การผ่าตัดรีแพร์กระชับช่องคลอด (Posterior Repair)
ทางเลือกเพื่อคืนความมั่นใจของผู้หญิง
แผนกสูตินรีเวช ศูนย์สุขภาพสตรี โรงพยาบาลกรุงเทพขอนแก่น
1. บทนำ
จากประสบการณ์ทางคลินิกกว่า 19 ปีในสาขาสูตินรีเวช พบว่าผู้ป่วยที่มาปรึกษาด้านการตกแต่งทางนรีเวชสามารถแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ ร้อยละ 65 มาเพื่อผ่าตัดรีแพร์กระชับช่องคลอด โดยมีอาการหลวม มีเสียงลม ไม่กระชับ [1,2]; ร้อยละ 20 มาตกแต่งเลเบียเนื่องจากแคมยื่นหรือไม่สวยงาม; และร้อยละ 15 ที่เหลือมาใช้บริการ vaginal rejuvenation ด้วยเลเซอร์หรือพลังงานคลื่นวิทยุ ซึ่งมุ่งเน้นลดปัสสาวะเล็ดจากหูรูดท่อปัสสาวะหย่อนเป็นหลัก และให้ผลความกระชับเพียงชั่วคราวเมื่อเทียบกับการผ่าตัด [9]
ความไม่กระชับของช่องคลอดส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้หญิงในหลายมิติ ทั้งความมั่นใจในตนเอง ความสัมพันธ์ทางเพศ และความรู้สึกไม่สบายขณะใช้ชีวิตประจำวัน [1,2] แม้อาการดังกล่าวจะมีความคล้ายคลึงกับภาวะอุ้งเชิงกรานหย่อน (Pelvic Organ Prolapse; POP) แต่เป็นภาวะที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน และต้องได้รับการวินิจฉัยและดูแลอย่างถูกต้องเหมาะสม [3]
2. การแยกภาวะช่องคลอดไม่กระชับออกจากภาวะอุ้งเชิงกรานหย่อน
- ช่องคลอดไม่กระชับ (Vaginal laxity): เกิดจากการหย่อนตัวของผนังช่องคลอดด้านหลังหรือเนื้อเยื่อโดยรอบ โดยไม่มีการยื่นของอวัยวะภายใน เช่น มดลูก กระเพาะปัสสาวะ หรือทวารหนัก ออกมาทางช่องคลอด อาการมักเป็นความรู้สึกหลวม ไม่กระชับ โดยเฉพาะขณะมีเพศสัมพันธ์ [2]
- ภาวะอุ้งเชิงกรานหย่อน (Pelvic Organ Prolapse; POP): เป็นการที่อวัยวะภายในเคลื่อนต่ำและดันออกมาทางช่องคลอด ผู้ป่วยอาจรู้สึกก้อนดันออกมา เจ็บหน่วง หรือมีปัญหาในการขับถ่ายและปัสสาวะ [1,3]
3. สาเหตุของความไม่กระชับในช่องคลอด
- การคลอดบุตรทางช่องคลอด: โดยเฉพาะการคลอดทารกตัวใหญ่หรือคลอดหลายครั้ง ทำให้เนื้อเยื่อและกล้ามเนื้อในช่องคลอดยืดออกและเสียหาย [4]
- อายุที่เพิ่มขึ้นและวัยหมดประจำเดือน: ฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ลดลงทำให้เนื้อเยื่อบางลงและสูญเสียความยืดหยุ่น [5]
- พันธุกรรม: บางรายมีลักษณะทางพันธุกรรมที่ทำให้เนื้อเยื่อเกี่ยวพันหย่อนง่ายกว่าปกติ [6]
- กิจกรรมที่เพิ่มแรงดันในช่องท้อง: เช่น การยกของหนักเรื้อรัง ไอเรื้อรัง หรือท้องผูกเรื้อรัง [7]
4. วิธีการรักษาความไม่กระชับของช่องคลอด
4.1 การรักษาโดยไม่ผ่าตัด
- การบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน (Kegel exercise): มีหลักฐานระดับ Cochrane ว่าช่วยลดปัสสาวะเล็ดและเสริมกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน [8]
- เลเซอร์หรือพลังงานคลื่นวิทยุ (Vaginal rejuvenation): วิธีนี้ให้ผลชั่วคราว ขึ้นกับความกว้างของช่องคลอดตั้งต้น โดยทั่วไปใช้เพื่อลดปัสสาวะเล็ดแบบกล้ามเนื้อหูรูดหย่อนเป็นหลัก ยังขาดหลักฐานระยะยาวที่เพียงพอ [9,15]
- การใช้ฮอร์โมนเฉพาะที่ เช่น ครีมเอสโตรเจน: มีประโยชน์ในสตรีวัยหมดประจำเดือนที่มีภาวะเยื่อบุช่องคลอดฝ่อ [10]
4.2 การรักษาโดยการผ่าตัด: Posterior Colporrhaphy
- เป็นการซ่อมแซมผนังช่องคลอดด้านหลัง โดยตัดเย็บเนื้อเยื่อที่หย่อนให้ตึงกระชับ [11,12]
- เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการไม่กระชับมากและไม่ตอบสนองต่อการรักษาแบบไม่ผ่าตัด [11]
- มักทำร่วมกับการซ่อมแซมฝีเย็บ (perineorrhaphy) หากมีความเสียหายร่วมด้วย [12]
- สามารถทำแบบผู้ป่วยนอกหรือพักฟื้นระยะสั้น และมีอัตราความพึงพอใจสูง [13]
5. ควรพิจารณาการผ่าตัดเมื่อใด?
