โรงพยาบาลกรุงเทพ
Caret Right
Search
CTA Curve
ค้นหาแพทย์ icon
ค้นหาแพทย์
ทำนัด icon
ทำนัด
ติดต่อ icon
ติดต่อ
โทร 1719
Menu
  • เลือกโรงพยาบาล

  • Language & Currency

Doctor not found
Doctor not found
Doctor not found
Doctor not found
โรงพยาบาลกรุงเทพ
ติดต่อเรา
ดูแผนที่ Google Maps
    นโยบายความเป็นส่วนตัว

    |

    นโยบาย Cookie

    Copyright © 2026 Bangkok Hospital. All right reserved


    เครือข่ายโรงพยาบาลกรุงเทพ
    MEMBER OFBDMS logo

    นิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ (Urinary Calculus) สาเหตุ อาการ และวิธีป้องกันที่ควรรู้

    5 นาทีในการอ่าน
    ข้อมูลโดย
    โรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา
    อัปเดตเมื่อ: 09 ก.ค. 2569
    แพ็กเกจแนะนำ
    แพ็กเกจตรวจวัดอัตราการไหลของปัสสาวะ UROFLOWMETRY
    แพ็กเกจตรวจวัดอัตราการไหลของปัสสาวะ UROFLOWMETRY
    นิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ (Urinary Calculus) สาเหตุ อาการ และวิธีป้องกันที่ควรรู้
    โรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา
    อัปเดตเมื่อ: 09 ก.ค. 2569

    ปวดบิดท้องน้อยอย่างรุนแรงจนทนไม่ไหว ปัสสาวะมีเลือดปน หรือปัสสาวะบ่อยผิดปกติ อาการเหล่านี้คืออาการเตือนที่พบบ่อยที่สุดของนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ ซึ่งเป็นปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อยในคนทุกเพศทุกวัย และมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้หากไม่รู้จักสาเหตุและปรับพฤติกรรมอย่างถูกต้อง

    นิ่วในไต เกิดจากอะไร?

    การค้นหาสาเหตุของนิ่วต้องอาศัยการวิเคราะห์ชนิดของนิ่วและการตรวจปัสสาวะในห้องปฏิบัติการ เพื่อให้แพทย์สามารถวางแผนการรักษาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย

    นิ่วในไต มีกี่ชนิด?

    นิ่วในไตแบ่งออกเป็น 4 ชนิดหลัก ได้แก่

    1. นิ่วแคลเซียม (Calcium Stones)

    เป็นชนิดที่พบบ่อยที่สุด เกิดจากแคลเซียมรวมตัวกับออกซาเลต (Calcium Oxalate) หรือฟอสเฟต (Calcium Phosphate) ในปัสสาวะ โดยปัจจัยและโรคที่เกี่ยวข้องกับนิ่วแคลเซียม ได้แก่

    • ปริมาณปัสสาวะน้อย
    • ระดับแคลเซียมในปัสสาวะสูง
    • ระดับออกซาเลตในปัสสาวะสูง (สำหรับนิ่วแคลเซียมออกซาเลต)
    • ค่า pH ของปัสสาวะสูง หรือปัสสาวะเป็นด่าง (สำหรับนิ่วแคลเซียมฟอสเฟต)
    • ระดับซิเตรตในปัสสาวะต่ำ
    • รับประทานแคลเซียมจากอาหารน้อยเกินไป
    • รับประทานวิตามินซีในปริมาณสูง
    • โรคไตฟองน้ำ (Medullary Sponge Kidney)
    • โรคเกาต์ (Gout)
    • ภาวะฮอร์โมนพาราไทรอยด์สูง (Hyperparathyroidism)
    • ภาวะอ้วน (Obesity)
    • การผ่าตัดลำไส้เนื่องจากโรคลำไส้อักเสบ (Inflammatory Bowel Surgery)
    • ภาวะลำไส้สั้น (Short Gut Syndrome)
    • การผ่าตัดลดน้ำหนักแบบที่ส่งผลต่อการดูดซึม (Malabsorptive Bariatric Surgery)
    • ความผิดปกติของท่อไตส่วนปลาย (Distal Renal Tubular Acidosis)
    1. นิ่วสตรูไวท์ (Struvite Stones)

