โรคพิษสุนัขบ้า เป็นโรคติดเชื้อที่มีความรุนแรงสูง เมื่อแสดงอาการแล้วไม่มีทางรักษาและมีอัตราการเสียชีวิตเกือบ 100% โดยโรคสามารถติดต่อสู่คนได้ผ่านการถูกสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เช่น สุนัข แมว หรือสัตว์ป่า กัด ข่วน หรือเลียบริเวณที่มีแผล แม้ว่าโรคนี้จะรุนแรง แต่สามารถป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยการฉีดวัคซีน ซึ่งเป็นแนวทางเชิงป้องกันที่สำคัญในกลุ่มเสี่ยง
- การฉีดวัคซีนแบบ Pre-Exposure คืออะไร
การฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าแบบก่อนสัมผัสเชื้อ คือ การฉีดวัคซีนให้กับบุคคลที่ยังไม่เคยถูกสัตว์กัดหรือสัมผัสเชื้อ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันล่วงหน้า หากมีการสัมผัสเชื้อในอนาคต ร่างกายจะสามารถตอบสนองได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
- กลุ่มบุคคลที่ควรได้รับวัคซีนแบบ Pre-Exposure
วัคซีนชนิดนี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น
- สัตวแพทย์ หรือผู้ช่วยสัตวแพทย์
- เจ้าหน้าที่ควบคุมสัตว์
- ผู้ที่ทำงานใกล้ชิดกับสัตว์ เช่น คนเลี้ยงสัตว์จำนวนมาก
- ผู้ที่อาศัยหรือเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีการระบาดของโรค
- เด็กเล็กในพื้นที่เสี่ยง (เนื่องจากมีโอกาสสัมผัสสัตว์โดยไม่ระวัง)
รูปแบบการฉีดวัคซีน
ตามแนวทางมาตรฐาน สามารถให้วัคซีนได้ 2 วิธี ได้แก่
- ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ (Intramuscular: IM) ฉีดทั้งหมด 2เข็ม วันที่ 0 และ 7
- ฉีดเข้าชั้นผิวหนัง (Intradermal: ID) ฉีด 2 เข็ม (วันที่ 0 และ 7)
ประโยชน์ของการฉีดแบบ Pre-Exposure
- ลดความรุนแรงของโรคหากสัมผัสเชื้อ
- ลดจำนวนเข็มวัคซีนที่ต้องฉีดหลังสัมผัสเชื้อ
- เพิ่มความปลอดภัยสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสูง
แนวทางเมื่อมีการสัมผัสเชื้อหลังได้รับวัคซีน
หากเคยได้รับวัคซีนแบบ Pre-Exposure แล้ว และเกิดการถูกสัตว์กัดหรือสัมผัสเชื้อ
- ยังจำเป็นต้องฉีดวัคซีนกระตุ้น (Booster) เพิ่ม
- โดยทั่วไปฉีด 2 เข็ม (วันที่ 0 และ 3)
ความปลอดภัยและผลข้างเคียง
วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้ามีความปลอดภัยสูง อาการข้างเคียงที่พบได้ เช่น
- ปวด บวม แดง บริเวณที่ฉีด
- มีไข้ต่ำ อ่อนเพลียเล็กน้อย
สรุป
การฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าแบบก่อนสัมผัสเชื้อ เป็นมาตรการเชิงป้องกันที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง ช่วยลดความรุนแรงของโรค ลดความยุ่งยากในการรักษาหลังสัมผัสเชื้อ และเพิ่มความปลอดภัยในระยะยาว
.png)