การผ่าตัดรีแพร์ช่องคลอดควรพิจารณาเมื่อมีเงื่อนไขดังต่อไปนี้ครบถ้วน:
- มีอาการหลวมของช่องคลอดมากจนกระทบต่อคุณภาพชีวิตหรือความสัมพันธ์ทางเพศ [2,13]
- ลองวิธีไม่ผ่าตัดแล้วไม่ได้ผล [8,9]
- ไม่มีภาวะอุ้งเชิงกรานหย่อนที่ต้องแก้ไขร่วม หรือหากมีก็ได้รับการวินิจฉัยและวางแผนรักษาแล้ว [3,11]
- ต้องการผลลัพธ์ระยะยาวมากกว่าการใช้เครื่องแบบไม่ผ่าตัด [9,11]
6. ความเสี่ยงและข้อควรระวัง
ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย (RTCOG) [15] แนะนำว่าหลักฐานการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการตกแต่งทางนรีเวชยังมีจำกัด ทำให้ขาดข้อมูลในระยะยาว สตรีที่ต้องการรับการรักษาควรได้รับข้อมูลถึงข้อดี ข้อเสีย และความเสี่ยง ดังนี้:
- การติดเชื้อและการเสียเลือด: ควรดูแลแผลตามคำแนะนำแพทย์อย่างเคร่งครัด [14]
- แผลเป็น: อาจเกิดขึ้นในบางกรณีและส่งผลต่อความรู้สึกขณะมีเพศสัมพันธ์ [12,14]
- อาการเจ็บหลังผ่าตัด: พบได้แต่ส่วนใหญ่หายได้เองในระยะเวลาอันสมควร [14]
7. สรุป
การผ่าตัด Posterior Repair (Posterior Colporrhaphy) เป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพและมีหลักฐานรองรับสำหรับผู้หญิงที่มีปัญหาความไม่กระชับของช่องคลอดที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาแบบไม่ผ่าตัด [11,12] การแยกภาวะนี้ออกจาก POP ด้วยการประเมินที่ถูกต้องโดยสูตินรีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นสิ่งสำคัญยิ่งในการวางแผนรักษา [3,13] ทั้งนี้ควรพิจารณาปัจจัยด้านสุขภาพและความต้องการของผู้ป่วยเป็นรายบุคคลเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด [15]
เอกสารอ้างอิง (References)
Section 1–2 — ระบาดวิทยา, นิยาม, และการแยกโรค
- Nygaard I, et al. Prevalence of symptomatic pelvic floor disorders in US women. JAMA. 2008;300(11):1311–1316.
- Pauls RN, et al. Sexual function after vaginal surgery for pelvic organ prolapse and urinary incontinence. Am J Obstet Gynecol. 2007;197(6):622.e1–7.
- Bump RC, et al. The standardization of terminology of female pelvic organ prolapse and pelvic floor dysfunction. Am J Obstet Gynecol. 1996;175(1):10–17.
Section 3 — สาเหตุของความไม่กระชับ
- Pauls RN. Impact of vaginal childbirth on pelvic floor disorders. Obstet Gynecol Clin North Am. 2008;35(3):527–545.
- Tinelli A, et al. Estrogen deficiency and pelvic floor changes in menopausal women. Climacteric. 2010;13(5):449–457.
- Alarab M, et al. The role of genetics in pelvic organ prolapse. Int Urogynecol J. 2010;21(5):521–527.
- Spence-Jones C, et al. Bowel dysfunction: a pathogenic factor in uterovaginal prolapse and urinary stress incontinence. Br J ObstetGynaecol. 1994;101(2):147–152.
Section 4 — การรักษา (ไม่ผ่าตัดและผ่าตัด)
- DumoulinC, Cacciari LP, Hay-Smith EJC. Pelvic floor muscle training versus no treatment, or inactive control treatments, for urinary incontinence in women. Cochrane Database Syst Rev. 2018;(10):CD005654.
- Alshiek J, et al. Energy-based devices for treatment of genitourinary syndrome of menopause: systematic review and meta-analysis. Female Pelvic Med Reconstr Surg. 2021;27(1):e1–e16.
- Lethaby A, et al. Intravaginal oestrogen for treating vaginal atrophy in postmenopausal women. Cochrane Database Syst Rev. 2016;(2):CD009130.
- Maher C, et al. Surgical management of pelvic organ prolapse in women. Cochrane Database Syst Rev. 2013;(4):CD004014.
- ParaisoMF, et al. Rectocele repair: a randomized trial of three surgical techniques including graft augmentation. Am J Obstet Gynecol. 2006;195(6):1762–1771.
Section 5–6 — ข้อบ่งชี้, ผลลัพธ์, และความเสี่ยง
- BarberMD, et al. Defining success after surgery for pelvic organ prolapse. Obstet Gynecol. 2009;114(3):600–609.
- GutmanRE, et al. Posterior colporrhaphy: practice patterns and outcomes. Int Urogynecol 2021;32(6):1489–1497.
- ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย (RTCOG). แนวทางการตรวจรักษาและการดูแลสตรีที่ต้องการตกแต่งทางนรีเวช. กรุงเทพฯ: RTCOG; 2022.
เขียนบทความโดย
นพ.สิทธิพงศ์ ถวิลการ
สูตินรีเวชวิทยา (Obstetrics & Gynecology)
เฉพาะทาง ผ่าตัดผ่านกล้องทางนรีเวช (Gynecologic Endoscopy)
แผนกสูตินรีเวช ศูนย์สุขภาพสตรี
โรงพยาบาลกรุงเทพขอนแก่น
โทร 043-042787