    นิ่วสตรูไวท์ประกอบด้วยแมกนีเซียม แอมโมเนียม และฟอสเฟต สามารถมองเห็นได้จากการเอกซเรย์ และหากมีขนาดใหญ่มักมีลักษณะคล้ายเขากวาง นิ่วชนิดนี้มักพบในผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะเรื้อรัง โดยการติดเชื้อจะไม่หายขาดจนกว่าจะนำนิ่วออกได้ทั้งหมด นอกจากนี้นิ่วสตรูไวท์มักทำให้ปัสสาวะมีสภาวะเป็นด่างมากกว่าปกติ

    1. นิ่วกรดยูริก (Uric Acid Stones)

    นิ่วกรดยูริกมักเกิดจากการรับประทานอาหารที่มีพิวรีนสูง เช่น เนื้อสัตว์ เครื่องในสัตว์ และสัตว์ปีก การรับประทานผักและผลไม้น้อยเกินไปยังทำให้ค่า pH ของปัสสาวะลดลง หรือปัสสาวะมีความเป็นกรดมากขึ้น ซึ่งเอื้อต่อการเกิดนิ่วกรดยูริก ข้อสังเกตสำคัญคือนิ่วชนิดนี้ ไม่สามารถมองเห็นได้จากการเอกซเรย์ทั่วไป จึงต้องอาศัยการตรวจด้วยวิธีอื่น เช่น CT Scan ในการวินิจฉัย

    1. นิ่วซิสทีน (Cystine Stones)

    นิ่วซิสทีนเกิดจากความบกพร่องทางพันธุกรรมที่ทำให้ร่างกายไม่สามารถดูดซึมกรดอะมิโนซิสทีนได้อย่างถูกต้อง ส่งผลให้ซิสทีนถูกขับออกมาในปัสสาวะในปริมาณสูงผิดปกติ และตกตะกอนกลายเป็นนิ่วในที่สุด นิ่วซิสทีนมักเกิดซ้ำและต้องได้รับการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่องในระยะยาว

    ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดนิ่วในไตมีอะไรบ้าง?

    ปัจจัยเสี่ยงแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม

    1.ปัจจัยเสี่ยงที่ปรับเปลี่ยนได้

    ปัจจัยด้านปัสสาวะ

    ความผิดปกติทางชีวเคมีของปัสสาวะบางประการอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดนิ่ว ตัวอย่างของความผิดปกติเหล่านี้ ได้แก่

    • ปริมาณปัสสาวะน้อย ทำให้สารต่าง ๆ ในปัสสาวะมีความเข้มข้นสูงขึ้นและตกตะกอนเป็นนิ่วได้ง่าย
    • แคลเซียมในปัสสาวะสูง (Hypercalciuria) เพิ่มความเสี่ยงนิ่วแคลเซียม
    • กรดยูริกในปัสสาวะสูง (Hyperuricosuria) เพิ่มความเสี่ยงนิ่วกรดยูริก
    • ออกซาเลตในปัสสาวะสูง (Hyperoxaluria) เพิ่มความเสี่ยงนิ่วแคลเซียมออกซาเลต
    • ซิเตรตในปัสสาวะต่ำ (Hypocitraturia) ซิเตรตทำหน้าที่ยับยั้งการตกตะกอนของแคลเซียม หากระดับต่ำจะเพิ่มความเสี่ยงนิ่วแคลเซียม
    • การคั่งค้างของปัสสาวะ (Urinary Stasis) เมื่อปัสสาวะไหลไม่สะดวกหรือค้างอยู่ในระบบทางเดินปัสสาวะนานเกินไป สารต่าง ๆ มีโอกาสตกผลึกและก่อตัวเป็นนิ่วได้มากขึ้น
    • ค่า pH ของปัสสาวะ ค่าความเป็นกรด-ด่างของปัสสาวะส่งผลต่อชนิดของนิ่วที่เกิดขึ้น เช่น ปัสสาวะที่มีความเป็นกรดสูงจะเอื้อต่อการเกิดนิ่วกรดยูริก ในขณะที่ปัสสาวะที่เป็นด่างจะเอื้อต่อการเกิดนิ่วแคลเซียมฟอสเฟต

    ความผิดปกติเหล่านี้มักเชื่อมโยงกับพฤติกรรมการรับประทานอาหารหรือโรคประจำตัวบางชนิด ซึ่งอาจทำให้ระดับสารในปัสสาวะสูงหรือต่ำผิดปกติ หรือทำให้ค่า pH เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

    ปัจจัยด้านอาหาร

    พฤติกรรมการรับประทานอาหารเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลโดยตรงต่อการเกิดนิ่ว

    • ดื่มน้ำน้อยเกินไป ทำให้ปัสสาวะเข้มข้นขึ้นและเพิ่มความเสี่ยงนิ่วทุกชนิด
    • แคลเซียมและโพแทสเซียมต่ำ การรับประทานแคลเซียมและโพแทสเซียมไม่เพียงพออาจเพิ่มความเสี่ยงนิ่วแคลเซียมได้ เพราะแคลเซียมจากอาหารช่วยจับออกซาเลตในลำไส้ก่อนที่จะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด
    • ออกซาเลตสูง อาหารที่มีออกซาเลตสูง เช่น ผักโขม ช็อกโกแลต ถั่ว และชา จะเพิ่มระดับออกซาเลตในปัสสาวะและเสี่ยงต่อนิ่วแคลเซียมออกซาเลต
    • โซเดียมสูง อาหารเค็มทำให้ไตขับแคลเซียมออกมาในปัสสาวะมากขึ้น
    • วิตามินซีสูง การรับประทานวิตามินซีในปริมาณมากอาจถูกเปลี่ยนเป็นออกซาเลตในร่างกาย ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงนิ่วแคลเซียมออกซาเลต
    • โปรตีนจากสัตว์สูง การรับประทานเนื้อสัตว์ เครื่องในสัตว์ และอาหารที่มีพิวรีนสูงในปริมาณมาก จะเพิ่มระดับกรดยูริกในปัสสาวะและเพิ่มความเสี่ยงนิ่วกรดยูริก

    ยาบางชนิดที่เพิ่มความเสี่ยง

    ยาบางประเภทอาจส่งผลต่อองค์ประกอบของปัสสาวะและเพิ่มโอกาสเกิดนิ่ว ตัวอย่างที่พบบ่อย ได้แก่

    • Topiramate ยากันชักที่ใช้รักษาโรคลมชักและไมเกรน
    • Acetazolamide ยาขับปัสสาวะที่ใช้รักษาต้อหินและโรคแพ้ความสูง
    • Indinavir ยาต้านไวรัสสำหรับผู้ป่วย HIV
    • Triamterene ยาขับปัสสาวะชนิดหนึ่ง

    หากรับประทานยาเหล่านี้อยู่และมีความกังวลเรื่องนิ่ว ควรปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาทางเลือกที่เหมาะสม

    โรคประจำตัวที่เพิ่มความเสี่ยง

    โรคและภาวะต่อไปนี้อาจส่งผลต่อกระบวนการเผาผลาญและองค์ประกอบของปัสสาวะ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดนิ่ว

    • โรคเกาต์ (Gout)
    • ภาวะฮอร์โมนพาราไทรอยด์สูง (Hyperparathyroidism)
    • โรคเบาหวาน (Diabetes Mellitus)
    • Short Gut Syndrome (ภาวะลำไส้สั้น)
    • โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง (Inflammatory Bowel Disease)
    • การผ่าตัดลำไส้หรือการผ่าตัดลดน้ำหนัก (Bowel Resection / Gastrointestinal Bypass Surgery)
    • Distal Renal Tubular Acidosis (ความผิดปกติของท่อไตส่วนปลาย)
    • การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะเรื้อรัง
    • Medullary Sponge Kidney (ไตฟองน้ำ)
    • ภาวะอ้วน (Obesity)
    • Cystinuria (ภาวะซิสทีนในปัสสาวะสูง)

    2.ปัจจัยที่ปรับเปลี่ยนไม่ได้

    พันธุกรรมและประวัติครอบครัว

    ปัจจัยทางพันธุกรรมมีบทบาทสำคัญต่อความเสี่ยงในการเกิดนิ่ว ผู้ที่มีสมาชิกในครอบครัวเป็นนิ่วในไตมีโอกาสเกิดนิ่วสูงกว่าคนทั่วไป หากมีประวัติครอบครัวเป็นนิ่วในไต ควรแจ้งให้แพทย์ทราบเพื่อประเมินความเสี่ยงและวางแผนการป้องกันตั้งแต่เนิ่น ๆ

    อาการของนิ่วในไตมีอะไรบ้าง?

    • ปวดหลังหรือปวดสีข้างอย่างรุนแรง
    • ปัสสาวะมีเลือดปน
    • คลื่นไส้และอาเจียน
    • มีไข้และหนาวสั่น
    • ปัสสาวะบ่อยหรือรู้สึกปวดปัสสาวะอย่างเฉียบพลัน
    • แสบขณะปัสสาวะ

    หากปล่อยทิ้งไว้ไม่รักษาจะเกิดอะไรขึ้น?

    นิ่วที่อุดกั้นทางเดินปัสสาวะจะทำให้เกิดอาการปวดรุนแรงและหากปล่อยไว้โดยไม่รักษา ไตข้างนั้นอาจเสื่อมสภาพและสูญเสียการทำงานในที่สุด นอกจากนี้ การอุดกั้นยังเพิ่มความเสี่ยงการติดเชื้อซึ่งหากเชื้อเข้าสู่กระแสเลือดอาจทำให้เกิดภาวะพิษเลือด (Sepsis) ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

    ดูแลตัวเองและป้องกันนิ่วกลับมาเป็นซ้ำได้อย่างไร?

    • รับประทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด
    • ดื่มน้ำอย่างน้อย 2.5 ลิตรต่อวัน
    • หลีกเลี่ยงการกลั้นปัสสาวะเป็นเวลานาน
    • รักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ BMI ปกติ
    • จำกัดอาหารที่มีออกซาเลตสูง
    • ผู้ป่วยนิ่วกรดยูริกควรลดอาหารที่มีพิวรีนสูง เช่น เครื่องในสัตว์ สัตว์ปีก และถั่ว
    • ผู้ป่วยนิ่วแคลเซียมควรลดอาหารที่มีโซเดียมสูง
    • ปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานวิตามินซี วิตามินดี หรือแคลเซียมเสริม เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงการเกิดนิ่ว
    • สังเกตสีและลักษณะปัสสาวะสม่ำเสมอ หากปัสสาวะขุ่น มีสีแดง หรือมีเศษนิ่วปน ให้เก็บตัวอย่างและนำไปพบแพทย์
    • ไปตามนัดติดตามอาการอย่างสม่ำเสมอ

    ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ

    ศูนย์ศัลยกรรมระบบทางเดินปัสสาวะ โรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา พร้อมให้คำปรึกษา ตรวจวินิจฉัย และรักษานิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะอย่างครบวงจร โดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง

    สอบถามเพิ่มเติมที่

    ศูนย์ศัลยกรรมระบบทางเดินปัสสาวะ

    อาคาร E ชั้น 4

    วันจันทร์ – อาทิตย์
    08:00 – 16:00 น.

    +66 3890 9344

    [email protected]

    เลือกปรึกษากับแพทย์เฉพาะทาง

    ดูแพทย์ทั้งหมด

    แพ็กเกจและโปรโมชั่น

    แพ็กเกจตรวจวัดอัตราการไหลของปัสสาวะ UROFLOWMETRYแพ็กเกจตรวจวัดอัตราการไหลของปัสสาวะ UROFLOWMETRY
    แพ็กเกจตรวจวัดอัตราการไหลของปัสสาวะ UROFLOWMETRY

    490 บาท

    รายละเอียด
    ดูแพ็กเกจอื่น ๆ

    ข้อมูลสุขภาพ

    ดูข้อมูลสุขภาพอื่น ๆ

    ข้อมูลสุขภาพ

    การรักษาแบบ Focal Therapy Image
    การรักษาแบบ Focal Therapy
    การผ่าตัดต่อมลูกหมากด้วยเลเซอร์ HoLEP คืออะไร และมีประโยชน์อย่างไร? Image
    การผ่าตัดต่อมลูกหมากด้วยเลเซอร์ HoLEP คืออะไร และมีประโยชน์อย่างไร?
    การรักษามะเร็งต่อมลูกหมากด้วยการฉายรังสีแบบใหม่ Image
    การรักษามะเร็งต่อมลูกหมากด้วยการฉายรังสีแบบใหม่
    ดูข้อมูลสุขภาพอื่น ๆ