึ่ง
หากรับประทานยาเหล่านี้อยู่และมีความกังวลเรื่องนิ่ว ควรปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาทางเลือกที่เหมาะสม
โรคประจำตัวที่เพิ่มความเสี่ยง
โรคและภาวะต่อไปนี้อาจส่งผลต่อกระบวนการเผาผลาญและองค์ประกอบของปัสสาวะ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดนิ่ว
- โรคเกาต์ (Gout)
- ภาวะฮอร์โมนพาราไทรอยด์สูง (Hyperparathyroidism)
- โรคเบาหวาน (Diabetes Mellitus)
- Short Gut Syndrome (ภาวะลำไส้สั้น)
- โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง (Inflammatory Bowel Disease)
- การผ่าตัดลำไส้หรือการผ่าตัดลดน้ำหนัก (Bowel Resection / Gastrointestinal Bypass Surgery)
- Distal Renal Tubular Acidosis (ความผิดปกติของท่อไตส่วนปลาย)
- การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะเรื้อรัง
- Medullary Sponge Kidney (ไตฟองน้ำ)
- ภาวะอ้วน (Obesity)
- Cystinuria (ภาวะซิสทีนในปัสสาวะสูง)
2.ปัจจัยที่ปรับเปลี่ยนไม่ได้
พันธุกรรมและประวัติครอบครัว
ปัจจัยทางพันธุกรรมมีบทบาทสำคัญต่อความเสี่ยงในการเกิดนิ่ว ผู้ที่มีสมาชิกในครอบครัวเป็นนิ่วในไตมีโอกาสเกิดนิ่วสูงกว่าคนทั่วไป หากมีประวัติครอบครัวเป็นนิ่วในไต ควรแจ้งให้แพทย์ทราบเพื่อประเมินความเสี่ยงและวางแผนการป้องกันตั้งแต่เนิ่น ๆ
อาการของนิ่วในไตมีอะไรบ้าง?
- ปวดหลังหรือปวดสีข้างอย่างรุนแรง
- ปัสสาวะมีเลือดปน
- คลื่นไส้และอาเจียน
- มีไข้และหนาวสั่น
- ปัสสาวะบ่อยหรือรู้สึกปวดปัสสาวะอย่างเฉียบพลัน
- แสบขณะปัสสาวะ
หากปล่อยทิ้งไว้ไม่รักษาจะเกิดอะไรขึ้น?
นิ่วที่อุดกั้นทางเดินปัสสาวะจะทำให้เกิดอาการปวดรุนแรงและหากปล่อยไว้โดยไม่รักษา ไตข้างนั้นอาจเสื่อมสภาพและสูญเสียการทำงานในที่สุด นอกจากนี้ การอุดกั้นยังเพิ่มความเสี่ยงการติดเชื้อซึ่งหากเชื้อเข้าสู่กระแสเลือดอาจทำให้เกิดภาวะพิษเลือด (Sepsis) ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
ดูแลตัวเองและป้องกันนิ่วกลับมาเป็นซ้ำได้อย่างไร?
- รับประทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด
- ดื่มน้ำอย่างน้อย 2.5 ลิตรต่อวัน
- หลีกเลี่ยงการกลั้นปัสสาวะเป็นเวลานาน
- รักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ BMI ปกติ
- จำกัดอาหารที่มีออกซาเลตสูง
- ผู้ป่วยนิ่วกรดยูริกควรลดอาหารที่มีพิวรีนสูง เช่น เครื่องในสัตว์ สัตว์ปีก และถั่ว
- ผู้ป่วยนิ่วแคลเซียมควรลดอาหารที่มีโซเดียมสูง
- ปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานวิตามินซี วิตามินดี หรือแคลเซียมเสริม เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงการเกิดนิ่ว
- สังเกตสีและลักษณะปัสสาวะสม่ำเสมอ หากปัสสาวะขุ่น มีสีแดง หรือมีเศษนิ่วปน ให้เก็บตัวอย่างและนำไปพบแพทย์
- ไปตามนัดติดตามอาการอย่างสม่ำเสมอ
ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ
ศูนย์ศัลยกรรมระบบทางเดินปัสสาวะ โรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา พร้อมให้คำปรึกษา ตรวจวินิจฉัย และรักษานิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะอย่างครบวงจร โดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง




